บทที่ 20 การเริ่มต้นใหม่ (1)
ทางระบบให้เวลาผมแค่หกเดือนเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าระบบจะทำอะไรกับผมบ้างถ้าผมทำภารกิจไม่สำเร็จภายในระยะเวลาครึ่งปีตามที่กำหนด...แต่ถ้าวงของผมยังเป็แบบนี้ เวลาครึ่งปีก็คงไร้ความหมายอยู่ดี
"ฉันรู้ว่าตอนนี้ฉันไม่เหมือนเดิม แต่เราลองมาพยายามอีกสักครึ่งปีเถอะ คราวนี้ฉันอยากจะลองทำอะไรที่มันแตกต่างจากเดิมดูบ้าง"
โอเยจุนแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำท่าเหมือนจะแยกวงเมื่อสักครู่
"เอ่อ...ก็ได้ ผมไม่รู้นะว่าพี่โดนฟ้าผ่ามาหรือเปล่า แต่ผมจะตั้งหน้าตั้งตารอวันนั้นก็แล้วกัน...พยายามกันอีกครึ่งปี พี่หมายถึงให้เราพยายามอยู่จนหมดสัญญาใช่ไหม?"
ให้ตายเถอะ นี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้ยินเื่นี้
"ว่าไงนะ?"
"ผมเพิ่งได้รับการติดต่อจากค่ายแบล็กบูลส์ แต่ว่า...สิ่งที่ผมเป็กังวลก็คือผมต้องเข้ากรมด้วยนี่สิ...เพราะฉะนั้นพวกเราจะมายึดติดกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไม่ได้นะครับ"
นี่คือความเป็จริงที่ยากจะปฏิเสธ
เป็เวรกรรมของผมที่แท้จริง เพราะนี่คือระยะเวลาของการทดลองทำภารกิจด้วยเหมือนกัน
หน้าต่างข้อความขนาดเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้าผมโดยที่คนอื่นมองไม่เห็น ราวกับว่าระบบอ่านใจของผมได้
[คำนวณระยะเวลาในการทำภารกิจ]
[เวลาที่เหลือในการทำภารกิจฝึกสอน (ระยะเวลาหมดสัญญา) : 182 วัน]
เมื่อมองไปที่ตัวเลขตรงหน้า ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีเวลาน้อยลงไปทุกที ผมจำเป็ต้องทำอะไรสักอย่าง...
"ผมว่ามันคงไม่เป็ไรถ้าจะไปเป็แรปเปอร์แทนไอดอล ่นี้ผมเริ่มคิดเื่นี้อย่างจริงจังแล้ว อีกไม่นานพวกเราก็จะหมดสัญญา เรามาทำอัลบั้มสุดท้ายด้วยกันเถอะ...อดีตผ่านไปแล้ว ช่างมันไปเถอะ แต่ว่า..."
จังหวะนั้นซนซองวอนที่รับฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พูดขัดจังหวะโอเยจุนขึ้นมาทันที
"โอ้โห พองี้ทำเป็ภักดีกับวงเชียวนะ นายเองก็ไม่ได้อยากจะต่อสัญญากับค่ายเหมือนกันนี่?"
"แล้วฉันเป็คนเดียวที่ไม่ต่อหรือไง? ไอ้เวรนี่ ตัวนายเองเถอะ พอหมดสัญญาก็ตั้งใจจะไปอยู่ค่ายอื่นทันทีเลยไม่ใช่เหรอ? อย่าคิดนะว่านายมีค่ายใหม่มาติดต่อแค่คนเดียว ฉันเองก็มีเหมือนกัน"
โอเยจุนไม่ใช่คนที่จะยอมถูกกระทำอยู่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นเขาจึงตอบโต้กลับไปทันที
"นายพูดว่าอะไรนะ?"
"หรือว่าไม่จริง? คิดว่าคนอื่นมองไม่ออกหรือไง เก่งนักก็พูดความในใจออกมาจริง ๆ สิ"
ผมเกือบจะหลุดปากออกไปว่า 'เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ไอ้พวกไม่ได้เื่' แต่สุดท้ายก็ห้ามตัวเองเอาไว้ได้ทัน
เพราะนั่นเป็จังหวะเดียวกับที่นาซอนอูพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบถุงขนมมาอีกครั้ง ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจไปยังคู่กรณีที่ทะเลาะกันอยู่
"นาซอนอู ถ้านายพยายามจะกินขนมอีกแม้แต่ชิ้นเดียว ฉันจะโยนนายออกไปเดี๋ยวนี้"
"เอ่อ ขอโทษครับ..."
