รัก ไม่ เล่น
บางครั้ง...ฉันก็อยากจะลืมว่าครั้งหนึ่งฉันได้รักเขา แต่มันจะลืมได้ยังไง ในเมื่อหัวใจฉันยังจำ
เธอถามผมทั้งน้ำตาว่าผมเคยรักเธอบ้างหรือเปล่า ทำไมถึงได้ทำร้ายหัวใจของคนที่รักตัวเองให้เจ็บขนาดนี้
แม้ในวันที่เธอเจ็บ ร้องไห้ เสียใจ ผมยังอยู่ตรงนี้ ข้างเธอ หวังว่าสักวันเธอจะยื่นมือมาที่ผม
ร้านทีบาร์
สองแขนเกี่ยวกันด้วยความอบอุ่น สองขาก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ฉันรู้สึกว่าเราสองคนเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาที่สุด เมื่อเดินมาถึงประตูทางเข้าเราสองต่างเป็นอิสระจากกัน เขาเดินไปทางซ้าย ฉันเดินไปทางขวา ทว่ายังมีเส้นแห่งความสัมพันธ์ลึกซึ้งเชื่อมใจเราสองคน
“แฟนมาคุมอีกแล้ว” เสียงเพื่อนรักเอ่ยถามขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย ปลายคางเธอชี้ไปยังร่างสูงสมส่วนที่นั่งห่างจากโต๊ะของพวกเราไปไม่ไกล
“ไม่ได้ตามมาคุม บังเอิญนัดที่เดียวกัน” ฉันอธิบายความจริงพลันเอี้ยวตัวมองไปยังกลุ่มผู้ชายหน้าตาดีที่นั่งกันอยู่สามคน หนึ่งในนั้นคือคนที่ฉันพึ่งเดินจับมือควงแขนเข้ามาในร้าน
ผู้ชายคนที่ฉันมอบรอยยิ้มให้คือแฟนของฉันเอง เขาชื่อ ปกป้อง ฉันเรียกเขาว่า ปก
เราคบกันได้สองปีแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็เหมือนคู่รักวัยรุ่นทั่วไป ปกอายุมากกว่าฉันสองปีตอนนี้เขาเรียนอยู่ปีสี่ ส่วนชั้นอยู่ปีสอง เรียนกันคนละคณะ เขาเรียนวิศวะกรรมศาตร์เอกโยธา ส่วนฉันเรียนรัฐศาสตร์ไออาร์
“ดูดิ กลุ่มแฟนแกล่อชะนีได้เป็นขโยง ” โมลี่่พูดอย่างตรงไปตรงมา แววตาคมสวยจับจ้องไปยังกลุ่มของปก และแน่นอนฉันรู้จักเพื่อนสนิททุกคนของแฟนตัวเอง คนที่นั่งใกล้ปกสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาลายเสือมาดกวนหน่อยๆ หูตาแพรวพราว มีเสน่ห์ที่ดวงตาและคารมณ์ หล่อติดอันดับของคณะวิศวะฯ เขามีชื่อว่าเฮียไวท์ ส่วนอีกคนที่สวมใส่ออลแบล็คทั้งตัว คนนี้ถือเป็นไทป์ผู้ชายในฝันของสาวๆหลายคน ทั้งหล่อ รวย สมาร์ท ชาติตระกูลดี เขาชื่อเฮียเจ็ท
“ไม่น่าเชื่อว่าคนเจ้าชู้อย่างพี่ปกจะหยุดที่แก” ฉันเลิกคิ้วมองเพื่อนกับประโยคที่พึ่งผ่านเข้าหูมา ถามว่าเคืองไหมที่โมลี่พูดแบบนี้ ตอบตามจริงก็ไม่นะ ที่โมลี่พูดออกมานั้นถูกทุกอย่าง ตัวฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราสองคนจะลงเอยจบด้วยการเป็นแฟนกันจนถึงวันนี้ “อย่าใจดีให้มันมาก ผู้ชายไว้ใจมันไม่ได้ ยิ่งคนเจ้าชู้ เสือติดปีกแบบนั้น แกยิ่งต้องระวัง”
โมลี่ยังเตือนเรื่องความเจ้าชู้ของปกทุกครั้งที่เธอเจอหน้าเขา ตั้งแต่วันแรกที่เพื่อนคนนี้คัดค้านหัวชนฝาจนกระทั่งเป็นแฟนกัน เธอยังเป็นห่วงและเตือนฉันอยู่เสมอ
“ฉันไว้ใจเขา” ฉันใช้คำนี้มาตลอดสองปี ฉันเมินเฉยคำเตือนจากคนรอบตัวทุกอย่างและเลือกที่อยู่เคียงข้างเขา
“ค่า อย่าให้เห็นว่าเดินควงสาวคนอื่น แม่จะฟาดให้” โมลี่ยังคนบ่นพึมพำอยู่คนเดียว บทสนทนาคล้ายจะจบลง หากแต่เพื่อนฉันคนนี้ไม่วายกลับมาแนะนำฉันเรื่องเดิม “เป็นแฟนก็ใช้สิทธิ์หน่อย อย่าให้ผู้หญิงคนอื่นมันเดินมาอ่อย”
“มันเป็นหน้าที่ของปกที่ต้องจัดการ เขารู้หน่าว่าต้องทำอะไร”
“แต่ก็ควรเดินมาหาแฟนบ้าง นี่อะไรมาด้วยกัน แต่เข้าร้านปุ๊บ แยกย้ายงี้” ฉันว่าโมลี่น่าจะดื่มหนักไปหน่อย เริ่มพูดจาหาเรื่องไม่มีเหตุผลแล้ว ถ้าไม่เบรกเอาไว้อาจจะเกิดเรื่องขึ้นได้
“ใจเย็นแก เขาก็อยู่กับเพื่อน ส่วนฉันก็อยู่กับแกไง” ฉันพยายามพูดให้เพื่อนใจเย็น “เลิกสนใจเขาแล้วมานั่งฟังเพลงของเราไปเหอะ ”
ฉันรู้จักแฟนของฉันดี ปกน่ะเขาเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่ที่วันแรกที่เราเจอกัน เขาเคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกันเสมอ ให้อิสระได้ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง ออกความคิดเห็นพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง คอยให้คำปรึกษา ดูแลเอาใจใส่กันเสมอ อาจจะมีแค่เรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยอย่างเรื่องการแต่งตัวที่ค่อนข้างจะหวงไม่อยากให้ใส่โป๊ ไปไหนมาไหนก็ต้องบอกกันเสมอ นอกนั้นเรามีระยะห่างระหว่างกันชัดเจน ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือเรื่องส่วนตัวที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าไม่ควรจะแชร์ให้อีกคนรับรู้
อาจฟังดูแปลกใช่ไหมล่ะ ตอนแรกฉันเองก็ไม่เข้าใจหรอก แต่พอคบกันนานวันเข้า ฉันก็ซึมซับนิสัยจากเขามาอย่างไม่รู้ตัว การไม่ตาม เว้นระยะห่าง เคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ กลับกันฉันเองก็มีเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้เขารู้เหมือนกัน พอใครได้ฟังทุกคนต่างบอกว่ามันไม่ใช่ มันไม่ถูกที่จะคบกันแบบนี้ สักวันฉันอาจจะมีปัญหาแต่จนถึงวันนี้ ฉันกับปกก็ยังคบกันดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า การดูแลกันและกันในแบบของเรามันก็ไม่ผิดอะไร
