เครดิตภาพ : tumblr, pinterest
กฏของรามข้อที่ 06
“เฮ้ย พี่ราม นี่พี่จะพารีสไปไหน ปล่อยรีสนะ”
ฉันพยายามะโห้ามและขัดขืนออกจากการเกาะกุม แต่ดูเหมือนว่าเสียงที่ฉันะโไปมันไม่เข้าโสตประสาทหูของพี่รามเลยสักนิด มันอาจเป็เพราะเสียงะโของฉันมันไม่ดังพอหรืออาจจะเป็เพราะเสียงเพลงที่ดังอยู่ในผับตอนนี้มันดังแข่งกับเสียงฉันกันแน่ พี่รามถึงได้ทำเป็หูทวนลมเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยแบบนั้น แต่ถ้าให้คิดอีกมุมหนึ่งก็คือพี่รามอาจได้ยินเสียงร้องห้ามของฉันแต่เขาทำเป็ไม่ได้ยินก็อาจจะเป็ไปได้
“นี่ ปล่อยรีสนะ”
ฉันะโอีกครั้งแล้วพยายามดึงแขนข้างนั้นให้หลุดออกจากการเกาะกุมของพี่ราม พี่รามไม่ได้สนใจอาการขัดขืนหรือต่อต้านของฉันเลยสักนิด ตอนนี้เขากำลังพาฉันเดินไปที่ไหนสักที่ด้วยท่วงท่าที่คงที่ ไม่ได้เร่งรีบหรือออกแรงอะไรมากมาย แต่ท่วงท่าที่เอื่อยเฉื่อยนี่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด ฉันไม่สามารถหลุดหนีออกจากการเกาะกุมของเขาได้เลย ทั้งๆ ที่มองจากภายนอกเขาไม่ได้ออกแรงจับแขนฉันเลยสักนิด เขาทำแบบนี้ได้ยังไงกันนะ
ปัง!
เสียงปิดประตูห้องดังสนั่นพร้อมกับเสียงเพลงที่ดังจากข้างนอกเงียบลงไปทันทีหลังจากที่พี่รามลากฉันเข้ามาในห้องห้องหนึ่ง อ่า อย่าพึ่งเข้าใจผิดกันไปว่าคนที่ดูมักมากอย่างพี่รามอาจจะลากฉันเข้าห้องนอน แต่เปล่าหรอก ฉันเชื่อว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่เขาชอบหรอก เพราะเขาลากฉันมาที่ห้องวีไอพีที่มีแค่โซฟากับโต๊ะตั้งอยู่แค่สองอย่างเท่านั้น เขาคงไม่ทำอะไรฉันหรอก ใช่ไหม
“นี่พี่พารีสมาที่นี่ทำไม”
ฉันเอ่ยถามแล้วใช้มือข้างหนึ่งคลึงที่ข้อมือของตัวเองที่ถูกปล่อยให้เป็อิสระทันทีั้แ่ประตูห้องถูกปิดลง มันแดงขึ้นมาหน่อยๆ แต่ไม่ได้มากอะไร แต่ที่น่าห่วงกว่าข้อมือของฉันตอนนี้ก็คือตัวฉันเองนี่แหละ บรรยากาศแบบนี้แถมยังอยู่ในห้องกับพี่รามสองต่อสองแบบนี้อีก มันชวนให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาจริงๆ
“พี่มีอะไรก็รีบพูดมา รีสง่วงจะรีบกลับไปนอน”
ฉันบอกเหตุผลไปเพื่อที่จะได้ให้พี่รามรีบคุยธุระของเขาให้เสร็จๆ สักที ไม่ใช่เอาแต่ยืนเงียบแบบนี้ บางที่ฉันก็ไม่เข้าใจนะว่าพี่รามเขามีปากไว้ทำอะไรนอกจากพูดแซะคนอื่น
“ง่วงเหมือนกัน”
จู่ๆ พี่รามที่เงียบไปนานก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับหาวออกมาทีหนึ่ง แต่คำตอบของเขานั้นฉันไม่ได้้าเลยสักนิด ฉัน้าคำตอบว่าเขาพาฉันมาที่นี่ทำไม ไม่ใช่ให้เขาออกความคิดเห็นว่าตอนนี้เขารู้สึกแบบไหนอยู่ ให้ตายสิ ยิ่งคุยกับเขาฉันยิ่งเหมือนคนประสาทเสียเข้าไปทุกที
“ถ้าพี่ง่วงก็รีบพูดมาสิ”
ฉันอยากจะบ้าตายกับการกระทำของผู้ชายคนนี้จริงๆ ถามหน่อยเถอะ มีวันไหนบ้างที่ฉันไม่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากตัวของคนคนนี้ แถมสิ่งที่เขาทำยังเป็เื่เหลือเชื่ออีกด้วย เชื่อเขาเลยจริงๆ
“...”
