สิบปีถัดมา....
เสียงเพลงตั้งปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นฉันลุกขึ้นมากดปิดโทรศัพท์ทั้งที่ยังงัวเงียอยู่
8โมงเช้าของทุกวันคือเวลาที่ต้องตื่นเพื่อเตรียมตัวทำงาน งานอะไรน่ะเหรอ? แน่นอนว่าฉันได้ทำงานตามที่ฉันตั้งใจฉันเช่าห้องใต้คอนโดชั้นย่านดอนเมือง คอนโดนี้ชั้น 1-5 จะปล่อยให้เช่า ส่วนชั้น 6 ขึ้นไปจะเอาไว้ขายด้านล่างจึงมีคนมาเช่าเปิดร้าน ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านทำเล็บ และทำผมฉันเช่าไว้ 2 ห้องห้องหนึ่งสำหรับขายไหมพรมและงานถักและอีกห้องเปิดสอนการถักโครเชต์ ฉันพักอยู่ชั้น 2ของคอนโด ซึ่งอยู่เหนือร้านฉันขึ้นไปนั่นเอง
ทุกคนต่างคิดว่ามันดีและเป็งานสบายๆแต่สำหรับฉันมันก็น่าเบื่อนิด ๆ ได้ตื่นสายกว่าคนอื่นหน่อย แต่ต้องคอยลุ้นทุกเดือนว่ารายได้จะพอค่าเช่าร้านรึเปล่าเรียกได้ว่าไม่มีเดือนไหนไม่เครียด
หลังตื่นนอนก็จะเข้าห้องน้ำ ทำกับข้าว กินข้าวเช้า และชงกาแฟมานั่งดื่มที่โต๊ะทำงานกว่าจะได้เริ่มทำงานก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โมงทุกวันฉันจะนั่งทำงานที่ร้าน ่เช้าไม่มีลูกค้าเข้าร้านอยู่แล้วเป็ปกติกว่าจะเริ่มมีลูกค้าก็่เที่ยง ตอนเช้าเลยเป็อะไรที่ชิวๆ
สำหรับฉันงานที่ถักส่วนใหญ่ก็จะทำตามฤดูกาล ่หน้าร้อนก็จะถักบิกินนี่ เสื้อกล้ามสายเดี่ยว ่หน้าหนาว ก็จะถักเสื้อกันหนาว หมวกและผ้าพันคอซึ่งพวกเสื้อกันหนาวใช้เวลาถักนาน ฉันจะเลือกทำตามออร์เดอร์เท่านั้นฉันจะถ่ายรูปผลงานต่างๆ ลง InstagramFacebook TikTok แทบจะทุกแพลตฟอร์มที่มีให้ลงรวมถึงขายตามช่องทางออนไลน์ด้วย ลูกค้าส่วนใหญ่เห็นผลงานก็มีออร์เดอร์เข้ามาบ้างแรกๆ มันก็ดีจนทำให้มีเงินมาลงทุน แต่พอสักระยะทั้งยอดขายและความนิยมมันก็เริ่มลดลง เพราะงานจากจีนเข้ามาเยอะ งานถักด้วยเครื่องมันทำง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า ถึงแม้ว่าคุณภาพงานจะต่างกันคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่ถูกกว่าเสมอ แต่เมื่อลงทุนไปแล้ว ฉันก็พยายามเต็มที่ที่จะประคองให้มันรอดต่อไป
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
“วันนี้จะถักอะไรดีนะ?”
บางครั้งตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้จะถักอะไร ไม่มีออร์เดอร์งานเก่าก็ยังขายไม่ออกหลายชิ้น และทุกครั้งที่ตัน ฉันก็มักจะคิดถึงงานที่เคยทำตอนเด็กคือถักตุ๊กตา ตอนนั้นแม่มีออร์เดอร์เยอะมาก เรียกได้ว่าฉันทำมันทุกวันจนเอียนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคิดว่า ถ้าไม่สิ้นหนทางจริงๆ ก็ขอไม่ทำตุ๊กตาแล้วกัน ฉันเปิดเว็บPinterest ลองหาดูงานที่คนอื่นๆทำไว้เผื่อจะมาเป็ไอเดียและแรงบันดาลใจบ้าง ซึ่งมันได้ผลทุกครั้ง
“ชุดเด็กงั้นเหรอ? ก็น่าสนใจอยู่นะ”
ฉันคิดว่ามันน่าจะง่าย เพราะเด็กตัวเล็ก น่าจะใช้เวลาไม่นานฉันลองหาขนาดคร่าวๆ จากใน Internet อกเท่าไหร่ยาวเท่าไหร่