ทุกคนรอบตัวเราสองคนต่างรับรู้ว่าเราคบกัน แต่ไม่บ่อยที่จะแสดงความหวานให้ใครเห็น ถามว่าฉันกังวลรึเปล่าก็ตอบว่า ไม่ อีกนั่นแหละ เพราะฉันชอบที่เรื่องของเราเป็นเรื่องส่วนตัว สาเหตุหลักคือปกค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงกว้างของมหาลัยทั้งในด้านดีและไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องความรัก
ถ้าเลี่ยงได้ฉันไม่อยากเป็นเป้าสายตาของคนอื่น เรายู่กันแบบนี้ มีเพียงแค่ฉันกับเขาแงะคนรอบตัวที่เรารักรับรู้ก็พอแล้ว คนอื่นไม่สำคัญ
“ถึงว่าทำไมไม่ยอมเข้ามา นู่นไง ” โมลี่พยักเพยิดหน้าไปทางเดิม ฉันจึงหันมองตามและเห็นว่าตอนนี้มีผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งนั่งข้างเขาอย่างแนบชิด เธอแต่งตัวเปรี้ยวมาก เสื้อผ้าที่เธอใส่ก็เรียกว่าว่าสั้นแทบจะเห็นทั้งข้างล่างและข้างบน ทำเอาคนที่มองอยู่ได้แต่มุ่นคิ้วคิดในใจ
อะไรจะขนาดนั้น อีกนิดก็สิงแฟนฉันแล้วนะนั่น
“แบบนี้แกยังจะทำเป็นใจกว้างอยู่อีกมั้ย เสือก็ยังเป็นเสือ ตอนนี้เขาแค่ซ่อนเล็บไว้แค่นั้น” โมลี่หัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงหันมาพูดกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง “ผู้หญิงที่รักแฟนตัวเอง ไม่มีใครมองว่าจู้จี้ วุ่นวายหรอก ไปดูหน่อยมั้ย”
โมลี่พูดถูก ฉันถึงนิ่งคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตอบออกไปอย่างที่ตั้งมั่นไว้แต่แรก “ไม่อ่ะ คงเพื่อนแหละ”
เห็นจากหางตาว่าผู้หญิงคนนั้นก็เข้าไปจับแขนเฮียไวท์ด้วยเหมือนกัน บางทีเธออาจจะเป็นคนรู้จักของคนในกลุ่มก็เป็นได้ เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปโดยไม่ได้เตรียมตัว อาจจจะหน้าแตกกลับมา
“ใจเสาะ”โมลี่ว่า
“ไม่ได้ใจเสาะแต่ให้เกียรติ” ฉันโต้กลับ
“เอาดีๆ ให้เกียรติหรือยอม ทำดีนับได้แต่ทำชั่วไม่นับรึไง” สิ้นประโยคเตือนสติ โมลี่ก็กระดกเหล้าตามเข้าไป “อย่าทำเหมือนสุข”
อยากจะแย้งออกไปแต่มันก็จุกเหลือเกิน
“ไม่มีอะไรหรอกน่า แกมองดิตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่แล้ว” ฉันบุ้ยปากไปทางนั้น เมื่อกี้แอบเห็นแล้วแหละว่าผู้หญิงคนนั้นลุกออกไปทางด้านหลังร้าน
“อัพเดทหน่อยไหมว่าตอนนี้แฟนแกก็หายไปจากโต๊ะแล้วเหมือนกัน” ฉับพลันฉันก็รีบหันไปมอง และเป็นอย่างที่โมลี่พูดจริงนั่นแหละทั้งโต๊ะเหลือแค่เฮียเจ็ทกับเฮียไวท์ ส่วนแฟนฉัน...
เขาไม่อยู่
เขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
ทิ้งความสงสัยได้ไม่นาน เสียงแชตจากโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นก็เห็นทางหางตาว่าเพื่อนทั้งสองคนของเขากำลังเดินออกจากร้านไป
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อค และเห็นว่าเป็นปกที่ส่งข้อความเข้ามา ใจที่กระวนกระวายเริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย
ฉันรีบแตะเปิดอ่านทันที กวาดสายตาไล่อ่านแต่ละประโยคอย่างตั้งใจ
POK: ปกออกไปข้างนอกแป๊ปนึงนะครับ
POK: ถ้าจะกลับโทรมาบอกนะ เดี๋ยวเข้ามารับ
POK: อย่าดื่มเยอะ ดูแลตัวเองด้วย
POK: รักวาฬครับ
หลังจากไล่อ่านจนจบในหัวฉันก็เกิดถามมากมายเต็มไปหมด เขาออกไปไหน ไปกับใคร ไปกับผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า หรือว่าไปกับเพื่อนของเขา แล้วทำไมถึงไม่เดินมาบอกฉันด้วยตัวเองนิ้วกำลังพิมพ์คำถามในหัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับค้างไว้ตรงปุ่มลูกศรไม่ยอมกดส่งไปสักที
“สรุปว่าไง แฟนสุดที่รักหายไปไหนคะ” โมลี่เอ่ยถาม เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนอีกสองคนเดินเข้ามาพอดี ผู้หญิงผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงหน่อยเธอชื่อพะพาย ส่วนอีกคนหน้าตาหวานเหมือนกับชื่อ คือขนมหวาน
“วาฬเมื่อกี้ ฉันเห็นแฟนแกขับรถออกไปอ่ะ ไปไหนเหรอ”พะพายเอ่ยถามอย่างไม่รู้เรื่อง
“ออกไปทำธุระ” มั้ง ฉันตอบเสียงเบา อย่าถามนะว่าธุระอะไร ฉันไม่รู้หรอกครั้นจะส่งข้อความไปถาม ก็กลัวว่าเขาจะคิดว่าเราจู้จี้ จุกจิกเกินไป เลยเลือกกดตอบไปแค่สติ๊กเกอร์โอเคเท่านั้น
แล้วก็มานั่งถอนใจอยู่คนเดียว พลันสายตาฉันก็สบเข้ากับโมลี่ที่มองกันอยู่เหมือนจะจับความรู้สึกฉันอยู่ตลอด ฉันจึงทำเพียงไหวไหล่ ส่วนเธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่รินเหล้าให้ฉันก็เท่านั้น
“ไปเข้าห้องน้ำนะ ใครไปบ้าง” ตอนที่บอกฉันก็ลุกขึ้นเตรียมตัว คว้ากระเป๋าสะพายคล้องไหล่ตัวเองแล้ว
รอคำตอบจากเพื่อนทั้งสามได้สักพัก สรุปก็ไม่มีใครอยากไป ฉันเลยเดินออกไปทางหลังร้านเพื่อเข้าห้องน้ำคนเดียว
พอมาถึงก็เห็นคนยืนรอต่อแถวหน้าห้องน้ำยาวเหยียด ฉันจึงหลบมุมเดินมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อรอให้คนซาลง ระหว่างนั้นก็เปิดหน้าแชทที่คุยกับปกไว้ด้วย ทว่าหลังจากที่ตอบกลับไป ปกยังไม่อ่านเลยด้วยซ้ำ
ตึก !
