ที่ดินของหลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันนั้นแยกจากกัน
บ้านของหลินกั๋วผิงมีสมาชิกสองปากท้อง จึงได้รับจัดสรรที่ดินจากหมู่บ้านกว่าห้าหมู่ เมื่อรวมกับที่ดินส่วนตัวเล็กน้อยก็เกือบหกหมู่ ส่วนหลินกั๋วอันอยู่ตัวคนเดียว ในชื่อของเขาจึงมีเพียงที่ดินจากหมู่บ้านกว่าสองหมู่ บวกกับที่ดินส่วนตัวอีกเล็กน้อย รวมเบ็ดเสร็จก็ประมาณสามหมู่เท่านั้น
ที่ดินของสองพี่น้องก็เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในละแวกนี้ ส่วนหนึ่งใช้ปลูกข้าวสาลี หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้วก็จะปลูกข้าวโพดต่อ ส่วนที่ดินอีกส่วนหนึ่งใช้ปลูกถั่วลิสงและมันเทศ นอกจากนี้ทุกบ้านจะมีสวนผักเล็กๆ ไว้ปลูกผักกินเองในครอบครัว
เมื่อผ่านพ้นเทศกาลน้ำฝนไปแล้ว ก็ใกล้ถึงเวลาต้องเตรียมตัวสำหรับการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิ
ทางภาคเหนือ การเพาะปลูกหลักในฤดูใบไม้ผลิคือถั่วลิสง มันเทศ ถั่วต่างๆ ข้าวฟ่าง และธัญพืชอื่นๆ แน่นอนว่าผักหลายชนิดก็ต้องเริ่มลงเมล็ดแล้วเช่นกัน อาทิ มันฝรั่ง ถั่วแขก และถั่วฝักยาว
ช่วงนี้ หลังจากกินข้าวและพักผ่อนสักครู่ หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันก็จะลงไปทำงานในไร่นาทุกวัน พวกเขาต้องพลิกหน้าดินที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้หลายเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ บ้านไหนมีวัวก็ใช้วัวไถนา แต่บ้านไหนไม่มีวัวก็ต้องไปขอยืม หรือไม่ก็ต้องใช้แรงคนถือจอบขุดเอาทีละจอบๆ
พอถึงตอนบ่าย ทิงเสวี่ยเห็นว่าแป้งขึ้นฟูได้ที่แล้ว เธอตั้งใจจะรอให้พ่อกลับมาแล้วค่อยให้เขาลงมือทำซาลาเปา เธอเชื่อมั่นว่าด้วยไหวพริบของพ่อ ซาลาเปาเข่งนี้จะต้องอร่อยกว่าครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน
และสัญชาตญาณของทิงเสวี่ยก็แม่นยำมาก
ซาลาเปาที่หลินกั๋วผิงทำตามสูตรลับในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติหรือหน้าตา ล้วนพัฒนาดีขึ้นไปอีกระดับเมื่อเทียบกับครั้งแรก
ทิงเสวี่ยแบ่งซาลาเปาไปให้ปู่หวงย่าหวงชิม และยังกันส่วนหนึ่งไว้ส่งไปให้บ้านของหลินกั๋วจวินชิมด้วย
ทิงเสวี่ยถือโอกาสตอนไปขอดูโทรทัศน์ เอาซาลาเปาติดมือไปให้สองสามีภรรยาหลินกั๋วจวินชิม โดยมีหลินกั๋วผิงตามไปด้วย
“กั๋วผิง ซาลาเปานี่แกทำเองจริงๆ เหรอ?”
