ทิมกำลังมองเลยร่างเธอไปทางข้างหลังคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจูดี้ เคอร์สันยืนอยู่เบื้องหน้าประตูเธออยู่ในชุดค่ำยาวจรดพื้นสีขาวปักลวดลายด้วยลูกปัดสีแดงเป็รูปเปลวไฟเรือนผมสีแดงเข้มหวีเรียบติดหนังศีรษะ มองดูเหมือนสวมหมวกแก๊ปสีแดงบนหัวไว้ดวงตาคู่กลมโตกำลังจ้องจับใบหน้าของนิค
ทิมสั่นหน้าอย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดีแต่อ้อมแขนที่รัดอยู่รอบร่างโจกระชับแน่นเข้าไปในกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่อย่างหนาแน่น
เหตุการณ์เกิดขึ้นในตอนค่ำของวันต่อมา
“ทำไมคุณต้องทำอย่างนั้นด้วยนะจูดี้?”
นิคผลักบานประตูห้องสตูดิโอให้เปิดออกเต็มแรงจูดี้กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าขาหยั่งใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนแปรงสีถือค้างอยู่ในมือ เธอไม่ได้หันมามองหน้าเขาเสียด้วยซ้ำ
“คุณก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าเพราะอะไรก็แล้วทำไมคุณถึงต้องใช้เวลาตั้งสิบเก้าชั่วโมงเพื่อมาตั้งคำถามนี้เอากับฉันล่ะ?”
“เพราะว่าวันนี้ผมต้องทำงานทั้งวันน่ะสิและเป็เพราะผมเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่าผมควรจะมาที่นี่อีกต่อไปดีหรือไม่ด้วยผมเพิ่งรู้นะว่าคุณเป็ผู้หญิงที่ร้ายกาจมาก”
“โอ! ในสายเืเลยทีเดียวล่ะ”
เธอยิ้มเยือกเย็นให้เขา
“เมื่อเื่มันถึงขั้นนี้แล้วฉันคิดเหมือนกันว่าคุณต้องเกลียดขี้หน้าฉันแย่เลย”
สีหน้าของเธอหม่นหมองลงและจูดี้ก็ขว้างแปรงสีลงกับพื้น
“โธ่! นิค..... ฉันน่ะกลุ้มใจจะตายอยู่แล้วนะ”
“มันก็สมควรแล้วนี่เพราะคุณเล่นไปบอกโจต่อหน้าผู้คนว่าผมกับแซมพูดเื่อะไรกันทั้งที่มันเป็เื่ส่วนตัวลับสุดยอดขนาดนั้นคุณไปว่าเธออย่างสาดเสียเทเสียคุณทำให้งานที่เขาจัดขึ้นเพื่อความสนุกของเพื่อน ฝูงล้มหมดทั้งงานเลย”
“ฉันไม่เห็นหล่อนรู้สึกอะไรสักนิดเลยนะนิคหล่อนมั่นใจในตัวเองมากคุณก็รู้และถึงยังไงหล่อนก็ไม่เชื่อเื่ที่ฉันพูดอยู่แล้วไม่มีใครเชื่อด้วย มีแต่คนคิดว่าฉันเป็นังมารร้ายกันทั้งนั้น”
เธอยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอจูบเขาเบาๆราวกับขอโทษ
“อย่าโกรธฉันเลยนะได้โปรดเถอะ”
“แต่ผมโกรธแล้วก็โกรธอย่างมากด้วย”
“ฉันคิดว่าเมื่อคืนนี้คุณคงตามไปงอนง้อหล่อนถึงบ้านด้วยสินะใช่ไหม?”
เนื้อตัวเธอเริ่มสั่นเทาขึ้นมา
“เปล่าเลยเธอกลับบอกให้ผมไปลงนรกเสียด้วยซ้ำคุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่”
เขาเบี่ยงกายออกห่าง ถอดเสื้อนอกโยนลงบนเก้าอี้
“มีเหล้ากินไหม ?”
