แผ่นหลังของเด็กน้อยที่อิงแอบแนบชิดพิงอกแกร่งของชายหนุ่ม ให้ความรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยััมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้ในสมองจะพยายามคิดว่าพวกเขาแค่มีชื่อและใบหน้าที่เหมือนกันเท่านั้น อาจจะเป็คนละคนกัน คนรักของเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่อีกใจหนึ่ง กลับไม่คิดเช่นนั้น ก็ในเมื่อตัวเขายังมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วคนรักของเขาจะมาอยู่ที่นี่บ้างไม่ได้หรืออย่างไร
"เ้าเป็อะไร เหตุใดจู่ ๆ ถึงได้นิ่งไปเสียล่ะ หรือว่าเ้ากลัว ไม่ต้องกลัวนะ มีข้าอยู่ตรงนี้กับเ้า"
ชายหนุ่มยื่นมือมาโอบกอดตัวเขาไว้แนบอก ััที่อบอุ่นกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนทำให้เจียงอี้หลินคลายความกังวลลงไปได้
กลิ่นหอมละมุนอ่อน ๆ ซึ่งแผ่มาจากตัวของเจียงอี้หลิน ทำให้จ้าวเยี่ยหยางเคลิ้มไปชั่วขณะ จู่ ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ได้ก่อนตัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ั้แ่เด็กจนโต จ้าวเยี่ยหยางไม่เคยมีอาการเช่นนี้ เพราะเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสตรีนางใด จึงไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขานี่คืออะไร เจียงอี้หลินชะงักนั่งตัวตรง เขารู้ดีว่าไอ้ของแข็ง ๆ ใหญ่ ๆ ที่ดันหลังเขาอยู่นั้นมันคืออะไร
จ้าวเยี่ยหยาง เ้าคนไร้ยางอาย แม้แต่กับเด็กตัวเล็กเช่นนี้ยังมีความคิดอกุศลได้ ไอ้เ้าภัยสังคมเอ๊ย!! คุณตำรวจ ช่วยมาจับเ้าโรคจิตนี่ไปขังคุกที~
รองแม่ทัพหนุ่มพยายามควบคุมลมหายใจเข้าออกของตัวเอง ก่อนจะรับรู้ได้ถึงพลังปราณสายหนึ่งที่โคจรอยู่ตรงบริเวณจุดตันเถียน แล้วค่อย ๆ เข้าควบคุมจุดอุ่ยตี่กู๋ จนมันเริ่มสงบลง ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลังจากที่สงบสติอารมณ์ของตัวเองลงได้ เขาก็ได้พาเด็กน้อยขี่ม้าวนรอบลานฝึกต่อทันที
"ทางนั้น ๆ ท่านพี่เยี่ยหยาง ตรงไปแข่งม้ากับทหารคนนั้นกัน" เจียงอี้หลินชี้ไปยังทิศทางที่เหล่าทหารกำลังฝึกยิงธนูบนหลังม้า
"ขี่เร็วได้ที่ไหน เ้าไป๋ฮุ่ยเป็เพียงแค่ลูกม้า ฝีเท้ามันยังไม่เร็วนัก อีกอย่างมันต้องรับน้ำหนักตัวของข้ากับเ้า หากวิ่งเร็วเท้าของมันอาจได้รับาเ็ได้ และที่สำคัญทหารพวกนั้นฝึกยิงธนูอยู่ ขืนเข้าไปใกล้ จะโดนลูกหลงเอา"
แม้ชายหนุ่มจะอยากตามใจเด็กน้อยมากแค่ไหน แต่เื่ไหนที่ทำไม่ได้ เขาก็จะห้ามเด็ดขาด
เจียงอี้หลินลอบเบะปากใส่ แล้วพูดขึ้นลอย ๆ "ถ้ากลัวเท้ามันเจ็บ ก็ใส่เกือกให้มันสิ เวลาวิ่งมันจะได้ไม่เจ็บ"
"เ้าจะให้ข้าใส่เกือกให้กับม้า?"
