หลิวซิงที่ส่งพลังทั้งหมดลงไปในคริสตัลั์ตรงหน้า เขาได้ล้มคุกเข่าลงด้วยใบหน้าขาวซีดเหงื่อไหลออกมาดั่งสายน้ำ
ชายหนุ่มคิดไปยังก่อนหน้านี้ “ทำไมท่านเทพัถึงบอกว่าอย่าใช้พลังทั้งหมดไม่งั้นจะมีเื่ยุ่งยากตามมา? ทั้งๆที่พลังของข้าก็เพียงแค่ระดับ กำเนิดลมปราณ ซึ่งเป็เพียงพลังระดับต่ำสุดแถมยังเป็แค่ขั้นที่หนึ่งอีกด้วย”
“ข้านึกว่าข้าจะได้มีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ซะอีก ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก” หลิวซิงบ่นงุบงิบกับตัวเองอยู่สักพักจากนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความผิดหวัง
ตรงกันข้ามกับหลิวซิง ฮุ่ยชิว ที่ได้มองดูแสงในลูกแก้ว ตาโปนโตอ้าปากค้าง อยู่ครู่นึงแล้วพยายามสงบจิตสงบใจอย่างรวดเร็ว
เป็เพราะเขาเห็นผู้ได้รับการทดสอบมามากมายต่างก็มีแสงดวงเล็กๆเพียงเท่านั้น จุดแสงไม่ได้ใหญ่ถึงขนาดเท่าของหลิวซิง ซึ่งของหลิวซิงใหญ่มากกว่าคนทั่วไป
“นี่...พลังอะไรกันทำไมมันมีขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้แสดงว่าเขาต้องมีพลังลมปราณที่มากกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่าเชียวรึ? จะตัดสินใจยังไงดี แสงสีแดงหนึ่งดวงกำเนิดลมปราณ ยังไงก็ต้องตามกฎถึงจะใหญ่กว่าปรกติก็เถอะ” ฮุ่ยชิวเขาลอบตื่นตระหนกและตัดสินอยู่ในใจ
ไม่นานฮุ่วชิวก็ตัดสินใจได้กฎของสำนักแค่ตัดสินจากระดับการบ่มเพาะไม่ใช่ปริมาณ
“ กำเนิดลมปราณขั้นแรก ศิษย์หลิวซิงตามข้ามาข้าจะพาเ้าไปที่พักของศิษย์ภายนอก”
หลิวซิงพยายามลุกขึ้นยืนแล้วเดินแบบอ้อยอิ่งตามไปเขานั้นเหนื่อยเกินกว่าจะเดินแบบผู้แบบคนปรกติ
ฮุ่ยชิวเดินนำหลิวซิงไประหว่างทางก็ได้เดินผ่านศิษย์มากมาย ศิษย์เ่าั้ก็ได้หยุดโค้งคำนับให้ฮุ่ยชิว บางคนก็ได้แวะเข้ามาพูดคุย ทำให้หลิวซิงได้รู้ว่าฮุ่ยชิวเป็ที่เคารพนับถือต่อศิษย์เป็อย่างมาก
ฮุ่ยชิวพาหลิวซิงเดินเข้ามาในสำนักในส่วนเขตศิษย์ภายนอก นี้เป็ชั้นนอกสุดของสำนัก ชายหนุ่มเดินผ่านถนนหนทางเห็นอาคารแต่ละหลังที่สร้างแบบเรียบง่าย เห็นอาคารเรียนที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควรศิษย์มากมายเข้าออกกันอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างทางฮุ่ยชิวบอกกับเขาว่าจะเลือกเรียนเข้าฟังบรรยายก็ได้หรือจะไม่เข้าก็ได้ มีแยกบรรยายความรู้ในแต่ละวันต่างกันไปส่วนมากจะสอนการใช้พลังลมปราณ และก็สอนการใช้อำนาจของจิติญญาหากใครสามารถรับรู้แล้วััถึงพลังของจิติญญาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นััิญญาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ติดขัดใดๆ
