การสอบเซี่ยนชื่อยังเหลือเวลาอีกหลายวัน อีกทั้งเป็การสอบสำหรับนักเรียนอายุเยาว์ การสอบนั้นไม่ยากจนเกินไป ผู้เข้าสอบสิบคนจะผ่านเสียเก้าคน นอกจากอ่านเขียนไม่ได้จริง ๆ การสอบเซี่ยนชื่อนั้น เพียงให้ผู้เข้าสอบเขียนตัวอักษรหลายประโยคจากในตำราทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า (ซื่อซูหวู่จิง) เท่านั้น โดยมากหัวข้อการสอบมักนำมาจากคัมภีร์หลี่จี้ ที่ว่าด้วยเื่จริยะบุรุษ หากเขียนออกมาได้สามสี่บท ลายมือสวยงามพออ่านได้ก็มักไม่มีผู้ใดสอบไม่ผ่าน
* (四書 – ซื่อซู สี่ตำรา ,五經 - อู่จิง ห้าคัมภีร์)
ซื่อซูประกอบด้วย 1. คัมภีร์ต้าเสวีย 大學 - คัมภีร์มหาบุรุษ 2. คัมภีร์จงยง 中庸 - คัมภีร์ทางสายกลาง 3.คัมภีร์หลุนอวี่ 論語 - คัมภีร์วิจารณ์พจน์ 4.คัมภีร์เมิ่งจื่อ 孟子 - คัมภีร์ด้านการปกครอง
อู่จิง ประกอบด้วย 1.อี้จิง 易經 - คัมภีร์ว่าด้วยเื่โหราศาสตร์ 2.ซ่างซู 尚書 – ตำราประวัติศาสตร์ 3.ซือจิง 詩經 - คัมภีร์กวี 4.หลี่จี้ 禮記 - คัมภีร์ว่าด้วยเื่จริยะ 5.ชุนชิว春秋 - บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ
เมืองถงซือมีผู้เข้าสอบไม่ถึงร้อยคน ทั้งจากครอบครัวผู้พอมีอันจะกินภายในเมือง หรือครอบครัวจากหมู่บ้านรอบนอก หลังจากสอบเซี่ยนชื่อผ่านแล้ว ยังต้องเตรียมตัวเพื่อสอบในตัวอำเภอสำหรับขั้นที่เรียกว่าเซี่ยนชื่อ และเมืองเอกของมณฑลที่เรียกว่าขั้นฝู่ชื่อให้ผ่านจึงสามารถร่วมสอบขั้นเชิงหยวน เพื่อให้ได้รับคำเรียกหาว่าชิ่วไฉได้ กว่าที่หลัวเซียนจะได้ไปสอบจนถึงขั้นเชิงหยวนน่าจะกินเวลาอีกอย่างน้อยสี่ถึงห้าปี ซึ่งนับว่ารวดเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่าอัจฉริยะได้แล้ว
คนทั่วไปกว่าจะได้เข้าสอบเชิงหยวนอย่างเร็วก็อายุสิบห้าปี อย่างช้าก็สี่สิบกว่าก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย หงสือเมิ่งที่สั่งสอนหลัวเซียนมาหลายปียังต้องชื่นชมถึงความเฉลียวฉลาดเกินวัยของหลัวเซียน
เช้าวันนี้ครอบครัวของหลัวเซียนออกมาเดินในเมืองั้แ่เช้า หลัวหวินเจ๋อแบกผ้าหลายผืนที่ภรรยาทอเสร็จเอาไว้ล่วงหน้าเข้ามาขายในร้านขายผ้าภายในเมือง ผ้าที่หลัวหวินเจ๋อนำมามีทั้งผ้าผ้าไหม ผ้าป่านผสมใยไหมกับผ้าป่านสีขาวอีกหลายผืน ร้านขายผ้าในเมืองถงซือนั้นมีอยู่เพียงร้านเดียว
