แคว้นต้าชิง (รัชสมัยหลี่จงเทียนปีที่ 5)
ขบวนรถม้าเรียบง่ายแต่แฝงความหรูหราหากสังเกตให้ดีจะเห็นอักษรจิ้นสีทองประดับอยู่ รถม้ามีทั้งหมดสามคันมีบ่าวไพร่และเหล่าองครักษ์ติดตามทั้งหมดร่วมห้าสิบชีวิต กำลังเคลื่อนตัวผ่านดงไม้สูงใหญ่ขึ้นสู่เทือกเขาเหมาซานจุดหมายปลายทางอยู่ที่อารามฝูเทียน
ภายในรถม้าคันที่สองนั่งอยู่ด้วยบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง บุรุษผู้นี้มีอายุประมาณยี่สิบปีใบหน้าของเขาหล่อเหลาผิวพรรณหมดจรด รูปร่างสูงโปร่งเขาคือจ้าวเฉินฟงจิ้นโหวน้อยผู้มั่งคั่งแห่งแคว้นต้าชิง ส่วนสตรีที่นั่งอยู่เคียงข้างมีอายุประมาณสิบเจ็ดปีนางสวมใส่ชุดคลุมสีฟ้าอ่อนขับให้ผิวขาวใส ใบหน้างดงามมีแววโศกเศร้า แต่แผ่นหลังของนางยังคงเหยียดตรงสง่างาม นางคือเย่หลิงเอ๋อฮูหยินน้อยแห่งจวนจิ้นโหวเ้าของฉายางดงามประดุจหลันฮวา
"เส้นทางไปอารามฝูเทียนลำบากยิ่งนัก ทำให้ท่านพี่ลำบากแล้ว"
เย่หลิงเอ๋อกล่าวขึ้นมา แววตาคู่งามมองใบหน้าหล่อเหลาของสามีด้วยความเกรงใจ
"มีอันใดลำบาก เพื่อเ้ากับจือเออร์แล้วเส้นทางแค่นี้ไม่นับว่าลำบากอันใด"
เสียงไพเราะกล่าวปลอบประโลมส่งยิ้มมาให้ เย่หลิงเอ๋อซบลงที่หัวไหล่บุรุษข้างกายด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าวถาม
"เหตุใดต้องไปไกลถึงอารามฝูเทียนด้วยเ้าคะ!"
"ท่านแม่บอกว่าอารามแห่งนี้ มีผู้ที่สามารถพิธีปัดเป่าิญญาชั่วร้ายได้ กำชับให้ข้าพาเ้ามาลองดู"
เย่หลิงเอ๋อพยักหน้าเข้าใจ หลังจากนางคลอดบุตรสาวได้สามเดือนก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น แทบทุกคืนนางจะฝันถึงบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วนับสิบปี พวกท่านทั้งคู่ยืนมองมาที่นางด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ปากขยับขึ้นคล้าย้ากล่าวจาวาแต่ไม่สามารถทำได้ ในตอนแรกก็ไม่เป็ไรแต่เมื่อผ่านไปหลายคืนยังคงฝันเห็นภาพเดิมซ้ำๆ นางเริ่มวิตกกังวลจนแทบไม่กล้าหลับตาลงด้วยความกลัวจะฝันเื่เดิมซ้ำอีก จนตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนสุขภาพของนางเริ่มทรุดโทรมเกรงว่าหากเป็อย่างนี้ต่อไปนางคงล้มป่วยแน่นอน
"หยุดก่อน!!มีเื่ด่วนถึงท่านโหวน้อย"
เสียงควบม้าตามหลังมาอย่างเร่งรีบ ปรากฏว่าเป็คนจากจวนจิ้นโหว
"มีเื่อันใด?"
จ้าวเฉินฟงกล่าวถามบริวารบนหลังม้า
"เรียนท่านโหว โกดังผ้าไหมขนาดใหญ่ทางใต้เกิดไฟไหม้ ฮูหยินเฒ่ามีคำสั่งให้ท่านไปตรวจดูความเสียหายขอรับ"
"ไฟไหม้! ให้ผู้อื่นไปดูแลมิได้หรือ ข้ามีธุระ"
จ้าวเฉินฟงเริ่มหงุดหงิด ปกติกิจการของเรือนจิ้นโหวท่านแม่จะเป็คนดำเนินการเองแทบทั้งหมด เหตุใดครั้งนี้จึงเรียกใช้เขา
"ฮูหยินเกรงว่าจะมีผู้เสียชีวิต อยากให้ท่านไปดูแลเื่การเยียวยาคนพวกนั้น"
บ่าวรับใช้รายงานตามคำสั่งที่ได้รับมาจากฮูหยินเฒ่า
"ข้าจะไปทำอันใดได้! เ้ากลับไปบอกท่านแม่ว่าข้าไม่ไป!"
