กระจิตกระใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยเพราะในหัวเอาแต่คิดว่าวันนี้จะเข้าไปหาเอลลีในวัย 18 ปีได้อย่างไร เมื่อคืนที่คุยกันฉันต้องแกล้งทำเป็ยอมรับว่าสิ่งที่ฉันกระทำกับเอลลีว่ามันเป็ส่วนหนึ่งในงานวิจัยของฉันที่ทำร่วมกับคนอื่น
“แล้วเธอก็มาคิดว่าฉันเป็เธอเนี่ยนะ” เอลลีดูไม่ค่อยจะเชื่อ
“ก็...เธอจำเบนได้ไหม(ขอโทษนะเบน) เขาบอกให้ฉันต้องทำให้เธอเชื่อว่าเธอเป็ฉันให้ได้” ฉันอ้างบอกไปแบบนั้น แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าเอลลีไม่มีทางเชื่อโดยง่าย เธอยังไม่ไว้ใจฉันแต่ว่ายังยอมรับฟังโดยไม่โวยวาย
“เธอทำฉันกลัวไปเลยแคลร์ ขอร้องเถอะนะถ้าจะทำอะไรแบบนี้ควรจะปรึกษากันก่อน”
“แน่นอนเอลลี ฉันขอโทษเธออย่างใจจริงเลย”
“แต่ว่าเธอสิ่งที่เธอแสดงออกมา ไม่ว่าจะความชอบที่เหมือนฉันหรือรู้ว่าลูกอมของแม่ฉันเก็บไว้ตรงไหนบ้าง...”
“อ๋อ นั่นเพราะฉันค่อนข้างสนิทกับคุณนายสมิธ เธอคงยังไม่รู้ว่า่นี้แม่ฉันกับคุณนายสมิธเจอกันบ่อยในสมาคมน่ะ” ฉันยกเหตุผลร้อยแปดมากล่าวอ้างให้เธอฟัง อย่างน้อยเอลลีก็คงมีส่วนนึงที่เชื่อบ้างล่ะไม่อย่างนั้นเธอจะยอมให้เื่นี้มันจบไปโดยง่ายหรือ
“สิ่งที่เธอทำมันไม่น่าให้อภัย”
“ฉันรู้เอลลี ฉันรู้อย่างสุดซึ้งเลย” สิ่งที่ฉันทำในตอนนั้นคือแสร้งทำน้ำเสียงและสีหน้าให้รู้สึกผิดอย่างใจจริง
“ถ้าเธอได้คำตอบที่เธอ้าต่อไปเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว เธอรู้ใช่ไหม”
นั่นเป็เื่ที่ยากมากเลยทีเดียวแต่ในเวลานั้นฉันต้องตอบไปว่า “ฉันรู้และก็ขอโทษเธออีกครั้งเอลลี ต่อไปฉันจะระวังไม่ให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นอีก” รับปากไปแบบนั้นว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับเธออีก แต่ก็อย่างว่าแหละ ที่ฉันยอมไปเพียงเพราะ้าจะตัดปัญหาและสร้างความเชื่อใจให้กับเอลลี
แต่ก็ยังมีปัญหาอีกข้ออยู่ดี เอลลีในตอนนี้กำลังพยายามหลบเลี่ยงในการเจอหน้ากันแม้ว่าเธอจะรู้แล้วว่าเื่ที่ฉันไปก่อกวนเธอใน่ 3-4 วันที่ผ่านมามันคืออะไรแล้วก็ตาม ท้ายสุดแล้วฉันในร่างของแคลร์ถูกมองว่าเป็ตัวประหลาดในสายตาของเอลลีโดยสมบูรณ์แบบ สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาตลอดจนถึงอายุ 27 ปี คือความใจร้อน ถ้าฉันยอมใจเย็นอีกนิดและคอยเฝ้าดูสถานการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วค่อยตัดสินใจว่าทำยังไงต่อไปเอลลีก็คงจะเชื่อใจกันง่ายกว่านี้ ตอนนี้ทุกอย่างมันดูยุ่งยากเกินไป ยอมรับอย่างไม่อาจเลี่ยงได้แม้ว่าแผนการที่คิดไว้ในหัวมันจะดูง่ายไปหมด แต่พอได้ลงมือทำกลับกลายเป็ว่าเป็เื่ที่หนักใจเป็บ้า
“ให้ตาย” หลับตาลงแล้วยกมือนวดขมับ “ปวดหัวเป็บ้า”
“เฮ้ซินแคลร์” เสียงของใครบางคนะโเรียกขณะที่ฉันยืนถือถาดอาหารและกำลังหาที่นั่งว่าง “ทางนี้” คนที่กำลังโบกมือไกล ๆ นั่นคือ เบน ฉันพ่นลมหายใจออกทางปากแล้วตัดสินใจเดินตรงไปหาพวกเขาที่ยกยิ้มดีอกดีใจกับการเจอหน้าฉันในวันนี้
“โอ้ไม่แคลร์ในที่สุดวันนี้เธอก็มากินข้าวที่โรงอาหาร” นั่งลงวางถาดอาหารที่ถือมาบนโต๊ะไม่ทันถึง 1 วินาที เบนก็รีบทักท้วงขึ้น “รู้ไหมฉันกับมากาเรตเป็ห่วงเธอมากใน่อาทิตย์ที่ผ่านมา” เขาทำคิ้วตกเอื้อมมาจับมือทั้งสองข้างของฉัน
