ความชื้นยามเช้าแผ่ปกคลุมทั่วอารามสำนึกตน สายลมเย็นพัดผ่านแนวต้นไม้จนใบไม้ไหวเอนเป็ระยะ ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงกำลังวิ่งค้นหาน้ำอยู่ภายในสวนข้างอาราม หยางเสวี่ยอินกลับนั่งเงียบอยู่หน้าห้องพัก ดวงตาทอดมองขลุ่ยเหมันต์ในมือ ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
หลังจากนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงยกขลุ่ยขึ้นแนบริมฝีปาก
ท่วงทำนองแ่เบาดังขึ้นท่ามกลางความสงบของยามเช้า ลอยทอดไปตามสายลม ขณะเดียวกัน ปราณสีฟ้าอ่อนก็เริ่มแผ่กระจายออกจากร่างอย่างช้า ๆ ไหลผ่านขลุ่ยเหมันต์อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะค่อย ๆ รวมตัวกันกลางอากาศเบื้องหน้า
ในตอนแรก มันเป็เพียงประกายเล็ก ๆ ทว่าไม่นานก็เริ่มก่อตัวเป็ผลึกน้ำแข็งสีขาวใสขนาดเท่าปลายนิ้ว
หยางเสวี่ยอินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผลึกนั้นเริ่มเป็รูปเป็ร่าง แต่เสียงขลุ่ยกลับไม่หยุดลง ลมปราณยังคงไหลออกจากร่างของนางอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลึกสีขาวค่อย ๆ เติบโตจากขนาดปลายนิ้วเป็ข้อนิ้ว และใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
สีหน้าของหยางเสวี่ยอินเริ่มซีดลง สายตาค่อย ๆ พร่ามัว ลมหายใจหนักขึ้นทุกขณะ ทว่าท่วงทำนองยังคงดังต่อเนื่องโดยไม่ขาดห้วง
โยวหงรีบเข้ามาประคองร่างของนางไว้ด้วยความใ ส่วนเหยียนซานกับซุนหยุนฟงได้แต่ยืนมองผลึกสีขาวเบื้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจ กระทั่งผลึกนั้นเติบโตจนกลายเป็ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ ลอยส่องประกายเย็นเยียบอยู่กลางอากาศ
เสียงขลุ่ยพลันหยุดลง
“เก็บมัน...ใส่ถ้วย...”
หยางเสวี่ยอินกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก เหยียนซานจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง แล้วนำถ้วยใบหนึ่งออกมารองรับดอกเหมันต์นั้นไว้
ทันทีที่ััแสงอรุณ ผลึกสีขาวก็เริ่มละลายอย่างช้า ๆ หยดน้ำใสไหลลงไปรวมกันภายในถ้วย ขณะเดียวกัน เรี่ยวแรงทั้งหมดของหยางเสวี่ยอินก็หมดลง ร่างของนางเอนล้มจนโยวหงต้องรีบประคองไว้แน่นกว่าเดิม
ซุนหยุนฟงเข้ามานั่งลงข้างกาย ก่อนยื่นมือไปจับชีพจร สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ลมปราณภายในร่างของนางแทบไม่เหลืออยู่แล้ว
เมื่อดอกเหมันต์ละลายจนกลายเป็น้ำใสเต็มถ้วย เหยียนซานจึงส่งมันให้โยวหงอย่างระมัดระวัง ไม่นานนัก หยางเสวี่ยอินก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของนางซีดขาวราวกระดาษ แต่เมื่อมองเห็นถ้วยน้ำในมือของโยวหง รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
ซุนหยุนฟงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เ้าใช้ลมปราณทั้งหมด เพื่อแลกกับน้ำเพียงถ้วยเดียว” เขาหยุดเล็กน้อย “มันคุ้มหรือ”
หยางเสวี่ยอินนิ่งไป
ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในความทรงจำอย่างชัดเจน วันนั้นทุกคนกำลังนั่งกินอาหารอยู่ด้วยกัน ขณะที่นางเพียงนั่งมองอยู่เงียบๆ โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น กระทั่งฉิงอียื่นขนมชิ้นหนึ่งมาตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มสดใสเช่นเคย