เสมียนของร้านขายผ้านับว่าคุ้นเคยกับหลัวหวินเจ๋ออยู่ไม่น้อย พอมองเห็นหลัวหวินเจ๋อแบกห่อผ้าเดินเข้ามาก็รีบออกมารับหน้า กล่าววาจาทักทาย
“น้องชายวันนี้เอาผ้ามาขายอีกแล้วหรือ มา มา เข้ามาด้านในก่อน เถ้าแก่ข้ากำลังกังวลว่าจะมีผ้าไหมไม่พออยู่ที่เดียว”
“ท่านลุงจ้าว นี่ฮูหยินข้ากับบุตรชาย”
หลัวหวินเจ๋อเดินตามเสมียนแซ่จ้าวไปที่ด้านหลังร้าน หันมาบอกให้ภรรยากับบุตรชายรออยู่ที่ด้านหน้าร้าน เสมียนแซ่จ้าวมีอัธยาศัยไม่เลวยังสั่งให้เด็กรับใช้ในร้านหาน้ำชากับของว่างมาให้
หลัวเซียนเดินตามมารดานั่งรอดื่มน้ำชาอยู่ที่ด้านหน้าร้านขายผ้า สายตามองดูผู้คนผ่านไปมา เมืองถงซือมิใช่เมืองใหญ่ผู้คนไม่ร่ำรวยมากนัก ผ้าที่จำหน่ายในร้านมากกว่าครึ่งเป็ผ้าป่าน ผ้าไหมมีอยู่น้อยนัก เมื่อจับเสื้อผ้าตนเองที่มีส่วนของใยไหมผสมอยู่ไม่น้อยก็รู้สึกว่า บิดามารดาเอาใจใส่กระทั่งเื่เสื้อผ้าของตนเองเหนือกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่มาก
หลัวเซียนกินขนมที่เด็กรับใช้เอามาวางไว้ให้ พลันเห็นขอทานสองคนเดินผ่านหน้าร้านไป ท่าทางรีบร้อนจึงชะโงกหน้าออกไปมองดู เห็นชายร่างใหญ่หนวดเคราครึ้มเดินสายอาด ๆ ผ่านไปอีกทางหนึ่ง
“ดูเหมือน ขอทานพวกนั้นกำลังลอบติดตามคนของค่ายดาบใหญ่ไป” หลัวเซียนคิดภายในใจจดจำรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นเอาไว้
“ลุงจ้าว ขอบคุณท่านมาก กว่าข้าจะมาอีกก็คงเป็เดือนหน้า”
หลัวหวินเจ๋อแย้มยิ้มเดินออกมากับเสมียนแซ่จ้าว ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ในเมืองเล็กเช่นนี้แค่เสมียนร้านขายผ้ายังดูน่าเกรงขามกว่าชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เสมียนแซ่จ้าวเดินออกมาส่งคนทั้งสามที่ด้านหน้าร้าน
“ซิ่วอิ่ง เงินห้าตำลึงนี้เ้าเก็บเอาไว้ อาเซียน เ้าหิวแล้วหรือไม่วันนี้พวกเราสามคนไปที่โรงเตี๊ยมหาของอร่อยให้เ้ากินดีกว่า”
ชาวบ้านทั่วไปเงินเพียงสองตำลึงสามารถใช้อยู่ได้นานถึงหนึ่งปี บ้านหลัวขายผ้าครั้งหนึ่งได้เงินราวห้าหกตำลึง ปีหนึ่งสามารถขายผ้าได้หกเจ็ดครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าหยางซิ่วอิ่งทอผ้าได้รวดเร็วเพียงใด แต่บ้านหลัวอยู่กันเพียงสามคน เงินที่หามาได้นับว่ามากมายจนเกินพอ แต่ที่หลัวเซียนไม่ทราบก็คือการศึกษาตำรานั้น ยิ่งเข้าระดับที่สูงขึ้นไปยิ่งต้องใช้เงินมาก เมื่อหลัวเซียนร่ำเรียนหนังสือต่อไปจะยิ่งใช้เงินมากกว่านี้ หลัวหวินเจ๋อสองสามีภรรยาตั้งหน้าตั้งตาเตรียมเงินทองเอาไว้เสียแต่ตอนนี้ เพื่อให้หลัวเซียนไม่ลำบากในวันหน้า หยางซิ่วอิ่งรับเงินมาเก็บเอาไว้ จูงมือบุตรชายเดินตามสามีไปยังถนนอีกด้านหนึ่งเพื่อไปที่โรงเตี๊ยมที่มีเพียงแห่งเดียวของเมือง