ในตอนนั้นเองที่ฉันเดินชนเข้ากับแผงอกของใครคนหนึ่ง ทั้งที่เป็นฝ่ายชนเค้า ทว่าตัวฉันกลับเซล้มไปด้านหลัง ด้วยความตกใจเพราะตัวเองกำลังจะเสียหลักตอนนั้นเองเรียวแขนแกร่งของคนตรงหน้าก็ช่วยไว้ได้ทัน
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆปนกลิ่นบุหรี่นั้นลอยแตะจมูกทันที การกระทำทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขารั้งเอวฉันไว้และประคองให้ฉันยืนในท่ามั่นคง จากนั้นก็ผละออกและเดินผ่านตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ฉันยังไม่ทันจะเอ่ยขอบคุณหรือขอโทษเลยสักคำ ไม่เห็นหน้าค่าตาเลยด้วยซ้ำ
เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปไกลจากสายตา เหลือเพียงกลิ่นน้ำหอมที่ยังลอยวนอยู่รอบ ๆตัวฉัน
เสร็จจากเข้าห้องน้ำฉันก็กลับมาหาเพื่อน ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้หายไปนานขนาดนั้น ทว่าตอนนี้สภาพแต่ละคนเริ่มไม่ปกติ หัวเราะคิกคักกันใหญ่ เมาจริงหรือเมาดิบ
“มาถึงก็นั่งดิ แอบหนีไปร้องไห้หาแฟนรึไง” พะพายหันมาเจอฉันและแซวขำๆ
“ปวดฉี่ต่างหากร้องไห้ที่ไหนกัน”
“อ่ะ ชนค่ะ” จากนั้นพวกเราสี่คนก็นั่งดื่มเหล้า ฟังเพลง คุยสัพเพเหระมากมายกันต่อ จนเวลาล่วงเลยไปจนถึงร้านปิด เหลือเพียงแค่โต๊ะเราเท่านั้นที่ยังนั่งกันอยู่ครบ ถามว่าใครมีสติสุดในตอนนี้ ตอบเลยว่า ไม่มี อาจจะต้องคลานออกจากร้าน หันไปมองพะพายนอนสลบไปแล้ว โมลี่ที่พอมีสติอยู่บ้างกำลังโทรศัพท์เรียกแฟนตัวเองให้มารับกลับ ส่วนขนมหวานยังนั่งเท้าคางเกยบนปากขวดเหล้า ส่วนฉันกำลังนั่งจ้องโทรศัพท์ด้วยสายตาพร่ามัว เอาแต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่นะที่แฟนตัวเองจะโทรมาหาสักที
พนักงานในร้านก็เริ่มเก็บกวาดโต๊ะบางส่วน ไฟบางดวงถูกปิดลง ผ่านไปสิบห้านาที โซ่แฟนของโมลี่ก็มาถึง เขาช่วยแบกพะพายออกไปนอกร้าน ก่อนจะจับยัดลงรถ
ส่วนฉัน โมลี่ ขนมหวาน เราสามคนกอดคอช่วยพยุงกันออกมา สภาพเมาเละเลยแหละแต่ยังมีสติอยู่เล็กน้อย
"แกจะกลับพร้อมพวกช้านม้าย" เสียงโมลี่ดังมาให้ได้ยิน สภาพตอนนี้แขนข้างหนึ่งเกาะขอบบานประตูรถที่เปิดคาไว้ ส่วนฉันนั่งตั้งสติอยู่ตรงเก้าอี้หน้าร้าน
"โทรหาปก แป๊ป" บอกเสร็จ พยายามรวบรวมสติและสายตาอันพร่ามัว กดโทรศัพท์หาแฟนตัวเองทันที
รอไม่นานปลายสายก็กดรับ รู้สึกหัวใจที่เคยห่อเหี่ยวเริ่มดีขึ้นมานิดหนึ่ง
(ครับ) แฟนฉันเสียงละมุนจัง
"ปก มารับวาฬหน่อยค่ะ"
(โอเคครับ อีกสิบนาทีถึง)
เขามาถึงในสิบนาทีอย่างที่พูด รถบีเอ็มสีดำเลขทะเบียนตัวเดียวจอดขนาบข้างรถของโซ่ จากนั้นพวกเพื่อนๆเห็นว่าปกมารับฉันแล้วต่างโบกไม้โบกมือร่ำลา ก่อนที่จะขับรถแยกตัวออกไปเหลือเพียงแค่ฉันและปกที่อยู่ตรงนี้
ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างหน้าฉัน ให้สายตาเราสบกันพอดี มือเรียวยาวเอื้อมมาจับมือฉันไว้ พลางลูบวนไปมาอย่างทะนุถนอม
“ไหวมั้ย” น้ำเสียงเขายังคงอบอุ่นอย่างเคย ฉันทั้งพยักหน้าและส่ายหน้าเป็นคำตอบส่วนเขาก็ลุกขึ้นเอื้อมมือที่แสนอบอุ่นลูบผมฉัน
“ครั้งหน้าปกคงต้องมานั่งคุมวาฬจริงจังแล้วล่ะ”
“คุมทำไม”
“เมาแล้วทำตัวน่ารักเกินไป กลัวคนมาจีบ” เขาว่าด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“ปก”
“ครับ”
"ปกออกไปไหนมาอ่ะ" ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ถามแต่ก็ถามออกไปจนได้
"ไปส่งเพื่อนทำธุระมาครับ"
“เพื่อนจริง ๆน่ะเหรอ” ไม่แน่ใจว่ฉันอยากได้คำตอบอะไรจากปากเขากันแน่ และเมื่อปกพยักหน้าตอบกลับมา เพื่อนคนไหน ธุระอะไร ไปกับผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า แล้วทำไมหายไปนานขนาดนั้น หายไปอยู่ไหนมา ทุกคำถามถูกกลืนกลับเข้าไปลำคอจนหมด
เมื่อเขายืนยันว่าเป็น เพื่อน ถามหากถามออกไปอีกเราก็จะกลายเป็นคนงี่เง่า ไม่ไว้ใจเขา ซึ่งฉันไม่เคยทำ
"เมาแล้ว กลับห้องเรากันเถอะ" เขาจูงมือฉันให้เดินตามไปที่รถ ปกไม่เคยว่า เคยบ่นเรื่องที่ฉันดื่มหนักเลยสักครั้ง เขาเพียงมองฉันนิ่ง และยิ้มให้แบบนี้ คอยประคอง คอยดูแลเสมอมา
หลังจากเข้ามานั่งในรถเรียบร้อย เขาจัดการเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เปิดเพลงคลอเบาๆ รถก็ค่อยๆออกตัววิ่งไปอย่างช้า ๆ
หนังตาเริ่มหนัก และเปลือกตาปิดลงในที่สุด
รู้สึกตัวอีกทีตอนที่ปกอุ้มฉันวางบนเตียงนุ่ม ฝ่ามืออุ่นกำลังจัดระเบียบท่านอนฉันให้เรียบร้อย พลันผ้าห่มผืนหนาก็ทาบทับลงมาบนตัว ฉันพยายามปรือตาอย่างหนักขึ้นมามองหน้าเขาที่อยู่เหนือระดับสายตา
"อึดอัดมั้ย อยากเปลี่ยนชุดรึเปล่า" เขากระซิบเอ่ยถามอย่างอบอุ่น ริมฝีปากร้อนจุมพิตลงบนหน้าผากฉัน พลางปัดเส้นผมที่ลู่ตกลงมาปิดหน้าให้ไปด้านหลังอย่างนุ่มนวล
"ไม่อ่ะ อยากนอน" ฉันบอกเสียงอู้อี้ พลางพลิกตัวไปอีกทางอย่างเคยชิน ในตอนนั้นที่สัมผัสอุ่นวาบจากริมฝีฝากอุ่นนั้นกดลงแก้มซ้ายฉัน " ฝันดีครับ"
เช้าวันต่อมา
@09.00 น.
