ตอนที่ 1 : ลืมตาอีกครั้ง
กองข้อสอบบนโต๊ะทำงานสูงเกือบปิดบังใบหน้าของหญิงสาว
นาฬิกาบนผนังชี้เวลาตีสองยี่สิบห้านาที
ไฟในห้องพักครูยังคงสว่างอยู่เพียงดวงเดียว
หลิน อี๋เฉียนวางปากกาแดงลงข้างกระดาษคำตอบใบสุดท้าย
เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยลมหายใจยาวออกมา
ความเหนื่อยล้ากลายเป็ความรู้สึกที่คุ้นเคยเสียจนแทบแยกไม่ออกว่า วันนี้เหนื่อยกว่าวันก่อนหรือไม่
ตลอดสามสิบห้าปีในชีวิตครู เธอสอนเด็กที่หลายคนเคยบอกว่า "ไม่มีทางเรียนได้" จนสอบผ่านมาแล้วนับไม่ถ้วน
ผู้ปกครองที่สิ้นหวังกลับมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเห็นลูกเข้าใจบทเรียน
เพื่อนร่วมงานที่มีปัญหาชีวิตก็มักมานั่งระบายกับเธอจนดึกดื่น
แม้แต่วันเกิดของภารโรงประจำตึก เธอก็ยังจำได้และซื้อขนมไปฝากทุกปี
แต่ไม่เคยมีใครถามเธอสักคำ...
"วันนี้เธอกินข้าวหรือยัง"
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกองข้อสอบสั่นเบาๆ
เป็ข้อความจากแม่ที่ส่งมาั้แ่หัวค่ำ คงส่งมาแล้วก็เข้านอนไปแล้ว เพราะไม่ได้ตอบอะไรต่อ
*ลูกกลับดึกอีกแล้วสินะ ระวังสุขภาพด้วยนะ*
มุมปากของเธอยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ
นิ้วเรียวยาวพิมพ์ตอบสั้นๆ
*ค่ะแม่ อีกไม่นานหนูก็เสร็จแล้ว*
เธอวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบข้อสอบกองถัดไปตามความเคยชิน
ปีนี้เธออายุสามสิบห้า
แม่เคยถามอ้อมๆ หลายครั้งว่ามีใครคบหาอยู่บ้างไหม
เธอมักตอบกลับไปเพียงว่า "เดี๋ยวก่อนแม่ ตอนนี้งานยังยุ่งอยู่"
คำตอบเดิมที่พูดซ้ำมาสิบกว่าปี จนแม่เลิกถามไปเอง
อพาร์ตเมนต์ของเธอมีห้องนอนหนึ่งห้อง
ห้องนั่งเล่นเล็กๆ ที่แทบไม่เคยมีใครมานั่ง
ตู้เย็นที่ส่วนใหญ่มีแค่ไข่กับผักดอง เพราะกลับถึงบ้านทีไรก็ดึกเกินจะทำอะไรกินเอง
เธอเคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าวันไหนไม่กลับบ้านไปสามวัน จะมีใครสังเกตเห็นความผิดปกติบ้างไหม
คำตอบที่นึกได้ทุกครั้งคือ ไม่แน่ใจ
ทันใดนั้น...
ความแน่นอึดอัดพลันแล่นขึ้นมาที่กลางหน้าอก
เธอขมวดคิ้วน้อยๆ คิดว่าเป็เพียงอาการอ่อนเพลียจากการอดนอนหลายคืนติดต่อกัน จึงสูดหายใจลึก พยายามฝืนทำงานต่อ
แต่ครั้งนี้...
อาการกลับไม่ดีขึ้น
ปลายนิ้วเริ่มชา
ลมหายใจติดขัด
ภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่าเลือน ราวกับมีม่านสีดำบางๆ คืบคลานเข้ามาปิดบังสายตาทีละน้อย
แปลก...
ทำไมมันไม่หายไปเสียที...
เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อเดินไปหยิบน้ำ
แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง
ปากกาแดงหล่นจากมือ
กระดาษข้อสอบใบสุดท้ายปลิวตกลงบนพื้นอย่างเงียบงัน
ภายในห้องพักครูที่ไร้ผู้คน
ไม่มีเสียงเปิดประตู ไม่มีใครเดินผ่านมาเห็น อาคารเรียนตอนตีสองเงียบสนิทราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่เลยนอกจากเธอคนเดียว
โจทย์คณิตศาสตร์ทุกข้อมีคำตอบ
ไม่ว่าจะยากเพียงใด
แต่ความรัก...
และเวลาที่เธอปล่อยให้หลุดมือไป
กลับไม่มีสูตรไหนเรียกคืนมาได้
ภาพสุดท้ายที่ผ่านเข้ามาในหัว
ไม่ใช่ใบประกาศครูดีเด่น
ไม่ใช่จดหมายขอบคุณจากผู้ปกครอง
แต่เป็บ้านของตัวเอง
บ้านที่ทุกครั้งเมื่อไขกุญแจเข้าไป
มีเพียงความมืดมิดต้อนรับ
ไม่มีเสียงถามว่าเหนื่อยไหม
ไม่มีแสงไฟที่เปิดรอ
ไม่มีข้าวอุ่นๆ บนโต๊ะอาหาร
ถ้าฉันหมดลมตรงนี้ กว่าจะมีใครมาพบก็คงอีกหลายชั่วโมง
ถ้าฉันตายไปตอนนี้...
จะมีใครรู้ไหมนะ...
ความคิดสุดท้ายจมหายไปพร้อมสติที่ดับวูบ
---
"แว้! แว้! แว้!"