ภรรยาของหลินกั๋วจวินเคี้ยวตุ้ยๆ ไปหลายคำถึงยอมละปากออกมาพูด ซาลาเปาลูกใหญ่ในมือเธอหายวับไปเกือบหมดลูกแล้ว
ยังไม่ทันที่หลินกั๋วผิงจะอ้าปากตอบ ทิงเสวี่ยก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ป้าสะใภ้คะ ซาลาเปานี่พ่อหนูทำเองค่ะ พ่อทำตามสูตรลับที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ อร่อยเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะ หน้าตาก็ดูดีมากด้วย”
ภรรยาของหลินกั๋วจวินพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันว่าอาหารที่อาสะใภ้สาม ทำน่ะไม่มีใครเทียบได้แล้วนะ ไม่นึกเลยว่าฝีมือเอ็งจะดีกว่าอาสะใภ้สามเสียอีก ตอนที่ท่านจากไป ฉันกับพี่ใหญ่ของแกยังเป็นห่วงอยู่เลยว่าแกจะทำกับข้าวไม่เป็น จะพลอยทำให้เสียวเสวี่ยต้องลำบากไปด้วย ดูท่าความกังวลของพวกเราจะไร้ประโยชน์เสียแล้ว ทำซาลาเปาอร่อยขนาดนี้ได้ อย่างอื่นก็คงไม่ยากเกินความสามารถแกแล้วล่ะ”
หลินกั๋วจวินจัดการซาลาเปาหมดไปลูกหนึ่งแล้วถึงได้เริ่มเอ่ยปากชมหลินกั๋วผิงบ้าง
เมื่อถูกญาติผู้พี่ทั้งสองชมซึ่งๆ หน้าแบบนี้ หลินกั๋วผิงก็รู้สึกขัดเขิน ชายอกสามศอกอายุสามสิบกว่าแล้วกลับหน้าแดงเป็นลูกตำลึง
“คุณลุง คุณป้าคะ... พวกท่านว่าฝีมือทำซาลาเปาระดับพ่อหนู ถ้าจะเปิดร้านขายซาลาเปาจะเป็นยังไงบ้างคะ?”
คำถามกะทันหันของทิงเสวี่ยทำให้สองสามีภรรยาอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตั้งสติได้เร็ว ภรรยาของหลินกั๋วจวินตอบทันควัน “ดีสิ! ดีเลยล่ะกั๋วผิง ถ้าแกเปิดร้านขายซาลาเปาได้จริงๆ ก็จะดีมาก ฝีมือแกก็ดี นิสัยแกก็ดี ลูกค้าต้องติดแน่”
หลินกั๋วจวินพูดเสริมภรรยา “กั๋วผิง พี่สะใภ้แกพูดถูกนะ ถ้าแกจะเปิดร้านขายซาลาเปาจริงๆ ฉันสนับสนุนเต็มที่ ขาดเหลือเงินทองอะไรก็มาบอก ฉันให้ยืมได้... เสียวเสวี่ยเรียนเก่ง อนาคตต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่ แกต้องรีบเก็บเงินค่าเล่าเรียนไว้ล่วงหน้าเลยนะ ลำพังแค่ทำนาอย่างเดียวชีวิตมันจะฝืดเคืองเกินไป”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนชี้แนะต่อ “ตั้งแต่รัฐบาลอนุญาตให้ชาวบ้านอย่างเราทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ได้ แกดูสิว่าในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านของเรามีกี่คนที่ตั้งตัวได้จากการค้าขาย ไม่ต้องมองไปไหนไกล แค่หงเจี้ยน หลานชายบ้านเรานี่แหละ อาศัยแค่เพาะถั่วงอกขาย ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
หลินกั๋วผิงมีสีหน้าลังเล “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ความหวังดีของพวกพี่ผมเข้าใจครับ แต่ผม... ผมกลัวว่าจะทำเจ๊ง ผมว่าคนอย่างผมไม่เหมาะจะไปทำการค้าหรอกครับ”
ทิงเสวี่ยรีบแย้ง “พ่อคะ ใครเขาเกิดมาแล้วค้าขายเป็นเลยบ้างล่ะคะ? พ่อมีฝีมือทำซาลาเปาอร่อยขนาดนี้ ขอแค่รสชาติอร่อย ราคายุติธรรม คุณภาพดี ยังไงก็ไม่ขาดทุนหรอกค่ะ ใช่ค่ะ... ช่วงแรกๆ อาจจะขายไม่ค่อยดี แต่ถ้าพวกเราพยายามต่อไปเรื่อยๆ ก็ต้องประสบความสำเร็จแน่นอน... คุณลุง คุณป้าสะใภ้คะ พวกท่านว่าไหมคะ?”