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมาย
“นี่คือที่พักของเ้า ตอนนี้เ้าสามารถไปที่ไหนก็ได้ภายในเขตของศิษย์สายนอก ยกเว้นทางเข้าไปยังส่วนกลางเ้าไม่สามารถเข้าไปได้จะเข้าได้ต่อเมื่อเ้า บรรลุถึงขั้นััิญญา และต้องได้รับการยอมรับจากอาจารย์เสียก่อนจึงจะสามารถเข้าไปในเขตนี้ได้”
“ในทุกๆวันจะมีอาจารย์ประจำคอยบรรยายความรู้อยู่ในอาคารเรียนถ้าเ้าสนใจก็แวะไปฟังการบรรยายได้หรือไม่ไปก็แล้วแต่เ้าเอง ทางเราไม่อนุญาติให้ทำการต่อสู้กันยกเว้น ที่สนามประลองเท่านั้นหาก้าสู้ให้ถึงแก่ชีวิตและความตายจะต้องแจ้งอาจารย์และอาจารย์จะให้เอกสารมา พวกเ้าก็ต้องมาเซ็นยินยอมความตายกันทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายคนฆ่าก็จะไม่มีความผิด” ฮุ่ยชิ่วอธิบายให้หลิวซิงฟ้งด้วยท่าทางจริงจัง
ที่พักของหลิวซิงนั้นเป็อาคารมีสองชั้น เขาอยู่ชั้นที่หนึ่งในห้องเล็กๆ มีห้องหลายๆห้องอยู่ติดๆกัน ข้างๆอาคารมีโรงอาบน้ำและห้องน้ำอยู่ติดกับอาคารของหอพัก
แต่ห้องในหอพักภายในห้องมีแค่หน้าต่างหนึ่งบานและเตียงนอนเพียงอย่างเดียว ไม่ไกลจากหอพักมีโรงอาหารและโรงครัวอยู่ซึ่งเป็ที่ศิษย์หญิงและชาย ต่างก็ไปทานอารอาหารกันที่นั่น
“ในทุกๆเดือนจะมีการแจกหินิญญาคนละ 5 ก้อน หากเ้าขัดสนเงินหรือหินิญญาที่จะมาบ่มเพาะพลัง เ้าก็สามารถไปรับภารกิจได้ที่หน้าหอประชุมของศิษย์สายนอก จะมีกระดานแปะภารกิจไว้ให้เลือกไปทำจะได้ค่าตอบแทน หากเ้าสงสัยอะไรก็สอบถามศิษย์คนอื่นดู” เมื่ออธิบายจบฮุ่ยชิวเตรียมที่จะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อนท่านผู้าุโ ข้ามีบางอย่างสงสัยในตอนนี้”
“เ้ามีอะไรก็ว่ามา”
“ข้า..คิดไปเองหรือเปล่าว่าบริเวณนี้ไม่มีผู้ชายอยู่เลย ทางลานกว้างข้างหน้านั่นก็มีแต่สตรีเต็มไปหมดท่านพาข้ามาถูกหอพักหรือไม่ ข้าคิดว่านี้ไม่น่าจะใช่พอพักของบุรุษกระมั้ง?”หลิวซิงรีบถามขึ้นมาและขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“อ่อ ข้าลืมบอกเ้าไปเลย เพราะว่าศิษย์ที่เป็ชายนั้นมีมาก ห้องพักชายเลยเต็มแล้ว ดังนั้นข้าจึงพาเ้ามายังอาคารหอพักสตรี ที่นี่ไม่ต่างกับที่พักชายมากเท่าไหร่ดังนั้นเ้าก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก” หลังจากพูดจบฮุ่ยชิวก็รีบเดินจากไปづ ̄ ³ ̄
“เอ๋..”