ความทรมานหลังจากที่ดื่มมาอย่างหนักนั่นก็คือ ปวดหัว คอแห้ง และอยากจะอาเจียนตลอดเวลา
ใช้ความพยายามอยู่หลายนาทีกว่าจะยกเปลือกตามองหาคนข้างกาย ทว่าข้างตัวนั้นเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าเขาตื่นคงตื่นได้สักพักแล้ว
ฉันยันตัวเองให้ลุกขึ้น บิดตัวซ้ายขวาไล่อาการปวดเมื่อย ขยี้ตาสองสามที ก่อนจะเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมาดูเวลา หูได้ยินเสียงทีวีดังอยู่ด้านนอกห้อง จึงมั่นใจว่าคนที่ฉันมองหาคงอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ฉันลุกจากเตียงเดินไปยังหน้าประตูและเปิดประตูออก สายตาชะเง้อมองตรงโซฟาและเจอคนตัวโตกำลังนั่งดูทีวีอยู่
"ตื่นแล้วเหรอ" น้ำเสียงนุ่มนวลชวนใจสั่นพร้อมกับรอยยิ้มหวานในตอนเช้าหันมาทักทายฉัน ทำคนพึ่งตื่นนอนใจบางไปหมด
ปกสวมเพียงเสื้อยืดโทนเข้มกับกางเกงบ้อกเซอร์ ทรงผมดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ทว่ากลับน่ามองในสายตาฉัน
ฉันเดินเข้าไปหาเขา จังหวะที่จะทิ้งตัวลงนั่งกลับถูกแขนใหญ่รั้งดึงตัวฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด จากที่ฉันควรจะนั่งตรงโซฟากลับนั่งบนตักของเขาแทน แขนแกร่งสองข้างโอบร่างฉันไว้ ขณะเดียวกันแขนสองข้างของฉันโอบรอบคอเขาไว้ไม่ต่างกัน
ฉันมองเห็นแววตาแสนเย้ายวนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของคนตรงหน้า พลันริมฝีปากอุ่นกดจูบลงบนผิวเนื้ออ่อนต้อคอฉันอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็เลื่อนขึ้นมาจูบแก้มสองข้างอย่างเท่าเทียม
"มอนิ่งคิสครับ"คนตัวโตส่งยิ้มกว้างเลยอดที่จะหอมแก้มเขาคืนไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อปีก่อนฉันคงไม่กล้าแสดงความรักแต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ " มอนิ่งคิสค่ะ"
"หืม อ้อนแต่เช้า" ดวงตาเจ้าเล่ห์หรี่มองฉัน มุมปากยกยิ้มอย่างร้ายกาจ ฉันหรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง แค่มองตาฉันก็รู้ว่าแล้วเขาคิดจะทำอะไร
"ไม่เอา วาฬยังไม่ได้อาบน้ำเลย"บอกเขาอย่างออดอ้อน พลางซบหน้าไปกับลาดไหล่หนาที่คุ้ยชิน
"ปกก็ยังไม่ได้อาบ" เขาตอบ พลางทำจมูกฟุดฟิดอยู่ตรงพุ่มผมฉัน "อาบด้วยกันไหม"
จากนั้นฉันจึงเงยหน้าขึ้นเตรียมจะอ้าปาก ทว่าปกกลับช่วงชิงคำพูดของฉันไปจนหมด เมื่อริมฝีปากฉันถูกปิดทับด้วยริมฝีปากเขา มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาล้อกท้ายทอยฉันไว้ให้รับองศาจูบ
จากนั้นเขาค่อยบรรจงจูบอย่างช้า ๆ ก่อนจะดูดดึงกลีบปากบางของฉันอย่างหนักหน่วง พอมีช่วงจังหวะหายใจอยากจะเอ่ยปากท้วง ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากอย่างรวดเร็ว เสื้อที่เคยอยู่ในสภาพปกติถูกรั้งขึ้นมาอยู่บนอกให้ฝ่ามือร้อนได้เข้ามาลูบไล้สัมผัสไปทุกส่วน
ให้ตายสิ ฉันรู้สึกว่าแก้มสองข้างของตัวเองร้อนผ่าวเพราะความฮอตของแฟนตัวเอง ใจดวงเล็กๆมันอ่อนระทวยหมดแล้ว
พอฉันใกล้จะหมดแรง เขาก็ช่วยชีวิตฉัน ด้วยการผละออกอย่างอ้อยอิ่ง ทว่ายังริมฝีปากยังแนบชิด และส่งยิ้มให้กันอย่างร้ายกาจ
มือเรียวยาวเกลี่ยผมหน้าฉันให้เข้าที่เข้าทาง เราสบตากันครู่หนึ่งด้วยความปรารถนาอันท่วมท้นที่เราสองคนร่วมกันปลุกขึ้นมา สุดท้ายฝ่ามือหนาที่เคยลูบไล้กำลังดึงปลายเสื้อฉันให้กลับมาอยู่สภาพดังเดิม จากนั้นจึงดึงตัวฉันเข้าไปอยู่ในอ้อนกอดอบอุ่น
นี่แหละความเป็นปกป้อง
เขาไม่เคยทำหน้าที่ตัวเองบกพร่อง
จากการกระทำของเขาเมื่อครู่ ทำให้ฉันลืมเรื่องผู้หญิงคนเมื่อคืนไปเสียสนิท นึกได้อีกทีตอนที่กลับมาห้องตัวเอง แต่ก็ช่างมันเถอะ คงไม่มีอะไรละมั้ง
"วันนี้วาฬเลิกกี่โมง" เขาหันมาถามฉัน ปกสวมเสื้อช็อปคณะวิศวะ นั่งไขว่ห้างเล่นเกมส์อยู่บนโซฟา เพื่อรอฉันแต่งตัวไปเรียนมหาลัยพร้อมกัน
"ห้าโมงเย็นค่ะ" ฉันตอบไปพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองอยู่หน้ากระจก
"หื้ม สั้นไปรึเปล่าครับ" เสียงดุเชียว ฉันก้มมองตามสายตาติดดุของเขา “เปลี่ยนดีกว่าไหม”
อ่า จริงสิ กระโปรงทรงเอตัวนี้ ปกเคยบอกว่ามันสั้นเกินไป ห้ามไม่ให้ฉันใส่เด็ดขาด
ร่างสูงตีมาดเข้ม แววตาไร้แววหยอกล้อนั่งกอดอกกดดันกันอยู่เงียบๆ จ้องจนใจฉันเหลือแค่นิดเดียวและไม่ต้องรอให้เขาได้พูดซ้ำสอง ฉันก็รีบเดินเข้าไปเปิดตู้เสือผ้าอีกครั้งเพื่อหาตัวใหม่เปลี่ยนทันที
"โอเค เปลี่ยนแล้วค่ะ" ฉันถอนหายใจ ก่อนจะหมุนตัวต่อหน้าเขา ตัวนี้ยาวสิบหกนิ้ว
นัยน์ตาคมสำรวจความเรียบร้อยของฉันอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าให้ผ่านและอมยิ้มอย่างพอใจ