เริ่มถักั้แ่ 11 โมง จนเที่ยงกว่า ก็เริ่มหิว เลยหยุดพักและออกไปหาข้าวกินแถวนี้ร้านอาหารเยอะมาก ฉันไม่ค่อยทำอาหารกินเองบ่อยนักหรอกเพราะมันเสียเวลาสั่งกินไม่ต้องล้างสะดวกและประหยัดกว่ามาก
“อ่าว...คุณาาวดี วันนี้เปิดร้านเหรอครับ เห็นเงียบๆ”
เสียงที่ฉันไม่อยากได้ยินจากนาย “หัสดิน” เพื่อนข้างห้อง
“เป็ร้านขายไหมพรมค่ะ ไม่ใช่ร้านขายเครื่องเสียงที่ต้องส่งเสียงดังตลอดเวลา”
ฉันตอบนิ่งๆ และไม่ได้หันหน้าไปมอง
“แหม...ผมก็แค่แซว เห็นไม่มีลูกค้าเข้า นึกว่าปิด”
เขาเป็เ้าของร้านขายดอกไม้ที่อยู่ติดกับร้านฉันแน่นอนว่าเราไม่ถูกกัน เขาเหน็บแนมฉันเป็ประจำเขาชื่อ หัสดิน หรือคนอื่นๆเรียกเขาว่านายดิน ย้ายมาอยู่ข้างๆ ร้านฉันเมื่อ 3 ปีก่อน หน้าตาไม่เหมือนผู้ชายโรแมนติกขนาดจะมาขายดอกไม้ได้
เขาอาศัยอยู่กับแฟนสาวที่ห้องติดกับฉันห้องของเขาก็อยู่เหนือร้านของตัวเองเช่นกัน พวกเขาทั้งคู่ดูรักกันดีแฟนสาวเขามาคุยกับฉันบ่อย ๆ ่แรกเราก็คุยกันดี แต่ปีถัดมาจู่ ๆ พวกเขาก็เลิกกันผู้หญิงเก็บข้าวของออกไป ฉันไม่รู้สาเหตุหรอกว่าทำไม แต่หลังจากนั้นนายดินก็ไม่คุยกับฉันอีกเลย กลางคืนก็เอาแต่เปิดเพลงเสียงดัง เพื่อนข้างห้องคนอื่นเคยแจ้งนิติไปหลายครั้งโดนตักเตือนบ้าง โดนแจ้งตำรวจบ้าง ต้องไปเสียค่าปรับก็หลายที แต่พอเื่เงียบไปก็กลับมาเปิดเพลงอีก เพลงส่วนใหญ่ก็เพลงรักอกหักเหมือนว่าเขาจะทำใจเื่แฟนที่เลิกกันไปไม่ได้
่เวลาทำงานเขาดูปกติมากคุยกับลูกค้า มีความรู้เื่ดอกไม้ต่างๆ เป็อย่างดีเพราะห้องนอนและร้านของเราอยู่ติดกัน ฉันเลยแอบส่องแอบฟังเขาอยู่บ่อย ๆ จนบางทีฉันเองก็แปลกใจว่าทำไมฉันถึงอยากรู้เื่ของเขาขนาดนั้นแต่นั่นไม่ใช่เพราะฉันชอบเขาหรอก ความเผือกมันมีกับทุกคนฉันก็แค่อยากรู้เื่เพื่อนบ้านเท่านั้นเอง
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
กลับมาที่งานของฉัน ชุดเด็กใช้เวลาถักอยู่3 วันกว่าจะเสร็จ พอคิดดูแล้ว มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะผู้ใหญ่มีฟรีไซด์ แต่เด็กไม่มี ต้องถักหลายไซส์แต่ชุดที่ฉันลองถักเป็ชุดเด็กโตหน่อยแล้ว ประมาณ 3 ขวบเพราะคิดว่าเด็กที่เข้าโรงเรียนแล้ว พ่อแม่น่าจะอยากซื้อชุดเก๋ๆให้ลูกใส่ไปโรงเรียนมากกว่าเด็กเล็กที่เลี้ยงอยู่บ้านเป็ส่วนใหญ่ฉันตั้งใจจะทำให้ได้สัก 6 ชุด ก่อนที่จะเอาลงขายในเว็บ ส่วนเื่สอนก็มีแค่อาทิตย์ละครั้งทุกวันเสาร์วันธรรมดาลูกค้าจะเข้าแค่่เย็นๆ ดังนั้น ่เวลาที่อยู่ร้านฉันก็แทบจะนั่งถักทั้งวันเลยก็ว่าได้
่เย็นของวันหนึ่งไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ฉันนั่งเบื่อๆอยู่ในร้านเลยไปที่ร้านตรงข้ามซึ่งเป็ร้านกาแฟ เป็ร้านใหญ่ถึง 4 ห้อง แต่งร้านสวย กาแฟก็ราคาไม่แพงรสชาติดีเป็ร้านที่ขายดีที่สุดในคอนโดนี้แล้ว ฉันเลือกนั่งที่หน้าร้านเพราะจะได้ดูร้านตัวเองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย เผื่อมีลูกค้าจะได้วิ่งกลับไปทัน