โรงเตี๊ยมขนาดไม่ใหญ่มากนัก ชั้นล่างมีโต๊ะอยู่ห้าหกตัวบันไดชั้นสองอยู่ด้านข้างกับคอกเสมียน ชั้นสองของโรงเตี๊ยมสามารถมองเห็นได้ไกลเกือบครึ่งหนึ่งของเมือง หลัวเซียนรบเร้าให้บิดาพาขึ้นไปที่ชั้นสอง หลัวหวินเจ๋อย่อมตามใจบุตรชายที่น่ารักของตนเอง หยางซิ่วอิ่งได้แต่ส่ายหน้าอย่างยิ้มแย้มเดินตามสองพ่อลูกขึ้นไปที่ชั้นสอง หลัวเซียนเลือกโต๊ะตัวที่อยู่ติดถนน
“นายท่าน วันนี้โรงเตี๊ยมเราได้ปลาไนข้าวสารมาหลายตัวยังสดใหม่ นำมาทำน้ำแกงหรือว่าตุ๋นให้รสชาติดียิ่งนัก”
“อาเซียน เ้าอยากกินปลาหรือว่าเนื้อ”
หลัวเซียนแม้อายุยังน้อยแต่ก็รับประทานไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่ หมู่บ้านชนบทไม่มีของกินให้เลือกมากนัก หยางซิ่วอิ่งทำอาหารเป็ไม่กี่อย่าง อาหารของกุ้ยโจวมีรสชาติเปรี้ยวเผ็ดไม่ต่างจากอาหารของเสฉวน หลัวเซียนอายุเพียงเท่านี้ก็สามารถรับรสชาติเผ็ดร้อนของฮวาเจียวได้แล้ว
หลัวเซียนสั่งให้เอาปลาไปทำน้ำแกงซวนถังอวี๋ (แกงส้มแบบหนึ่งของมณฑลกุ้ยโจว มีต้นกำเนิดมาจากอาหารของชาวแม้ว) หลัวหวินเจ๋อเพิ่มเต้าหู้หม๋าโป ผัดผักห้าเซียน เท่านี้สามคนพ่อแม่ลูกก็มีความสุขแล้ว
“ท่านพี่ หลังวันสอบเซี่ยนชื่อคงต้องจัดโต๊ะขอบคุณหงชิ่วไฉ”
“นั่นสินะ หงชิ่วไฉอุตส่าห์สั่งสอน อาเซียนของเรามาตั้งหลายปี” หลัวหวินเจ๋อรับคำ โดยมิได้คิดว่าบุตรชายจะสอบไม่ผ่านด้วยซ้ำไป อาเซียนของข้าฉลาดถึงเพียงนี้จะสอบไม่ผ่านได้อย่างไรกัน
หลัวเซียนมองดูผู้คนภายในเมืองที่เดินผ่านไปมา ชั้นสองของโรงเตี๊ยมมองได้ไกลนัก หลัวเซียนกวาดสายตาไม่กี่คราก็มองเห็นกลุ่มขอทานพากันเดินไปที่ประตูทางด้านท้ายเมือง ขอทานเหล่านี้สมควรสืบหาเบาะแสอันใดได้บ้างแล้ว จึงพากันไปนอกเมือง เห็นที่ว่าคืนนี้หลัวเซียนคงต้องออกไปที่วัดร้างอีกครั้ง