"ดีครับ ส่วนตัวนั้นอย่าให้เห็นอีก"
ค่า คุณพ่อ ฉันรีบเก็บมันทิ้งลงขยะต่อหน้าเขาทันที ทิ้งไปแล้วก็ซื้อตัวใหม่ให้ฉันด้วยนะ สั้นสิบสี่กับสิบหก มันก็ไม่ต่างกันมากปะ
ถึงปกจะให้อิสระกันเต็มที่แค่ไหน แต่ก็อย่างที่บอก มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขามักจะจริงจังกับฉันตลอด นั่นก็คือ ห้ามแต่งตัวโป๊ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกผู้ชายที่ห้ามแฟนตัวเองแต่งตัวโป๊ ทั้งที่เขาก็ชอบมอง ไม่ยุติธรรมอ่ะ
"คิดไร"เสียงปกเรียกสติฉันกลับมาจากห้วงคิด ฉันส่ายหน้าฉีกยิ้มหวานก่อนจะหยิบกระเป๋าสีดำแบรนด์ดังที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่จากเขาขึ้นมาคล้องไหล่เตรียมไปมหาลัย
"ที่ไม่อยากให้ใส่สั้นเกินไป เพราะปกกลัวว่าวาฬจะลำบาก จะนั่งจะเดินก็ต้องคอยระวัง อีกอย่างปกไม่ชอบให้ใครมามองวาฬด้วยสายตาหื่นๆ " เขาอธิบายอย่างใจเย็น พลางวาดแขนมาโอบเอวฉันไว้แนบชิด ในตอนที่เรากำลังเดินไปยังลานจอดรถด้านล่างคอนโด
"แค่นี้วาฬทำให้ปกได้มั้ย "
"ได้ค่ะ" ฉันตอบกลับ เข้าใจเขาแหละ ที่เขาพูดก็ถูก
ปกขับรถมาส่งฉันที่หน้าคณะ ก่อนจะขับออกไปทันที คณะเขาอยู่ห่างจากคณะฉันไปอีกสามช่วงตึก
ถ้าถามว่าเราอยู่ไกลกันขนาดนี้แล้วเจอกันได้ไง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น คนที่ใช่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มันก็ใช่ และสักวันพรหมลิขิตก็ทำให้เราได้เจอกัน ฉันคิดแบบนั้นนะ
"ยิ้มปากจะฉีกแล้วมั้ง" เสียงแกมหมั่นไส้ไม่ใช่ของใคร เป็นโมลี่คนเดิมนั่นเอง เธอนั่งเท้าคางมองฉัน ด้วยใบหน้าดูอิดโรยราวกับนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
ส่วนคนข้างๆคือขนมหวาน นอนผมเผ้ารุงรังฟุบหน้ากับแขนตัวเองบนโต๊ะ สองคนนี้ยังไม่หายแฮงค์กันสิท่า
"พายล่ะ" ฉันถามหาคนที่ไม่อยู่ในที่นี้
"แฮงค์ตื่นไม่ไหว" ขนมหวานผงกหัวงัวเงียขึ้นมาตอบ ที่รู้เพราะสองคนนี้เป็นรูมเมทกัน
"เหรอ แล้วที่ตื่นมาตอบ วิญญาณหลับอยู่ห้องปะ " ฉันเอ่ยแซว ส่งผลให้ขนมหวานจับม้วนกระดาษตีที่แขนฉันเบาๆ
"เข้าเรียนกันเถอะ" ฉันบอกอย่างกระตือรือร้น ต่างจากสองคนที่ทำหน้าจะตายอยู่รอมร่อ
หลังจากหมดคาบแรก เป็นเวลาพักเที่ยงพอดีพวกเราเลยแวะลงมาหาอะไรกินที่โรงอาหารของคณะ
ฉันซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านประจำมากิน ส่วนเพื่อนอีกสองคนกำลังซ้วยส้มตำกันอย่างเอร็ดอร่อย บอกเปรี้ยวปากอยากกินอะไรเผ็ดๆ ก็ตามประสาคนแฮ้งค์อ่ะนะรวมถึงฉันด้วย
ของร้อนๆกับของเผ็ดๆ มันแก้แฮงค์ได้ดีนัก
...ไม่รู้ว่าปกกินข้าวรึยังนะ
ติ้ง!!
หลายครั้งที่ฉันกำลังคิดถึง เขาก็ส่งข้อความมาหากันราวกับมีกระแสจิต ฉันจึงรีบวางตะเกียบในมือลงก่อนจะกดเปิดอ่าน
Pok: กินข้าวรึยังครับ
Pok: ส่งรูป
ปกส่งรูปเฮียไวท์กำลังอ้าปากหวอตักข้าวเข้าปากมาให้ดูจากแบ็คกราวน์ด้านหลังน่าจะเป็นร้านอาหารเจ้าประจำของกลุ่มเขาที่อยู่ตรงข้ามมหาลัย ฉันเองก็เคยไปนั่งกินกับเขาอยู่บ่อยๆ
Me:กำลังกินค่า
Me:ส่งรูป
ฉันกดถ่ายรูปชามก๋วยเตี๋ยวส่งไปให้เขาดูทันที
Pok: ส่งสติ้กเกอร์
เขากดส่งสติ้กเกอร์ถูกใจกลับมาให้
Pok: วาฬ วันนี้กลับกับโมลี่ได้มั้ยครับ
Me: หืม ไม่กลับด้วยกันอ่า
Pok: ติดจารย์นัดทำตัวจบครับ
Me: อ่อ เคๆ เดี๋ยววาฬกลับกับเพื่อนก็ได้ค่ะ
Pok: โทษน้า
Me: ไม่เป็นไร ~
จากนั้นแชทก็นิ่งไป เงียบยิ่งกว่าป่าช้าซะอีก จนกระทั่งคลาสเรียนสุดท้านจบลงที่ห้าโมงเย็น
"วันนี้สาไม่มารับ ฉันจะพาแกไปเที่ยว" โมลี่เดินมาคล้องแขนฉันอย่างอารมณ์ดี
"ไปไหน "ฉันถามกลับ
" กินติมกันปะ" โมลี่เสนอ ซึ่งฉันก็ตอบตกลงทันที
เราใช้เวลาไม่นานแค่เดินข้ามมาอีกฝั่งของมหาลัยก็เป็นโซนคาเฟ่ทั้งแถบ และเป้าหมายของเราคือร้าน Pinky girl ร้านไอศกรีมเจ้าดังนั่นเอง
"แกเอารสไรบ้าง" โมลี่เอ่ยถาม ขณะสายตายังคงเลือกรสชาติไอศกรีมอยู่
"วานิลา ชาเขียว" ฉันสั่งไปอย่างละรส ส่วนโมลี่สั่งเป็นมะนาวกับช็อกโกแลต
ระหว่างรอเราก็นั่งถ่ายเซลฟี่กับของตกแต่งในร้านไปพลางๆ ไม่ถึงห้านาทีก็ได้รูปมาเกือบยี่สิบ
ฉันคัดสองสามรูป เลือกรูปที่เห็นหน้าฉัน ติดโมลี่เล็กน้อยและก็แบ็คกราวน์ร้านกดส่งแชตไปให้ปกดู ส่งไปได้แค่วินาทีเดียว ปกก็เปิดอ่านอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเล่นโทรศัพท์อยู่แล้ว
หื้ม เล่นอยู่แต่ไม่ยอมทักกลับหาฉันเนี่ยนะ ทั้งที่บอกไปตั้งแต่เลิกเรียนว่าจะมากินติมกับโมลี่ หรือว่าเขาพึ่งจะว่างกันนะ
POK: ป้อนหน่อย อยากกินบ้าง
ข้อความของเขาทำฉันยิ้มได้ทันที จากที่อารมณ์ขุ่นๆก็กลับมาใจชุ่มชื้นขึ้นมาทันที
"ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่เลยน๊า" โมลี่เอ่ยขึ้น สายคมคมเฉี่ยวฉาบด้วยแววหยอกล้อ
Me: อยากให้ป้อนก็มาสิ
พิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วแล้วจึงเงยหน้าขึ้นทั้งที่รอยยิ้มยังคงตรึงอยู่ไม่จางหาย
"รักมากเลยนะ แฟนคนนี้อ่ะ" น้ำเสียงโมลี่เปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น
“อืม เคยคิดจะเผื่อใจแต่สุดท้ายก็ให้เขาไปทั้งใจ” ใช่ ฉันรักปกมาก รักแบบไม่เคยคิดจะเผื่อใจเลยสักนิด
POK: อยากไปใจจะขาด
POK:ส่งรูป
ทันทีที่เห็นรูปรอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นรูปแฟนตัวเองกำลังทำหน้างอแงน่ารัก
แอบถ่ายเซลฟี่กับอาจารย์ของเขา พ่วงด้วยเฮียไวท์ที่ยกสองนิ้วอยู่ข้างๆ
POK: ปกทำงานก่อนนะ รักวาฬครับ
นั่นเป็นความสุดท้ายที่ปกส่งมาให้ หลังจากที่เราไอติมกันเสร็จก็แวะเข้าร้านเสื้อผ้าที่อยู่บล็อกถัดไป เลือกติดไม้ติดมือมาได้สองสามชุด จนถึงเวลาสองทุ่มกว่าๆ โมลี่ก็มาส่งที่คอนโด
ร่ำลาเพื่อนเสร็จ จึงหมุนตัวกลับเข้าคอนโด ระหว่างที่เดินผ่านลานจอดรถที่ประจำของคุณแฟน สายตาก็แอบชะเง้อมอง
ทว่ามันก็พบแต่ความว่างเปล่า
ปกยังไม่กลับมาเลย ...
ยืนมองได้ครู่หนึ่งจึงเดินเข้าไปในตึก กดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นของตัวเอง แต่ก่อนจะถึงห้องของฉัน สองขาก็เบนทิศไปยังห้องของอีกคนที่อยู่ข้างกัน จนเผลอกดแตะรหัสเปิดประตูอย่างไม่รู้ตัว
พลันประตูเปิดอ้าออก สายตาก็ปะทะเข้ากับความมืดมิด ฉันพรูลมหายใจออกมา ส่ายหน้าตัวเองเบาๆ เผลอทำเรื่องบ้าบออีกแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าเขายังไม่กลับมา ฉันก็ยังหวังจะเจอ
เฮ้อ ไม่เห็นหน้าเจ้าของ... เห็นห้องเขาก็ยังดี
ไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็มาอยู่ห้องตัวเอง ถอดรองเท้าออกเปลี่ยนเป็นสวมสลิปเปอร์ แขวนกระเป๋าตรงราวเหล็ก จากนั้นจึงโยนถุงเสื้อผ้าที่ช๊อปมาไว้ตรงตะกร้าผ้าเตรียมซัก
นั่งๆนอนๆเล่นโทรศัพท์จนเบื่อ จวบจนเวลาเกือบจะสี่ทุ่ม จึงลุกเดินไปยังตู้เสื้อผ้า ถอดเสื้อนักศึกษาออกเป็นอันดับแรก ตามด้วยกระโปรงทรงเอที่รัก จนตอนนี้เหลือเพียงบราเซียร์และแพนตี้สีหวานที่กำลังจะหลุดพ้นจากตัว สายตามองตัวเองสะท้อนผ่านกระจกใหญ่ ในมุมเล็กๆของเหนือเนินหน้าอกด้านซ้าย ฉันได้ทำบางอย่างไว้
บางอย่างที่ใช้ความกล้าเป็นอย่างมาก นึกถึงช่วงปีก่อนนั้น ฉันก็คิดว่าตัวเองบ้ามากเลยแหละ ที่ยอมเจ็บตัว ทั้งที่ฉันเป็นคนรักตัวเองมาก ให้เกียรติเคารพตัวเองเป็นที่หนึ่ง จนกระทั่งปกเข้ามา ความรักที่ฉันมีให้กับตัวเองกลับลดลงไป และมอบรักให้กับเขาแทน
เพื่อคำว่า PW
ใช่ฉันสักด้วยตัวอักษรสีดำ ที่มาของมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
PW มาจากชื่อของฉัน ปลาวาฬ ยังไงล่ะ และสื่อความหมายอีกนัยหนึ่ง คือ ปกวาฬ
ฉันคว้าผ้าขนหนูขึ้นมาพันสอบรอบอก ยกมือสองข้างรวบผมขึ้นเป็นดังโงะ จากนั้นจึงเดินเข้าห้องน้ำ ใช้เวลาชำระล้างร่างกาย ทาครีม หวีผม แต่งตัวไม่นานมาก ฉันก็ล้มตัวนอนบนเตียงแล้ว เหลือบมองนาฬิกาตอนนี้เกือบเที่ยงคืน
ทว่าคนที่รอยังคงเงียบหาย
ไม่รู้ว่ารอนานเท่าไหร่ จนเปลือกตาสองข้างเริ่มอ่อนแรง และเผลอหลับไปในที่สุด
รู้ตัว สะลึมสะลืออีกที ตอนที่นอนข้างตัวนั้นยวบลงตามแรงน้ำหนักของคน พลันเรียวแขนแกร่งสองข้างก็เข้ามาสวมกอดแนบชิดอยู่กับแผ่นหลัง
ไอร้อนกรุ่นผะผ่าวจูบทับลงบนหัวไหล่ กลิ่นแอลกฮอล์เจือจางนั้นลอยฟุ้งโอบล้อมตัวฉันไว้
ฉันงัวเงียพลิกตัวเข้าหาไออุ่นนั้นอย่างเคยชิน จูบประทับตรงแผงอกแกร่งเบาๆ สองแขนกอดร่างกำยำไว้แน่น ปกจูบตรงหน้าผากฉันคืนกลับมา พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
"ตื่นมั้ย" เสียงกระซิบเอ่ยบอกแนบชิดใบหู ฝ่ามือยังคงพาดผ่านแผ่นหลังเล็กอย่างอ่อนโยน และกำลังสอดเข้ามาใต้สาบเสื้อของจนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมา
รู้ตัวดีว่าอารมณ์เขานั้นติดไฟง่ายขนาดไหน เราสองคนมีนิสัยชอบแสดงความรักคล้ายๆกัน ชอบนัวเนีย ชอบกอด ชอบหอม ชอบจูบ จนถึงเรื่องเซ็กส์เราก็เข้ากันได้ดีมาก
เมื่อร่างกายได้สัมผัสกันและกัน มันก็เหมือนมีแรงดึงดูดอย่างน่ามหัศจรรย์
"ไม่เอา ไม่ให้ทำ"ฉันตอบอย่างงัวเงีย ในใจงอนเขาอยู่นะ ไหนบอกว่าเร่งทำตัวจบ จนไม่มีเวลา แต่กลับไปดื่มเหล้ามาเนี่ยนะ ไม่บอกกันสักคำ
"ไม่ตื่นจริงๆเหรอ" ปกทำเสียงอ่อนกระตุ้นฉันด้วยการหอมแก้มเบาๆ ตามด้วยการขบติ่หูที่เป็นจุดอ่อนไหวที่สุด
แต่มันไม่ได้ผลหรอกนะ...