จ้าวเฉินฟงขมวดคิ้วยืนกราน เย่หลิงเอ๋อรับฟังเื่ราวพรางครุ่นคิด
'หากท่านพี่ไม่ยอมไปดูแลกิจการ กลับจากไหว้พระคราวนี้ท่านแม่คงไม่ไว้หน้าข้าอีก ตัวข้ามิเป็ไรเป็ห่วงก็เพียงจือเออร์ หากนางไม่เป็ที่โปรดปรานของท่านย่าชีวิตในจวนภายภาคหน้าก็อาจจะลำบาก'
ฝ่ามือเรียวเล็กพลันยื่นไปจับมือสามี กล่าวชักจูงเสียงอ่อนหวาน
"ท่านพี่กลับไปทำงานตามคำสั่งท่านแม่เถิดเ้าค่ะ ข้ากับลูกจะเดินทางกลับไปคอยท่านที่จวนจิ้นโหว"
"จะดีหรือ? อีกเพียงสองชั่วยามเราก็จะถึงอารามฝูเทียนแล้ว สวดมนต์ทำพิธีปัดเป่าดวงิญญาเ้าอาจจะหายจากฝันประหลาด"
จ้าวเฉินฟงไม่เห็นด้วยเขาเป็ห่วงนางยิ่งนักตอนนี้สุขภาพของนางเริ่มทรุดลงแล้ว แม้การไปอารามฝูเทียนครั้งนี้ไม่แน่ว่าจะสำเร็จ แต่ก็ไม่อยากให้ล้มเลิกกลางคัน
"เช่นนั้นข้าจะเดินทางต่อกับลูก ท่านพี่ไปจัดการธุระให้ท่านแม่เถิดเ้าค่ะ"
เสียงกังวาลใสกล่าวกับสามี จ้าวเฉินฟงทำได้เพียงทอดถอนใจ แต่ในที่สุดก็ยินยอมแยกทางไป
"เช่นนั้นข้าไปก่อน!ไหว้พระเสร็จแล้วเ้ารีบพาจือเออร์กลับไปรอข้าที่จวน"
จ้าวเฉินฟงชำชับฮูหยินด้วยความรัก
ขบวนรถม้ายังคงเคลื่อนตัวขึ้นเขาต่อไป แต่จ้าวเฉินฟงควบม้าจากไปแล้วโดยไม่ทราบเลยว่า การจากลาในวันนี้จะเป็เจอกันครั้งสุดท้าย
ภายในรถม้าคันที่สอง
"คุณหนูเ้าคะส่งคุณหนูน้อยมาให้ข้าอุ้มเถิดเ้าค่ะ เส้นทางข้างหน้าเป็หน้าผาสูงถนนก็ขรุขระท่านนั่งให้สบายเถิดเ้าค่ะ"
หลิงเซียงสาวใช้คนสนิทของเย่หลิงเอ๋อ ซึ่งบัดนี้พาจ้าวจือจือคุณหนูน้อยวัยสี่เดือนย้ายมานั่งรถม้าคันที่สองกับผู้เป็นายเอ่ยขึ้น
"ขอบใจอาเซียงลำบากเ้าแล้ว ข้ามิควรพาเ้ากับจือเออร์มาลำบาก"
เสียงกังวานใสเจือความโศกเศร้า มองหน้าหลิงเซียงและบุตรสาวตัวน้อยในห่อผ้าด้วยความรักและความรู้สึกผิด
"คุณหนูอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเื่ของท่านนับเป็เื่ของข้า ท่านดูสิคะคุณหนูน้อยยังยิ้มร่าอยู่เลย"
หลิงเซียงกล่าวปลอบนายหญิง พลางหยอกเย้าทารกน้อยในอ้อมแขน เย่หลิงเอ๋อยิ้มด้วยความรัก
"จือเออร์ของแม่รู้ความยิ่งนัก"
เย่หลิงเอ๋อยกมือััใบหน้าจิ้มลิ้มทารกน้อยด้วยความรัก
ทันใดนั้น
"ฮูหยินน้อยมีคำสั่งหยุดพักบริเวณนี้หนึ่งเค่อ!"