หลังกินอาหารที่โรงเตี๊ยมแล้วหลัวเซียนก็กลับไปที่พักของสถานศึกษาในตอนบ่าย ก่อนกลับหลัวหวินเจ๋อยังพาสองแม่ลูกเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองสักพัก หลัวเซียนหาซื้อขนมกินเล่นสองสามอย่างกลับไปฝาก หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานที่มาสอบในคราวนี้ด้วยกัน บ้านของต้าเป่า เสี่ยวซาน มีที่นายี่สิบกว่ามู่ถือว่าพอมีรายได้ไม่เลว หากทั้งสองคนสอบผ่านในคราน่านี้จะเป็เพื่อนร่วมเรียนร่วมสอบของหลัวเซียนไปอีกหลายปี
ตกกลางคืนหลังทุกคนเข้านอนเรียบร้อยแล้ว หลัวเซียนรอให้บิดามารดาหลับไปก่อนเหมือนในคืนที่ผ่านมา ลอบออกจากห้องนอนไปในยามดึก แต่คราวนี้หลัวเซียนหยิบผ้าเช็ดหน้าคาดปิดบังั้แ่จมูกลงมา จนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็เช่นไรก่อนที่จะะโหายลับไปในความมืด
ใช้เวลาไม่นานหลัวเซียนก็กลับมาที่วัดร้างด้านนอกเมืองถงซืออีกครั้ง หลัวเซียนลอบมองลงมาจากทาง้าหลังคาวัดร้าง ภายในมีเพียงแสงไฟจากกองฟืน หลัวเซียนจดจำหัวหน้าสือกับขอทานหลายคนที่พบเจอในเมืองเมื่อกลางวันได้ คนของพรรคกระยาจกนั่งล้อมวงสนทนากันอยู่เสียงไม่ดังมากนัก แต่ด้วยกำลังภายในของหลัวเซียนในตอนนี้ ระยะเพียงเท่านี้ยังสามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน
“หัวหน้าสือ วันนี้ข้าลอบติดตามคนผู้นั้น เป็คนของค่ายดาบใหญ่แน่นอนแล้ว รอยสักรูปดาบคู่นั่น ข้าเห็นกับตาตนเอง”
หัวหน้าสือดูมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา กล่าวว่า “จะอย่างไรคงต้องส่งข่าวไปที่เมืองซุนยี่ หากหัวหน้าสาขาส่งกำลังมาช่วยได้ทันก็แล้วไป หากไม่ทันคืนที่คนของค่ายดาบใหญ่ บุกปล้นเมือง พวกเราคงทำได้เพียงส่งเสียงร้องเตือนให้ดังที่สุดเท่านั้น ช่วยได้เพียงใดก็เท่านั้น”
“คำว่า บุกปล้นเมือง” ทำให้หลัวเซียนตระหนกขึ้นมาในทันใด
หลัวเซียนไม่คำนึงสิ่งใดอีก ฟาดฝ่ามือทะลุหลังคาวัดลอยตัวลงมาที่ด้านล่าง เสียงกระเบื้องแตกดังสนั่น ท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง กลับปรากฏเด็กชายปกปิดใบหน้าเหินลอยลงมา คนของพรรคกระยาจกที่นั่งล้อมวงกันอยู่แตกกระจายเป็วงกว้าง แต่ยังล้อมรอบหลัวเซียนอยู่ มีท่าทีทั้งหวาดระแวงทั้งสงสัยใคร่รู้
“ประเสริฐ สมกับเป็ค่ายพรรคมาตรฐานในยุทธภพ” หลัวเซียนเอ่ยปากชม คนของพรรคกระยาจกนี้แม้ตื่นใ แต่ยังตั้งค่ายกล แต่ละคนวางมือวางเท้าไว้ในท่าเตรียมพร้อม แม้เห็นว่าหลัวเซียนน่ายังเป็เด็กอายุเยาว์ แต่ก็ไม่ประมาทเลยแม้แต่น้อย ในยุทธภพมียอดฝีมือแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย ใครจะทราบว่าที่แท้หลัวเซียนอาจเป็ยอดยุทธซ่อนเร้นกาย ฝึกปรือวิชากลับคืนจากชราสู่ทารก ที่มองเห็นเป็เด็กน้อยไม่แน่ว่าอายุหลายร้อยปีล่วงไปแล้ว
