เมื่อครู่ระหว่างที่เสิ่นเชียนซีแสดงอาการย่ามใจต่อเสิ่นจื่อโยวอยู่นั้นนางไม่ทันสังเกตสักนิดว่ามียันต์แผ่นหนึ่งค่อย ๆ พลิ้วปลิวมาตกบนร่างตัวเอง
ยันต์แผ่นนั้นสว่างวาบก่อนค่อย ๆ จางหายกระทั่งอันตรธานไป
หลังจัดการสิ่งเหล่านี้เรียบร้อย เสิ่นจื่อโยวก็กลับไปยังที่นั่งของตนแล้วเฝ้ารอผลลัพธ์เงียบๆ
ในฐานะปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อันดับหนึ่งของแผ่นดินเสวียนอู่ความสามารถในการใช้ยันต์ของเสิ่นจื่อโยวอยู่ในระดับสุดยอดมาช้านานแล้วนางสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในหลุมพรางโดยที่เทพเซียนไม่ทันเห็นผีสางไม่ทันรู้ตัว
เสิ่นเชียนซีไม่รู้ว่าเสิ่นจื่อโยวได้เตรียมกลเล็กๆ น้อย ๆ ไว้ให้ นางยังคงดื่มด่ำอยู่ในความสุขแห่งชัยชนะที่ได้รับโดยสมบูรณ์
ในที่สุดงานเลี้ยงวันนี้ก็ดำเนินมาถึง่สุดท้ายฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์เป็สัญญาณให้บรรดาแเื่ที่อยู่ภายในพระที่นั่งสามารถออกไปเดินเล่นหรือชมบุปผาในอุทยานได้ตามสะดวก
แก้มของเสิ่นเชียนซีแดงระเรื่อด้วยสีชมพูนางเดินตรงไปยังที่ประทับของบรรดาองค์ชาย
เมื่อครู่องค์ชายสามเซวียนหยวนช่างและองค์ชายหกเซวียนหยวนฉีต่างก็ช่วยนางจากสถานการณ์ลำบากนางอยากขอบพระทัยองค์ชายทั้งสองด้วยตนเองและจะได้อาศัยโอกาสนี้เพิ่มน้ำหนักของตนในหัวใจพวกเขา
ทั้งเซวียนหยวนช่างและเซวียนหยวนฉีต่างก็เป็ผู้มีโอกาสที่จะได้ขึ้นเป็จักรพรรดิในกาลข้างหน้าเสิ่นเชียนซีจึงไม่มีทางปล่อยโอกาสอันดีนี้ให้เสียไปโดยไร้ประโยชน์
“องค์ชายสาม องค์ชายหกเคราะห์ดีที่เมื่อครู่หม่อมฉันได้องค์ชายทั้งสองพระองค์ทรงช่วยเหลือไว้มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าหม่อมฉันจะต้องถูกพี่สาวบุตรอนุผู้นั้นรังแกจนถึงขั้นใด”
เสิ่นเชียนซีกล่าวแล้วกระบอกตาก็พลันแดงเรื่อท่วงท่านุ่มนวลเปราะบางประหนึ่งต้นหลิวที่พลิ้วไหว
สามารถกล่าวได้ว่าเสิ่นเชียนซีได้รับการ‘ถ่ายทอด’ มาจากพันไป๋เหอโดยแท้จริงเบื้องหน้าเหล่าสตรีแสดงท่วงท่าอากัปกิริยาหนึ่ง ต่อหน้าบุรุษแสดงอากัปกิริยาหนึ่ง
เดิมที่ทั้งเซวียนหยวนช่างและเซวียนหยวนฉีต่างก็มีใจคิดเป็อื่นต่อเสิ่นเชียนซียามนี้เมื่อเห็นนางมีท่าทีเปราะบาง้าการปกป้องเช่นนี้ในใจก็เหลวประหนึ่งแอ่งน้ำอุ่น
เซวียนหยวนช่างก้าวไปด้านหน้ากุมมือทั้งคู่ของเสิ่นเชียนซีไว้เบาๆ พลางกล่าวปลอบประโลม “เชียนซีอย่าได้หวาดกลัวไป มีข้าอยู่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจรังแกเ้าได้นับประสาอะไรกับบุตรของอนุคนหนึ่ง”