“ใช่นั่นเพราะเธอมาโรงเรียนแต่เธอไม่เข้าเรียนแถมไม่มาหาพวกฉันเลย” มากาเรตที่นั่งข้าง ๆ เสริมขณะที่ตักมันบดเข้าปาก
“โทษทีพอดีว่า่นี้มีเื่ให้ต้องเคลียร์น่ะ” ฉันบอกให้พวกเขาคลายกังวลเพราะดูว่าพวกเขาค่อนข้างเป็ห่วงแคลร์มากเลยทีเดียว
“แคร์อย่าลืมว่าถ้าเธอมีปัญหาอะไรปรึกษาพวกเราได้ทุกเื่นะ” เบนกระชับมือที่ยังคงจับแน่น เขาเป็เพื่อนผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มของแคลร์
ฉันเคยเห็นพวกเขารวมตัวและอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ทั้งเบนและมากาเรตรวมถึงแคลร์ พวกเขาเป็กลุ่มที่มักจะโดนกลั่นแกล้งอยู่ประจำ เบนเป็ผู้ชายตัวใหญ่แต่ค่อนข้างอ่อนไหวง่าย เขาเป็คนชอบพูดไม่หยุดและใส่แว่นหนาไม่ต่างกับแคลร์ ส่วนมากาเรตออกจะแตกต่างจากเพื่อนในกลุ่มไปหน่อยเพราะหล่อนไม่ได้ใส่แว่น ไม่ได้ดูเนิร์ด แถมยังแต่งหน้าจัดและสไตล์เสื้อผ้าที่ส่วมใส่ไปทางแนวพังก์ร็อกเสียมากกว่า ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาทั้งสามคนรวมกลุ่มกันได้ แต่อย่างน้อยก็วางใจได้ว่าเพราะดูแล้วแคลร์ยังมีเพื่อนที่ดีอย่างเบนและมากาเรตคอยช่วยเหลืออยู่
ฉันยังคงนั่งจัดการกับอาหารเที่ยงตัวของเองและเอาแต่มองไปรอบ ๆ ในขณะที่เบนชวนมากาเรตคุยเื่หนังสือการ์ตูนที่ยืมมา เขาถามความเห็นของฉันเป็ระยะแม้จะไม่ได้รับรู้เื่ที่พวกเขาคุยกันฉันก็เออออตอบเห็นด้วยกับเขาไปหมดทุกเื่ ในตอนนี้โรงอาหารเนืองแน่ไปด้วยเหล่าเด็กนักเรียน ม.ปลาย บางคนนั่งคนเดียว บางคนนั่งเป็กลุ่มและโหวกเหวกคุยกันเสียงดัง รู้สึกโชคดีที่ไม่เจอพวกอเล็กซ์ที่โรงอาหารไม่อย่างนั้นกลุ่มของแคลร์ที่อยู่ตรงนี้คงโดนหมายหัวกลั่นแกล้งตามเคยอย่างแน่นอน
“เอลลีน่ะ” เบนเข้ามากระซิบกระซาบเมื่อเห็นว่าฉันหยุดสายตาและเอาแต่มองเอลลีที่นั่งจัดการอาหารตัวเองอยู่คนเดียว ข้างถาดอาหารยังมีหนังสือเล่มหนากางไว้อยู่
“ใช่ฉันรู้” ตอบเบนกลับไป “เราควรเชิญหล่อนมานั่งด้วยไหม” ถามความเห็นจากเพื่อนทั้งสองที่นั่งตรงข้าม เบนและมากาเรตสั่นหน้าอย่างรวดเร็ว
“หล่อนเป็ประเภทรักสันโดษน่ะ” เบนโน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมเมื่อเลื่อนถาดอาหารเปล่าออกไป “แบบหล่อนเป็ประเภทไม่เอาใครเลย ชวนไปเราก็จะถูกมองว่าประหลาด”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ฉันแย้งขึ้นเพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่แบบนั้น “ก็เห็น ๆ อยู่ว่าฉัน อะ...เอลลีแค่อ่านหนังสือตอนกินข้าวไปด้วย” ฉันแก้ต่างให้เธอเพราะไม่้าให้ใครมองว่าฉันเป็คนประเภทแบบนั้น อันที่จริงฉันมีเพื่อนแต่แค่รู้สึกว่าไม่อยากคุยหรือยุ่งวุ่นวายกับใครในเวลาส่วนตัวอย่างเช่นตอนกินข้าวนั้นเอง
“มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอสนใจหล่อนกัน” คราวนี้เป็มากาเรตโน้มตัวเข้ามา “ปกติเธอไม่ได้สนใจคนในระดับนั้นหนิ” หล่อนหรี่ตาคล้ายกับกำลังจ้องจับผิด
“ระดับนั้น? ระดับไหน” ในตอนนี้ฉันคล้ายกับถูกสอบสวนเพราะทั้งเบนและมากาเรตต่างเอาแต่จ้องหน้าไม่หยุด
“ก็ระดับที่เอลลีอยู่ไง หล่อนอยู่สูงกว่าเรา...อยู่นิดหน่อย” เบนผายมือแล้วยักไหล่ ฉันเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวก่อนนะคือมันมีการแบ่งระดับอะไรแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ” เบนและมากาเรตพยักหน้าพร้อมกันแล้วกลับไปนั่งพิงเก้าอี้ของตัวเองเหมือนเดิม “ไม่เห็นรู้เื่อะไรแบบนี้เลย”