เหล่าศิษย์สตรีทั้งหลายพวกนางต่างจ้องมองมายังหลิวซิงที่อยู่หน้าห้องของเขาด้วยความสนใจ ชายหนุ่มได้กลายเป็จุดสนใจไปเสียแล้ว หลิวซิงได้แต่ยิ้มแห้งๆให้พวกนางจากนั้นก็รีบเข้าไปในห้องพักและปิดประตูลงทันที
"เฮ้อ.... เขาใช้ตรรกะอะไรคิดนะ ว่าอยู่หอพักหญิงคงไม่ต่างอะไรกับหอชาย นี่ข้าก็ไม่ต่างอะไรกับลูกพลับอันแสนหอมหวานที่อยู่ในฝูงชะนีเลยน่ะสิ(ไอ้คนหลงตัวเอง) จริงสิข้าต้องอาศัยอยู่ที่แห่งนี้อีกนานข้าเอาโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านนี่นา โถ่เอ้ยถ้ารู้ก่อนคงเอามาด้วยก็ดีไม่คิดว่าสำนักมันจะไกลจากบ้านขนาดนี้”
สีหน้าของเขากำลังครุ่นคิด “ไม่มีทางเลือกข้าต้องกลับไปเอาโทศัพท์ถ้าหายคงแย่ ข้าก็เปิดหน้าต่างห้องทิ้งไว้ซะด้วย เมื่อเช้าออกจากบ้านแปดโมงเดินทางกว่าจะมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาสี่ชั่วโมง ตอนนี้ก็บ่ายโมงกว่าแล้ว ถ้าออกจากที่นี่กลับบ้านไปโดยไม่แวะที่ไหนเลย ไปกลับก็ราวๆ หกชั่วโมง ที่พักตระกูลหลิวข้าอยู่เกือบสุดเขตตะวันตกของเมือง สำนักนี้ก็อยู่เขตตะวันออก โอ้ยยเมืองนี้มันจะใหญ่ไปแล้ว” ชายหนุ่มไม่ได้เข้าเรียนในวันนี้แต่กลับออกจากสำนักไปในทันที
หลายชั่วโมงกว่าเขาจะไปถึงที่บ้านในตระกูลหลิว ทั้งวันเขาเร่ร่อนไปทั่วตลาดภายในเมืองเดินเล่นอ้อยอิ่งเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเขาพอมีเงินติดตัวอยู่บ้างเป็เงินของคุณชายหลิวที่อยู่ในห้อง มันมีพอให้เขาจะซื้อของกินเล่นมากมายได้ทั้งวัน อาหารมากมายมีทั้ง ซาลาเปา หมั่นโถว ขนมจีบ เขาไม่ได้ไปนั่งกินในโรงเตี้ยมหรือร้านอาหารเพราะเงินนั้นไม่ได้มากมายพอที่จะสั่งอาหารชุดใหญ่ได้คุณชายหลิวในโลกนี้นั้นแทบไม่มีเงินเก็บเลยถือว่าเป็คนจนเอามากๆ
เมื่อมาถึงบ้านเขาหยิบโทรศัพท์และที่ชาร์จเก็บไว้ในแหวนมิติ บนเตียงมีเสื้อผ้าที่ใส่ในโลกเดิม อาถงได้นำไปซักตากแห้งแล้วก็มาวางไว้ให้ หลิวซิงก็เก็บเข้าไปไว้ในแหวนอีกเช่นกันจากนั้นก็ได้ออกจากบ้านเดินทางมายังสำนักหงส์ฟ้า
พระอาทิตย์ตกดินฟ้าเริ่มมืดลงหลิวซิงเริ่มอ่อนล้าจากการเดินทางทำให้ความเร็วจากการวิ่งตกลงไปพอสมควร หากเป็คนทั่วไปหรือผู้ฝึกตนระดับ กำเนิดปราณก็คงเหนื่อยล้าจนไปต่อไม่ไหวแล้ว หลิวซิงได้พลังจากเืัหลอมรวมกับร่างกายทำให้มีพลังกายมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัวตอนนี้เขาวิ่งเร็วกว่านักกีฬาทีมชาติเสียอีก ถึงจะเหนื่อยยังไงเขาก็ไม่กล้าที่จะเอาเวสป้าสุดรักมาขับขี่ในที่แห่งนี้มันคงจะดึงดูดสายตาและแปลกประหลาดสำหรับที่นี่แน่ๆ