เสียงร้องของทารกดังแทรกความเงียบขึ้นมา
อากาศในเดือนกุมภาพันธ์หนาวจัดจนลมหายใจของผู้คนกลายเป็ไอสีขาว กลิ่นสมุนไพรต้มอ่อนๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในกระท่อมอิฐหลังเล็กกลางกรุงปักกิ่ง
หมอตำแยอุ้มทารกตัวแดงก่ำขึ้นสูง ก่อนยิ้มกว้าง
"เป็ลูกสาวค่ะ! แข็งแรงมากด้วย"
หลิน เจี้ยนหมินที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องมาตลอดทั้งคืน รีบก้าวเข้ามาทันทีทันใด
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็ความดีใจจนปิดไม่มิด
ส่วนหวัง ซูเจินที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง แม้ใบหน้าจะซีดเซียว แต่ดวงตากลับเปล่งประกายอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิต
ในความมืดของการลืมตาครั้งแรก
สิ่งที่ทารกน้อยรับรู้ ไม่ใช่เพียงแสงตะเกียงสลัวหรือความหนาวที่ััผิวกาย
แต่เป็ความทรงจำของคนสองชีวิต
ที่กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน
*นี่ฉัน...ตายแล้วไม่ใช่หรือ*
หลิน อี๋เฉียนพยายามรวบรวมสติ
ความคิดของหญิงวัยสามสิบห้าปียังคงชัดเจน
แต่ร่างกายกลับเป็เพียงทารกแรกเกิดที่แม้แต่จะลืมตายังทำได้ยาก
นี่ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่อาการประสาทหลอน
เธอตายในห้องพักครูแล้วจริงๆ
และตอนนี้เธอกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่มองเธอด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก
"ลูกแม่..."
หวัง ซูเจินเอื้อมมือที่ยังสั่นเพราะความอ่อนล้าไปแตะแก้มนุ่มของลูกสาว
"ในที่สุด...แม่ก็ได้เจอหนูแล้ว"
หลิน เจี้ยนหมินนั่งลงข้างเตียง
มือใหญ่ที่เคยจับอาวุธมาทั้งชีวิตกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด เมื่ออุ้มเด็กตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน
เขามองลูกสาวไม่กะพริบตา ราวกับกลัวว่าหากละสายตาเพียงเสี้ยววินาที เด็กคนนี้จะหายไป
"ตัวเล็กเหลือเกิน..." เขาพูดเบาๆ ก่อนยิ้มออกมา
"พ่ออาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด..."
"...แต่ตราบใดที่พ่อยังยืนอยู่ จะไม่มีใครทำร้ายลูกได้"
ทารกน้อยเงียบลง ดวงตากลมโตจ้องมองชายที่บอกว่าตัวเองคือ "พ่อ" อย่างตั้งใจ
*ฉัน...ไม่เคยมีพ่อแบบนี้มาก่อน*
ชาติที่แล้ว เธอเติบโตมากับแม่เพียงลำพัง เห็นแม่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต จนตัวเองก็ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน
เธอเอาแต่บอกตัวเองว่า "ไม่เป็ไร...ยังมีเวลา"
กระทั่งวันหนึ่ง เวลาทั้งหมดก็หมดลง
แต่ครั้งนี้...์มอบโอกาสให้เธออีกครั้ง
ประตูห้องเปิดออก เด็กชายสองคนรีบวิ่งเข้ามา ทั้งที่ผู้ใหญ่พยายามรั้งไว้แทบไม่ทัน
คนโตอายุแปดขวบ คนน้องห้าขวบ ทั้งคู่เขย่งเท้ามองน้องสาวตัวเล็กด้วยดวงตาเป็ประกาย
"น้องตัวเล็กจังเลย" เด็กชายคนโตค่อยๆ ยื่นนิ้วไปแตะมือของน้องอย่างระมัดระวัง
ทารกน้อยกำมือเล็กๆ รอบนิ้วของเขาโดยสัญชาตญาณ
"โอ้โห!" เด็กชายทั้งสองร้องพร้อมกัน เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทั้งห้อง
"ตั้งชื่อว่าอะไรดีคะ" หวัง ซูเจินถามสามีเบาๆ
หลิน เจี้ยนหมินมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สีเงินทอดผ่านม่านบางๆ เข้ามาในห้อง
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
"ซินเยว่"
"หลิน ซินเยว่"
"ขอให้หัวใจของลูก สงบและงดงามดั่งจันทร์เสี้ยวดวงใหม่ ตลอดชีวิต"
หลิน...ซินเยว่...
ทารกน้อยกะพริบตาช้าๆ ราวกับกำลังยอมรับชื่อใหม่ของตัวเอง
หวัง ซูเจินรับลูกมาโอบไว้แนบอก ไออุ่นจากอ้อมกอดของแม่ค่อยๆ ซึมผ่านผ้าห่มผืนบาง
หลิน ซินเยว่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดนั้น ฟังเสียงหัวใจของแม่เต้นอยู่ใกล้หู ฟังเสียงพี่ชายสองคนหัวเราะกันอยู่ข้างเตียง ฟังเสียงพ่อพูดกับปู่ย่าที่เพิ่งรีบมาถึงหน้าประตูว่าหลานคนใหม่แข็งแรงดีทุกอย่าง
เสียงเหล่านี้ เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยตลอดสามสิบห้าปีที่ผ่านมา
น้ำตาเม็ดเล็กไหลออกมาจากดวงตาของทารก
ในวินาทีที่หัวใจดวงเล็กเต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้นเอง
ลึกลงไปในห้วงจิต บางสิ่งพลันสั่นไหวเบาๆ
ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่หลับใหลมานาน กำลังเริ่มแตกเปลือก
แสงสีเขียวอ่อนวูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับที่เธอค่อยๆ หลับตาลงในอ้อมแขนของแม่