“เ้า เออ ท่าน เป็ใคร” หัวหน้าสือกล่าวถาม น้ำเสียงให้เกียรติ
หลัวเซียนผ่านการทักทายยกยอไปมาในยุทธมาจนเบื่อหน่ายแล้ว ไม่้าบ่งบอกชื่อเสียงของตนเอง เพียงพยักหน้ากล่าวตอบ “คำไร้สาระไม่ต้องกล่าวแล้ว ข้าบังเอิญผ่านมาได้ยินพวกเ้ากล่าวถึง ค่ายดาบใหญ่อะไรนั่นจะลงมือโจมตีเมืองถงซือ ข้ามีคนรู้จักอยู่ที่เมืองถงซือ คงไม่อาจปล่อยให้เกิดเื่ราวได้”
หลัวเซียนมองเห็นที่ด้านหนึ่งมีแท่นบูชาตั้งอยู่ พระประธานในวัดผุพังจนหายไปหมดสิ้นจึงลอยตัวนั่งขัดสมาธิที่บนแท่น หันหน้าเข้าหากลุ่มขอทาน ท่าร่างของหลัวเซียนนั้นพิสดารยิ่ง ตอนที่หลัวเซียนกระโจนลงมานั้น เหล่าขอทานก็ล้อมหลัวเซียนไว้ที่กึ่งกลาง แต่ยามหลัวเซียนหลบออกจากวงล้อมไปที่แท่นบูชา ไม่มีใครในหมู่ขอทานที่มองได้ทัน
ถ้าหากหลัวเซียนแทนที่จะหลบออกไป กลับฟาดฝ่ามือหรือแทงมีดออกมา ขอทานน้อยที่เฝ้าอยู่ทางด้านนั้นคงตกตายไปแต่แรกแล้ว สือเจ๋อเทาเป็หัวหน้าสาขาเล็ก ๆ ของพรรคกระยาจกประจำอยู่เมืองถงซือ มีลำดับอยู่ที่สองปม สูงกว่าศิษย์ทั่วไปของพรรคกระยาจกเพียงหนึ่งขั้น วิชาฝีมือได้รับการถ่ายทอดจากหัวหน้าสาขาที่เมืองซุนยี่ที่อยู่ในลำดับสี่ปม เพียงพอให้ป้องกันตนเองได้ หากพบเจอผู้ที่เหนือกว่า ขอเพียงเป็ชนชาวธรรมะด้วยกัน ย่อมไม่ลงมือต่อคนของพรรคกระยาจก ชาวฝ่ายอธรรมเองหากเลี่ยงได้ก็มักไม่มีผู้ใด้าสร้างความบาดหมางกับพรรคกระยาจกเช่นกัน ประมุขพรรคกระยาจกหงซือกวาน ถือเป็หนึ่งในสี่ยอดยุทธในปัจจุบันเที่ยบเท่าเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ไม่ว่าฝ่ายธรรมะหรืออธรรมล้วนให้เกียรติพรรคกระยาจกอยู่สามส่วน
สือเจ๋อเทาทราบดีว่าคนทั้งสิบคนของพรรคกระยาจกนี้ไม่ใช่คู่มือของจอมยุทธน้อยประหลาดที่เห็นตรงหน้า จึงประสานมือกล่าวตามธรรมเนียมอีกครั้ง
“ท่านจอมยุทธยั้งมือไว้ไมตรี ข้า สือเจ๋อเทาซาบซึ้งยิ่งนัก แต่ว่าเื่ของค่ายดาบใหญ่ พวกข้าก็ทราบไม่มากนัก หลายวันมานี้ลอบติดตามคนผู้นี้อยู่หลายวัน เพียงทราบว่าค่ายดาบใหญ่วางแผนจะบุกปล้นเมืองถงซือ แต่บุกปล้นเมื่อใด มีคนกี่คนลงมือนั้นกลับยังสืบไม่ทราบความอันใด”