พี่รามไม่ตอบอะไรแต่เขากลับเดือนเฉื่อยไปนั่งที่โซฟาแทนซะอย่างนั้น โอ๊ย ฉันจะทำยังไงกับคนคนนี้ดี ฉันกำลังจะประสาทเสียจริงๆ แล้วนะ
“นี่!”
“ะโทำไม อยู่กันแค่นี้”
อ๊ากกก ฉันอยากจะบ้าตาย
“ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าพามาที่นี่ทำไม ถ้าไม่พูดงั้นรีสกลับนะ ค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
ฉันตัดสินใจพูดแบบนั้นออกไปเพราะถ้าขืนมัวรอให้เขาเอ่ยอะไรออกมาฉันเกรงว่ามันคงจะเช้ากันพอดี พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้าด้วยสิ ฉันไม่มีเวลาให้พี่เขาหรอก ไว้วันหลังค่อยคุยกันคงไม่สายหรอกมั้งเพราะท่าทางของพี่เขาดูเหมือนไม่ได้เร่งรีบที่จะพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ไว้วันหลังก็แล้วกัน ฉันจะไม่ทนแล้ว ฉันง่วง
“ใครใช้ให้เธอกลับกัน”
เอเห็นว่าฉันเตรียมตัวที่จะเดินออกไปจากห้องพี่รามก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยังคงเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น บางทีฉันก็คิดนะว่าผู้ชายคนนี้เคยทำหน้าอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า เขาทำหน้าแบบนี้ตลอดเวลาไม่เหนื่อยบ้างหรือไง เก๊กอยู่ได้ ขนาดตอนที่เขา... นั่นแหละกับผู้หญิงคนนั้น เขายังทำหน้านิ่งแบบนี้เลย ถามจริง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยอย่างนั้นเหรอ
“ก็พี่ไม่พูดสักที รีสก็จะกลับห้องละ ง่วงนะพี่ พรุ่งนี้มีเรียนด้วย”
ฉันบอกจุดประสงค์ของตัวเองไปเผื่อว่าเขาจะเห็นใจฉันบ้างที่ฉันต้องแหกขี้ตาตื่นไปเรียนตอนเช้าอีก พี่เขาก็ยังเรียนอยู่ก็น่าจะเข้าใจหัวอกของฉันบ้างนะ
“ด่าฉันแล้วจะหนีกลับ มันไม่ขี้ขลาดหน่อยเหรอ”
แซะอีกแล้ว เก่งจริงๆ เื่แซะคนอื่นเนี้ย
“ก็ขอโทษแล้วไง เอาอะไรอีก”
“คนที่ขอโทษกันเขาทำกันแบบนี้อย่างนั้นเหรอ”
เฮ้อ ถ้าพี่เขาพูดออกมาตรงๆ ว่า้าอะไรฉันจะไม่บ่นเลยนะ แต่นี่เล่นพูดอ้อมค้อมเหมือนกำลังไล่ต้อนให้ฉันจนมุมอยู่ยังไงยังงั้น หรือฉันคิดไปเองกันนะที่รู้สึกว่าพี่รามกำลังต้อนฉันอยู่จริงๆ
“แล้วพี่้าอะไร”