“ไม่ใช่ไม่รู้แคลร์” มากาเรตหยิบเฟร้นช์ฟรายส์ที่แห้งและแข็งในถาดของตัวเองแล้วดีดเล่นไปทางอื่น “เธอก็แค่ไม่อยากยอมรับว่าพวกเราอยู่ระดับล่างสุด”
“เฮ้ มาร์กี้เธอไม่ควรพูดแบบนั้นกับแคลร์สิ” เบนห้ามปรามและหยิบเศษเฟร้นช์ฟรายส์ลงในถาดอาหารและยกไปไว้ทางอื่นทำให้มากาเรตย่นจมูกแล้วเบ้ปากใส่
“คือยังไงนะ ฉันไม่เข้าใจ” เพราะฉันกำลังงุนงงกับสิ่งที่รับรู้มันเป็เื่แปลกใหม่ที่พึ่งเคยได้ยิน ฉันไม่คิดว่าโรงเรียนจะมีการแบ่งระดับแถมตัวเองยังถูกจัดให้เสร็จสรรพด้วย
“ก็แบบนั้นไงที่เขาเรียกว่าระดับสูงสุด” เบนใช้สายตามองลอดผ่านแว่นตรงไปยังกลุ่มหนึ่งที่พึ่งเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร
“ให้ตายสิฉันพอจะเข้าใจแล้ว” เมื่อกลุ่มคนดังของโรงเรียนพึ่งเดินเข้ามายังที่สถานที่แห่งนี้ราวกับฉากเปิดตัวนางเอกของเื่ พวกหล่อนแทบไม่ต้องออกแรงยกถาดอาหารเองเพราะมีคนเสนอตัวเข้าไปช่วย แถมยังเดินผ่านได้โดยไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนเพื่อไปยังโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ของตัวเอง “ดูพวกหล่อนมีพริวิเลจนะ”
“แหงล่ะพวกเขาทำอะไรก็มีคนคอยประเคนให้” มากาเรตแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย
“โดยเฉพาะแฮดลี่ย์เธอรู้ใช่ไหมล่ะว่าหล่อนฮอตที่สุดในกลุ่มแถมยังสวยแบบสุด ๆ ไปเวลาหล่อนส่งยิ้มมีเสน่ห์แบบสุด ๆ ไปเลย ดูสิ....” เบนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อได้พูดถึงบุคคลที่ฉันไม่อยากจะให้ความสนใจ “วันก่อนหล่อนได้รับดอกไม้จากอลันด้วยล่ะ แต่หล่อนกลับปฏิเสธขนาดอลันออกจะหล่อขนาดนั้น ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนถึงยังโสดอยู่ทั้ง ๆ ที่มีแต่คนระดับสูง ๆ เข้าหามากมายขนาดนั้น”
เบนที่เริ่มเล่าเื่ในขณะที่มากาเรตยังคงทำตัวเป็ผู้ฟังที่ดีฉันละความสนใจหันไปหาเอลลีที่นั่งอยู่ที่เดิม เธอยังคงจัดการกับอาหารตรงหน้าและเปิดหนังสืออ่านโดยไม่ได้สนใจกับการปรากฎตัวของใครบางคน แต่ทว่าฉันรู้...ในจังหวะที่แฮดลี่ย์เดินผ่านโต๊ะของเธอไปเอลลีก็ยกยิ้มกระหยิ่มเพียงนิดหน่อย เห็นแบบนั้นแล้วฉันก็ได้แต่พยายามข่มความเ็ปไว้ในใจเพราะรู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็เพียงแค่เหยื่อล่อที่ดักให้เธอเข้าไปติดกับอย่างตายใจ
“ไม่ได้การแล้วสิ” บ่นพึมพำตอนที่เห็นว่าแฮดลี่ย์แอบเอาเศษกระดาษให้กับเอลลีโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นขณะเดินผ่านไป “คืออะไรนะ” แฮดลี่ย์มักจะเขียนข้อความบางอย่างในเศษกระดาษและแอบเอาให้ฉันเสมอ ทั้ง ๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกจับได้แต่หล่อนก็ไม่สนใจและยังทำประจำอยู่ดี
‘เจอกันที่ชมรมดนตรี’
“ฮ่า! ฉันจำได้แล้ว!” ฉันยิ้มแฉ่งแล้วตบโต๊ะอย่างดีใจที่คิดออก มากาเรตกับเบนดูใกับท่าทางและกำลังจะเอ่ยปากถามแต่ฉันก็บอกว่าขอตัวแล้วลุกขึ้นเดินออกมาเสียก่อน
“รอก่อนเถอะ” เพราะเป้าหมายของฉันก็คือห้องของชมรมดนตรีที่ไม่มีการเรียนการสอนและเหมาะต่อการแอบนัดเจอกัน “ฉันไม่มีทางให้พวกเธอสมหวังแน่”
.