"ใช่ ใส่เกือกให้มัน มันจะได้ไม่เจ็บเท้าไง วิ่งเท้าเปล่าแบบนี้น่าสงสารออก ม้าของท่านออกจะเป็ม้าพันธุ์ดี หากลดการสึกของกีบม้าได้ ก็ย่อมต้องรักษาม้าศึกไว้ได้ เป็ผลดีต่อกองทัพแท้ ๆ"
เจียงอี้หลินเผลอพูดอย่างลืมตัว ตอนแรกเขาแค่้าจะบอกใบ้กับจ้าวเยี่ยหยางให้ลองใส่เกือกม้า เพราะยุคนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีการใช้เกือกม้าเพื่อปกป้องกีบม้า จ้าวเยี่ยหยางที่ได้ฟังพลันชะงักนิ่งก่อนจะเอ่ยถาม
"เ้าไปเอาความรู้เช่นนี้มาจากไหน"
เ้าของดวงตาสีเข้มจ้องมองหนูน้อยไม่วางตา คำพูดคำจาเช่นนี้ ไม่มีทางที่เด็กอายุหกขวบจะพูดออกมาได้ แม้ว่าในเมืองหลวงคงพอจะหาเด็กแบบนี้ออกมาได้บ้าง แต่นั่นเป็เพราะพวกเขาได้รับการสอนสั่งจากปรมาจารย์ชั้นยอด แล้วหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ติดชายแดนเช่นนี้จะไปหายอดคนเช่นนั้นมาจากไหน
เจียงอี้หลินใ รีบตะกุกตะกักตอบ "ก็ท่านพ่อของข้าไง สมัยก่อนพ่อข้าเคยทำงานในคอกม้ามาก่อน เลยพอมีความรู้เื่พวกนี้อยู่บ้าง"
แม้ว่าชายหนุ่มจะยอมหลับหูหลับตาเชื่อในคำโกหกของเด็กน้อย แต่เื่เกือกม้านั่นกลับทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มุมปากของเขาค่อยแสยะยิ้มขึ้นมาสามส่วน
จวบจนยามเซิน[1] ทั้งคู่จึงหยุดพัก จ้าวเยี่ยหยางให้เด็กน้อยพักดื่มน้ำกินขนม แถมยังใช้ให้ทหารไปเก็บลูกท้อมาให้เจียงอี้หลินอีก ดูเหมือนว่าเขาจะเอาอกเอาใจเด็กน้อยผู้นี้เสียเหลือเกิน ราวกับกำลังดูแลบรรพบุรุษน้อยของตัวเองก็มิปาน
"อี้เอ๋อร์เด็กดี วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะต้องไปประชุมวางแผนกับพวกผู้นำทัพ ไว้วันไหนเ้าว่าง ๆ ค่อยมาเที่ยวเล่นที่นี่ใหม่ ดีหรือไม่"
จ้าวเยี่ยหยางลูบหัวกลมทุย เจียงอี้หลินเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แม้ว่าภายในใจจะอยากอยู่ต่อก็ตามที
"พรุ่งนี้เลยได้ไหม? ข้ายังอยากขี่ไป๋ฮุ่ย แล้วก็ยังไม่ได้ฝึกยิงธนูกับฟันดาบเลย เด็กน้อยเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว” จ้าวเยี่ยหยางทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะยอมพยักหน้าตกลง และเกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะไปรับอีกฝ่ายถึงบ้าน
จากนั้นเขาก็ขี่ไป๋ฮุ่ยไปส่งเจียงอี้หลินถึงบ้าน เด็กน้อยร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี แม้มันจะเป็เพลงที่จ้าวเยี่ยหยางไม่เคยได้ยิน แต่เขากลับรู้สึกชอบและอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
สายลมพัดโชย ใบไม้ปลิวไสว สองข้างทางอาบย้อมไปด้วยแสงสีส้มของดวงตะวัน เงาดำทอดยาว ช่างเป็ภาพที่แลดูอบอุ่นยิ่งนัก
"ถึงแล้ว ที่นี่คือบ้านเรือนเ้าใช่หรือไม่" จ้าวเยี่ยหยางหยุดม้าที่หน้าเรือนหลังใหญ่ เขาะโลงจากหลังม้าก่อนแล้วค่อยอุ้มเจียงอี้หลินลงมา
"ท่านพี่เยี่ยหยาง ท่านพี่เยี่ยหยาง"
