บทที่ ๑๑
ดูแลในสถานะ ‘เมีย’
ตกเย็น
ติ๊งง
“ใครมากันน่ะบัว”
ปู่มิ่งที่กำลังทำการเช็คความเรียบร้อยรอบบ้านเห็นว่ามีรถเก๋งสีดำคันหนึ่งเดินมากดออดที่บริเวณหน้าบ้าน ใบบัวที่ตอนนี้สวมเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงยีนส์ขายาวหันไปมองทางประตูรั้วก็พบกับรถที่แสนจะคุ้นเคย
“อ๋อ นั่นรถเพื่อนหนูเองค่ะปู่เดี๋ยวหนูออกไปดูนะคะ”
ใบบัวรีบวิ่งออกไปที่หน้าประตูรั้วแล้วเปิดให้เพื่อนของเธอได้ขับรถเข้ามา
“เป็ยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย”
“สบายดีจ้ะ แล้วบลูล่ะไปเรียนที่กรุงเทพมาเป็ยังไงบ้าง?”
บลูคือเพื่อนที่โรงเรียนมัธยม ปัจจุบันตอนนี้ไปเรียนอยู่ในกรุงเทพกำลังเรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ปีสองซึ่งตอนนี้ก็เป็่วันหยุดพอดีเขาจึงกลับมาหาใบบัว
“สบายดี...ไม่ได้เจอกันนานก็เลยแวะมาหาสักหน่อย ซื้อขนมมาฝากบัวด้วยนะ”
บลูยื่นถุงขนมเค้กที่ใบบัวชอบกินมาให้ หญิงสาวทำตาโตและยกมือขึ้นตบมือเข้าหากันอย่างน่าเอ็นดู
“ว้าว น่ารักจังเลย...จำด้วยเหรอว่าเราชอบอะไร”
“แน่นอนสิ ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ”
รอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวใบบัว
ภูริชที่เพิ่งทำงานเสร็จเดินออกมาจากเรือนหวังจะสูดอากาศบริสุทธิ์แต่ก็ได้พบกับภาพที่ไม่ควรเห็น
“อะไรกัน...นั่นใครมา”
ทั้งบลูและใบบัวหันไปตามเสียงเข้มนั้น ภูริชเดินออกมาพร้อมกับใช้มือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็คสีดำของตัวเอง ใบหน้าหล่อขาวคมเข้มจ้องมองชายวัยรุ่นอย่างไม่พอใจ
“นั่น...เอ่อ เ้าของบ้านนี้ใช่หรือเปล่าบัว?”
“ใช่จ้ะ เอ่อ นี่คุณภูริชนะเป็เ้าของเรือนแห่งนี้ บลูเองก็น่าจะเคยเห็นในทีวีมาบ้างแล้ว”
“แน่นอน... เอ่อ สวัสดีครับคุณภูริช”
“นายเป็ใคร?”
แม้เด็กหนุ่มจะทักทายผู้เป็เ้าของบ้านด้วยความเป็มิตรแต่ภูริชกับไม่รู้สึกอย่างนั้น เขาจ้องมองหนุ่มสาวทั้งคู่สลับกันไปมา
“ผมชื่อบลูครับเป็เพื่อนของใบบัว”
“อ๋อ...”
เพื่อนงั้นเหรอ นึกว่ามากกว่านั้นซะอีก...ไม่รู้ว่าทำไมแต่รู้สึกโล่งใจแปลกๆ ที่ทั้งคู่เป็แค่เพื่อนกัน
“งั้นเราขอตัวกลับก่อนนะบัว ขอโทษนะครับที่มารบกวน”
บลูเมื่อเห็นว่าเ้านายหนุ่มอยู่ที่นี่ก็ไม่อยากจะรบกวนต่อเพราะรู้ดีว่าใบบัวเป็แค่สาวใช้ไม่ใช่เ้าของบ้าน จะเข้ามาบ้านของเ้านายเพื่อนแบบนี้มันก็แปลกๆ อยู่
“โอเคจ้ะ แต่ดีใจนะที่บลูมาเยี่ยม เอาไว้ว่างๆ เดี๋ยวเราออกไปหาอะไรทานข้างนอกกันดีไหม?”