“คุณก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าที่นี่มีเหล้าให้คุณกินเสมอ”
เธอเดินไปหยิบแปรงขึ้นมาอย่างขุ่นเคืองเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าขาหยั่งอีกครั้ง
“ชงมาให้ฉันสักแก้วด้วยก็แล้วกัน”
“ยังคงรักษาความเป็เ้าของบ้านที่ดีไว้ได้อย่างสมบูรณ์ทีเดียวนะ”
เขาเยาะให้
“อย่างน้อยฉันก็ดีกว่าโจ”
เธอตวาดเสียงเกรี้ยวกลับมาทันที
“คุณอย่าไปเอาเธอมาเกี่ยวข้องด้วยหน่อยเลย”
นิคพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมคงไม่ต้องบอกคุณอีกหรอกนะว่าคุณกำลังทำให้ผมเบื่ออย่างที่สุด”
ความเงียบปกคลุมห้องนั้นไว้จูดี้ปาดสีลงบนผืนผ้าใบราวจะระบายอารมณ์
นิคถอนหายใจหันหลังเดินเข้าไปในครัวมีไวน์อยู่ในตู้เย็น เขาจึงหยิบมันออกมาพร้อมแก้วอีกสองใบ
เขารู้ว่าเขาไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมดให้จูดี้ฟังเมื่อคืนนี้เที่ยงคืนแล้วเขาได้ไปที่คอร์นวอลล์การ์เด้นส์เดินเข้าไปในอพาร์ตเม้นท์ของโจที่ตั้งอยู่ในความมืดเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของเธออย่างเงียบกริบเขาพยายามเงี่ยหูฟังสรรพสำเนียงต่างๆและสังเกตเห็นว่ายังมีแสงไฟสว่างอยู่ในห้องครัว เมื่อเขาผลักประตูให้เปิดออกก็พบภายในห้องมีแต่ความว่างเปล่าแต่ขณะที่กำลังกวาดสายตาชื่นชมกับความสะอาดภายในห้องครัวก็ได้ยินเสียงถามขึ้นทางข้างหลัง
“คุณมาที่นี่ทำไม?”
โจอยู่ในชุดสีขาวเดินเข้ามา
“โจผมมีเื่ที่จะต้องพูดกับคุณนะ....”
นิคพยายามตั้งสติให้มั่นไว้
“ไม่นิคเราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว”
เธอตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเคร่งขรึม
ขณะที่จ้องมองเธอนิคเพิ่งสำนึกว่าเขาอยากกอดร่างเธอไว้ในวงแขนเสียเหลือเกิน
“โธ่! โจ ผมเสียใจ”
“ฉันก็เหมือนกันนิคและเสียใจมากด้วยทั้งหมดที่จูดี้พูดมามันเป็ความจริงใช่ไหม ? ฉันกำลังจะบ้าอย่างที่เขากล่าวหาใช่ไหม?”
“เธอไม่ได้พูดอย่างนั้นนะโจ”
“หรือว่าเป็คำพูดของแซม?”
“เปล่าเลยคุณรู้ว่าแซมต้องไม่พูดอย่างนั้นเด็ดขาดเขาพูดแต่ว่าคุณต้องระวังตัวให้มากเท่านั้น”
ตลอดเวลานิคพยายามแต่งน้ำเสียงให้แจ่มใสเข้าไว้
“แล้วทำไมจูดี้ถึงรู้เื่อะไรต่อมิอะไรมากมายขนาดนั้นด้วยล่ะ? คุณเอาเื่ของฉันไปคุยให้เธอฟัง อย่างนั้นหรือ ?”