.
.
“เพราะผมเห็นว่าซินแคลร์ไม่เคยปฏิบัติตัวมีปัญหากับทางโรงเรียนและนี่เป็ครั้งแรกที่เกิดขึ้นเลยไม่ต้องทำทัณฑ์บน” ชายวัยกลางคนที่นั่งประสานมืออยู่บนโต๊ะประจำตำแหน่งตามป้ายว่าครูใหญ่เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแสนประหลาด “แต่ว่า” เขาลุกขึ้นกระชับจับสูทตัวหนาแล้วเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ ครูฝ่ายปกครองอย่างมิสเตอร์ควิ้นท์ที่ยืนทำหน้านิ่งกอดอกและในมือยังถือไม้เรียวอยู่
“ซินแคลร์ต้องทำความดีเป็เวลา 1 อาทิตย์ โดยที่เื่นี้ผมจะมอบหมายให้มิสเตอร์ควิ้นท์จัดการ”
“หา 1 อาทิตย์เลย” ฉันโพร่งแล้วลุกยืนขึ้น “แถมกับมิสเตอร์...” คุณนายบิชอปที่นั่งอยู่เก้าอี้ข้าง ๆ เอื้อมมือมาดึงให้ฉันนั่งลงอย่างรวดเร็วก่อนจะพูดอะไรจบ
“งั้นก็ 2 อาทิตย์” ครูใหญ่เปลี่ยนข้อเสนอ ฉันที่กำลังจะอ้าปากกลับถูกคนที่นั่งข้าง ๆ ตวัดสายตาแสนน่ากลัวมาให้
“2 อาทิตย์ได้เลยค่ะครูใหญ่ แค่ไม่ต้องทัณฑ์บนให้เสียประวัติก็ดีแล้ว” คุณนายบิชอปกล่าวยกยิ้มแย้มให้กับบุคคลทั้งสองที่ยืนอยู่ ฉันได้แต่ก้มหน้าแล้วนวดขมับของตัวเองอย่างจำยอม
เื่นี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่ใช่เพราะแบรนโด้! ชั่วโมงที่ผ่านมาฉันควรไปขัดขวางการเจอกันระหว่างเอลลีและแฮดลี่ย์สำเร็จได้แล้วด้วยซ้ำ อุตส่าห์วางอกวางใจว่าไม่เห็นพวกเขาที่โรงอาหารแต่กลับต้องมาเจอระหว่างทางก่อนจะถึงชมรมดนตรี คิดแต่ว่ายังไม่ถึงเวลาจัดการและฉันต้องรีบไปก่อนที่เอลลีและแฮดลี่ย์ไปถึง แม้จะพยายามก้มหน้าทำตัวหลีกเลี่ยงแต่ว่าเขายังเข้ามาก่อกวนไม่เลิก เอาแต่ล้อว่าฉันเป็ยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้และยังแกล้งเข้ามาเดินชนไม่ยอมหยุดสักทีจนฉันต้องผลักเขากระเด็นไปชนเข้ากับถังขยะจนเนื้อตัวแปดเปื้อนและส่งกลิ่นเหม็น อเล็กซ์และคนอื่น ๆ ถึงกับอึ้งแต่ก็หันไปหัวเราะใส่แบรนโด้จนเขาเกิดความเสียความมั่นใจรีบลุกขึ้นจะเข้ามาหาเื่ฉันอีกครั้งแต่ดันเหยียบเปลือกกล้วยที่เรี่ยราดล้มลงไปเองอีกรอบจนตกอยู่ในความสนใจจากคนอื่น ๆ บางคนเริ่มยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปแล้วเอาแต่พากันหัวเราะเยาะใส่เขา
จังหวะที่ฉันกำลังจะชิ่งหนีแบรนโด้ดันเข้ามายื้อยุดฉุดกระชากแขนฉันไว้และสาบานว่าฉันไม่ได้ตั้งใจผลักเขาลงไปเกลือกกลั้วกับถังขยะอีกรอบเลยแต่เขาล้มลงไปเอง! ในตอนนั้นมิสเตอร์ควิ้นท์ก็เดินเข้ามาพอดีและพวกของอเล็กซ์ก็ชิ่งหนีไปได้ทันราวกับมีคนเซ็ทฉากไว้ เหลือให้ฉันยืนอยู่ในท่าที่เหมือนกำลังผลักแบรนโด้ให้ล้มลงไปถึงกับเผลอสบถออกมาต่อหน้าครูฝ่ายปกครองจนเป็สาเหตุที่ทำให้ฉันมานั่งอยู่ในห้องนี้แทนที่จะอยู่ในห้องชมรมดนตรีนั่น
“แม่...ง”
“เมื่อกี้ลูกพูดว่าไงนะ” ผู้คุณนายบิชอปหันหน้ามาทำหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เปล่าค่ะคือหนู...”