"ไม่เป็ไร ตอนนี้พวกเราใจเย็น ๆ กันก่อนเถอะ"
ถึงแม้ว่าบรรยากาศจะร้อนระอุ แต่รยูคยองฮวาก็ยังพูดต่อไปด้วยความสงบสุขุม
"สรุปก็คือพวกเราจะมาลองพยายามกันเป็ครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุด แล้วถ้ามันยังไม่ได้ผล พวกเราก็แยกย้ายทางใครทางมัน"
ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ถ้ามีเวลา ผมจะรีบกลับไปตรวจสอบระยะสัญญาทันทีว่าวงของเรายังเหลือสัญญาอยู่อีกถึงเมื่อไหร่
แต่สำหรับตอนนี้ ให้ลงเอยแบบนี้คงดีที่สุดแล้ว
"ถูกต้อง อัลบั้มต่อไปจะเป็อัลบั้มชุดสุดท้ายของพวกเรา ดังนั้นครั้งนี้พวกเรามาทำงานหนักและตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดกันเถอะ"
แต่ผมไม่ทราบเลยว่าทางบริษัทจะตอบรับกับความพยายามครั้งนี้อย่างไร...
แต่ว่าผู้ที่ออกทุนในการทำอัลบั้มก็คือบริษัทชอนซูกรุ๊ป ถ้าผม้าให้วงออกผลงานใหม่ พวกเขาก็คงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง
"พวกเรารีบมาเตรียมตัวออกซิงเกิลใหม่กันเถอะ พวกนายก็เลิกทะเลาะกันได้แล้ว เอาเวลาทะเลาะกันมาตั้งใจทำงานดีกว่า"
รยูคยองฮวาถอนหายใจและจ้องมองไปยังรุ่นน้องทั้งสองคนด้วยความปวดหัว
"ผมไม่ได้เป็คนเริ่มก่อนสักหน่อย!"
โอเยจุนประท้วงราวกับว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ก็ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว
ซนซองวอนยกมือกอดอกเหมือนกับว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
"แต่ตอนนี้...ปัญหาเร่งด่วนที่เราต้องรีบแก้ไขก็คือ..."
เมื่อการโต้เถียงกันระหว่างโอเยจุนกับซนซองวอนจบลง สายตาของพวกเขาก็หันมาจ้องมองปัญหาใหญ่ที่สุดที่ตัวเองกำลังพบเจอ
"พะ...พวกพี่มองผมทำไมเนี่ย?"
นาซอนอูมองสมาชิกคนอื่น ๆ ในวงด้วยแววตาตื่นกลัวและพยายามจะขยับตัวหนีไปข้างหลัง
แต่ซนซองวอนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยการยื่นขาตนเองออกไปป้องกันไม่ให้นาซอนอูหลบหนี
ดวงตาบริสุทธิ์ของนาซอนอูปรากฏความกลัวขึ้นมาแล้ว
"ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะครับ"
การกินไม่ใช่ปัญหาหรอก
ถ้าเขาลดน้ำหนักลงได้กว่านี้ ต่อให้จะมีรูปร่างอวบอ้วนอยู่บ้าง อย่างน้อยก็คงดูน่ารัก เวลาขึ้นเวทีก็จะไม่ดูน่าตลกเกินไป
"นับจากวันนี้ไป นายต้องคุมอาหาร!"
เมื่อผมประกาศต่อนาซอนอู โอเยจุนก็ให้ความร่วมมืออย่างไม่คาดฝัน
"โอ๊ะ ผมว่าจะไปออกกำลังกายอยู่เหมือนกัน งั้นผมพาเขาไปวิ่งด้วยกันดีไหม?"
ทำไมเขาต้องมาขออนุญาตผมด้วย?
ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องปฏิเสธสักนิด
"ฉันต้องไปคอยกำกับเขา เดี๋ยวฉันไปด้วยคน"
"มีอะไรที่พี่ทำไม่ได้อีกบ้างเนี่ย? ผมไม่อยากจะเชื่อเลย พี่ไม่เหมือนคนเดิมเลยสักนิด ถึงกับจะไปออกกำลังกายกับพวกผมเนี่ยนะ?"
ในชีวิตก่อน ผมก็เข้ายิมเป็ประจำ และชอบเดินออกกำลังกายอยู่แล้ว
แต่ผมไม่ทันสังเกตเลยว่าสีหน้าของโอเยจุนมีความสุขแบบผิดปกติเหลือเกิน
...
"นี่ ฮื่อ...! พี่เยจุน ผมต้องวิ่งอีกนานไหม?"