ภรรยาของหลินกั๋วจวินยกนิ้วโป้งให้หลานสาว “เสียวเสวี่ยพูดถูก! กั๋วผิง แกทำไมใจไม่สู้เท่าเด็กเลยนะ ดูสิว่าแกมีดีตรงไหนบ้าง ตอนที่หงเจี้ยนหลานแกไปขายถั่วงอกใหม่ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดตลาดได้ทันทีนะ พวกแกไม่รู้หรอกว่ามันต้องทิ้งถั่วงอกเน่าเสียไปตั้งเท่าไหร่ กว่าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแบบตอนนี้!”
หัวใจของหลินกั๋วผิงเริ่มหวั่นไหว แต่เขาก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด
เขารู้สึกว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องใหญ่และมีความเสี่ยง หากทำไม่ดีจนขาดทุน เงินที่ลงไปก็จะสูญเปล่า ทั้งปีเขาหาเงินได้ไม่กี่บาท เงินทุกหยวนทุกเฟินล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจากการทำนา คำเปรียบเปรยที่ว่า “เหงื่อหยดลงดินจนหน้าดินแตกเป็นแปดเสี่ยง” เพื่อบรรยายความยากลำบากของชาวนานั้น ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เพราะรู้ซึ้งว่าเงินทองหายากเหลือเกิน ดังนั้นทุกครั้งที่จะใช้จ่ายเงินแต่ละเฟิน หลินกั๋วผิงจึงต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างละเอียด
หลังจากกลับถึงบ้าน หลินกั๋วผิงพูดกับทิงเสวี่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พ่อรู้ความคิดของลูกนะ แต่การเปิดร้านขายซาลาเปามันไม่ง่ายเหมือนที่ลูกคิดหรอก บ้านเราไม่มีเงินทุน พ่อแค่อยากจะทำนาให้ดี แล้วก็ตั้งใจเก็บเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ที่นาบ้านเรามันน้อยเกินไป พ่อตั้งใจว่าจะไปคุยกับทางหมู่บ้านขอเช่าที่เพิ่มอีกหน่อย แบบนี้ความเป็นอยู่ของเราก็น่าจะดีขึ้น... เสียวเสวี่ย ลูกวางใจเถอะ พ่อจะพยายามทำให้ลูกมีชีวิตที่ดี จะให้ลูกได้กินดีอยู่ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านแน่นอน”
“พ่อคะ หนูอยากให้พ่อเปิดร้านขายซาลาเปาไม่ใช่เพื่อตัวหนูเอง แต่เพื่อครอบครัวของเราค่ะ ถ้าพวกเรามีเงิน เราก็จะช่วยอาสามแต่งงานได้ อาสามไม่มีภรรยาเป็นเรื่องที่คุณย่ากังวลใจที่สุดนะคะ”
ทิงเสวี่ยจ้องตาพ่อแล้วยื่นข้อเสนอ “บ้านเราไม่มีเงินมากก็จริง แต่ตอนที่หนูให้เลือดเฉินเหยาเหยา แม่เขาให้เงินมาสองพันหยวนไม่ใช่เหรอคะ? เอาเงินสองพันหยวนนั้นมาลงทุนให้พ่อส่วนหนึ่งเถอะค่ะ หนูรู้ว่าพ่อไม่อยากแตะต้องเงินก้อนนั้น งั้นก็ถือว่าพ่อขอยืมหนูก็ได้ พอได้กำไรแล้วค่อยคืนให้หนูเป็นเท่าตัว”
“ตอนแรกที่หนูขอเงินก้อนนี้มาก็เพื่อให้พ่อเอาไปทำทุน ถ้าพ่อเอาแต่วางเงินทิ้งไว้เฉยๆ กินดอกเบี้ยธนาคาร มันน่าเสียดายแย่ ทั้งปีจะได้ดอกเบี้ยสักกี่ตังค์กันเชียวคะ?”