ตอนนี้ดวงตะวันได้ลับขอบฟ้าไปแล้วดวงจันท์ส่องแสงยามราตรีโผล่ออกมาแทนที่มีหมู่ดาวสุกสกาวระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้า
ในที่สุดหลิวซิงก็มาถึงสำนักหงส์ฟ้า เขากำลังเดินมุ่งหน้าไปยังหอพักสตรีซึ่งเป็ที่พักของเขา ตอนนี้เขาได้มาถึงบริเวณหอพักสตรีเป็ที่เรียบร้อยแล้ว นี่เป็การเดินทางที่ยาวนานมากสำรับเขาเลย
“แฮ่กๆ ๆ” หลิวซิงหน้าแดงเพราะความร้อนจากร่างกาย ลมหายใจเหนื่อยหอบ
ฟิ๊ววว ว ...........ฉึก
เสียงวัตถุบางอย่างลอยผ่าน
หลิวซิงรู้สึกแสบเล็กน้อยที่ข้างแก้ม เขาหันไปมองข้างหลัง มองดูดีๆก็พบว่ามีมีดสั้นปักอยู่บนต้นไม้ มีดสั้นบินผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว
╩ “เ้ามาทำอะไรที่นี่ เขตนี้ผู้ชายห้ามเข้า” ╬ เสียงลึกลับที่ฟังดูเ็าและเปี่ยมไปด้วยโทสะดังออกมาจากทางด้านหน้าในมุมมืด
หลิวซิงยังก็ยังคงหอบหายใจต่อไปจะพูดก็พูดไม่ได้ เขาวิ่งมาตลอดทางและเหนื่อยอย่างแรง หายใจไม่ทันสีหน้าแดงลมหายใจร้อนระอุ ดูเหมือนคนโรคจิตที่มาถ้ำมองที่พักสตรี อาการและท่าทางแบบนี้ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนสงสัย หากเป็โลกเดิมสภาพเขาตอนนี้เมื่อมีคนเห็นเขาตามหอพักสตรีก็คงมียามหรือตำรวจมาจับเข้าซังเตแน่นอน
ฟิ้ว ..
เสียงมีดบินลอยมาอีกเล่ม หลิวซิงตั้งสติทันและเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว
สายลมโบกพักผ่านเศษใบไม้แหวกว่ายปลิวไปตามสายลม ฟึ่บบ
เงาร่างหนึ่งได้มาอยู่ทางด้านหลังรูปร่างผอมบางผิวขาวเนียนราวหิมะ ใบหน้าถูกปิดด้วยผ้าบางๆเผยให้เห็นแต่ดวงตาเยือกเย็นอันแสนมีสเน่ห์ นิ้วมือขาวเรียวถือมีดสั้นจ่อคอหลิวซิงจากทางทางด้านหลัง นางนั่นเคลื่อนกายหายไปในพริบตา
หลิวซิงรับรู้ได้ถึงแรงกดดันและรังสีสังหารแผ่ออกมาจากแม่นางคนนี้ทำให้มีเหงื่อไหลออกมากกว่าเดิม
“อึ้ย นี่เ้าจะฆ่าข้าเลยเหรอ” หลิวซิงใและยกมือขึ้นสองข้าง เขาจมูกบานเล็กน้อยเมื่อได้สูดดมกลิ่นกายที่หอมหวลของนาง
“ข้าถามเ้ารีบตอบมา”
หลิวซิงกำลังเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นหอมกลิ่นหอมของเธอคนนี้ทำให้เขาเคลิบเคลิ้ม