เจียงอี้หลินกวักมือเรียกให้จ้าวเยี่ยหยางเข้ามาใกล้ ๆ อีกฝ่ายจึงนั่งยอง ๆ ยื่นหน้าไปหาเด็กน้อย โดยที่ไม่ทันตั้งตัว เจียงอี้หลินก็จุ๊บไปที่แก้มของเขาทีหนึ่งและวิ่งเข้าบ้านไป จ้าวเยี่ยหยางชะงักแข็งค้างราวกับรูปปั้นหิน เด็กน้อยหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะโบกไม้โบกมือและไม่ลืมย้ำให้จ้าวเยี่ยหยางมารับตนพรุ่งนี้ด้วย
'เ้าเด็กนี่ช่างขี้เล่นเหลือเกิน' จ้าวเยี่ยหยางส่ายหน้ายิ้ม ๆ ไว้รอให้โตก่อนเถอะ เขาจะต้องเอาคืนเป็พันเท่าเลย
ไม่นานรองแม่ทัพหนุ่มก็กลับมาถึงค่าย เขาเรียกประชุมเหล่าผู้นำทัพ เพื่อเสนอแผนการบางอย่าง การหารือเป็ไปอย่างเคร่งเครียด เพราะสิ่งที่เขาเอ่ยขึ้นมานั้น มันราวกับเป็เื่เพ้อฝัน เดิมทีพวกผู้าุโพวกนี้มีใจคิดอคติต่อจ้าวเยี่ยหยางอยู่แล้ว เป็เพราะเส้นสายและบารมีของแม่ทัพจ้าวผู้พ่อ ทำให้จ้าวเยี่ยหยางสามารถปีนขึ้นมาสู่จุดนี้ได้
"ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะพิสูจน์ให้พวกท่านดูเอง ขอเวลาให้ข้าหนึ่งเดือน"
คืนนั้น
จ้าวเยี่ยหยางได้ฝันเห็นถึงเื่ราวต่าง ๆ ทั้งตัวเขาในชุดคลุมสีดำ ที่กำลังโอบอุ้มร่างของเด็กหนุ่มในชุดเซียนสีขาว และอีกร่างในชุดแปลกตาที่กำลังนอนเป็ผักอยู่บนเตียงแล้วมีสายห้อยระโยงระยางครอบปากและจมูกของเขาโดยมีเด็กหนุ่มคนเดิมนั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ราวกับอีกฝ่ายใกล้จะพังทลายเต็มที เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปหาเพื่อปลอบประโลม แต่สุดท้ายตัวเขากลับถูกพลังงานที่มองไม่เห็นดีดออกมา
จ้าวเยี่ยหยางสะดุ้งตัวตื่นขึ้น โดยที่มือของเขายังเอื้อมคว้าบางอย่างอยู่ในอากาศ ชายหนุ่มลดมือลงและกุมใบหน้าตัวเองเพื่อเช็ดเหงื่อที่ผุดซึมขึ้นมา เขายันกายลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทีเหนื่อยหอบ ลู่ผิงรีบเข้ามาในกระโจมเพราะได้ยินเสียงของเขา แต่อีกฝ่ายกลับโบกมือขึ้นเพื่อไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปพักผ่อน ดวงตาคมกริบทอดมองเข้าไปในความมืด
‘ฝันนั่น มันอะไรกัน’
เช้าวันรุ่งขึ้น
จ้าวเยี่ยหยางไปรับเจียงอี้หลินถึงบ้านตามสัญญา เมื่อคืนหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมากลางดึก ก็แทบจะข่มตาหลับไม่ลง เพราะเอาแต่หวนคิดทบทวนถึงความฝันนั้น
‘ช่างเป็ฝันที่ประหลาด แต่ทำไมข้ากลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับนั่นไม่ใช่ความฝัน’
"เอ่อ ท่านรองแม่ทัพ มาถึงที่นี่ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือ ตายละ หรือเมื่อวานบุตรชายข้าไปสร้างความลำบากอะไรให้กับท่าน" เจียงซูเถียนถามอย่างตื่นใ จ้าวเยี่ยหยางรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
"เปล่าหรอก ข้าแค่มารับอี้เอ๋อร์น่ะ เมื่อวานข้าสัญญากับเขาไว้ว่าวันนี้จะมารับ"
"เอ่อ เรียนท่านรองแม่ทัพ ตอนนี้เสี่ยวอี้ของข้ายังไม่ตื่น เดี๋ยวข้าจะรีบไปปลุกเขาให้ ท่านรองแม่ทัพโปรดรอสักครู่"