ขณะกำลังนั่งดื่มกาแฟ ฉันก็บังเอิญเห็นแกร็ปเดินเข้าไปในร้านนายดินด้วยความเผือกก็อยากรู้ว่าเขามาซื้ออะไร เลยถือกาแฟเดินกลับร้าน แกร็ปคนนั้นออกจากร้านมาพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่นายดินเดินตามออกมาพร้อมกับแสยะยิ้มใส่ฉัน
“ช่อนั้นน่ะ หลายพันเลยนะ (หันมาที่ฉัน) กู๊ดไนท์นะคุณาาวดีวันนี้ผมขอกลับไปพักผ่อนก่อน สู้ๆ นะ”
(สู้ ๆ นะ สู้ ๆ นะ สู้ ๆ นะ)คำนี้มันเจ็บจี๊ดในใจฉันมาก ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเขามองฉันเป็ศัตรูคู่แข่งมาตลอด ถึงจะขายของคนละประเภทแต่เพราะขายไม่ค่อยดีทั้งคู่ วันไหนร้านไหนขายดี ก็จะโดนอีกร้านอิจฉาไม่เฉพาะร้านนายดินหรอก ร้านอื่นๆ แถวนี้ก็เหมือนกันชอบเยาะเย้ยกันเวลาที่ร้านตัวเองขายดีหรือมีลูกค้าเยอะ
“นี้แหละนะชุมชนแม่ค้า”
ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้าสู่วงการนี้อย่างเต็มตัวไปเสียแล้ว
กลับเข้าห้องแบบไร้รายได้อีกวันปกติพอเข้าห้องแล้วฉันจะไม่ถักไหมพรมต่อ ถือเป็การพักสายตาและพักมือบ้างเพราะฉันเคยโหมงานหนักจนเอ็นข้อมืออักเสบมาแล้ว เลยไม่อยากทำแบบนั้นอีก ฉันเปิดทีวีไว้เป็เพื่อน่นั้นก็มีรายการสัมภาษณ์ดาราพอดี เสียงพิธีกรพูดขึ้น
“ได้ข่าวว่าตอนนี้นัชกำลังอยู่ใน่ออกเดทอยู่ จริงรึเปล่าคะ”
ฉันหูผึ่งเล็กน้อย “นัชงั้นเหรอ” ฉันรีบเดินมาดูทีวีชายหน้าคุ้นกำลังยิ้มอย่างเขินอายเมื่อได้ยินคำถาม
“ก็ไม่ใช่เดทหรอกครับ ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
ใช่แล้ว ดาราคนนั้นก็คือ “ธนัชชา” ชายหนุ่มที่ฉันแอบชอบตอนสมัยเรียนเขาได้เป็ศิลปินจริงๆ ตามที่คนที่โรงเรียนพูดกัน หลังจบ ม.6 ่เข้ามหาลัย เขาก็ได้เป็นักร้องของค่ายเพลงดังแถมได้เป็ศิลปินเดี่ยวเสียด้วย ดังน่าดูเลยทีเดียว หลังจากนั้นอีก 5 ปี เขาก็หันมารับงานแสดง และก็ยังเป็ที่นิยมอยู่จนถึงตอนนี้
พิธีกรถามต่อ
“ตามที่ได้ยินมา มีคนเห็นนัชกับลิลลี่ไปญี่ปุ่นด้วยกันนะคะ?ไม่ใช่เดทเหรอคะ”
“อ่อ ใช่ครับ แต่ตอนนั้นไปทำงานนะอย่าเข้าใจผิด”
“ยืนยันว่าเป็เพื่อนกันเหรอคะ?”
“อืม....เรียกว่าเป็คนพิเศษแล้วกันครับ”
“มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน แบบนั้นรึเปล่าคะ”
“(หัวเราะ) ฟังเหมือนชื่อเพลงเลยนะครับ แต่โดนผมมากเลยครับ”
เขาตอบไปยิ้มไป ทำเหมือนอาย ลิลลี่งั้นเหรอ? เธอก็เป็แค่หมากตัวหนึ่งของนายนั่นแหละพอหมดประโยชน์ นายก็เขี่ยเธอทิ้ง เหมือนที่นายทำมาตลอดนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดอยู่ในใจ ขณะที่เบ้ปากฟังสัมภาษณ์ปลอม ๆ นั่น
“มีโอกาสจะเป็แฟนกันได้มั้ยคะ แฟนๆ อยากรู้”
“อันนั้นเป็เื่อนาคตครับก็ขึ้นอยู่กับน้องเขาด้วยครับว่าจะให้โอกาสผมขนาดนั้นรึเปล่า”
(กรี๊ดดดดดดด) เสียงผู้ชมพากันกรี๊ดกร๊าดกับคำตอบเขา
“ขึ้นอยู่กับน้องเขางั้นเหรอ?”
แกน่ะมันพวกหน้าไหว้หลังหลอก ชิ....อยากจะอ้วกแต่เสียดายกาแฟฉันรีบหยิบรีโมทมาปิดทีวี ทนฟังคำตอบสุดแสแสร้งต่อไม่ไหว...ทำไมหน่ะเหรอวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ฉันจะเล่าให้ฟังอีกที
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*