หลัวเซียนโบกมือด้วยความเบื่อหน่าย “ค่ายดาบใหญ่นั่น ถือเป็ค่ายพรรคใด”
“เรียนจอมยุทธน้อย ค่ายดาบใหญ่เป็ค่ายโจรอยู่ในเทือกเขาหวงหลง ห่างจากเมืองถงซือไปกว่าร้อยลี่ มีคนราวร้อยสองร้อยคน หัวหน้าค่ายเรียกว่า หม่ากวนอวี้”
คนสองร้อยคนทั้งยังอยู่ห่างไปกว่าร้อยลี่ ต่อให้หลัวเซียนใช้วิชาตัวเบาตะบึงไปยังคงใช้เวลาหลายชั่วยาม อีกทั้งตนเองยังทะลวงจุดลมปราณได้เพียงสิบจุด ต่อให้ทั้งคนของค่ายโจรสองร้อยคนนี้ใช้การไม่ได้เพียงใด ด้วยร่างกายของเด็กอายุเจ็ดปีคงไม่อาจกำจัดได้จนหมดสิ้น
หลัวเซียนไม่ทราบว่าเมืองถงซือมีทหารอยู่มากน้อยเพียงใด แต่เมืองเล็กเช่นนี้มีทหารถึงสองร้อยก็นับว่าดีมากแล้ว แต่หากจะให้รับมือโจรหลักสิบหลักร้อยเห็นทีคงรับมือไว้ไม่ได้ จะให้ขอทานเหล่านี้จับสายโจรไปมอบให้ทางการ ก็คงสืบไม่ได้ความอันใด มีแต่จะกลายเป็ตีหญ้าให้งูตื่นไปเสียเปล่า ๆ นอกจากนี้ยังไม่แน่ว่าขุนนางในเมืองจะยอมฟังคำขอทานเหล่านี้
“พวกเ้าจับตาดูคนเอาไว้ก่อน พวกโจรคงยังไม่ลงมือในวันสองวันนี้เป็แน่ เวลาดึกแล้ว ข้าต้องกลับไปนอน”
“เอ๋” สือเจ๋อเทาเข้าใจว่าที่หลัวเซียนกล่าวเป็คำกลอนมีความหมายอันใด ตนเองเป็คนหยาบกร้านไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจคำกลอนที่มีความหมาย คำว่า “ดึกแล้ว กลับไปนอน” ใช่ตำหนิว่าตนเองหาข่าวได้ไม่ดีจนจอมยุทธน้อยไม่พอใจ ้าจากไปแล้วหรือไม่
หลัวเซียนออกมานานมากแล้วหากไม่กลับไป บิดาอาจตื่นขึ้นมากลางดึกดั่งเช่นวันนั้น หากบิดาเดินไปดูที่ห้องน้ำไม่พบเห็นตนเอง คงกลายเป็เื่ใหญ่ คืนนี้ได้ความเพียงเท่านี้ ยังไม่อาจทำอย่างไรได้ กลับไปคิดสักหน่อยอาจพอมีหนทาง
“มีอันใดไม่เข้าใจ ข้าว่าจะกลับไปนอนก็กลับไปนอน เด็กกำลังโตหากนอนไม่พอ ข้าไม่สูงไปกว่านี้ พวกเ้ารับผิดชอบได้หรือ คืนพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ พวกเ้าจับตามองคนต่อไป”
หลัวเซียนไม่กล่าวร่ำลาไร้สาระ พอบอกว่าไปก็สะกิดเท้าลอยสูงขึ้นบนหลังคาวัดหายไปในความมืด คนของพรรคกระยาจกต่างมองหน้ากัน วิชาตัวเบาเช่นนี้กระทั่งหัวหน้าสาขาที่เมืองซุนยี่ที่อยู่ในลำดับสี่ปมก็ไม่สามารถใช้ออกได้
“หัวหน้าสือ พวกเรา”
“หากคนผู้นั้นประสงค์ร้าย ต่อให้รวมข้าเข้าไปด้วยก็เพียงเพิ่มหัวไปอีกหัวหนึ่งเท่านั้น ทำตามที่คนผู้นั้นบอกเถอะ ให้คนส่งข่าวไปที่เมืองซุนยี่ ขอกำลังเสริม”
“ขอรับหัวหน้าสือ”