หลิงเซียงะโอย่างเร่งรีบกระสับกระส่าย ดวงตาเด็ดเดี่ยวของนางฉายแววกังวลใจ
"อาเซียงมีอันใด?"
เย่หลิงเอ๋อกระซิบถามด้วยความตระหนก นางอยู่กับหลิงเซียงมานานเห็นอาการของหลิงเซียงย่อมทราบได้ทันทีว่าเกิดเหตุแล้ว
"ข้างหน้าปราะมาณสองหลี่ มีกลุ่มคนซ่อนอยู่หลายสิบคนดูแล้วไม่ใช่คนดีอันใด ข้าได้กลิ่นคาวเืจากพวกมัน"
หลิงเซียงกระซิบบอก ดูจากลมหายใจที่มั่นคงนางรับรู้ได้ทันทีว่าในบรรดาคนพวกนั้นมียอดฝีมือรวมอยู่ด้วย
"เช่นนั้นทำอย่างไรดี จือเออร์จะทำเช่นไร??"
เย่หลิงเอ๋อตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว หัวใจดวงเล็กบีบรัดเมื่อมองไปที่ใบหน้าบุตรสาว
"ตอนนี้ยังไม่ทราบเจตนาของพวกมันทำได้เพียงหลบหนีไปก่อนเ้าค่ะ ข้าจะพาท่านกับคุณหนูน้อยหนีลงเขาไปทิ้งพวกบ่าวไพร่ไว้รับมือพวกมันที่นี่"
หลิงเซียงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
"นั่นไม่เท่ากับปล่อยให้พวกเขานั่งรอความตาย? ข้ามิอาจเห็นแก่ตัวเช่นนั้นได้"
เย่หลิงเอ๋อกล่าวออกมา หากพวกบ่าวไพร่ถูกทิ้งไว้เื้ัคงมีแต่ความตายรออยู่
"อาเซียงเ้าไปบอกให้พวกเขาแยกย้ายกันหลบหนีเถอะ"
เย่หลิงเอ๋อตัดสินใจตัดสินใจ
"แต่คุณหนูเ้าคะหากบ่าวพวกนั้นร้อนรนหลบหนีจนเผยพิรุธ พวกศัตรูอาจจะเปิดเผยตัวลงมือสังหารทันที ถึงเวลานั้นข้าเกรงว่าจะพาคุณหนูหนีไปไม่ทัน"
หลิงเซียงร้อนใจ 'คุณหนู!ท่านมีเมตตาเกินไปแล้ว'
"ข้าตัดสินใจแล้ว!เ้าไปบอกพวกบ่าวไพร่ พวกเขาจะมีชีวิตรอดไปได้เท่าไรแล้วแต่์ลิขิตเถอะ"
เสียงกังวานใสยืนยันหนักแน่น
หลิงเซียงพาเย่หลิงเอ๋อและจ้าวจือจือหลบหนีไปแล้ว เหล่าองครักษ์เริ่มปรึกษากัน
"พวกเราควรทำเช่นไรหลบหนีตามคำสั่งของฮูหยินน้อยดีหรือไม่"
ชายร่างสูงกล่าวขึ้น
"ทำเช่นนั้นได้อย่างไร หากพวกมันเป็โจรกระจอกไม่เท่ากับพวกเราทิ้งหน้าที่รึ?"
ชายร่างสันทัดกล่าวแย้ง
"อาหลางพูดถูกหากพวกมัน้าเพียงชิงทรัพย์ เราหลบหนีไปท่านโหวน้อยไม่ปล่อยเราไว้แน่"
ชายผิวคล้ำกล่าวอย่างเห็นด้วย
"เห็นแก่ที่ฮูหยินน้อยมีน้ำใจต่อพวกเรา ช่วยระวังหลังให้นางดีที่สุด"
ชายร่างสันทัดเอ่ยขึ้นเหล่าองครักษ์พยักหน้าอย่างพร้อมใจ
"งั้นเรารออยู่จุดนี้ กว่าพวกมันจะผิดสังเกตก็คงอีกพักใหญ่ ถึงเวลานั้นแม่นางหลิงคงพานายท่านทั้งสองหนีไปไกลแล้ว"
ชายร่างใหญ่กล่าวสรุป ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
"เอาตามที่เหล่าหนิวว่า"ทุกคนเห็นพ้องต้องกันแววตาฉายแววมุ่งมั่น