เจียงซูเถียนรีบวิ่งไปปลุกบุตรชายโดยไว เมื่อวานตอนกลับมาเ้าลูกชายตัวดีไม่เห็นบอกเขาสักคำว่าวันนี้ท่านรองแม่ทัพจ้าวจะมารับ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะรีบปลุกเด็กน้อยั้แ่ยามอิ๋นแล้ว[2]
"เสี่ยวอี้ตื่นเถอะ ท่านรองแม่ทัพมาถึงแล้วนะ นี่เ้าไปสัญญาอะไรกับเขาไว้เนี่ย เสี่ยวอี้ ตื่นเดี๋ยวนี้" เจียงซูเถียนพยายามเรียกบุตรชาย
ชื่อเสียงของจ้าวเยี่ยหยางเป็เช่นไร ใยเขาจะไม่รู้ แม้จะเป็เด็กหนุ่ม แต่หากพูดถึงเื่ความน่าเกรงขามแล้ว ไม่แพ้แม่ทัพคนอื่น ๆ แรงกดดันเมื่อได้อยู่ต่อหน้า ขนาดเขาที่เป็ถึงอดีตองครักษ์ลับ ยังอดรู้สึกหวาด ๆ ต่อสายตาคมกริบนั่นเลย แต่เพราะอะไรไม่รู้ รองแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ กลับถูกใจบุตรชายของเขาเสียได้ หรือเป็เพราะความพิเศษในตัวของเด็กคนนี้ดึงดูดให้เข้าหากันนะ
"งื้ออออ อีกนิดน่า ขออีกห้านาที"
เ้าเด็กขี้เซาพลิกตัวหนีบิดาแล้วเอาผ้ามาคลุมโปง ปกติเจียงอี้หลินไม่ใช่คนที่นอนขี้เซา แต่พอเป็เด็กแล้วเขากลับรู้สึกว่าร่างกายของเขาง่วงง่ายแล้วก็หิวง่ายด้วย อีกอย่างที่นี่บรรยากาศดีสุด ๆ ไร้ซึ่งมลภาวะทางอากาศ ไร้เสียงหนวกหูของรถรา
"พูดอะไรของเ้าเนี่ย ข้าฟังไม่รู้ความ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เ้าลูกขี้เซา อย่าต้องให้ท่านรองแม่ทัพจ้าวรอนานไปมากกว่านี้นะ"
เจียงซูเถียนถึงกับเหงื่อไหล นี่ลูกชายของเขากลายเป็เด็กตื่นยากแบบนี้ไปั้แ่เมื่อไหร่กัน
"เขาไม่ยอมตื่นเหรอ" เสียงทุ้มแหบนิด ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ดูเหมือนจ้าวเยี่ยหยางจะทนรอไม่ไหวจนต้องเข้ามาดูเอง แต่ไม่ทราบว่าที่บ้านของท่านรองแม่ทัพสอนมาเช่นไร ใยถึงได้เดินดุ่ม ๆ ในบ้านคนอื่นเช่นนี้กันเล่า เจียงซูเถียนลอบคิดในใจ
เจียงอี้หลินที่ได้ยินเสียงของจ้าวเยี่ยหยางก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที
"เฮ้อ ตื่นสักที เสี่ยวอี้เร่งล้างหน้าแต่งตัวเร็วเข้า เอ้าพวกเ้าน่ะ รีบช่วยคุณชายน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าสิ"
เจียงซูเถียนออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้ จ้าวเยี่ยหยางตวัดสายตามองเด็กน้อยแล้วกำหมัดกระแอมไอเบา ๆ เพื่อปกปิดรอยยิ้มมุมปาก จากนั้นก็หันหลังแล้วกลับออกไปยืนรอด้านนอก ไม่ถึงสองเค่อ[3] บ่าวรับใช้ก็แต่งตัวให้คุณชายน้อยจนเสร็จ
ชุดสีน้ำเงินที่เขาสวมใส่ ช่วยขับผิวของเด็กน้อยให้ขาวผ่องราวกับจะสะท้อนแสงได้ เจียงอี้หลินลงมือทำผมด้วยตัวเอง เขาถักเปียเล็ก ๆ ด้านหน้าไว้สองข้าง จากนั้นก็รวบมัดรวมกับผมที่เหลือเป็ทรงสูง ผูกด้วยโบวสีน้ำเงินเข้ากันกับชุด สวมรองเท้าหุ้มแข้งดูทะมัดทะแมง แต่ก็น่ารักอยู่ในที
ตอนที่เขาแสดงละครแนวพีเรียดย้อนยุค เขาก็แต่งตัวเช่นนี้ มันให้อารมณ์เหมือนคุณชายลูกผู้ดี
.
.
จบตอน.
เชิงอรรถ
[1] ยามเซิน เท่ากับเวลา 15:00-16:59 น.
[2] ยามอิ๋น เท่ากับเวลา 03:00-04:59 น.
[3] เค่อ เป็การนับเวลาแบบจีน จะเทียบเท่ากับ 15 นาที
---------------------
คุณตำรวจอยู่ไหน มาจับเ้าคนโรคจิตนี่ไปที