“เ้าช่วยข้ากินหน่อยสิ”
เสียงนั้นยังคงชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
หยางเสวี่ยอินเงยหน้ามองซุนหยุนฟงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปยังห้องพักซึ่งฉิงอีกำลังนอนอยู่ ดวงตาของนางสงบนิ่ง ทว่าลึกลงไปกลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ข้าไม่รู้ว่าคุ้มหรือไม่” นางตอบเบา ๆ “แต่ข้าไม่อาจทนมองนางเป็เช่นนี้ต่อไปได้”
เหยียนซานก้มมองน้ำในถ้วยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองบ่อน้ำเทวะที่อยู่ไกลออกไป แล้วหันกลับมายังหยางเสวี่ยอินซึ่งยังคงนั่งพิงโยวหง ใบหน้าของนางซีดขาวแทบไร้สีเื
“เ้า้าน้ำนี้ไปเพื่อสิ่งใด”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง
สายตาของเหยียนซานค่อย ๆ เลื่อนไปยังเตียงด้านในห้อง ที่ซึ่งฉิงอียังคงนอนนิ่งไร้สติ โยวหงจึงอธิบายทุกอย่างอย่างช้า ๆ ั้แ่พิษสลายวารี การสูญเสียน้ำในร่างกาย จนถึงความหวังเพียงเล็กน้อยที่ทุกคนยึดไว้ในเวลานี้
เหยียนซานรับฟังจนจบโดยไม่เอ่ยสิ่งใด ก่อนหมุนกายเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมชามใบหนึ่ง แล้วเอื้อมมือรับถ้วยน้ำจากโยวหง
“เดี๋ยวก่อน!” โยวหงรีบร้องห้าม “น้ำนั่นสำหรับฉิงอี!”
แต่เหยียนซานกลับไม่ตอบ เขาชักดาบออกจากฝัก คมดาบสะท้อนแสงวาบ ก่อนกรีดผ่านฝ่ามือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ! ฉัวะ!
เืสีแดงสดไหลทะลักลงสู่ชามทันที เขากำหมัดแน่น บังคับให้เืหยดลงไปทีละหยด แม้เืจะไหลไม่พอ ก็ยังใช้แรงบีบข้อมือตนเองต่อไปโดยไม่ลังเล
สายตาของเหยียนซานทอดต่ำลง ก่อนหยุดอยู่ที่แผลเป็เก่าบริเวณหัวไหล่
ภาพของฉิงอีผุดขึ้นในความทรงจำ
นางถ่ายทอดพลังรักษาให้เขาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ใบหน้าจะซีดเผือด เหงื่อไหลอาบทั่วร่าง ก็ไม่ยอมปล่อยมือจากาแของเขาเลยแม้แต่น้อย
เหยียนซานหัวเราะแ่เบา ราวกับกำลังสมเพชตนเอง
“ข้าเคยบอกว่าจะเป็กำแพงคอยปกป้องนาง”
น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้น พร้อมคมดาบที่กรีดแขนของตนเองอีกครั้ง
“แต่กลับเป็นาง...ที่คอยช่วยเหลือข้าอยู่เสมอ”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง เหลือเพียงเสียงเืหยดลงสู่ชามทีละหยด
ซุนหยุนฟงยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปยังถุงสมุนไพรที่ผูกไว้ข้างเอว ปลายนิ้วแตะลงบนผืนผ้าเบา ๆ แล้วความทรงจำอีกภาพก็ผุดขึ้นมา
วันนั้นเขาพยายามปฏิเสธความหวังดีของฉิงอี
“เ้าอาจไม่ชอบเสวี่ยหลิง”
นางกล่าวพลางยัดถุงสมุนไพรใส่มือเขา
“แต่นางใจดีนะ”
เขาพยายามส่งคืน แต่นางก็ยัดกลับมาอีกครั้ง
“เหตุใดข้าถึงได้สองถุง”
เขาถามอย่างหงุดหงิด
ฉิงอียิ้มกว้างเหมือนทุกครั้ง
“ถุงหนึ่งช่วยปรับลมปราณ”
นางชี้ไปยังถุงแรก ก่อนแตะอีกถุงเบา ๆ
“ส่วนอีกถุงช่วยให้เ้านอนหลับสบาย”
รอยยิ้มนั้นยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ซุนหยุนฟงสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวมายืนตรงหน้าเหยียนซาน ชายร่างใหญ่เงยหน้ามองเขา ขณะที่อีกฝ่ายเพียงยิ้มตอบ แล้วชักกระบี่ออกจากฝัก
ฉัวะ! ฉัวะ!