“ข้าถามเ้า เ้าไม่ได้ยินข้า?” คำพูดหญิงสาวแฝงไปด้วยพลังกดดันอันแสนเย็นะเื ทำให้หลิวซิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
ชายหนุ่มสูดหายใจลึกกว่าเดิมและเรียกสติกลับมา “แม่นางใจเย็นๆก่อนข้าพึ่งจะมาวันแรก ข้าแค่จะกลับห้องข้าแค่นั้นเอง”
“เ้าโกหก ที่นี่คือหอสตรี ห้องเ้าจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
หลิวซิงรู้สึกถึงไอความเย็นออกมาจากมีดที่กำลังจ่อคออยู่เย็นออกมาจากมีดที่กำลังจ่อคออยู่ มีดค่อยๆกดลงไปบนลำคอเกิดรอยเล็กน้อยและมีเกล็ดน้ำเเข็งเกาะอยู่ที่รอยแผลจากมีดบนคอ
“เดี๋ยวๆๆ ข้าไม่ได้หลอกเ้านะ เอ่อ . . ถ้าเ้าไม่เชื่อข้าก็ลองไปถามคนในหอดูก็ได้ เมื่อตอนกลางวัน ท่านฮุ่วชิวพาข้ามามีคนมากมายเห็นข้า นะ ใจเย็นๆก่อนค่อยๆคุยกันก็ได้”
หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นจึงได้คลายมีดออกจากคอของหลิวซิง
“หากไม่จริงอย่างที่เ้าพูดมา ข้าจะสังหารเ้าด้วยมือของข้าเองไปซะ”หญิงสาวเคลื่อนที่ออกจากหลิวซิงไปอย่างรวดเร็วและคอยจับตาดูจากในเงามืด
หลิวซิงเดินมุ่งหน้าไปที่หอ และบ่นพึมพำ “แม่นางผู้นี้กลิ่นช่างห้อมหอมน้ำเสียงช่างเ็านักแถมมีความโหดร้ายชะอีกด้วย ทำเอาข้าได้แผลสองแผล ถ้าเจอคราวหน้าข้าต้องเอาคืนเสียบ้าง ถ้าเป็ในเกมที่เคยเล่นมานางไม่ต่างอะไรกับพวกแอสซาซินเลยแวบมาแวบไปมีอาวุธขว้างมีดสั้น เสียดายมิอาจเห็นนางได้ชัด” หลิวซิงเดินมาถึงหอและเข้าห้องไป
ชายหนุ่มนั้นเป็คนที่เ้าคิดเ้าแค้นมาก และเป็คนที่มีประสาทรับรู้กลิ่นที่ดีเป็พิเศษสามารถจดจำและจำแนกกลิ่นได้ดีซึ่งเป็คุณสมบัติติดตัวของเขาในตอนที่เป็เชฟ ตอนนี้เขาได้จดจำกลิ่นของแม่นางคนนี้และต้องเอาคืนในอนาคตให้ได้(อย่างแน่นอน)
มีเสียงเล็กน้อยดังมาจากเงามืดหลังจากที่หลิวซิงกลับเข้าห้องไป หญิงสาวที่อยู่ในเงามืดมองหลิวซิงเข้าห้องไปสายตาหรี่ลงนางกำลังขมวดนิ้วงามๆของนางอย่างสงสัย “อะไรคือแอสซาซิน?” ด้วยประสาทการรับรู้ที่ไม่ธรรมดาของนางสามารถได้ยินที่หลิวซิงบ่นเบาๆได้ชัดเจน
หลิวซิงอยู่ในห้องของเขา เขาดึงเอาหนังสือสองสามเล่มออกมาจากแหวนมิติ เป็หนังสือที่อยู่ในห้องของคุณชายหลิวมาอ่าน
แกนอสูรสามารถนำมาบ่มเพาะพลังลมปราณได้ ส่วนแกนอสูรที่มีจิตของอสูรสิงอยู่สามารถนำมาหลอมรวมกับอาวุธเพื่อเพิ่มความสามารถได้
“โอ้มันเป็เช่นนี้ นี่ก็ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับรอยแผลที่คอข้าได้แล้ว แผลที่ข้างแก้มหายแล้วแต่ที่คอของข้าแผลยังไม่ยอมสมานตัวเลย เช่นนั้นอาวุธของนางคนนั้นคงไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