“เอาเป็ว่าตามนั้นนะครับคุณนายบิชอป”
“ได้ค่ะ”
ฉันยกมือนวดขมับขณะเดินตามคุณนายบิชอปออกจากห้องของครูใหญ่ ได้กลิ่นของขยะจากตัวของแบรนโด้ที่นั่งรอหน้าห้องกับผู้เป็พ่อของเขาโชยแตะจมูกจนแทบทนไม้ได้ เขาจ้องมองฉันอย่างโกรธแค้นเช่นเดียวกับฉันที่ถลึงตากลับไปจนเขาผงะอย่างใถอยแผ่นหลังติดกับผนังห้อง เื่นี้มันเกิดขึ้นเพราะเขามาหาเื่ฉันก่อนเอง หากจะมาโทษว่าฉันผิดก็คงไม่ได้ นึกเจ็บใจที่พลาดโอกาสดี ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาแผนการที่ฉันต้องทำควรจะสำเร็จไปแล้วแท้ ๆ ต่อจากนี้ฉันจะไม่มีวันให้อภัยแบรนโด้เด็ดขาด
“ลูกไม่ควรทำอย่างนั้นซินแคลร์” คุณนายบิชอปกำลังสั่งสอนในเื่ที่หล่อนรับรู้จากครูใหญ่ว่าฉันกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมรุ่น
“หนูไม่ได้ทำสักหน่อย”
“เอาเถอะ” คุณนายบิชอปมีใบหน้าจริงจังเกินไปเพราะคงรู้สึกผิดหวังที่ฉันสร้างเื่ให้ต้องมาตามแก้ หล่อนหยุดเดินหันมาหาทั้งตัวยกมือจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันไว้ก่อนจะโน้มเข้ามา “แล้วลูกได้ต่อยเขาสักหมัดไหม” คุณนายบิชอปทำท่าชกมวยปล่อยหมัดตรงฉันถึงวางใจจนอดที่จะยิ้มตามกับท่าทางของหล่อนไม่ได้
“ก่อนหน้านี้ยังแต่ต่อไปก็ไม่แน่ค่ะ” บอกกลับไปให้หล่อนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“มันต้องแบบนี้สิซินแคลร์ลูกสาวแม่ ลูกไม่ควรต้องยอมหน้าไหนที่มารังแกลูกนะรู้ไหม ฮ่า ๆ ๆ” อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด
..
แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ไปขัดขวางการนัดเจอกันของเอลลีและแฮดลี่ย์ใน่เวลาที่ผ่านมาฉันก็จะไม่มีทางยอมแพ้เพราะอย่างน้อยตอนนี้ในคาบวิชาพละของครูเรดัลฉันกับเอลลีก็ได้เรียนด้วยกัน ฉันมองเธอที่อยู่อีกฟากของสนามบาสเกตบอลในขณะที่คนอื่น ๆ วิ่งกันขวักไขว่และกำลังฝึกชู้ตบาสลงห่วง เธออยู่ตรงนั้นเอาแต่จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวโดยที่ใส่หูฟังไว้ จู่ ๆ ก็นึกถึงสิ่งที่เบนพูดหรือฉันมันเป็ประเภทรักสันโดษกันทำไมใน่เวลานี้ถึงยังไม่ยอมลงสนามฝึกซ้อมเหมือนคนอื่นเขา
“อีกสิ่งที่ฉันจะเปลี่ยนคือเธอต้องมีเพื่อนนะเอลลี” พึมพำกับตัวเอง เบนและมากาเรตเดินเข้ามาหลังจากที่ฝึกเลี้ยงลูกบาสตามที่ครูพละสอน
“เมื่อกี้เธอว่าไงนะ” เบนถาม ฉันมองเขาที่กำลังพยายามหมุนลูกบาสด้วยปลายนิ้วชี้ของตัวเองโดยมีมากาเรตก่อกวนอยู่ใกล้ ๆ “เอ้อจริงสิแคลร์ มิสเตอร์เรดัลบอกให้เราจับคู่เพื่อฝึกส่งบาส”
“จริงสิเรามีกันสามคน” ฉันยกยิ้มอย่างคนมีไอเดีย
“ฉันจะไปคู่กับแมรี่ส่วนเธอและมากาเรต—”
“ฉันจะไปคู่กับเอลลี” รีบโพร่งขึ้นก่อนที่เบนจะบอกจบประโยค มากาเรตขมวดคิ้วหันกลับมาใส่ “พวกนายสองคนก็คู่กันไป” ว่าจบก็เอาลูกบาสในมือของเบนมาถือไว้และพุ่งตรงไปหาบุคคลที่้าคุยมากที่สุด
“เฮ้” เอลลีดูใกับการที่ฉันรีบพุ่งเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า หล่อนค่อย ๆ ถอดหูฟังที่ส่วมใส่ออกแล้วมองกลับด้วยสายตาตั้งคำถาม “คือครูเรดัลบอกว่าให้จับคู่กันน่ะ” ฉันย่นจมูกแล้วถือวิสาสะนั่งลงใกล้ ๆ จนเธอขยับเหลือพื้นที่ให้
“เธอไม่ได้คู่กับเพื่อนเธอหรือไง” เอลลีเอาสายหูฟังพันกับโทรศัพท์มือถือตัวเองแล้วยัดเข้าใส่ในกระเป๋ากางเกงโดยที่สายตาจ้องไปยังเบนกับมากาเรตที่มองกลับมาอยู่ไกล ๆ
“คือพวกเขาคู่กันแล้วน่ะ ฉันเลยไม่มีคู่” เอลลีขยับหนีนิดหน่อยตอนที่หันมาหา ดูท่าว่าเธอคงระวังตัวกับฉันเป็พิเศษ
“ฉัน...”
“เอาหน่าเอลลี เธอไม่อยากมีคะแนนในวิชานี้หรือไง” ฉันลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปหาเพื่อหวังให้เธอจับแต่ก็เดาได้อยู่แล้วว่าเอลลีคงเลือกที่จะลุกขึ้นเองดีกว่า “นี่เธอยังกลัวฉันเหรอ” ทำคอตกแล้วเสร้งบอกเสียงอ่อน
“มันแน่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ฉันขอโทษแล้วไงเอลลี จะให้ฉันทำยังไงเธอถึงจะยกโทษให้ล่ะ”
“ค่อยพิจารณาอีกทีว่าควรยกโทษให้ไหม” เธอว่างั้นก็แสดงว่าเริ่มเปิดใจให้ฉันแล้วนิดหน่อยแล้วล่ะ อย่างน้อยนี่ก็ถือว่าเป็การเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว
..
“นี่เธอชอบเอลลีเหรอ”
“อะไรนะ! แค่ก ๆ ๆ ๆ” ถึงกับสำลักเครื่องดื่มกับคำถามที่มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวของมากาเรต หล่อนกอดอกยืนพิงเครื่องกดน้ำแล้วเอาแต่จ้องไม่วางตา “เธอพูดอะไรแบบนั้น” ยกแขนเสื้อเช็ดน้ำอัดลมที่ยังเลอะใต้คาง คำถามของหล่อนทำให้ฉันสงสัยว่าอะไรที่ทำให้คิดแบบนั้น นี่ฉันจะไปชอบตัวเองได้ไงกัน?
“ก็เธอดูเข้าหาเอลลีเป็พิเศษ” หล่อนว่า แล้วยกมือลูบปลายคางตัวเองอย่างพิจารณา “เอาจริงนะแคลร์ ตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันเห็นนะว่าเธอแอบตามดูเอลลีอยู่”
ฉันยกมือนวดขมับไม่ได้เตรียมพร้อมกับการตอบคำถามในรูปแบบนี้ทั้งที่ตั้งใจว่าจะมากดน้ำอัดลมไปให้เอลลีหลังจากที่เราพึ่งซ้อมโยนบอลกันเสร็จเหนื่อย ๆ ก็แค่นั้นเอง แต่เพื่อเป็การตัดปัญหาระยะยาว...