ฉันเอ่ยถามเขาออกไป แล้วคนตรงหน้าที่เคยทำหน้าเรียบนิ่งจู่ๆ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นมา มันยกขึ้นมาเพียงแค่นิดเดียวแต่ทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังยิ้ม ยิ้มเหมือนกำลังพอใจ ฉันไม่ได้ตาฝาดไปแต่ฉันเห็นเขายิ้มจริงๆ ถึงมันจะเป็เพียงเวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็ตามเถอะ
“ถ้าบอกแล้วให้ได้”
ทำไมเขาถึงถามมาแบบนั้น สิ่งที่เขา้าจากฉันมันเป็สิ่งที่ฉันให้เขาไม่ได้อย่างนั้นแล้วมันคืออะไร
“บอกมาก่อนสิว่า้าอะไร แล้วจะพิจารณาอีกทีว่าจะให้หรือไม่ให้”
ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาพูดอ้อมค้อมหรือเล่นตัวอะไรกับเขาหรอก มันดึกแล้ว แล้วฉันต้องนั่งแท็กซี่กลับคอนโดอีก กว่าฉันจะอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จ คืนนี้คาดว่าฉันต้องได้นอนดึกแน่ๆ ถ้าพรุ่งนี้ฉันไปเรียนสายละก็ฉันได้เหวี่ยงใส่พี่รามอีกรอบแน่
“แค่ตอบมาให้ได้ไม่ได้”
แต่คนคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รีบร้อนเหมือนกับฉันเลยสักนิด เขาดูใจเย็นแต่คำพูดของเขาเหมือนกำลังบีบบังคับให้ฉันทำตามเขาไปในตัว
“เออ ได้สิ แล้ว้าอะไร”
ฉันบอกแล้วผ่อนลมหายใจออกมาทางรู้จมูกด้วยความหงุดหงิดที่วันนี้ฉันไม่สามารถทำอะไรตามดังใจคิดได้ พี่รามเป็คนที่เหนือความคาดหมายของฉันเอาไว้มาก ตอนแรกฉันคิดแค่ว่าจะแก้เผ็ดเขาที่เขาทำตัวแย่ๆ แบบนั้นใส่ฉัน แต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดน้อยไปที่ไปคิดต่อกรกับคนที่ฉันยังไม่รู้จักนิสัยของเขาดี
“โทษฐานที่เธอทำตัวไร้มารยาทกับคนที่าุโกว่าเธอ เธอต้องมาเป็หมอนข้างให้ฉัน”
หะ เมื่อกี้ฉันได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า เป็หมอนข้างเนี้ยนะ ผู้ชายคนนี้เมาเหล้าอยู่หรือเปล่าทำไมเขาถึงได้พูดอะไรบ้าๆ แบบนี้ออกมาได้ ใช่ เขาต้องเมาอยู่แน่ๆ เพราะคนที่สติดีเขาไม่มาพูดอะไรแบบนี้กันหรอก
“หมอนข้างเนี้ยนะ พี่บ้าไปแล้วเหรอ”
“่นี้นอนไม่ค่อยหลับ”
“พี่นอนไม่หลับแล้วเกี่ยวอะไรกับการที่รีสต้องไปเป็หมอนข้างให้พี่ด้วย”
ใช่ และอีกอย่างฉันก็เห็นว่าเขานอนได้ตามปกติเหมือนไม่ได้มีปัญหาเื่การนอนหลับเลยสักนิด มาบอกว่าตัวเองนอนไม่ค่อยหลับคิดว่าฉันจะเชื่ออย่างนั้นเหรอ บ้าน่า
