สตรีผู้นั้นเปิดตาชำเลืองมองเล็กน้อยนางมิได้เพิกเฉยแม้จะเป็เพียงเด็กน้อย “ข้าน้อยนามว่าหยางหลิ่วขอเพียงโลงศพหนึ่งใบก็พอ”
เอ่อ...เย่ชิงชิงเกาศีรษะเบาๆการขายตัวเพื่อฝังศพบิดามิใช่จะระบุจำนวนเงินที่แน่นอนแล้วส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ใช้เองหรอกหรือ? นี่คือเงินจากการขายตัวเชียวนะ!
“โลงศพหนึ่งใบราคาเท่าใด?”
“ไม่รู้” หยางหลิ่วตอบด้วยสีหน้าเฉยเมยคำพูดกระชับและรวบรัด
เย่ชิงชิงถึงกับพูดไม่ออกมิน่าเล่าจึงไม่มีผู้ใดสนใจแม้จะมีคนมาถึงหน้าประตูแล้วก็ควรจะแนะนำตัวเองหรือแสดงท่าทีเป็มิตรกว่านี้สักหน่อย...เอาเถิดสตรีผู้นี้เพิ่งประสบความเศร้าโศกเสียใจ อารมณ์คงย่ำแย่นัก...
ขณะที่ภายในใจของนางรู้สึกอ่อนล้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
เย่ชิงชิงเหลียวกลับไปมองงาม...งามล้ำเหลือเกิน เผยรุ่นจือกำลังยืนประสานมืออยู่ด้านหลังของนางมุมปากยกยิ้มราวกับดอกไม้แย้มบาน
บางทีคำว่า‘แย้มบานดุจดอกไม้’ อาจมิเหมาะสมกับบุรุษหนุ่มแต่ยามเขายิ้มเล็กน้อย ทุกคนล้วนรู้สึกว่างดงามจับใจ
“เ้ามองข้าอีกแล้วนะ เสี่ยวชิงชิง~” เขากล่าวพลางยิ้มหวาน
“อ้อ อย่างนั้นรึ...” เย่ชิงชิงค่อยๆ เบนสายตาหลบพลางนึกในใจว่าสายตาของผู้คนย่อมมิอาจห้ามมิให้เฝ้ามองสิ่งสวยงามนางเองก็มิอาจหลีกเลี่ยงพ้นเช่นเดียวกัน
ความงดงามเกินกว่าผู้ใดจะเทียบเทียมช่างเกินไปมากจริงๆ
เย่ชิงชิงใช้ชีวิตอยู่ในถนนจิ้นเหมินมาหลายวันจึงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายเ้าของห้างมากมายส่วนใหญ่กล่าวว่าเขามีความสามารถั้แ่วัยเยาว์ รูปงามมิมีใครเทียบเทียมนับเป็บุคคลผู้โดดเด่นในเมืองสืออันอย่างแท้จริง
นางล้วงถุงใส่เศษเหรียญใบเล็กที่นางซูมอบให้ภายในมีเพียงเงินอยู่ราวๆ ยี่สิบกว่าอีแปะ ซึ่งถือว่ามากทีเดียวสำหรับเด็กน้อย
เย่ชิงชิงเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาออดอ้อน“คุณชายเ้าของห้างผู้หล่อเหลา ท่านพอจะให้ข้ายืมเงินได้หรือไม่?”
“ในเมื่อเ้าชมข้าถึงเพียงนี้...” เผยรุ่นจือลูบคางที่เรียบเนียนดุจหยกพลางยิ้มแล้วถามว่า “เ้า้าเท่าใด?”
“เงินค่าโลงศพหนึ่งใบ” เย่ชิงชิงคลี่ยิ้มพลางโยนปัญหาให้เขา
เผยรุ่นจือส่ายหน้าพลางหัวเราะเขาเลิกคิ้วและกล่าวว่า “ไม่ได้นี่มิใช่วิธีการยืมเงินที่ถูกต้อง”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันมีคนเดินโซเซผ่านมา ดูแล้วบุรุษผู้นั้นแต่งกายซอมซ่อ ก้าวเดินไม่มั่นคงใบหน้าที่แดงก่ำและมีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วกาย สามารถยืนยันได้ว่าเป็คนเมา
“นัง...ลูกนังแพศยาจริงๆ ด้วย!” บุรุษขี้เมาเซไปหาหยางหลิ่วพลางจ้องตาเขม็งและเอ่ยด้วยความกราดเกรี้ยว
หยางหลิ่วเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นเขา นางก็เม้มปากแน่นเป็เส้นตรง ดวงตาเผยแววความแค้นเคืองอย่างดื้อรั้น
“พ่อของเ้า...ข้า...ข้าผู้นี้ยังสบายดีอยู่เลย...อึ๊ก...กล้าสาปแช่งให้ข้าตายอย่างนั้นรึ?วันนี้ข้าจะตี...ตีเ้าให้ตาย!” ชายขี้เมาดื่มเหล้าไปมากเห็นได้จากลิ้นที่แข็งกระด้าง ทว่าการกระทำของเขากลับมิชักช้าเขาเงื้อมมือขึ้นแล้วฟาดฝ่ามือใส่ทันที
เย่ชิงชิงใยิ่งนักฟังจากน้ำเสียงแล้ว ชายขี้เมาผู้นี้เป็บิดาของหยางหลิ่วแน่นอนบิดายังมีชีวิตอยู่แต่กลับแขวนป้าย ‘ฝังศพบิดา’เห็นได้ชัดเจนเลยว่าความขัดแย้งภายในนั้นลึกซึ้งเพียงใด
“ข้าก็หวังให้ท่านตายไปเสียได้ก็ดี” หยางหลิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบต่ำนางลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้าครึ่งซีกแดงก่ำและบวมเป่ง นางจ้องอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้นผู้ใดก็มิอาจสงสัยในความตั้งใจจริงของนาง
“ถุ้ย! เ้าตายไปแล้วข้าคนนี้ก็ยังไม่ตายหรอก!”