“คืองี้นะมากาเรต” ฉันจับไหล่ของหล่อนด้วยมือข้างที่หนึ่งแล้วทำหน้าจริงจัง “ใช่ ฉันชอบเอลลี” หล่อนถึงกับอ้าปากค้างแล้วทำตาโตในทันที ฉันเลยถือโอกาสนี้หยิบกระป๋องน้ำอัดลมที่ซื้อไว้แล้วเดินออกมาพอพ้นจากพื้นที่ตรงนั้นก็หลุดหัวเราะอย่างไม่อาจห้ามได้
ขอโทษนะเอลลีวัย 18 ตอนนี้เอลลีวัย 27 กำลังบอกว่าชอบเธออยู่ล่ะ...
..
วิชาพละจบลงแล้ว เด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ต่างพากันทยอยออกจากสนามไปแต่ก็ยังเหลือคนอื่น ๆ อยู่บ้างที่ยังนั่งเกาะกลุ่มพูดคุยกันอยู่
“นี่” ฉันยื่นกระป๋องน้ำอัดลมให้เอลลีขณะที่หล่อนกำลังง่วนกับการมัดเชือกรองเท้าผ้าใบ เห็นแล้วรู้สึกขัดใจจนต้องก้มลงไปมัดให้เอง “มันต้องทับแบบนี้ เอาสายนี้มาสอดรูตรงนี้ เอาเส้นนี้มาทับตรงนี้แล้วดึงมันให้แน่น ๆ เสร็จ!” แล้วลุกขึ้นยืนอยู่ระดับเดียวกับเธอ “แค่นี้เองเข้าใจใช่ไหม” ฉันบอกแล้วยัดกระป๋องน้ำอัดลมเย็น ๆ ใส่มือให้เธอก่อนจะไปนั่งพิงกับม้านั่งแล้วใช้มือพัดไล่ความร้อนออกจากใบหน้า
“เธอทำเหมือนที่แม่ฉันสอนเลย” เอลลีเดินมานั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันเผยยิ้มเมื่อคิดถึงคุณนายสมิธที่เอาแต่สอนให้ฉันมัดเชือกรองเท้าให้เป็ ั้แ่เด็กจนโตฉันก็ไม่เคยทำได้สักทีทั้งที่มันเป็เื่ที่ง่ายมากและเพราะว่าต้องไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวฉันเลยต้องฝึกฝนตัวเองในหลายเื่ให้เก่งเพราะว่าผู้เป็แม่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือ
“ฉันก็จำมาจากคุณนายสมิธนั่นแหละ”
“แปลกที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้ว่าเธอสนิทกับแม่ของฉันมาก” เอลลีเปิดกระป๋องน้ำอัดลมแล้วยกขึ้นดื่ม “ยังมีเื่อะไรอีกไหมที่ฉันควรต้องรู้เกี่ยวกับเธอ” ฉันยิ้มแล้วส่ายหน้า
“ว่าแต่ฉันไม่เห็นเบนเลย”
“เมื่อกี้เขาก็มาถามหาเธอกับฉัน”
“สงสัยไปหามากาเรตแล้วมั้ง”
“ไม่รู้สิ” เอลลีวางกระป๋องน้ำอัดลมเปล่าไว้ข้าง ๆ “แล้วนี่เธอจะไปเปลี่ยนชุดเลยไหม” อันที่จริงฉันยังไม่คิดจะไปไหนทั้งนั้นเพราะฉันรู้ว่าแฮดลี่ย์และกลุ่มเพื่อนของหล่อนมาใช้สนามบาสเกตบอลเพราะ้าฝึกซ้อมเต้นให้กับบรรดาสาว ๆ เชียร์ลีดเดอร์และเอลลีในวัย 18 ก็รับรู้เช่นกันเธอถึงได้ยังทำเป็นั่งพักเหนื่อยอยู่ตรงนี้ไม่ยอมไปไหนสักที
“แล้วเธอล่ะ” ฉันหันไปถามเธอ เห็นคราบน้ำอัดลมติดที่ริมฝีปากล่างแล้วขัดใจอีกครั้ง ทำไมเธอถึงมุมมามขนาดนี้กันนะเอลลี “นี่ มันเลอะนะ” เอื้อมมือเข้าไปแล้วใช้นิ้วโป้งบรรจงเช็ดคราบน้ำอัดลมที่ติดอยู่ออกให้ เอลลีในิดหน่อยแต่ก็ยอมให้ฉันจัดการแต่โดยดี
“เฮ้ หวัดดี” เสียงของใครบางคนเรียกให้เราหันไปสนใจ ฉันเลยดึงมือกลับจากริมฝีปากของเอลลีแล้วเอานิ้วโป้งที่เคยเช็ดคราบน้ำให้เธอมาดูดต่อ เลิกคิ้วกลับไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเราสองคน หล่อนมองดูทุกการกระทำของฉันอย่างไม่วางตา