“จริงเหรอ..เอาสิ ดีเลยเดี๋ยวเราเลี้ยงเอง ว่างวันไหนก็บอกนะเราคงกลับมาอยู่บ้านประมาณสองอาทิตย์อ่ะ่นี้”
“ได้เลยจ้ะ”
กรอดด และนี่คือเสียงกัดฟันไม่พอใจของภูริชที่เห็นชายหนุ่มสองคนนี้พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ในที่สุดบลูก็ขับรถออกไปจากเรือนไม้หลังนี้
“ไม่ยักรู้ว่าสนิทกับเพื่อนผู้ชายด้วย”
น้ำเสียงไม่พอใจของภูริชดังขึ้น
“เพื่อนั้แ่สมัยมัธยมของบัวครับคุณภูไม่มีอะไรหรอก”
ปู่มิ่งพูดขึ้นเมื่อเห้นสถานการณ์ดูไม่ค่อยดี สีหน้าเ้านายหนุ่มเ้าของเรือนดูไม่ค่อยพอใจนัก
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับลุงมิ่ง ก็เห็นว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาในเรือนก็เลยเดินออกมาดูหน่อย”
เขาตอบกลับไปอย่างนั้น ไม่อยากออกอาการอะไรเยอะเดี๋ยวลุงมิ่งจะสงสัยเอา
“แล้วนี่เธอว่างอยู่รึเปล่าใบบัว?” ภูริชเอ่ยถามขึ้นแล้วหันไปมองหน้าเด็กสาวที่กำลังยืนนิ่งอยู่
“ก็ว่างอยู่นะคะ คุณภูมีอะไรจะให้หนูรับใช้เหรอคะ?” เธอถามเขาแล้วคลี่ยิ้มบางอย่างเป็มิตร
“มีของที่อยากได้ต้องออกไปซื้อข้างนอก เธอออกไปช่วยฉันถือของหน่อยก็แล้วกัน”
เป็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ ความจริงก็แค่อยากจะออกไปข้างนอกกับเธอสองต่อสอง
“ที่จริงคุณภูมีอะไรอยากได้บอกผมก็ได้นะครับ เดี๋ยวจะจัดเตรียมให้ไม่เห็นต้องลำบากออกไปหาซื้อเองเลย”
ปู่มิ่งพูดขึ้น ใบหน้าแก่เหี่ยวย่นแสดงความเป็กังวล รู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองทำหน้าที่บกพร่องรึเปล่า
“ไม่เป็ไรหรอกครับลุงมิ่ง มีธุระอยากออกไปทำด้วยพอดี แค่อยากได้ใบบัวไปช่วยถือของ”
เขายังคงยืนยันอย่างนั้นลุงมิ่งจึงพยักหน้าให้ใบบัวเบาๆ เป็การอนุญาตว่าให้เธอออกไปข้างนอกกับเขาได้
“ก็ได้ครับ บัวไปเตรียมตัวไปลูกเดี๋ยวคุณภูจะพาออกไปข้างนอก” ลุงมิ่งหันไปสั่งหลานสาวซึ่งใบบัวก็คลี่ยิ้มอ่อนโยน ดีเหมือนกันได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง
“จ้ะปู่ งั้นรอหนูสักครู่นะคะ ขอไปเตรียมตัวก่อน”
ร่างเล็กรีบวิ่งอย่างเริงร่าไปที่เรือนหลังเล็กเพื่อสะพายกระเป๋าเตรียมตัวออกไปเดินเล่นในเมือง
“เฮ้อ ยัยบัวนี่นะ..” ปู่มิ่งถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างอ่อนใจในตัวหลานสาว คนตัวใหญ่เห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้สึกสงสัย
“มีอะไรรึเปล่าลุงมิ่ง?” อยากรู้ว่ามองหลังหลานสาวพร้อมกับถอนหายใจไปด้วยแบบนั้นกำลังจะสื่ออะไร
“เปล่าครับคุณภู ก็แค่เสียดาย...”
