ลิว วิลเลียมส์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามต่างๆ ที่นักข่าวโยนเข้าใส่ ซึ่งก็ได้มีการบรรจุข้อความที่เป็จริงเื่นี้ลงไว้ในบทความ แต่ก็ยังมีการยกประโยคการให้สัมภาษณ์ของบาร์เรทท์คิงขึ้นมา ซึ่งดานี่ก็ก้มลงอ่านอย่างกระตือรือร้น
ในการตอบคำถามที่ว่า มีความจริงอย่างไรบ้างที่เขาถูกเธอต่อว่าต่อขานออกไปเช่นนั้น บาร์เรทท์ คิง ยอมรับว่า
“ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่จะซื้อม้าตัวนั้นมาจากวิลเลียมส์ั้แ่มันเป็ลูกม้า เพราะผมมองเห็นความสามารถของมัน ซึ่งลิวเขาก็รับปากกับผมว่าจะขอคิดดูก่อน ซึ่งต่อมาลูกสาวเขาก็บอกกับผมตรงๆ ว่า จะไม่มีการขายเดอะ โร้คให้ผมอย่างแน่นอน และหลังจากนั้นอีก 2-3 วัน พ่อของเธอก็บอกผมเช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็ไม่ได้โกรธเคืองกับการตัดสินใจของเขา เพราะถ้าผมเป็เขา ผมก็คงจะต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน เด็กคนนั้นรักม้ามาก ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับที่คนรุ่นหนุ่มสาวเขาเป็กัน ผมคิดว่าตัวเองอาจจะได้พูดอะไรบางอย่างออกไป ก็เลยทำให้เขาโกรธผมวันนี้ ที่จริงแล้วแกตื่นตระหนกมากเกินไปเนื่องจากมันเกิดเื่ที่ไม่คาดคิดขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นไอ้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นใครๆ ก็บังคับไว้ไม่ได้”
สำหรับความเห็นของบาร์เรทท์ คิงเกี่ยวกับเื่ความสามารถของเ้าเดอะ โร้คนั้น เขากล่าวว่า
“ผมต้องยอมรับว่า ม้าของผมตัวที่ชื่ออีซี่ โดซิทน่ะสามารถที่จะเอาชนะคู่แข่งขันมาได้ตลิดทั้งปี แต่วันนี้เดอะ โร้คมันวิ่งเข้าเส้นชัย โดยทิ้งห่างจากม้าของผมตั้ง 6 ่ตัว แล้วก็ยังจะวิ่งต่อไปได้อย่างสบายมาก มันเป็ม้าที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีอย่างที่พวกคุณได้เอ่ยถึงจริงๆ แม้ว่าเราจะไม่สามารถมั่นใจได้อย่างเต็มที่ก็ตาม”
บทความเื่นั้นจบลงด้วยประโยคที่น่าสลดใจว่าเดอะ โร้คต้องถึงกับขาหักลงในขณะที่เพิ่งลงซ้อม ไม่ทันที่จะมีโอกาสได้เข้าวิ่งแข่งและรับชัยชนะอย่างที่คาดกันไว้
ดานี่กลืนนมลงไปในคอ เพื่อให้มันช่วยขับก้อนแข็งๆ ที่ขึ้นมาตันอยู่ให้หลุดลงไปด้วย เธอเลื่อนสายตาขึ้นไปมองภาพที่ประกอบเื่ไว้อีกครั้ง พินิจพิจารณาโดยละเอียด มิใช่เพียงแค่มองผาดๆ เช่นคราวแรก พยายามจะอ่านความรู้สึกในสีหน้าของบาร์เรทท์ คิงที่ปรากฏอยู่
ในภาพแรกนั้น สันกรามของเขาขบกันแน่นจนโปนออกมา เชิดศีรษะอย่างทระนงขณะที่จับตามองดูการกระทำของเธออยู่ โดยไม่ยอมตอบโต้ด้วย ปล่อยให้แผงอกเป็ที่รองรับการระบายอารมณ์ของเธอ
ในรูปที่สอง เขากำลังอุ้มร่างเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่แยแสกับสายตาของช่างภาพที่คอยจ้องถ่ายรูปอยู่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ซึ่งบอกไม่ถูกว่ามันเกิดจากความโกรธหรือห่วงใยในภาพนี้ ท่าทางของเธอเหมือนเด็กสาวเล็กๆ ยังไม่โตเป็สาวสะพรั่งเสียด้วยซ้ำ กำลังหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของเขา ศีรษะแนบอยู่กับแผ่นอก
ความทรงจำถึงความรู้สึกอบอุ่นและพละกำลังจากอ้อมแขนที่แข็งแรง ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะหมดสติไปหวนกลับเข้ามาในสำนึก อ้อมแขนที่ดูเหมือนจะดูดซับความเ็ป ความร้าวรานในหัวใจทั้งมวลที่เกิดขึ้นกับเธอไว้ เธอหวนนึกไปถึงความอบอุ่นในน้ำเสียงที่ปลอบโยนซึ่งกระซิบอยู่ริมหู ให้เธอได้ร้องไห้ออกมาจนหมดหัวใจถ้ามันจะคลายความหม่นไหม้ลงได้
อบอุ่นรึ? ...ดานี่เกือบจะพลั้งปากออกมาดังๆ มันช่างเป็คำที่แปลกนักถ้าจะต้องนำไปใช้กับคนอย่างบาร์เรทท์ คิง เธอมองไม่เห็นว่าตัวเองจะมีความสุข มีความอบอุ่นในอ้อมแขนของเขาได้อย่างไรด้วยซ้ำ
เธอโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปเสียให้ไกลตัว ไม่้าที่จะคิดถึงคนคนนี้อีกต่อไป .