"ไม่เอา วาฬง่วง" ฉันปฏิเสธเสียงจริงจัง
"โอเคครับ งั้นวาฬหลับเดี๋ยวปกทำเอง " สิ้นประโยค ริมฝีปากอุ่นร้อนก็เข้ามาโลมเลียต้นคอฉันอย่างช่ำชอง ใจที่ไม่เคยสงบยิ่งเต้นแรงเข้าไปใหญ่ ฉันพยายามดิ้นไม่ยอมให้เขาทำ แต่สุดท้ายฉันก็แพ้ให้กับความร้อนแรงของเขาอยู่ดี
"ไม่งอนกันนะ ขอโทษครับ"
รู้ตัวด้วยเหรอ
เช้าวันต่อมา
ฉันตื่นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัว คล้ายกับคนมีไข้ อาการครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนจะเป็นวันนั้นของเดือน พอคิดถึงเหตุผลข้อนั้น ฉันจึงสะดุ้งตื่นลงจากเตียง ทำเอาคนที่นอนข้างกายพลอยสะดุ้งตื่นตกใจไปด้วย
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาพูดคุย ขอเข้าห้องน้ำก่อน
มาจริงด้วยอ่า...
"ปก" ฉันตะโกนเรียกเขาจากห้องน้ำ พลันถอดเสื้อผ้าทั้งหมดทิ้งลงในตะกร้า จนร่างตัวเองเปลือยเปล่า
"ครับ" เสียงงัวเงียดังมาให้ได้ยินทันที คาดว่าเขาคงเดินมาหาฉันที่หน้าประตูห้องน้ำ
"ขอผ้าขนหนูให้วาฬหน่อยจะอาบน้ำและปกช่วยไปซื้อผ้าอนามัยให้หน่อยดิ "
ได้ยินเสียงก้อก แก้ก อยู่แถวหน้าห้อง ไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฉันจึงเดินไปเปิด ฉับพลันปกก็ยื่นผ้าขนหนูมาให้
“ปวดท้องรึเปล่า เอายาแก้ปวดด้วยมั้ย ”
“ปวดแต่มียาอยู่”ฉันตอบ ปกติเวลาฉันเป็นเมนส์สิ่งที่ตามมาคืออาการปวดท้องอย่างหนักและเป็นปกที่คอยไปซื้อยาให้ทุกครั้ง
“โอเค งั้นเดี๋ยวปกกลับมานะ”
จากนั้นไม่นานฉันก็ได้ยินเสียงประตูห้องปิดลง สงสัยปกคงจะออกไปซื้อของให้ฉันแล้ว
เวลาฉันขอให้เขาทำอะไร ปกไม่เคยบ่นหรืออิดออด เขาจะทำมันทันที แม้กระทั่งฉันขอให้ไปซื้อของใช้ส่วนตัวของผู้หญิง ฉันเคยถามว่าเขาไม่อายเหรอ ไปซื้อผ้าอนามัยแบบนี้ รู้ไหมเขาตอบว่าไง
...ไม่อายหรอก ปกไปซื้อคอนดอมได้ ก็ต้องซื้อผ้าอนามัยได้ แม้จะดูกวนไปบ้างแต่ฉันก็รับรู้ว่าเขาเต็มใจทำให้
เขากลับมาในอีกยี่สิบนาทีต่อมา จังหวะเดียวกับที่ฉันอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยพอดี ตอนนี้เขานั่งเล่นเกมส์อยู่บนเตียง ส่วนของที่ฝากซื้อ ถูกวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเรียบร้อย ทั้งกลางวัน กลางคืน ครบเซต แต่ประเด็นคือ เขาซื้อมาเยอะเกินไปอ่ะดิ ตั้งใจจะให้ใช้เป็นปีหรือยังไง
"ปก เหมามาหมดทั้งร้านละมั้งเนี่ย"
"ไม่นะ ยังเหลือให้คนอื่นซื้ออีกตั้งสองห่อ "เขาบอกเสียงเรียบ หน้ายังก้มมองแต่โทรศัพท์ ส่วนฉันได้แต่ถอนหายใจให้กับเว่อร์วังแบบไม่รู้ตัวของแฟนตัวเอง จะว่าไปช่วงนี้เขาติดเกมส์เกินไปหรือเปล่า แต่คร้านจะบ่น จึงทำได้เพียงมองผ่านๆและหันมานั่งเป่าผมตัวเองต่อ แอบลอบชำเลืองมองเขาเป็นพักๆ จากนั้นร่างสูงก็เดินหายเข้าไปในครัวพอดี เขาหายไปสักพัก กลิ่นหอมของข้าวต้มลอยโชยมาแตะจมูกเรียกความหิวได้ดีทีเดียว สงสัยปกคงซื้อข้าวกลับมาด้วย พอฉันหันไปมองตรงห้องครัว เขาก็ชะโงกหน้าออกมาเจอกัน
" วาฬ กินข้าวครับ"
ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะ ปกจัดการเทข้าวต้มลงชามเรียบร้อย รินน้ำส้มให้ด้วย บริการดีเป็นที่หนึ่งจริงๆ
"ร้อนนะ"
แค่กๆ ฉันแทบจะสำลักข้าว เขายกมือลูบหลังฉัน หัวเราะร่วน พลางรินน้ำเปล่าให้ฉันดื่ม
"ไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า" ฉันบ่นอุบอิบพลางแลบลิ้นออกมาเพื่อระบายความร้อน รู้สึกเพดานปากโดนความร้อนลอกจนเปื่อยหมดแล้ว
ฉับพลันปกก็โน้มหน้าเข้ามาประกบปากฉัน ใช้ลิ้นตัวเองดูดดึงปลายลิ้นฉันอย่างนุ่มนวล จนฉันเผลอลืมอาการปวดแสบปวดร้อนไปเสียสนิทกลายเป็นความเขินอายที่เข้ามาแทนที่ มันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าตอนนี้เขาไม่หยุดดูดปากฉันละก็ มีหวังได้มีอาการอื่นเข้าแทรกเป็นแน่
ฉันรีบผลักเขาออกห่าง ยกมือขึ้นป้องปากตัวเอง ตอนนี้ไม่ได้ร้อนที่ลิ้นแล้ว แต่ย้ายตำแหน่งมาที่พวงแก้มสองข้างของฉันแทน
"คบกันมาสองปี ยังเขินกันอยู่อีก " ปกเอ่ยแซว พลางใช้นิ้วโป้งเช็ดขอบปากของตัวเอง
เขินดิ จะกี่ปีก็เขินรึเปล่า เป็นผู้หญิงนะ ฉันเถียงเขาในใจ
"เล่นอะไรไม่รู้" ฉันบอกไป ได้แต่งุดหน้าลงชามข้าวตัวเองเพื่อซ่อนอาการเขินอาย