“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงเธอแอบฟังเื่ที่ผมกับแซมพูดโทรศัพท์กันอยู่เป็การส่วนตัวที่จริงแล้วเธอไม่น่าทำอย่างนั้นเลยแต่เธอก็ไม่ได้ยินอะไรมากนักหรอก ผมรับรองได้เธอพูดออกไปทั้งหมดนั่นน่ะเธอแตงขึ้นมาเองทั้งนั้น”
“แต่คุณไม่ควรโทรศัพท์ไปหาแซมนะนิค”
เธอคั่งแค้นเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ฟังนะนิคนับแต่วันนี้เป็ต้นไปคุณจงอย่าได้เข้ามาวุ่นวายกับเื่ของฉันอีกฉันไม่้าให้คุณเข้ามายุ่งเข้าใจไหม ? และฉันไม่้าให้พี่ชายคุณเข้ามาเกี่ยวข้องกับฉันด้วยฉันไม่้าติดต่อเกี่ยวข้องกับบุคคลในตระกูลแฟรงคลินอีก เอาล่ะ !ออกจากบ้านฉันได้แล้ว”
“ไม่โจ....ผมไม่ไปจนกว่าเราจะพูดกันให้รู้เื่เสียก่อน”
“เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้วฉันขอย้ำ และฉันก็สบายดีทุกประการด้วย ไปสิ”
น้ำเสียงที่ออกปากไล่สั่นสะท้าน
“ไป.... ออกไปให้พ้นนะ..... ออกไป๊....”
“โจ...อย่าเอะอะอย่างนี้สิ”
นิคค่อยๆถอยหลังออกมา
“ผมกำลังจะไปอยู่แล้วแต่ได้โปรดเถอะโจ.... ได้โปรดสัญญากับผมสักอย่างหนึ่ง....”
“ฉันบอกว่าให้ออกไป”
เขาจำต้องออกจากบ้านเธอมา....
นิคกรอกเหล้าเข้าปากรินเติมลงในแก้วอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปในสตูดิโอ
พีทลีเวสันกำลังยืนอยู่ข้างตัวจูดี้มองภาพที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าใบอย่างสนใจ นิคทำเสียงบางอย่างอยู่ในลำคอและพีทก็ยกมือขึ้น
“ผมคิดไว้แล้วว่าต้องพบคุณที่นี่มีใครบอกคุณหรือยังว่าเวลานี้คุณกลายเป็คนสารเลวในสายตาของคนอื่นไปแล้ว ?”
นิคยื่นแก้วใบหนึ่งส่งให้เขา
“คุณไม่ได้เรียกผมด้วยชื่อที่ผมยังไม่ได้เรียกตัวเองมาก่อนหรอก”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งเต็มที
“เอาละ.....เอาละ คุณทั้งสองเลิกพูดจาทิ่มแทงกันเสียทีเถอะฉันยอมสารภาพแล้วว่าฉันเองที่เป็คนก่อเื่ทั้งหมดขึ้นฉันเป็คนเอาเื่นี้ไปเล่าให้เธอฟังเองไม่ใช่นิคถ้าคุณมาที่นี่เพื่อจะมากล่าวหาใครสักคนคนนั้นควรจะเป็ฉันไม่ใช่เขา”
เธอยกมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างท้าทาย
“ถูกต้องก็คุณนั่นแหละ”
พีทพูดยิ้มๆ
“ทำไมโจเขาเสียใจมากนักหรือ?”