คมกระบี่เฉือนผ่านฝ่ามือทั้งสองข้างโดยไม่ลังเล เืสีแดงค่อย ๆ ไหลลงสู่ชามใบเดียวกัน
เขาหันไปมองร่างของฉิงอีบนเตียง ดวงตาที่เคยเ็ากลับอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
“เมื่อเ้าชอบยุ่งเื่ของข้านัก...”
เสียงนั้นเบาราวกับกระซิบ
“ก็รีบตื่นขึ้นมาเสียที”
ไม่นานนัก น้ำจากดอกเหมันต์ที่ละลายรวมกับเืของเหยียนซานและซุนหยุนฟงก็ค่อย ๆ เติมเต็มชามจนเกือบล้น
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เหยียนซานก็ทรุดลงกับพื้นทันที ร่างสูงใหญ่ฟาดลงอย่างหนักราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบหายไป ขณะที่ซุนหยุนฟงเองก็ไม่ต่างกัน สายตาของเขาค่อย ๆ พร่ามัว ก่อนร่างจะทรุดลงจนหน้าผากแนบกับพื้น
หยางเสวี่ยอินซึ่งนั่งพิงเสาอยู่ฝืนยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว...” เสียงของนางแ่เบา “รีบนำน้ำไปให้นาง”
โยวหงพยักหน้า ก่อนประคองหยางเสวี่ยอินให้นั่งพิงเสาอย่างมั่นคง แล้วหยิบชามน้ำบนโต๊ะเดินเข้าไปภายในห้อง
ฉิงอียังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง โยวหงจึงค่อย ๆ ประคองร่างของนางขึ้น ก่อนป้อนน้ำทีละน้อยอย่างระมัดระวัง น้ำสีแดงไหลผ่านริมฝีปากซีดขาวลงไปช้า ๆ พร้อมชะล้างคราบเืตรงมุมปากออกทีละน้อย กระทั่งหยดสุดท้ายหายไปจากชาม
ไม่นานหลังจากนั้น เปลือกตาของฉิงอีก็ค่อย ๆ สั่นไหว ก่อนจะลืมขึ้นอย่างช้า ๆ แม้ใบหน้ายังคงซีดขาวไร้สีเื แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีประกายแห่งชีวิตปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เหยียนซานซึ่งฟุบอยู่บนพื้นฝืนเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นนางลืมตา รอยยิ้มบางก็ปรากฏบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ฉิงอีทอดสายตามองไปรอบห้อง หยางเสวี่ยอินนั่งพิงเสาอยู่หน้าประตูอย่างอ่อนแรง ส่วนซุนหยุนฟงกับเหยียนซานยังคงนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่กลางลาน จากนั้นนางจึงหันไปหาโยวหง
“ช่วยพาข้าไปหาพวกเขาหน่อยได้ไหม”
โยวหงรีบส่ายหน้า
“เ้ายังไม่หายดี”
ทว่าฉิงอีเองก็ส่ายหน้ากลับ สายตาที่มองอีกฝ่ายจริงจังเสียจนโยวหงไม่อาจปฏิเสธได้ ท้ายที่สุด นางจึงค่อย ๆ ประคองฉิงอีลงจากเตียง
ระหว่างเดินผ่านโต๊ะกลมกลางห้อง ฉิงอีชะงักเล็กน้อย สมุนไพรจำนวนมากยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วโต๊ะ นางจึงยื่นมือหยิบเปลือกสมุนไพรขึ้นมาสองสามชิ้น แล้วกำไว้ในฝ่ามือ
เมื่อออกมาถึงหน้าประตู ฉิงอีก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างหยางเสวี่ยอิน ก่อนยิ้มบางและจับข้อมืออีกฝ่ายไว้
“เอาไปอมไว้นะ”
นางยื่นเปลือกสมุนไพรชิ้นหนึ่งให้ หยางเสวี่ยอินรับไป
จากนั้นสายตาของฉิงอีก็เหลือบเห็นาแลึกบนฝ่ามือของเหยียนซานกับซุนหยุนฟง คิ้วของนางขมวดเข้าหากันทันที
“พวกเขาเป็อะไร”
โยวหงจึงเล่าเื่ทั้งหมดให้นางฟัง ั้แ่เืซึ่งผสมอยู่ในชาม ไปจนถึงสิ่งที่คนทั้งสองยอมสูญเสียเพื่อช่วยชีวิตนาง
ดวงตาของฉิงอีค่อย ๆ แดงขึ้น นางก้มมองเปลือกสมุนไพรที่เหลืออยู่ในมือ ก่อนยื่นให้โยวหง
“ช่วยนำไปให้พวกเขาที”
โยวหงรับมาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ขณะที่ฉิงอีทอดมองคนทั้งสอง น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลออยู่ในดวงตา
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของลาน
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
เยว่เสวี่ยหลิงกำลังเดินออกมาจากสวนด้านหลังอาราม อาภรณ์ของนางเปียกชื้นไปด้วยละอองน้ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งค้นหา ทว่าในมือกลับประคองถ้วยใบหนึ่งไว้อย่างระมัดระวัง ราวกับสิ่งที่อยู่ภายในนั้นล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
หลังจากช่วยพยุงเหยียนซานกับซุนหยุนฟงให้นั่งขึ้น และส่งเปลือกสมุนไพรให้คนทั้งสองแล้ว โยวหงจึงหันกลับไปมองเยว่เสวี่ยหลิง
ภายในถ้วยที่นางประคองกลับมามีน้ำอยู่เต็มถ้วย
หยางเสวี่ยอินชะงักไปเล็กน้อย
“เ้าได้น้ำมาจากที่ใด”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองสวนด้านหลังอาราม
“ข้าเก็บน้ำค้างจากยอดไม้ทีละใบ” เสียงของนางแ่เบา “ได้มาเพียงเท่านี้”
กล่าวจบ นางจึงเดินตรงไปหาฉิงอี ริมฝีปากของตนแห้งแตกจนเห็นได้ชัด ทว่าถ้วยน้ำกลับถูกยื่นให้อีกฝ่ายก่อนโดยไม่ลังเล
ฉิงอีมองถ้วยในมือนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ผลักกลับไป
“เ้าก็้าน้ำเช่นกัน”
เยว่เสวี่ยหลิงส่ายหน้าทันที ราวกับไม่จำเป็ต้องเสียเวลาคิด
“ข้ายังไม่กระหาย เ้าดื่มก่อน”
นางดันถ้วยกลับไปอีกครั้ง โดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของฉิงอีแม้แต่น้อย ท้ายที่สุด อีกฝ่ายจึงยอมรับไปดื่มช้า ๆ ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงเองก็หมดแรงจนต้องเอนพิงกรอบประตู ลมหายใจแ่เบาไม่ต่างกันนัก
ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วลานอาราม
โยวหงมองเยว่เสวี่ยหลิง ซึ่งกำลังยกมือปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าของฉิงอีอย่างแ่เบา พลันมีเสียงหนึ่งดังย้อนกลับขึ้นในความทรงจำ
“ใครกล้าตำหนิสีผมของเ้า ข้าว่ามันสวยเหมือนดอกเหมย”
แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ดังตามมา
“ปีกสีดำของเ้าก็สวยนะ”
ปลายนิ้วของโยวหงสั่นไหว นางก้มมองฝ่ามือของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ คลายออก สามง่ามพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ และถูกยกขึ้นอย่างช้า ๆ
“หยุด!”
เสียงของหยางเสวี่ยอินดังขึ้นทันที แม้น้ำเสียงจะแหบพร่า ทว่ากลับเด็ดขาด
“เ้าต้องเก็บแรงเอาไว้”
โยวหงชะงัก ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ แดงเรื่อขึ้น นางกำชายอาภรณ์แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ก่อนหมุนตัวพุ่งตรงไปยังประตูมิติ
คลื่นพลังจากสามง่ามฟาดใส่ม่านสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ประกายสายฟ้าแตกกระจายไปทั่วทุกทิศ ทุกครั้งที่คมอาวุธปะทะม่านผนึก พลังสายฟ้าจะสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างของนาง ทิ้งาแใหม่เพิ่มขึ้นทีละแห่ง ทว่าโยวหงยังคงโจมตีไม่หยุด ราวกับ้าทำลายทุกสิ่งที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า
“โยวหง...”