“แล้วอีกอย่าง รีสก็เห็นว่าพี่หลับสบายดีนี่นา ไม่เห็นว่าพี่จะนอนไม่หลับตรงไหนเลย”
วันวันหนึ่งฉันไม่เห็นพี่รามเขาทำอะไรบ้างเลยนอกจากนอนแล้วก็ทำเื่อย่างว่ากับผู้หญิง แต่ก็งงอยู่เหมือนกันนะว่าคนที่เอาแต่นอนทั้งวันอย่างพี่รามทำไมถึงได้ง่วงตลอดเวลาแบบนี้
“แค่หลับตา ไม่ได้หลับสักหน่อย”
คนที่นั่งอยู่โซฟาเอ่ยพึมพำขึ้นมาเสียงเบาแต่ในห้องนี้มันเงียบมากถึงข้างนอกจะมีเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มอยู่ก็เถอะ แต่ห้องนี้มันเป็ห้องเก็บเสียงมันเลยทำให้ห้องนี้ไม่มีเสียงจากข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาได้
“เมื่อกี้พี่ว่าไงนะ”
“ช่างเถอะ เอาเป็ว่าเธอต้องมาเป็หมอนข้างให้ฉัน”
มันจะช่างมันได้ยังไง ในเมื่อสิ่งที่เขา้ามันเป็สิ่งที่ฉันไม่อยากที่จะทำมันเลยสักนิด ฉันเริ่มรู้ตัวแล้วว่าการที่ฉันต้องมาร้องเพลงให้กับวงของเขา ในผับของเขาแห่งนี้ มันช่างเป็ความคิดที่ผิดซะจริงๆ ฉันน่าจะอยู่เฉยๆ ของฉันแบบนั้นเหมือนเดิมน่าจะดีกว่า แกไม่น่าหาเื่ใส่ตัวเลย ยัยรีส
“บอกเหตุผลหน่อยได้ไหม”
เผื่อว่าเหตุผลนั้นมันฟังขึ้น ฉันก็อาจจะเก็บเอาข้อเสนอนี้ไปพิจารณา แค่อาจจะนะ
“ไม่มีเหตุผล”
“นี่พี่บ้าไปแล้วเหรอ ต้องมีเหตุผลสิ”
“ไม่มี และเธอต้องทำมันด้วย อย่ากลับคำไม่งั้นประจาน”
ฉันไม่เข้าใจว่าพี่รามเขากำลังสื่ออะไรของเขาอยู่ แต่ทันทีที่เขาวางโทรศัพท์เครื่องหรูของเขาไว้บนโต๊ะเท่านั้นแหละ ฉันก็เบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความใทันที
“คนที่ขอโทษกันเขาทำกันแบบนี้อย่างนั้นเหรอ”
“แล้วพี่้าอะไร”
“ถ้าบอกแล้วให้ได้”
“บอกมาก่อนสิว่า้าอะไร แล้วจะพิจารณาอีกทีว่าจะให้หรือไม่ให้”
“แค่ตอบมาให้ได้ไม่ได้”
“เออ ได้สิ แล้ว้าอะไร”
รอยยิ้มของเขาเมื่อตอนนั้นมันหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง ฉันไม่คิดเลยว่าพี่รามจะเป็คนที่เ้าเล่ห์ได้มากขนาดนี้ เขาถึงกับอัดเสียงประจานฉันแบบนี้ มันไม่ใช่การร้องขอแล้วมันเรียกว่าการบังคับให้ทำเลยมากกว่า
“ศักดิ์ศรีเธอคงมี”