“ถูกต้อง เ้าอย่ามองว่าเสิ่นจื่อโยวน่ากลัวข่มเหงผู้คน ต่อหน้าราชวงศ์นางก็เป็เพียงเสือกระดาษเท่านั้นนอกจากนี้นางสามารถยิ่งใหญ่เหนือฟ้าได้หรือ เ้าวางใจเถิด”เซวียนหยวนฉีก้าวขึ้นมาอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ เขาโอบไหล่ของเสิ่นเชียนซีซับน้ำตาบริเวณปลายหางตาให้นางอย่างแ่เบา
มรสุมดำมืดที่เกิดขึ้นระหว่างเซวียนหยวนช่างและเซวียนหยวนฉีดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อยบรรดาสตรีต่างมองเสิ่นเชียนซีด้วยสายตาริษยารู้สึกว่านางโชคดีเหลือคณาที่ได้รับพระเมตตาจากองค์ชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ในเวลาเดียวกัน
ทว่าพวกนางก็ตระหนักดีว่าไม่อาจเปรียบเทียบระหว่างเสิ่นเชียนซีและพวกนางไม่ว่าด้วยพร์หรือรูปโฉม เสิ่นเชียนซีล้วนนำห่างพวกนางไปหลายขุมจะมาเทียบกันได้อย่างไร
เสิ่นเชียนซีดื่มด่ำกับสายตาของผู้คนที่มองมาในใจเกิดความรู้สึกทะนงตน
เสิ่นจื่อโยวมองภาพเหตุการณ์นั้นจากระยะไม่ไกลนักมุมปากยกหยักอย่างมาดร้าย
ในขณะที่เสิ่นเชียนซีกำลังคิดว่าต้องใช้กลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับให้องค์ชายทั้งสองพระองค์ลุ่มหลงในเสน่ห์ของตนมากขึ้นหรือไม่ทั้งร่างของนางก็พลันสั่นสะท้านขึ้น เกิดคลื่นความรู้สึกประหลาดพิกล
“เชียนซีเป็อะไรไปหรือ ต้องไอเย็นแล้วใช่หรือไม่?” เซวียนหยวนช่างถามด้วยความห่วงใยทั้งยังขยับเข้าใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง
เสิ่นเชียนซีเกิดความรู้สึกแปลกพิกลอย่างยิ่งยวดกลิ่นหอมบนร่างของคนเบื้องหน้านางช่างหอมจรุงยิ่งนัก หอมจนทำให้นางอยากที่จะ...งับแรงๆ สักคำ!
เสิ่นเชียนซีคิดเช่นนี้ทั้งยังลงมือกระทำเช่นเดียวกันนางกระโจนเข้าหาเซวียนหยวนช่างอย่างรวดเร็วเซวียนหยวนช่างหลงนึกว่าโฉมงาม้ากระโจนเข้าสู่อ้อมกอดจึงอ้าแขนทั้งสองข้างเพื่อเตรียมรับการเสนอตัวของเสิ่นเชียนซีที่ยากนักจะมีแต่คาดไม่ถึงว่าเสิ่นเชียนซีกลับพุ่งตัวเข้ามางับเขาที่ลำคอ!
“อ๊าก...”เซวียนหยวนช่างะโร้องอย่างเ็ปเขาคิดผลักตัวเสิ่นเชียนซีออกแต่เพราะเสิ่นเชียนซีกัดแรงมากกระทั่งเนื้อที่ลำคอของเขายังแทบถูกกัดจนขาด
“เชียนซี เชียนซีเ้าเป็อะไรไป” องค์ชายหกเซวียนหยวนฉีเองก็ตกตะลึงเขาอ้อมตัวไปคิดจะง้างปากของเสิ่นเชียนซีออก ทว่ายังไม่ทันรอให้เขาได้ออกแรงง้างปากเสิ่นเชียนซีก็ผละออกจากลำคอของเซวียนหยวนช่างมางับนิ้วทั้งห้าของเขาแทน!