ทิงเสวี่ยพูดด้วยท่าทีสุขุมเกินวัย แม้ร่างกายจะยังเล็ก แต่ความคิดความอ่านกลับเหมือนผู้ใหญ่
หลินกั๋วผิงส่ายหน้าทันทีที่ได้ยิน “เสียวเสวี่ย เงินก้อนนั้นเป็นเงินที่ลูกใช้เลือดของตัวเองแลกมา พ่อจะเอามาใช้ได้ยังไง? ลูกเลิกคิดไปได้เลย พ่อไม่ฟังลูกหรอก ลูกยังเด็ก ลูกไม่เข้าใจหรอกว่าการค้าขายมันยากแค่ไหน พ่อแค่อยากทำนาและดูแลลูกให้ดี อย่างอื่นพ่อไม่คิดทั้งนั้น”
ท่าทีของหลินกั๋วผิงแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง ไม่มีช่องว่างให้ต่อรองเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าถ้าตัวเองยืนกรานแข็งกร้าวขนาดนี้ ลูกสาวคงจะยอมถอดใจ แต่เขาประเมินความหัวรั้นของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ต่ำเกินไป
ในเมื่อพ่อหัวแข็ง ทิงเสวี่ยก็หัวแข็งยิ่งกว่า
เธอแสดงจุดยืนชัดเจน ถ้าพ่อไม่ยอมใช้เงินก้อนนั้นเปิดร้านขายซาลาเปา เธอก็จะไม่ไปโรงเรียน ไม่กินข้าว และไม่ลุกจากเตียง!
ทิงเสวี่ยรู้ว่าวิธีนี้มันค่อนข้างสุดโต่ง แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ พ่อก็คงไม่ยอมเปลี่ยนใจแน่ๆ ตัวเธอเองก็ยังเด็ก จะให้ปล่อยสูตรลับที่อุตส่าห์นำติดตัวมาจากชาติก่อนทิ้งเสียของไปเปล่าๆ อย่างนั้นหรือ? ที่สำคัญที่สุดคือ ขืนเป็นชาวนาอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่ที่บ้านจะรวย? แล้วเมื่อไหร่จะช่วยอาสามหาเมียได้?
หลินกั๋วผิงนึกว่าลูกสาวแค่งอนตามประสาเด็ก ไม่คิดว่าเธอจะเอาจริง...
วันรุ่งขึ้น ทิงเสวี่ยไม่ยอมลุกจากเตียงจริงๆ ไม่กินข้าว ไม่ไปโรงเรียน แสดงท่าทีว่ายอมตายดีกว่ายอมแพ้
หลังจากเห็นลูกสาวอดข้าวประท้วงไปสามมื้อ ในที่สุดหัวใจคนเป็นพ่อก็ทนไม่ไหว หลินกั๋วผิงยอมยกธงขาว
“ก็ได้ๆ! ยัยหนูของพ่อ... ทูนหัวของพ่อ... พ่อยอมแล้ว ยอมทุกอย่างเลยลูก รีบลุกขึ้นมากินข้าวเถอะนะ”
ทิงเสวี่ยไม่ได้หลงกลง่ายๆ เธอบังคับให้หลินกั๋วผิงเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หลินกั๋วผิงไม่มีทางเลือก จำใจต้องทำตามความต้องการของลูกสาว ร่างสัญญาขึ้นมา
ทิงเสวี่ยที่อดข้าวมาวันกว่าๆ พอลุกขึ้นยืนก็หน้ามืดตาลายเห็นดาววิบวับ แต่พอมาถึงโต๊ะอาหาร เธอก็โซ้ยบะหมี่อย่างรวดเร็วปานพายุ
หลังมื้อเย็น เมื่อเรี่ยวแรงกลับคืนมา ทิงเสวี่ยก็เริ่มวางแผนเรื่องเปิดร้านกับพ่ออย่างกระตือรือร้นทันที เธอเสนอให้หลินกั๋วผิงไปสำรวจตลาดนัดใหญ่ก่อน ไปดูว่าเจ้าอื่นเขาขายซาลาเปาหรืออาหารกันยังไง ตั้งราคายังไง และกะปริมาณกันเท่าไหร่
ฝีมือพวกเขามีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือประสบการณ์ ดังนั้นการไปศึกษาตลาดจึงเป็นเรื่องจำเป็น
ในเมื่อรับปากลูกสาวแล้ว หลินกั๋วผิงย่อมไม่กล้าผิดคำพูด... ขืนเบี้ยวสัญญา แล้วแม่คุณหนูตัวน้อยลุกขึ้นมาอดข้าวประท้วงอีก เขาคงทำใจไม่ได้แน่ๆ เขากลัวใจและยอมแพ้ลูกสาวคนนี้แล้วจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ทิงเสวี่ยไปโรงเรียนตามปกติ
ทันทีที่ถึงห้องเรียน สวี่หัวลี่ก็รีบปรี่เข้ามาถาม “ทิงเสวี่ย เมื่อวานเธอเป็นอะไรไปเหรอ? ทำไมไม่มาโรงเรียนทั้งวันเลยล่ะ?”
ทิงเสวี่ยตอบเลี่ยงๆ “เมื่อวานฉันไม่ค่อยสบายน่ะ ก็เลยหยุด”
“หลินทิงเสวี่ย เธอนี่มันสำออยจริงๆ นะ ป่วยแค่นี้ถึงกับไม่มาโรงเรียนเลยเหรอ? ฉันว่าหน้าตาเธอก็ดูสดใสเปล่งปลั่งดีนี่ ไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลยสักนิด หรือว่าแกล้งป่วยโดดเรียนกันแน่?”
เจ้าของเสียงแดกดันนั้นคือ ต่งน่า ที่นั่งอยู่โต๊ะแถวทแยงมุมตรงข้ามกับทิงเสวี่ย ในห้องเรียนนี้คนที่ขี้อิจฉาทิงเสวี่ยที่สุดก็คงหนีไม่พ้นต่งน่า ขอแค่มีโอกาส เธอก็พร้อมจะหาเรื่องทันที
ทิงเสวี่ยหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดโต๊ะไปพลาง สวนกลับอย่างใจเย็นไปพลาง
“แหม! ฉันว่านะ สหายต่ง... เธอนี่มันเก่งจริงๆ ไม่เจอกันแค่วันเดียวกลับเรียนรู้วิธีตรวจโรคด้วยสายตาได้แล้ว เก่งจริงๆเลย ต่อไปใครในห้องเราป่วยก็ไม่ต้องลำบากไปหาหมอที่คลินิกแล้วสิ ให้ ‘หมอต่ง’ ตรวจให้เลยก็สิ้นเรื่อง”
สวี่หัวลี่เห็นเพื่อนถูกหาเรื่องก็รีบผสมโรงช่วยรุมทันที “นั่นสิ ต่งน่า เธอไปเรียนวิชานี้มาจากสำนักไหนเหรอ? ถึงได้วินิจฉัยโรคชาวบ้านเขาเป็นด้วย เธอจบแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนจีนมากันแน่จ๊ะ?”
ลำพังแค่ฝีปากทิงเสวี่ยคนเดียวต่งน่าก็รับมือแทบไม่ไหวแล้ว นี่ยังเจอสวี่หัวลี่ช่วยเสริมทัพอีกแรง ต่งน่าก็ยิ่งไปไม่เป็น
ปกติแล้วต่งน่ามักถือดีว่าตัวเองเรียนเก่ง หน้าตาสวย แถมร้องเพลงได้นิดหน่อย ก็เลยชอบวางมาดเป็นคุณหนูผู้สูงส่งในห้องเรียน อยากให้ทุกคนรุมล้อมเอาใจเหมือนเจ้าหญิง... คนนิสัยแบบนี้ มนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงจะเป็นอย่างไร ก็คงเดาได้ไม่ยาก