เสียงของฉิงอีดังขึ้นแ่เบา
ร่างที่กำลังโจมตีม่านผนึกพลันหยุดนิ่ง ก่อนโยวหงจะค่อยๆ หันกลับมา
ฉิงอีกวาดสายตามองทุกคนทีละคน รอยยิ้มบางยังคงอยู่บนใบหน้า ทว่าหยดน้ำตากลับไหลลงมาตามแก้ม
“ข้ารู้ร่างกายของตนเองดี...” เสียงนั้นเบาราวกระซิบ “เพราะฉะนั้น ข้าอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่กับพวกเ้าอย่างมีความสุข”
จากนั้นนางจึงหันไปหาโยวหง
“ข้าขอถุงสมุนไพรของข้าหน่อย”
โยวหงรีบเดินกลับเข้าไปในห้อง สมุนไพรซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะถูกเก็บใส่ถุงอย่างลวก ๆ ก่อนนางจะรีบนำออกมาส่งให้ฉิงอี
ฉิงอีรับถุงสมุนไพรมา แล้วค่อย ๆ แยกสมุนไพรแต่ละชนิดออกจากกันด้วยท่าทางคุ้นเคย ราวกับกำลังทำกิจวัตรธรรมดาเช่นทุกวัน นางฉีกชายอาภรณ์สีขาวของตนออกเป็ผืนเล็ก ๆ แล้วห่อสมุนไพรอย่างประณีตทีละชุด กระทั่งถุงผ้าห้าถุงถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น นางจึงเงยหน้าขึ้นมองคนรอบกายทีละคน
ใบหน้าของทุกคนล้วนซีดเซียวและอ่อนแรง อาภรณ์เต็มไปด้วยคราบเืกับร่องรอยาแ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใจสภาพของตนเองเลยแม้แต่น้อย
รอยยิ้มบางจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉิงอีอีกครั้ง
“ครั้งสุดท้ายแล้ว...” เสียงนั้นเบาจนแทบปลิวหายไปกับสายลม “ที่ข้าจะทำสิ่งนี้ให้พวกเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงขยับกายราวกับจะลุกขึ้น ทว่าฉิงอีกลับยื่นมือมาจับข้อมือไว้
“เสวี่ยหลิง...”
นางเรียกเบา ๆ ก่อนยิ้มออกมาเหมือนทุกครั้ง
“ให้ข้าพิงไหล่เ้าหน่อยได้ไหม”
เยว่เสวี่ยหลิงไม่ได้ตอบ เพียงขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม แล้วประคองร่างของฉิงอีให้เอนพิงไหล่ตนเอง
ฉิงอีหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกำลังซึมซับความอบอุ่นนั้นไว้ให้นานที่สุด ก่อนค่อย ๆ ยื่นถุงสมุนไพรทั้งห้าให้โยวหง
“ช่วยแจกให้ทุกคนที” น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเล็กน้อย “ข้าคง...ไม่ได้กินซาลาเปากับพวกเ้าแล้ว”
ไม่มีผู้ใดตอบ มีเพียงสายลมพัดผ่านลานอารามเบา ๆ จนชายอาภรณ์และเส้นผมของทุกคนไหวเอน
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนยกมือข้างหนึ่งลูบศีรษะของฉิงอีอย่างแ่เบา นางพยายามยิ้ม ทว่าหยาดน้ำตากลับไหลลงมาตามแก้มโดยไม่อาจห้ามไว้ได้
ฉิงอีมองนางอยู่เงียบ ๆ ราวกับ้าจดจำใบหน้านั้นไว้ให้นานที่สุด
เยว่เสวี่ยหลิงสูดลมหายใจลึก แล้วเอื้อมมือไปเปิดถุงย่ามซึ่งวางอยู่ข้างกายฉิงอี ภายในยังมีซาลาเปาเหลืออยู่หนึ่งลูก นางหยิบมันออกมา ค่อย ๆ ฉีกเป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วป้อนเข้าปากอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
ราวกับกำลังทำเื่ธรรมดาที่สุดในโลก
ราวกับวันพรุ่งนี้จะยังคงมาถึงเช่นเดิม
ฉิงอีเคี้ยวช้า ๆ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ เยว่เสวี่ยหลิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกมือปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าให้อีกฝ่าย เหมือนที่เคยทำอยู่เสมอ
“ฉิงอี...” เสียงของนางสั่นไหว “คืนนี้เ้าต้องนอนกับข้านะ”
ฉิงอียิ้ม
เป็รอยยิ้มเดียวกับที่ปรากฏอยู่ทุกเช้า รอยยิ้มของคนที่เคยวิ่งตามเยว่เสวี่ยหลิงไปทั่วจวินเหิงหย่วน รอยยิ้มซึ่งทำให้วันอันเงียบเหงาไม่เคยเงียบเหงาอย่างแท้จริง
และเป็รอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดในลานอารามกล้าหันหน้าหนี