“เสียดายอะไรงั้นเหรอครับ มีเื่อะไรในเรือนนี้ที่ผมยังไม่รู้รึเปล่า?” เขาเองก็ละเลยเรือนหลังนี้มานาน เป็สมบัติตกทอดที่เขาไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร ด้วยหน้าที่การงานส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมากกว่า
“ไม่ได้เกี่ยวกับเรือนหรอกครับ เกี่ยวกับยัยบัวหลานสาวผมเนี่ยแหละ”
“ใบบัวเป็อะไรครับ” ยิ่งได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งกระตุ้นต่อมความสงสัย เด็กสาวมีอะไรน่าเป็ห่วงงั้นเหรอ
“ก็เด็กผู้ชายที่ชื่อบลูน่ะครับ หน้าตาก็หล่อ อนาคตก็ไกลเรียนหมอ ที่จริงมาชอบยัยบัวอยู่ตอนมอปลายมานั่งเล่นทำการบ้านกันที่นี่ก็บ่อย ผมก็เชียร์ให้คบกัน”
“ฮะ!?” ค่อนข้างช็อคอยู่ที่ได้ยินแบบนั้น เ้าเด็กคนนั้นเคยมาตามจีบใบบัวของเขางั้นเหรอเนี่ย
“ครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คบกันต่อเพราะบัวมันไม่ได้ชอบ น่าเสียดายนะคุณภู ถ้าได้คบกับนักเรียนแพทย์อนาคตยัยบัวคงสบาย ผมเองก็ไม่ได้อยากให้หลานมาอยู่กับคนแก่ๆ อย่างผมตามลำพัง สักวันผมตายไปก็คงจะห่วงยัยบัวน่าดู”
“งั้นเหรอครับ...” มือแกร่งยกขึ้นลูบคางตัวเองไปมาเบาๆ อย่างน้อยก็ยังดีที่เด็กสาวไม่เล่นด้วย
“ผมขอฝากฝังคุณภูแล้วกันนะครับ ถ้าหากผมตายไปขอฝากหลานสาวผมที ยัยบัวดูทรงแล้วคงจะไม่ยอมย้ายไปจากที่นี่ง่ายๆ คงยากที่จะมีสามีมีครอบครัว”
ไม่ใช่ว่าปู่มิ่งรั้งเอาไว้ พยายามไล่ให้หลานสาวออกไปมีชีวิต สร้างครอบครัวและใช้ชีวิตเป็ของตัวเองแล้ว แต่ยัยหลานคนนี้ก็ไม่ยอมไปไหนบอกจะอยู่ดูแลปู่ ปู่แก่มากแล้ว แค่คิดก็เครียดแล้วสำหรับปู่มิ่ง
“งั้นเหรอครับ...ลุงมิ่งไม่ต้องเป็ห่วง ผมจะดูแลเธอให้เอง”
ภูริชว่าไปอย่างนั้นปู่มิ่งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา อย่างน้อยเขาก็รับปากว่าจะดูแลหลานสาวเพียงคนเดียวอย่างใบบัวให้
หลังเตรียมตัวเรียบร้อยใบบัวก็รีบออกมาจากเรือนหลังเล็กพร้อมกับกระเป๋าสะพายข้างสีขาวซึ่งน่าจะเป้นกระเป๋าถักโครเชต์ แต่มันก็ค่อนข้างเก่าพอสมควรแล้ว
ใบบัวเปิดประตูมานั่งที่เบาะข้างคนขับ ใบหน้าสดใสของเด็กสาวยิ้มแป้นดีใจที่วันนี้จะได้ออกไปเที่ยวข้างนอก
“กระเป๋าน่ารักดีนะ” เขาเอ่ยชมพร้อมเหลือบมอง มือก็จับพวงมาลัยขับรถออกมาจากเรือนไทยหลังนี้ไปด้วย
“น่ารักเหรอคะ ดีใจจังที่คุณภูชอบ หนูถักเองเลยนะคะใบนี้”
เธอยกชูขึ้นแล้วยิ้มอย่างดีใจที่ผู้เป็เ้านายเอ่ยปากชมว่ากระเป๋าใบนี้นั้นสวยน่ารัก
“น่ารักดี ซื้อมาใบละเท่าไหร่?”
“ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ ใบนี้หนูถักเอง”
“หืม? ถักเองเลยงั้นเหรอ?” ภูริชทึ่งอยู่เหมือนกันที่เด็กสาวอายุแค่ยี่สิบปีทำไมมากความสามารถขนาดนี้ ทำงานบ้านก็เนี้ยบ ทำอาหารก็อร่อย นี่ยังจะงานฝีมืออีก ทำไมเขาไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนของเธอเลยนะก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดสนใจและหันมามองเด็กกำพร้าที่ตัวเองอุปการะเอาไว้เลยสักนิด ชักสงสัยแล้วสิว่าที่ผ่านมานั้นตัวเองทำอะไรอยู่
“ใช่ค่ะ เรียนมาตอนมอปลายแล้วหนูก็มาฝึกต่อยอดเพิ่มอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถักมานานแล้วล่ะค่ะ”
เธอพูดพร้อมกับกระเป๋าที่เริ่มเก่าของตัวเองไปด้วย
“เก่งจังเลยนะ มากความสามารถขนาดนี้น่าจะเรียนมหาวิทยาลัยต่อด้วย”
เขาเองก็ไม่ได้ติดตามเื่ของใบบัวหลังจากที่จบมัธยม รู้จากลุงมิ่งว่าเธอยืนยันจะไม่เรียนต่อ
“ไม่ดีกว่าค่ะ จะเป็การเปลืองเงินของคุณภูเปล่าๆ หนูเรียนไปก็คงจะไม่ออกไปไหน อยากจะอยู่ดูแลปู่อย่างนี้ ท่านแก่มากแล้วหนูไม่รู้จะดูแลท่านได้อีกนานแค่ไหน”
พูดไปก็เศร้าไป ชีวิตใบบัวนั้นไม่มีใครเลยนอกจากปู่มิ่งที่เลี้ยงดูมาั้แ่ยังเล็ก ภูริชเห็นแบบนั้นก็พลอยจะเศร้าใจไปด้วย
“เอาเถอะ ยังไงเธออยู่ที่นี่ฉันก็ดูแลได้อยู่แล้ว”
ภูริชตัดบทเพราะไม่อยากให้บรรยากาศเศร้าไปมากกว่านี้ สถานะของใบบัวตอนนี้เองก็เป็มากกว่าแค่เด็กสาวในบ้าน
เขาและเธอมีความสัมพันธ์บนเตียงกันแล้ว แน่นอนว่าภูริชก็คงจะดูแลเธออย่างนี้ต่อไป
เธอเป็เมียเขาแล้วนี่ ถึงแม้จะไม่ได้เปิดเผยให้ใครรู้ก็ตาม
“นั่นสินะคะ ขอบคุณนะคะคุณภูที่คอยดูแลส่งเสียหนูมาตลอด”
ถึงแม้จะเคยเจอกันแค่ครั้งสองครั้งตอนเธอยังเด็กก็ตาม คำว่าดูแลคือแค่ส่งเงินให้พอเรียนจบก็ได้เงินเดือนแม่บ้านอีก ต้องขอบคุณภูริชจริงๆ
“อืม...แล้วหิวรึยัง เย็นนี้อยากกินอะไร?”
“อ เอ๋ แต่เราจะไปซื้อของของคุณภูไม่ใช่เหรอคะ”
ใบบัวเอียงคอสงสัย แค่จะไปซื้อของต้องแวะทานอะไรด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะรีบไปรีบกลับเสียอีก
“ก็ใช่ แต่ก็แวะกินมื้อเย็นด้วยไง”
เขาตอบไปอย่างนั้นทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรอยากจะซื้อเป็พิเศษหรอก ก็แค่อยากหาข้ออ้างออกมาข้างนอกกับใบบัวเท่านั้นเอง
“งั้นทานอะไรก็ได้ค่ะ” ต้องแล้วแต่เขาอยู่แล้ว เธอเป็แค่สาวใช้จะไปมีสิทธิ์เลือกอะไรล่ะ
“แล้วก็จะแวะซื้อของให้เธอด้วย”
“ซื้อของให้หนู?”
“ใช่”
“ไม่เป็ไรค่ะคุณภู หนูไม่ได้้าอะไรจากคุณ แค่คุณดูแลหนูกับปู่มิ่งก็เป็พระคุณมากแล้ว”
คนตัวเล็กไม่ได้คิดอยากเรียกร้องอะไรจากเขาเลย กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าที่เธอยอมหลับนอนด้วยเป็เพราะ้าเงิน
“บอกว่าจะซื้อให้ก็รับไปเถอะน่า ผู้ใหญ่ให้ของเขาห้ามปฏิเสธนะ” ได้ทีก็ดุเด็กสาวซะเลย เขาตั้งใจจะออกมาซื้อของให้เธออยู่แล้ว
“ง งั้นก็ขอบคุณนะคะคุณภู..” ได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธเขาอีก กลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็เด็กไม่มีมารยาท
ยังไงวันนี้ภูริชก็ตั้งใจจะซื้อของให้คนตัวเล็ก สภาพเสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งโทรมดูก็รู้ว่าใส่มาหลายปี เขาไม่อาจเห็นเด็กในอุปการะตัวเองดูซอมซ่อขนาดนี้ได้หรอก เห็นทีคงต้องเมคโอเวอร์กันชุดใหญ่ จับพวงมาลัยขับรถไปก็คลี่ยิ้มกับตัวเองไป เขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกดีๆ กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย
‘หึๆ วาสนาเอ็งจริงๆ นะอีบัว ข้าเห็นเช่นนั้นก็ยินดีด้วย แม้ข้าจักไม่มีวาสนา...แต่เอ็งนั้นต่างกัน’
หญิงสาวในชุดนางทาสนุ่งโจงกระเบนเก่าๆ ได้แต่ฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนแห่งนี้ ทุกอย่างช่างเข้าที่เข้าทาง...