ครืด ครืด
ทันใดนั้นหน้าจอโทรศัพท์ของปกพลันสว่างวาบ เสียงแจ้งเตือนมีสายเข้ามา หากแต่ปกแค่ปรายตามองแวบนึงเท่านั้น ก่อนจะกดปิดมันอย่างไม่สนใจ
"ไม่รับอ่ะ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก แต่ในใจอ่ะสงสัยมาก
ปกตอบด้วยการส่ายหน้าเล็กน้อย พลางตักข้าวต้มเข้าปากอย่างไม่คิดจะใส่ใจ
"เดี๋ยวค่อยโทรกลับ" เขาบอกแค่นั้น แม้ฉันจะมีความสงสัยมากมายแค่ไหน แต่ก็ไม่กล้าถามด้วยซ้ำว่าใครโทรมา
คิดๆดูแล้ว ฉันไม่เคยเล่นโทรศัพท์ของปกเลย ฉันรู้รหัสเกือบจะทุกอย่างของเขา ทั้งรหัสห้อง รหัสเอทีเอ็ม บัตรเครดิต รหัสเฟสบุ้ค ไลน์ ไอจี บลาๆ อีกมากมาย แต่ยกเว้นแค่รหัสโทรศัพท์นี่แหละที่หลุดไปอย่างน่าแปลกใจ
อาจจะเป็นเพราะการให้เกียรติละมั้ง ปกเองก็ไม่เคยเข้ามายุ่งวุ่นวายกับโทรศัพท์ของฉัน แม้ว่าฉันจะบอกรหัสของตัวเอง ทำแม้กระทั่งสแกนนิ้วมือของปกตั้งไว้สำหรับการปลดรหัสเครื่องของฉัน แต่เชื่อไหม ปกไม่เคยจะแตะหรือเข้าไปส่องอะไรเลย หรือที่จริงเหตุผลทุกอย่างที่ฉันหาข้ออ้างออกมาทั้งหมด
ฉันอาจจะกลัวเกินไป เหตุผลก็เพราะมั่นใจว่าต้องเจอ ถ้าเจอก็จะเลิก หรือถ้าเราไม่เลิก มันก็คงติดเป็นแผลในใจไปตลอด เพราะเป็นแบบนี้ฉันเลยไม่กล้าจะยุ่งวุ่นวายกับโทรศัพท์เขา
ทันใดนั้นเองนิ้วเรียวยาวสวยก็จิ้มลงที่แก้มของฉัน จนหลุดสะดุ้งตื่นจากห้วงความคิดของตัวเอง
"เป็นไร" ใบหน้าคมเอียงคอเล็กน้อยเพื่อสังเกตสีหน้าฉัน
"เปล่า "ฉันเองก็พยายามซ่อนสีหน้าความสงสัยไว้
"แต่ปกว่าหน้าวาฬไม่ได้บอกแบบนั้น" เอาล่ะสิ เข้าสู่โหมดจริงจังฉบับนายปกป้องเข้าจนได้ ปกจริงจังเสมอ เมื่อรู้สึกว่าระหว่างเรานั้นผิดปกติไป
เวลาฉันมีเรื่องอะไรในใจ แล้วไม่บอกเขา หรือถ้าเราทะเลาะกัน แล้วไม่จบ ปกไม่เคยจะปล่อยให้มันผ่านไปสักครั้ง เขาจะถามและเคลียร์จนกว่าเราสองคนจะเข้าใจกัน นั่นแหละนิสัยเขา ต่างจากฉันที่เวลาโกรธหรือทะเลาะ จะไม่ชอบคุย ชอบเงียบมากกว่าเพื่อให้ความรู้สึกตัวเองนั้นเย็นลง ให้เวลามันช่วยตกตะกอนความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เพื่อทบทวนแก้ไขปัญหามันด้วยสติ แต่ปกกลับมามองว่า ยิ่งปล่อยไว้ มันยิ่งเป็นปัญหา สู้คุยกันให้จบมันคงดีกว่า
นัยน์ตาสีนิลมองฉันนิ่ง คล้ายรอฟังฉันพูด เขายกมือขึ้นมากอดอกทำสีหน้าดุใส่
"แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย" ฉันก้มหน้าหลุบตามองต่ำ มือเขี่ยข้าวในชามไปมา คล้ายกับเด็กโดนพ่อแม่ดุ
"เรื่อยเปื่อย นี่เรื่องอะไร" ไม่ยอมปล่อยผ่านจริงๆด้วย
"ก็...แค่คิดว่าตั้งแต่ที่เราคบกันมา วาฬไม่เคยรู้รหัสโทรศัพท์ปกเลยอ่ะดิ" ฉันตัดสินใจพูดไปพลางเงยหน้าขึ้นเช็คสีหน้าเขา ปกเพียงเลิกคิ้วทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปเรียบนิ่งเป็นปกติ เขาเลื่อนโทรศัพท์ข้างตัวและดันมาอยู่ตรงหน้าฉัน
"ก็วันเกิดวาฬ ปกคิดว่าวาฬรู้แล้ว" เขาตอบเสียงนิ่งเรียบ
ส่วนฉันกลายเป็นคนร้อนรนแทน
"วาฬไม่รู้ เพราะไม่เคยจับโทรศัพท์ปกอ่า" ฉันรีบแก้ไข เผื่อเขาจะเข้าใจผิด
"ปกไม่เคยหวงโทรศัพท์ตัวเองนะ วาฬเป็นแฟน ปกให้สิทธิ์ทุกอย่างอยู่แล้ว " เขาบอกพลางเลื่อนมือมากุมมือฉันไว้
แงง กลายเป็นฉันที่คิดฟุ้งซ่านไปไกล ทั้งที่เขาก็ยอมให้ฉันทุกอย่าง
"ถ้าวาฬไม่เชื่อ วาฬลองเปิดดูสิ" ปกบอกพลางเพยิดหน้าไปทางโทรศัพท์เครื่องหรูของเขา ฉันรีบส่ายหน้าเป็นพัลวันและดันมันกลับไปหาเขาตามเดิม
"วาฬขอโทษนะ ที่คิดไปเอง ขอโทษจริงๆ" ฉันพร่ำบอกพลางโน้มหน้าไปจุ๊บแก้มเพื่อขอโทษ
จากนั้นคนตัวโตก็ยิ้มร่าพลางลูบผมฉันอย่างเอ็นดู
"ไม่เป็นไรครับ ดีใจเสียอีกที่วาฬบอกอย่างตรงไปตรงมา วาฬเป็นแฟนปกนะ มีอะไรก็ต้องคุยกันสิ เงียบใส่กันมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจกัน มีแต่ทะเลาะ เข้าใจมั้ยครับ"
“อืม เข้าใจแล้ว” ฉันอมยิ้มตอบกลับ พลางโผกอดเขา ในสายตาคนอื่นปกอาจจะไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับฉัน เขาดีพอ
เปิดอีพีแรกจ้า
ฝากติดตาม คอมเม้นต์ ด้วยนะคะพึ่งลงกับทาง Figtionlog เป็นครั้งแรกเรื่อง รัก ไม่ เล่น มี Ebook นะคะ ติดตามสนับสนุนได้เร็วๆนี้ค่า