นาซอนอูมีเหงื่อออกท่วมตัว เขาร่ำร้องออกมาด้วยความเหนื่อยล้าขณะบนลู่วิ่งไฟฟ้า ดวงตาของเขาแทบจะปิดลงแล้ว
"เพิ่งจะวิ่งมาได้แค่ 20 นาทีเอง นี่ฉันปรับเป็แบบความเร็วต่ำให้แล้วนะ เร่งฝีเท้าหน่อยสิ เหงื่อจะได้ออกเยอะกว่านี้"
โอเยจุนซึ่งสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันแบบครบชุดกำลังต่อยกระสอบทรายอย่างเมามัน เขาตอบโดยไม่หันมองกลับมาที่นาซอนอูแม้แต่นิดเดียว
ผมเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย กำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งข้าง ๆ นาซอนอูเช่นกัน
ร่างกายของชอนอีเซประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่สภาพร่างกายก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป จึงสามารถวิ่งออกกำลังกายได้โดยไม่มีปัญหา
เป็คนหนุ่มนี่มันดีจริง ๆ
ในตอนที่ผมยังเป็ 'อิมฮยอนซอง' ผมมีน้ำหนักตัวมากกว่าชอนอีเซ ดังนั้นในตอนนี้ผมจึงวิ่งได้สบาย ๆ พร้อมกับมองเพื่อนร่วมวงทั้งสองคนสลับไปมา
โอเยจุนเป็คนที่ไม่ชอบออกกำลังกายคนเดียว เขาพาพวกเรามาที่ยิมมวย
ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้มีงานอดิเรกที่อันตรายแบบนี้?
ตอนที่ผมเห็นเขาเดินไปต่อยกระสอบทราย เขาก็สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวแบบครบชุดจัดหนักจัดเต็ม
โดยเฉพาะส่วนของใบหน้า
ดูเหมือนว่าใบหน้าจะเป็สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขา
โอเยจุนตื่นเต้นมากที่มีเพื่อนมาออกกำลังกายด้วย บรรยากาศจึงเป็ไปด้วยดี ยังไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น
"ฮื่อ...ทำไมมันถึงยากจัง..."
แต่ถึงจะมีเสียงบ่นอยู่ตลอดเวลา นาซอนอูก็ยังคงวิ่งต่อไปไม่ได้หยุด
ก่อนหน้านี้ เขาออกกำลังกายส่วนขาด้วยการะโเชือกมาก่อนแล้วเล็กน้อย
แต่่หลังน้ำหนักตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะว่าเขาหยุดออกกำลังกายและรับประทานอาหารโดยไม่คุมน้ำหนัก
เดิมทีร่างกายของเขาผอมเพรียว ดูเหมือนว่าผมจะดูถูกเขามากเกินไป ในร่างกายที่อ้วนตุ้ยนุ้ยของนาซอนอูน่าจะพอหลงเหลือกล้ามเนื้ออยู่บ้าง
"เลิกบ่นได้แล้วน่า คนเราไม่ตายเพราะวิ่งออกกำลังกายหรอก"
ผมเหงื่อออกอย่างมีความสุข รู้สึกแปลกใจกับร่างกายของตนเองที่กลับมาเป็หนุ่มอีกครั้ง
กลับมาเป็คนหนุ่มอีกครั้งนี่มันดีจริง ๆ ขนาดวิ่งมาครึ่งชั่วโมงแล้วผมยังไม่เหนื่อยเลยสักนิด
แล้วผมก็ไม่มีอาการปวดหลังด้วย ผมแอบเพิ่มความเร็วบนลู่วิ่งของตนเองและหันไปมองหน้านาซอนอู
"ฮึก…ระ…รู้แล้ว...!"
พวกเราบังคับให้นาซอนอูวิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมง จนกระทั่งการซ้อมมวยของโอเยจุนสิ้นสุดลง
นาซอนอูมีน้ำหนักขึ้นในรอบสามเดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะช่วยทำให้เขาลดน้ำหนักได้เร็วมากพอเหมือนตอนที่น้ำหนักของเขาพุ่งขึ้นมาล่ะนะ
...
"อา~ เหงื่อออกแล้วมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง!"
ระหว่างทางกลับจากการออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมงครึ่ง นาซอนอูก็ร่ำร้องออกมาอย่างมีความสุข และบอกว่าอยากจะรีบกลับไปกินอาหารค่ำแล้ว ซึ่งผมควรทำอาหารค่ำให้เขาใช่ไหม?
"ผมหิวแล้วอะ..."
"ฉันจะกลับไปทำให้กิน อดทนหน่อย"