“อ๊าก...”เสียงร้องเ็ปครานี้เป็ของเซวียนหยวนฉี
สิบนิ้วเชื่อมต่อกับหัวใจเซวียนหยวนฉีได้ตระหนักอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ‘โทษทัณฑ์การบีบนิ้ว’ นั้นรู้สึกอย่างไร
ทุกคนต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันนี้กระทั่งพวกเขาได้สติก็กรูกันเข้าไปแยกตัวเสิ่นเชียนซีออกมาที่ง้างปากก็พยายามง้างปาก ที่ดึงเอวก็พยายามดึงรั้งนางออกมาด้วยคิดอยากช่วยองค์ชายทั้งสองให้พ้นจากปากของเสิ่นเชียนซี
เพียงแต่ไม่รู้ว่าสาวน้อยอ่อนแอบอบบางเช่นเสิ่นเชียนซีนำพละกำลังมาจากที่ใดคนทั้งกลุ่มร่วมมือกันก็ยังไม่สามารถสยบนางได้ซ้ำยังถูกนางกัดไปคนละาแ
ในขณะนี้เองพวกเขาก็พบว่าั์ตาของเสิ่นเชียนซีเป็สีแดงเข้มด้านในเต็มไปด้วยอารมณ์บ้าคลั่ง
“เสิ่นเชียนซีบ้าไปแล้ว!”
ไม่รู้ว่าเป็ผู้ใดที่ะโขึ้นผู้คน ณ สถานที่แห่งนั้นจึงเริ่มตื่นตระหนกโกลาหลมากขึ้นบรรยากาศอลหม่านวุ่นวายราวกับอยู่ในตลาด
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ยุ่งเหยิงโทสะของฮ่องเต้ก็พลันพลุ่งพล่านหากไม่ใช่เพราะพระโอรสที่ทรงโปรดปรานมากที่สุดสองพระองค์อยู่ด้านในเขาก็คงสั่งให้ลากตัวทุกคนออกไปโบยห้าสิบไม้แล้ว!
นี่มันอะไรกัน! นี่มันเื่อะไร!
ฮองเฮาเองก็พิโรธจนปวดพระอุระหลังนางสั่งให้นางกำนัลขันทีข้างกายไปช่วยองค์ชายหกนางก็เดินไปยังเบื้องหน้าของเสิ่นอี้กวงด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “เสิ่นอี้กวงเ้าช่างมีความสามารถยิ่งนัก!ดูบุตรสาวที่เ้าบ่มเพาะมาอย่างดี เสียแรงที่โอรสของข้าเพิ่งช่วยนางจากสถานการณ์ลำบากเพียงพริบตานางก็กัดลูกของข้าแล้วหากลูกของข้ามีส่วนใดเสียหายไปข้าจะให้เ้าคุกเข่าชดใช้ความผิดเบื้องหน้าลูกข้าจนกว่าหัวเข่าของเ้าจะแหลกละเอียด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ๆๆเป็กระหม่อมที่สั่งสอนไม่ดี ๆ” เสิ่นอี้กวงคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วโขกศีรษะให้กับฮองเฮาอย่างไม่คิดชีวิตเขากลัวเพียงว่าหากโขกช้าไปฮองเฮาจะทรงรับสั่งให้ถลกหนังถอดเส้นเอ็นของเขาแล้ว
“ฮึ!”หลังจากฮองเฮาทรงระบายโทสะที่คับแน่นในทรวงอกเรียบร้อยก็หันไปมองกลุ่มคนที่ยังล้อมวงแ่าหลายชั้นจนแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ยังเล็ดลอดเข้าไปไม่ได้นางมองไม่เห็นว่าสถานการณ์ด้านในเป็อย่างไร ด้วยความห่วงใยในตัวโอรสที่รักฮองเฮาจึงแทบอดรนทนไม่ไหวที่จะฝ่าเข้าไป
หัวเข่าของเสิ่นอี้กวงพลันอ่อนยวบเขาทรุดตัวลงบนพื้น
จบแล้ว ครานี้จบสิ้นแล้ว ไม่เพียงแต่หมดหวังกับตำแหน่งชายาเอกแห่งองค์รัชทายาทของบุตรสาวแม้แต่ตำแหน่งเสนาบดีก็สั่นคลอนถึงคราดับสูญแล้ว