"แฮด เอ่อ แฮดลี่ย์ หวะ...หวัดดี” เอลลีถึงกลับตะกุกตะกัก เธอกำลังทำตัวไม่ถูกที่จู่ ๆ แฮดลี่ย์ก็เดินตรงเข้ามาหาเราซึ่งนั่นทำเอาฉันแปลกใจไปด้วยเหมือนกัน
“ไง เอลลี” หล่อนแกล้งทักทายคนที่พยายามทำเป็นิ่งไม่ให้ตัวเองตื่นตูม ฉันได้แต่แอบขำเมื่อเห็นว่าหล่อนกำลังเล่นละครอีกแล้ว “แล้วเธอ อ่า...ฉันจำเธอได้คนในห้องน้ำนั่น” แฮดลี่ย์ทำเสียงสดใสและส่งรอยยิ้มให้อย่างเป็กันเอง
“ไง” ฉันเลยทำเป็ทักทายกลับ
“ฉันแฮดลี่ย์ โทษทีวันนั้นเสียมารายาทไม่หน่อยเลยไม่ได้แนะนำตัวเอง” หล่อนยื่นมือตัวเองมาต่อหน้าให้ฉันจับตอบกลับไป “ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ” ััจากแรงบีบเบา ๆ ของคนที่อยู่ตรงข้ามทำให้รู้ได้ในทันทีว่าแฮดลี่ย์กำลังส่งสัญญาณบางอย่างกลับมา เดาว่าการที่ฉันอยู่กับเอลลีในตอนนี้คงทำให้ขุ่นเคืองไม่มากก็น้อยเพราะหางคิ้วของหล่อนกำลังกระตุก
อ่า... ช่างเป็คนที่ไม่พอใจอะไรแล้วดูออกง่ายจริง ๆ แฮดลี่ย์
“ฉันแคลร์” ฉันเลยออกแรงบีบตอบกลับไป เป็่เวลาที่เราจ้องตากันอย่างไม่กระพริบจนคนที่อยู่ด้วยอีกคนอย่างเอลลีกระแอมไอ แฮดลี่ย์ถึงปล่อยมือของฉันไป
“พวกเธอสองคนดูพวกเราซ้อมได้นะ” หล่อนเชิญชวน
ฉันได้แต่สังเกตอาการของพวกเธอสองคนจนไปถึงกลุ่มเพื่อนตัวแสบด้านหลังที่ทำเป็เหลือบมองมาเป็ระยะ ในตอนนี้แฮดลี่ย์แกล้งทำเป็ว่าพึ่งรู้จักเอลลีต่อหน้าคนอื่น จริง ๆ ฉันรู้ว่าที่หล่อนทำแบบนี้เพียงเพราะ้าเข้ามาดูให้แน่ใจว่าใครที่กำลังพูดคุยอยู่กับคนของหล่อนต่างหาก ทำเป็ขี้หวงกลัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะไม่สำเร็จหากฉันเข้ามาเป็ตัวแปรในเกมที่หล่อนกำลังสร้างและประกาศาทางอ้อมกับฉัน ซึ่งนั่นถือเป็เื่ที่ดีเพราะต่อจากนี้ไปฉันจะทำให้พวกหล่อนทุกคนที่มีส่วนร่วมกับเื่นี้อกแตกตายให้หมดไปเลย
“โทษที พอดีฉันกับเอลลีต้องไปแล้วน่ะ” ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับแฮดลี่ย์ โชคดีที่แคลร์เป็คนตัวสูงมากจนทำให้แฮดลี่ย์ตัวเล็กไปเลย หล่อนเงยหน้ามองฉันแล้วกรีดยิ้มผ่านริมฝีปากสีแดงสด แต่ให้ตายสิ... เพราะหล่อนคือแฮดลี่ย์ที่ฉันยังหลงเหลือความรักให้อยู่ พอได้มองหล่อนจากตรงนี้และใกล้ยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในห้องน้ำนั่นยิ่งทำให้ฉันคิดถึงแต่ภาพเก่า ๆ อย่างไม่อาจห้ามได้
“เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้บอก—”
“เธอบอกจะพาฉันไปร้านเบอร์เกอร์เปิดใหม่นี่เอลลี” เอลลีดูใกับเื่โกหกที่ฉันกุขึ้นหน้าตาย เธอเอาแต่มองหน้าแฮดลี่ย์ที่ยืนอยู่และได้แต่ส่งสายตาให้หล่อนแบบคนไม่รู้เื่อะไร “ไปกันเถอะฉันหิวมาก ๆ แล้วล่ะ”
แต่ก็อย่างว่าเพราะหล่อนคือแฮดลี่ย์คนที่ฉันยังหลงเหลือความรักและหล่อนก็เป็คนเดียวกันกับคนที่ทิ้งให้ฉันจมอยู่กับความเ็ปหลายปี เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ใจอ่อนอีกแล้ว ...ไม่อีกต่อไป รอรับความเ็ปได้เลยแฮดลี่ย์ ฉันเอลลีวัย 27 จะทำให้เธอเสียใจให้สมกับที่ทำกับไว้ฉันให้ได้เลย
........................................