หลิวซิงมีเืัเมฆาอัสนีย์อยู่ในตัวแผลธรรมดาก็จะถูกร่างกายฟื้นฟูอย่างรวดเร็วแต่รอยบาดที่คอของเขานั้นเกิดจากมีดสั้นของหญิงสาวลึกลับซึ่งไม่ใช่อาวุธธรรมดา หลิวซิงกำลังอ่านหนังสืออย่างตื่อเนื่อง หากอสูรตายก็จะสามารถดึงเอา แกนอสูร ออกมาได้
แกนอสูร ก็จะขึ้นอยู่กับระดับของอสูรของตัวนั้นๆ และมีโอกาศเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะได้ แกนอสูรที่มีจิติญญาและจะนำมาหลอมรวมกับอุปกรณ์ต่างๆได้ หลิวซิงอ่านต่อไปกำลังหาเกี่ยวกับเืของัแต่ก็ไม่มีข้อมูลเลย ส่วนซากของสัตว์อสูรที่ตายแล้วก็จะถูกนำมาสร้างทำชุดเกราะหรืออุปกรณ์ต่างๆ เนื้ออสูรก็จะถูกนำไปปรุงอาหารรับประทานเพื่อเพิ่มกำลังภายได้
ความเป็เชฟในตัวของเขานั้นทำให้เขาอยากรู้เกี่ยวกับเนื้อของสัตว์อสูรมากขึ้นเพราะเป็สิ่งที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต
“หึหึ จะได้กินเนื้อและเพิ่มพลังได้แบบโทริ... โอ๊วว โลกนี้ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน” หลังจากนั้นไม่นานเขาก็นอนหลับไป พอรุ่งเช้าเขาก็ตื่นขึ้น ออกไปลานกว้างหน้าหอเหยียดเส้นสาย สายตามากมายของเหล่าศิษย์สตรีต่างจับจ้องมองมาหลิวหลิวซิง แล้วก็มีผู้หญิงเดินมาหาเขา
นางมีรูปร่างหน้าตาดี น่ารัก ผิวขาวเนียน ดวงตาใสอ่อนหวาน "ไม่เคยมีบุรุษอาศัยอยู่หอสตรีมาก่อนข้าเห็นเ้าเข้ามาเมื่อวานก็ใไม่น้อย"และเสียงนางก็นุ่มมนิ่มน่าฟังเอามากๆด้วย “ข้าชื่อ เฉินเหม่ยเย่ เ้าพึ่งมาใหม่หากมีอะไรสงสัยก็สามารถถามข้าได้”
หลิวซิงยิ้มให้นางและพูดว่า “ ข้าชื่อ หลิวซิง คงต้องรบกวนแม่นาง เหม่ยเย่ ด้วย”
เฉินเหม่ยเย่พูดต่ออีกว่า “เ้าไม่สามารถใช้ที่อาบน้ำกับห้องน้ำของที่นี่ได้ดังนั้น มีโรงครัวอยู่ไม่ห่างจากที่นี่เ้าควรไปใช้ในโรงครัวแทน หากเ้าไม่เชื่อข้าเ้าคงโดนเหล่าสตรีทั้งหลายรุมจนตายแน่นอน” หลิวซิงผงกหัวยอมรับในความคิดนี้ทันที
“ตอนนี้คนส่วนมากไปที่โรงอาหารเพื่อทานอาหารเช้า ข้ากำลังจะไปที่นั่นเ้า้าไปด้วยกันกับข้าเลยหรือไม่?”เหม่ยเย่กล่าว
หลิวซิงยังไม่ได้กินอะไรมาั้แ่เมื่อคืนก็เลยหิวอยู่บ้าง “ข้าไปด้วยคน” หลิวซิงเดินตามแม่นางเฉินเหม่ยเย่ไปจนถึงโรงอาหาร
“ที่นี่คือโรงอาหาร ส่วนทางด้านหลังโรงอาหารก็คือโรงครัว” เฉินเหม่ยเย่ กล่าวบอกหลิวซิงแล้วใช้มือชี้บอกทิศทางที่ตั้งของโรงครัว