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าแล้ว ดานี่ก็ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ท และกับเสื้อตัวสั้นที่ไร้รูปทรง ซึ่งเท่ากับแปลงโฉมจากเด็กสาวร่างระหง กลับไปเป็เด็กหนุ่มร่างผอมเพรียวอีกครั้ง ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่น ดังมาจากห้องโถงภายนอกห้องที่เธอพักอยู่ ประสาทที่หกก็เตือนเธอให้นึกไปถึงคำพูดของมาร์แชลล์ ทอมป์สันที่กล่าวไว้ว่า เธอจะต้องเผชิญหน้ากับบาร์เรทท์ คิง ในตอนเช้าก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาลอย่างแน่นอน และบัดนี้มันก็กำลังจะเป็ความจริงขึ้นมาแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเขาทักทายมาจากหน้าประตูห้อง สีหน้าของเธอจึงมิได้บอกถึงความแปลกใจเลย
“สวัสดี” เธอตอบห้วนๆ มองหน้าเขาอย่างจะท้าทาย ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบหวีซึ่งมักจะเสียบไว้ตรงกระเป๋าหลังเป็ประจำ ปอยผมตรงท้ายทอยระบัดอยู่ เหมือนจะส่งกระแสคลื่นไปทั่วร่าง
“เช้าวันนี้รู้สึกเป็ยังไงบ้างล่ะ?”
ดานี่ปฏิเสธที่จะยอมรับน้ำเสียงที่อบอุ่นเป็กันเองนั้นเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ที่ส่งมาจากเขา และเชื่อว่าตัวเองได้เคยเห็นมาแล้ว
“ก็ดีขึ้นมากแล้ว” เธอตอบ
นางพยาบาลคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เธอเป็นางพยาบาลที่อยู่ในวัยรุ่นสาวหน้าตาสวยมากคนหนึ่ง ซึ่งรีบกล่าวคำขออภัยแก่บาร์เรทท์ที่เข้ามาขัดจังหวะ เมื่อหันมามองดานี่นั้นคล้ายกับจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้
“มีรายละเอียดอีก 2-3 อย่างที่ทางเราอยากจะขอถามน่ะค่ะ คุณวิลเลียมส์ บังเอิญเมื่อวานนี้ตอนที่รับคุณเข้ามายังไม่มีโอกาสจะได้ซักถามกัน” นางพยาบาลผู้นั้นอธิบาย “เราจำเป็ต้องเก็บไว้เป็หลักฐาน เผื่อว่าวันหน้าคุณอาจจะโชคร้ายต้องเข้ามานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก”
ประโยคุดท้านที่เธอกล่าวออกมานั้นตั้งใจจะให้เป็เื่ขันมากกว่า เพราะนางพยาบาลผู้นั้นหัวเราะออกมาเบาๆ หลังจากที่พูดจบลง แต่ดานี่มิได้ยิ้มตามไปด้วย เมื่อเหลือบตามองไปทางบาร์เรทท์ อย่างหวังที่จะให้เขาออกไปจากห้องเสียก่อน แต่ก็รู้อยู่ว่าเขาจะต้องไม่ไปแน่
“อยากรู้เื่อะไรล่ะคะ?” เธอหันไปถามนางพยาบาล ริมฝีปากเครียดขึ้น เมื่อมองตามร่างบาร์เรทท์ที่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง
สิ่งที่นางพยาบาลคนนั้น้าคือประวัติชีวิตในวัยเด็กของดานี่ ที่อยู่ในปัจจุบัน และวันเดือนปีเกิด เมื่อได้บันทึกรายละเอียดที่้าลงไว้เรียบร้อยนั้น ดานี่ได้สังเกตเห็นว่านางพยาบาลผู้นั้นยังคงให้ความสนใจกับบาร์เรทท์อยู่ สำหรับตัวเธอเองนั้น เพียงแต่หันไปมองเขาแวบเดียว ด้วยอยากจะรู้ว่าเขาจะมองเธออยู่หรือเปล่า แต่ก็เห็นเขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องส่องต้องเรือนผมดกดำเป็ประกาย ดานี่รู้สึกใจคอวุ่นวายอย่างบอกไม่ถูก กับการที่ต้องมีเขามายืนรวมอยู่ในห้องด้วย
นางพยาบาลกำลังยิ้มให้
“เรียบร้อยแล้วค่ะ อีกสักครู่คุณหมอก็จะเข้ามาเพื่ออนุญาตให้คุณออกจากโรงพยาบาลได้ตามระเบียบ”
ดานี่ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่า ยิ้มของนางพยาบาลผู้นั้นตั้งใจที่จะมองให้แก่บาร์เรทท์โดยเฉพาะ และก็ให้เห็นใจอยู่ที่เธอผู้นั้นมองเห็นเพียงใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างน่าติดใจของเขา มิได้เห็นความอำมหิตที่ซ่อนซุกอยู่ในดวงตาสีเขียวเข้มคู่นั้น
“ทำไมเธอต้องพูดปดด้วยล่ะ ดานี่?” บาร์เรทท์ถามขึ้นทันทีที่นางพยาบาลออกพ้นห้องไปแล้ว พร้อมกับมองเธอด้วยสายตาตำหนิ
ดวงตาของเธอเป็ประกายกล้าขึ้นที
“ฉันไม่ได้พูดปดนะ ก็คุณ้าได้เดอะ โร้คไปเป็ของคุณจริงๆ นี่”
“ฉันไม่ได้พูดเื่นั้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่กระนั้นมันก็ยังมีความจริงจังแฝงอยู่ในน้ำเสียง “ฉันพูดถึงเื่ที่กำลังเป็อยู่ตอนนี้ ฉันรู้ว่ากว่าที่เธอจะมีอายุมาถึงแค่นี้น่ะ มันต้องใช้เวลานานมาก แต่ไอ้การพูดปดเกี่ยวกับอายุของตัวเองน่ะ มันไม่ได้ทำให้เธอโตเร็วตามไปด้วยหรอก”
“ฉันไม่ได้โกหกใครทั้งนั้น...ตอนนี้ฉันอายุ 19 แล้วและกำลังจะเต็ม 20 ในเดือนพฤศจิกานี่แหละ น่าเสียดายนะที่ฉันไม่ได้ติดบัตรประจำตัวมาเพื่อจะได้แสดงหลักฐานให้พิสูจน์เสียด้วย” เธอย้อนอย่างโมโห
มันมีอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ในสายตาขณะที่เขากวาดไปทั่วเรือนร่างของสาวน้อยตรงหน้าอย่างศีรษะจรดเท้า และมันเป็แววที่ทำให้เธอใคร่จะได้เอื้อมมือไปคว้าเหยือกน้ำแล้วก็ขว้างใส่หน้าเขานัก
“หน้าตามันน่าจะซักแค่ 15 เท่านั้นนี่” เขาพูดเหมือนปรารภกับตัวเอง
“ก็แปลว่า คุณกรุณาพอที่จะไม่พูดต่อว่า ฉันเป็สาว 16 ที่ยังไม่เคยถูกใครจูบเลยใช่ไหมล่ะ” เธอประชดให้ “ฉันน่ะไม่ได้อายุ 16 หรอก แล้วก็ขอยืนยันกับคุณด้วยว่า เคยผ่านการจูบมาแล้ว”
“แต่มันก็คงจะไม่ลึกซึ้งอะไรนักหรอกน่า” มันมีแววเลศนัยฉายชัดขึ้นในดวงตาที่พราวอยู่ด้วยรอยยิ้ม