นี่มันเวรกรรมอะไรกัน...หากรู้เช่นนี้เขาคงไม่พาบุตรสาวมาร่วมงานเลี้ยงด้วย
สุดท้ายความวุ่นวายก็จบลงด้วยการที่เสิ่นเชียนซีถูกฝ่ามือของคนผู้หนึ่งทำให้หมดสติคนสิบกว่าคนที่อยู่ใกล้เสิ่นเชียนซีมากที่สุดต่างมีาแถูกกัดในระดับความรุนแรงแตกต่างกันไปในจำนวนนี้าแของเซวียนหยวนช่างและเซวียนหยวนฉีองค์ชายทั้งสองพระองค์มีความรุนแรงมากที่สุด
ผู้ใดให้พวกเขาปรารถนาเอาใจโฉมงามอยู่ใกล้ชิดกับนางมากที่สุดกันเล่า
คนหนึ่งกุมลำคอ คนหนึ่งกุมมืออาภรณ์มีรอยขาดวิ่นหลายตำแหน่ง ผมเผ้าก็ถูกดึงทึ้งจนยุ่งเหยิงสภาพน่าเวทนาอย่างไม่อาจเปรียบ
บางทีนี่เป็่เวลาที่พวกเขาดูน่าสมเพชมากที่สุดั้แ่ถือกำเนิด
องค์ชายสามมองไปที่เสิ่นเชียนซีด้วยสายตาอาฆาตั์ตาไร้ร่องรอยหวานล้ำเช่นเมื่อครู่
เคราะห์ดีที่เสิ่นเชียนซียังไม่ได้สติมิเช่นนั้นก็น่ากลัวว่านางอาจจะนึกอยากสลบไปอีกครา
“เร็วเข้า!ยังไม่รีบมาพันแผลให้ข้า!” องค์ชายหกคำรามด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน
“อ้อ ๆ!มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นอี้กวงรับอุปกรณ์ทำแผลมาจากขันทีตัวน้อยแล้วรีบโค้งตัววิ่งเข้าไป
เขา้ากอบกู้ความหวังที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด
องค์ชายหกกระชากสิ่งของมาจากมือเขากล่าวด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวเกรี้ยวกราด “อีกครู่ข้าค่อยจัดการพวกเ้า!”
แข้งขาทั้งคู่ของเสิ่นอี้กวงอ่อนยวบอยากคุกเข่าลงไปอีกครั้ง
ในสถานการณ์ที่เกือบสูญสิ้นการควบคุมนี้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าเสิ่นจื่อโยวได้หายไปจากงานเลี้ยงแล้ว
หลังออกมาจากพระราชวังเสิ่นจื่อโยวก็จ้างรถม้าคันหนึ่งให้ควบไปตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับจวนตระกูลเสิ่นอารมณ์ในใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างไม่อาจพรรณนา
“เป็อย่างไรบ้างการแสดงเมื่อครู่ถือว่าน่าดูหรือไม่” เสิ่นจื่อโยวหันไปถาม ‘บางคน’ ด้านข้าง
นางหลงนึกว่าโม่จื่อเซวียนยังคงอยู่ข้างกายนางแต่รออยู่ค่อนวันนางก็ยังไม่ได้ยินการตอบรับใด ๆ
เสิ่นจื่อโยวชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะโคลงศีรษะคลี่ยิ้มออกมา“เ้าเด็กนี่ทำตัวลึกลับซับซ้อนเสียจริง การแสดงยังชมไม่ทันจบก็หายตัวไปเสียแล้ว”
อีกด้านหนึ่งในวังหลวงองค์ชายเจ็ดเซวียนหยวนโม่หัวเราะเบา ๆ ออกมาเสียงหนึ่งเขากล่าวกับขันทีตัวน้อยที่อยู่ด้านหลัง
“ชมการแสดงจบแล้ว พวกเราไปกันเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีตัวน้อยรับคำอย่างนอบน้อม แล้วเข็นเก้าอี้รถเข็นขององค์ชายเจ็ดออกไปจากพระที่นั่งเนิบช้า