จูดี้อดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้
“ก็นิดหน่อยเป็ใครมันก็ต้องเสียใจด้วยกันทั้งนั้นแหละเธอไม่เชื่อเื่ที่คุณพูดเลยแม้แต่คำเดียวแต่คุณเล่นไปประจานเธอต่อหน้าผู้คนอย่างนั้นมันก็ทำให้เธออายบางสิ”
“เอ๊ะ! แต่ไม่มีใครได้ยินที่เราพูดกันนะ.... ”
“จูดี้”
พีทมองหน้าเธออย่างหมั่นไส้
“คุณก็รู้ว่าทุกคนที่อยู่ในงานเมื่อคืนนี้ได้ยินทุกคำพูดของคุณรวมทั้งนิเกล เดมพ์สเตอร์ด้วยผมพูดโทรศัพท์กับเขามาแล้วแต่ออกจะน่าเสียดายสักหน่อยที่เขาไม่อาจตัดข่าวที่เพิ่มรสชาติให้กับคอลัมน์ของเขาได้ยิ่งกว่านั้นมันเป็งานของเขาอยู่ด้วยซึ่งก็เหมือนกับงานของผมนั่นแหละคุณลองพิจารณาข้อความต่อไปนี้สิ........คอลัมนิสต์ชื่อดังถูกต่อว่าต่อขานจากศิลปินสาวในงานวันเกิดของเฮชแชม.....ข่าวอย่างนี้นิเกลตัดไม่ลงแน่จริงไหม? และเขาเห็นเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นด้วยตาตัวเองด้วยเพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ฉบับวันศุกร์นี่แหละคุณได้อ่านข่าวใหญ่แน่”
“ไอ้ห่ะ”
นิคสบถออกมาอย่างเดือดดาล
“ถ้าทำกันขนาดนี้มันก็เท่ากับทำลายโจให้ย่อยยับลงกับตาเลยเธอใช้เวลานานมากนะกว่าจะขึ้นมายืนอยู่บนบันไดขั้นนี้ได้”
“อย่าห่วงหน่อยเลยน่าหล่อนไม่เป็อะไรหรอก”
จูดี้สวนขึ้นทันที
“แม่คนนี้หล่อนเก่งออกจะตายไป”
“เธอไม่ได้เก่งอย่างที่เธอแสดงออกมาให้พวกเราเห็นหรอกจูดี้”
นิคตอบอย่างใช้ความคิด
“เพราะลึกลงไปในใจเธอก็เป็เพียงผู้หญิงผู้ไม่มีทางช่วยตัวเองได้คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“แล้วฉันล่ะไม่ใช่ผู้หญิงด้วยหรือไง?”
จูดี้ถามเสียงประชดเมินหน้าไปเสียทางหนึ่งอย่างน้อยใจ
“เราไม่ได้พูดถึงคุณนะจูดี้คุณไม่น่าทำเื่ใหญ่ให้กลายเป็เหยื่อของพวกนักข่าวเลย”
“เขาก็ฟ้องได้นี่”
“ถ้าเธอคิดจะฟ้องใครสักคนก็ควรจะเป็คุณนั่นแหละไม่ว่าจะเป็การฟ้องฐานิ่ประมาทหรือใส่ร้ายมันก็สมควรแล้วทั้งนั้น”
จูดี้หน้าซีดเผือดลงทันทีเธอไม่ตอบโต้อะไรเลยแม้แต่คำเดียวเมื่อดึงแก้วมาจากมือนิคและเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างทอดสายตาเหม่อมองออกไปยังพื้นดินที่ว่างเปล่าด้วยท่าทางมึนตึง
“ผมอยากรู้นะ”
พีทเอ่ยขึ้น
“เื่นี้มันจริงสักแค่ไหน ?”
เขาถามเสียงต่ำ
“ไม่มีอะไรเลยเพราะว่าจูดี้เข้าใจผิดอย่างถนัด”
นิคเม้มริมฝีปากอย่างโกรธจัด
“คุณจะเขียนเื่นี้ยังไงก็เขียนไปเถอะนะพีทเพราะถึงยังไงมันก็ไร้สาระอยู่แล้วแต่นั่นแหละ....”
เขาอึ้งไปมีความหวาดหวั่นในอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ในสีหน้า
“ถึงยังไงความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้วคุณลองคิดดูเองก็แล้วกันว่ามันจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับโจอีกมากแค่ไหน”
“นั่นสินะ”
พีทพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แต่ผมมีเหตุผลที่ต้องถามอยู่ดีคุณแน่ใจแล้วหรือว่าการสะกดจิตจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายขึ้นกับโจอีก?”
“ไม่หรอก”
นิคฝืนหัวเราะออกมาบอกกับตัวเองว่าเมื่อปฏิเสธแล้วก็จำเป็ต้องปฏิเสธให้ตลอด
“ว่าแต่คุณถามทำไม ?”
“ก็ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก........ไม่มีเหตุผลอะไรเลย.....”