ฉันได้แต่เม้มปากของตัวเองไว้แน่นด้วยความไม่พอใจที่ฉันต้องถูกไล่ต้อนให้จนมุมแบบนี้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเดินเข้ากับดักที่พี่รามวางไว้ด้วยตัวเองแบบนี้ พอมารู้ตัวอีกทีฉันก็ไม่สามารถถอนตัวได้แล้ว ฉันมาไกลเกินไปแล้ว ศักดิ์ศรีฉันมีและมันก็ค้ำคอฉันอยู่
“แล้วต้องทำนานแค่ไหน”
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วฉันก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป
“เดือนหนึ่ง หรือไม่ก็อาจน้อยกว่านั้นเพราะฉันมันเป็คนขี้เบื่อ พรุ่งนี้เริ่มงานได้แล้วเธอก็ต้องย้ายมานอนกับฉันที่นี่”
ย้าย บ้าไปแล้ว
“รีสเป็ผู้หญิงนะ จะให้รีสย้ายมานอนกับพี่ได้ยังไง ไม่เอาด้วยหรอก”
เขาลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็ผู้หญิงถึงได้กล้าชวนให้ฉันย้ายมานอนกับเขาที่นี่ได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้พิศวาสเธอ”
รู้ว่าฉันใช่สเปกของเขาแต่ถ้าเขาพาผู้หญิงมานอนกับเขาด้วยล่ะ ฉันคงไม่ได้ดูหนังสดทั้งคืนหรอกเหรอ แต่คำว่าหมอนข้างเนี้ยคือมันต้องไปนอนอยู่ข้างๆ เขาใช่ไหม แบบนี้ก็แสดงว่าฉันต้องนอนเตียงเดียวกันกับพี่รามอย่างนั้นเหรอ
“แล้วไอ้หมอนข้างที่ว่าเนี้ย รีสต้องทำไง”
ฉันอยากรู้หน้าที่ของฉันว่าฉันควรทำยังไงบ้างถึงได้ถามออกไปเพราะพี่รามดูไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย ถึงเขาจะไม่ได้พิศวาสฉันอย่างที่เขาบอกมาก็เถอะ แต่ถ้าวันไหนเขาหน้ามืดปล้ำฉันขึ้นมาละก็ ฉันคงหนีผู้ชายคนนี้ไม่ทันแน่ อย่าลืมสิว่าที่นี่มันถิ่นของเขาแถมยังมีแต่คนของเขาเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมดอีก บอกเลยว่าฉันเป็หนูตัวเล็กๆ ในฝูงแมวชัดๆ
“แค่นอนข้างๆ ฉัน เฉยๆ”
“พี่ห้ามทำอะไรรีสนะ”
ฉันถามเพื่อความแน่ใจอีกที
“อืม”
เมื่อเขารับปากฉันมาแบบนั้นแล้ว ถึงตาฉันบ้างละ
“งั้นรีสของเสนอบ้าง”
“ฟังอยู่”
“รีสยอมเป็หมอนข้างให้พี่ก็ได้ ถือว่าเป็การไถ่โทษที่รีสเสียมารยาทกับพี่ แต่รีสจะนอนเป็หมอนข้างพี่ก็ต่อเมื่ออยู่ที่ห้องของรีสเท่านั้น”
ฉันเสนอออกไปแล้วพี่รามก็ยกคิ้วของเขาขึ้นสูงแล้วมองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง มีแค่คิ้วของเขาเท่านั้นที่ยกขึ้นมาเพื่อให้ฉันพอรับรู้ว่าเขากำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่
“นี่ชวนไปนอนด้วย?”