ชายขี้เมาถ่มน้ำลายอย่างหยาบคายมิโกรธแต่กลับหัวเราะ “สภาพอย่างเ้าถ้ามีคนซื้อก็ดี จะได้เอาเงินไปซื้อเหล้าซะ อึ๊ก...”
หยางหลิ่วใช้มือลูบแก้มของตนพลางหัวเราะเย้ยหยันด้วยเสียงเ็า “วาดฝันต่อไปเถิดเงินค่าโลงศพย่อมใช้ซื้อโลงศพ ข้าจะยกไปให้ที่บ้านท่านนับแต่นั้นเราสองก็ไม่มีอันใดติดค้างกัน!”
คำพูดของนางทำให้เย่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจนักไม่ว่าจะเป็ยุคใดสมัยใด ย่อมมิมีผู้คนยอมรับเื่เช่นนี้ผู้คนย่อมไม่สนใจว่าผู้ใหญ่ของเ้าจะชั่วร้ายเพียงใดการที่บุตรหลานซื้อโลงศพให้ผู้ใหญ่เช่นนี้ ย่อมถูกกล่าวหาว่าอกตัญญู
ชายขี้เมาได้ยินว่าตนจะไม่ได้เงินแม้แต่อีแปะเดียวมิหนำซ้ำยังต้องรับโลงศพที่นางซื้อมาแสวงหาเื่อัปมงคลให้กับตนเองพลันเกิดโทสะทันใด เขาคลุ้มคลั่งขึ้นมาด้วยผลจากสุรา
แผงขายร่มที่อยู่ไม่ไกลนักกำลังขายดีเป็เทน้ำเทท่าในยามเที่ยงวันซึ่งแดดร้อนจัดเขาไม่ได้เก็บแผงแต่หลบอยู่ใต้ร่ม คอยมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากระยะไกล
ผู้ใดจะคาดคิดว่าชายขี้เมาซึ่งหาสิ่งของเหมาะมือไม่เจอจะจ้องไปที่แผงของเขา แล้ววิ่งเข้ามาคว้าร่มกระดาษคันหนึ่งไปฟาดใส่หยางหลิ่ว
เขาทุบตีพลางด่าทอไปด้วย“ข้าไม่ได้เงิน จะเลี้ยงเ้าไปทำไม!ถ้าหน้าตาดีหน่อยก็ยังพอขายได้ราคาดี เ้านี่มันตัวซวยสิ้นดี!”
ด้ามร่มไม้ฟาดลงบนร่างกายย่อมเ็ปหยางหลิ่วหลบเลี่ยงด้วยความรังเกียจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่หยุด นางก็โมโหขึ้นมาทันใดจึงคว้าป้ายของตนมาโต้กลับ
พ่อค้าขายร่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องะโขึ้นมาว่า “เฮ้ เฮ้ ทำอะไรน่ะเอาของข้าคืนมา! จ่ายเงินมาก่อน!”
ชายขี้เมาไม่มีเวลาสนใจเขามัวแต่สั่งสอนหยางหลิ่ว พ่อค้าจึงไม่อาจยอมให้ของในร้านตนถูกเอาไปเฉยๆจึงรีบวิ่งเข้าไปพยายามแย่งร่มกระดาษคืน
บัดนี้ถนนก็ครึกครื้นขึ้นมาทันใดเดิมทีผู้คนต่างก็ว่างงานกันอยู่แล้ว จึงพากันมายืนมุงดูการแสดง‘ขายตัวเพื่อฝังศพบิดา’ แต่ไม่คาดคิดว่าเนื้อเื่จะพลิกผันจนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น
ผู้คนที่ชอบความครึกครื้นต่างก็ปรบมือให้กำลังใจมีบางคนกลัวว่าจะถูกลูกหลงจึงพากันเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง
หยางหลิ่วสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนยิ่งนักบุตรสาวคนหนึ่งต่อสู้กับบิดาของตนเอง ผู้คนที่เห็นต่างก็ส่ายหน้าเด็กสาวเช่นนี้นายบ่าวคนใดจะกล้าซื้อเล่า ดูแล้วดื้อรั้นเช่นนี้ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเหยียบหัวผู้เป็นายก็เป็ได้
เย่ชิงชิงกลับมิได้คิดเช่นนั้นหากเป็คนดีย่อมถูกรังแก หากตนเองมิเข้มแข็งแล้วจะหวังพึ่งใครเล่า?
ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะใช้ชื่อของญาติมาทำร้ายเ้าเป็บิดามารดาแล้วจะซื้อขายหรือทารุณบุตรหลานได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?นางมิเข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงมีบิดาเลวๆ ที่ชอบทุบตีบุตรสาวมากมายเย่เจียอวี้ก็คนหนึ่ง บัดนี้ก็มาเจออีกคน
เผยรุ่นจือมิได้แสดงความคิดเห็นใดๆเขากอบกุมมือประสานกันในแขนเสื้อยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันหลังเดินกลับไป“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“...”มิใช่ว่าตกลงกันว่าจะให้ยืมเงินหรืออย่างไร