โรงอาหารเป็อาคารใหญ่ทางเข้าเปิดกว้าง ข้างในมีโต๊ะเก้าอี้ไม้ตั้งอยู่ตรงกลางมากมาย ซุ้มขายอาหารตั้งอยู่แถบในชิดกับผนังอาคาร มีซุ้มขายอาหารอยู่ ไม่มาก มีศิษย์ของสำนักทั้งหญิงชายต่างต่อคิวซื้ออาหารกันอยู่
“มื้อนี้ข้าจะเลี้ยงเ้าเองเพื่อเป็การต้อนรับเ้า” เฉินเหม่ยเย่บอกกับหลิวซิง
“แม่นางข้าเป็บุรุษข้าว่าท่านเลี้ยงข้าคงจะไม่เหมาะนัก” หลิวซิงพูดอย่างหนักแน่น
“เ้าอย่าได้คิดมากเลยถือว่าเป็การต้อนรับเ้าที่เข้ามาอยู่หอสตรี” เฉินเหม่ยเย่พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หลิวซิงกำลังคิดว่า เฉินเหม่ยเย่ เป็คนที่พูดคุยด้วยได้ง่ายนิสัยก็ดีเลยทีเดียว
“งั้นก็ได้แต่มื้อหน้าข้าจะเลี้ยงแม่นางบ้าง”
ได้ฟังหลิวซิงตอบมาแบบนั้น เฉินเหม่ยเย่ ยิ้มและหัวเราะเบาๆออกมารอยยิ้มของนางนั้นมีเสน่ห์หากใครได้เห็นก็คงรู้ต้องสึกสดชื่นเป็อย่างยิ่ง
ชายหนุ่มตอนนี้เห็นนางหัวเราะและปรากฏรอยยิ้มที่งดงามของนางเขาอดที่จะคิดไม่ได้เลยว่า “ก่อนนอนเจอนางมารตื่นมาเจอนางฟ้า” หลิวซิงรู้สึกสดชื่นเบิกบานใจยิ่งนัก
หลังจากนั้นนางก็พาหลิวซิงเดินสำรวจซุ้มขายอาหาร มีร้านขายข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ซาลาเปาขนมจีบ และร้านขายน้ำผลไม้และสมุนไพรต่างๆ
พวกเขาทั้งสองก็ได้ไปซื้อขนมจีบและซาลาเปา ซาลาเปาใส่ถุงกระดาษส่วนขนมจีบใส่จานไม้ซึ่งมีร่องใส่ด้วยซอสเปรี้ยวอยู่ พวกเขาถือมานั่งลงบนโต๊ะและกินด้วยกัน
เหม่ยเย่เริ่มบทสนทนา
“ในบางครั้งก็มีศิษย์บางคนก็มาตั้งซุ้มร้านค้าที่นี่นำเอาของมีค่าออกมาขายบางอย่างก็ซื้อได้ด้วยเงินบางอย่างก็ต้องใช้หินิญญาและแกนอสูร...”
หลิวซิงก็ฟังไปกินไปเขาหิวเพราะเมื่อวานออกแรงเดินทางไกลไปมาก เฉินเหม่ยเย่นางมองดูหลิวซิงจดจ่ออยู่กับการกินและคิดในใจ “ทำไมเขาช่างกินได้อย่างน่าอร่อยถึงเพียงนี้นักแค่เห็นเขา ข้าก็พลอยอิ่มเอมไปด้วย” ทำให้นางยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานและมีเสนห์
ท่ามกลางเหล่าบรรดาศิษย์สายนอกมากมาย มีบางคนจ้องมองหลิวซิงกับเฉินเหม่ยเย่ที่นั่งอยู่ด้วยกันด้วยความอิจฉาริษยา บางสายตาก็จ้องด้วยความอาฆาต บางคนก็มองมาและพูดคุยซุบซิบกัน "ลูกพี่นั่น แม่นางเฉินเหม่ยเย่ กำลังนั่งอยู่กับผู้ชายและและกำลังกินอาหารอยู่ด้วยกัน"
ปั้ง เสียงทุบโต๊ะดังขึ้น
“มันเป็ใคร?”