ฉันไม่ได้หมายความเหมือนที่พี่รามคิดซะหน่อย ที่ฉันเสนอไปอย่างนั้นก็เพราะว่าฉันไม่ไว้ใจเขาเลยจริงๆ อย่างน้อยฉันได้ทำหน้าที่นั้นอยู่ในพื้นที่ของฉันมันคงจะปลอดภัยกว่าอยู่ที่นี่ ฉันคิดว่ามันจะเป็อย่างนั้นนะหรืออาจจะไม่ก็ได้ แต่ก็ถือว่าป้องกันตัวเองไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
“เปล่า ที่เสนอมาแบบนั้นเพราะรีสไม่ไว้ใจพี่ ถ้าพี่หน้ามืดปล้ำรีสขึ้นมารีสคงหนีไม่พ้นแน่เพราะที่นี่พี่เป็คุม อย่างน้อยให้รีสอยู่ในพื้นที่ที่เป็ของตัวเองคงน่าจะปลอดภัยกว่า”
ฉันบอกเหตุผลออกไปตามตรงเพราะไม่คิดที่จะปิดบังอะไรมันอยู่แล้ว
“แล้วอยู่ที่ไหน ห้องเธอ”
“ไม่ไกลจากที่นี่หรอกพี่ ถ้าพี่ยอมรับข้อเสนอนี้ได้รีสก็จะยอมทำตามข้อเสนอของพี่”
มันเป็เื่ที่บ้ามากที่เราต้องมาทำอะไรแบบนี้กัน นี่ฉันเดินทางมาถึงจุดจุดนี้ได้ยังไง จุดที่ฉันไม่สามารถดิ้นรนเอาตัวรอดจากพี่รามได้เลย ฉันคิดว่าตัวเองทันคนมาโดยตลอดนะ แต่พอมาเจอพี่รามเข้า ฉันคิดว่าฉันควรพัฒนาตัวเองบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันได้ถูกผู้ชายคนนี้เอาเปรียบแน่
“แล้วเื่นี้รีสไม่อยากให้ใครรู้ ช่วยเก็บเป็ความลับได้ไหม”
และอีกอย่างถ้าเื่นี้คนอื่นๆ ในวงรู้เข้า พวกเขาคงไม่เห็นด้วยแน่ โดยเฉพาะพี่พฤกษ์ที่พยายามบอกให้ฉันเลี่ยงห่างจากพี่ราม แต่ฉันเป็คนเดินเข้าไปหาเขาเอง ฉันอวดดีเอง ผลมันเลยต้องกลายมาเป็แบบนี้ ฉันต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป
“และถ้าพี่ทำอะไรนอกเหนือจากนี้ละก็ ถือว่าเื่นี้มันเป็โมฆะ ตกลงไหมพี่”
“อืม ดีล”
รามสูร Talk
ยัยเด็กนั่นกลับไปแล้ว ตอนนี้ห้องนี้เลยเหลือแค่ผมที่ยังคงนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ เื่เมื่อกี้มันเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อสำหรับผม ข้อเสนอให้เป็หมอนข้างอย่างนั้นเหรอ หึ ผมคิดได้ยังไงวะ เื่ที่น่ารำคาญแบบนั้นทำไมผมต้องไปให้ยัยเด็กนั่นทำด้วย อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็เธอคนนั้น
แอรีส ยัยเด็กนี่ค่อนข้างเป็คนที่พูดมากกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก นอกจากจะเสียงดีแล้วยังพูดเก่งจนน่ารำคาญ และความอวดดีของเธอทำให้ผมอยากจะแก้เผ็ด เธอกล้าดียังไงมาด่าผมว่าเป็หมา ถึงคนอื่นจะไม่รู้ว่าหมาที่เธอหมายถึงเมื่อตอนนั้นมันคือผม แต่ผมคนที่ถูกเสียดสีมันรู้ตัวดีว่าเธอกำลังด่าผมอยู่
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นก็เพราะว่าผมเผลอไปนอนหนุนตักเธอเข้า ความง่วงของผมมันไม่เคยปรานีผมเลยแม้แต่นิดเดียว ผมง่วงได้ตลอดเวลาเพราะผมไม่เคยหลับสนิทมาก่อนเลย ทุกครั้งที่ผมหลับตาผมจะรู้ตัวตลอด รู้ว่าใครทำอะไรอยู่รอบตัวผมในระหว่างที่ผมหลับตา ไม่มีเลยสักครั้งที่ผมจะหลับสนิทได้เต็มอิ่ม อืม จะว่าไปนี่เป็ครั้งแรกมั้งที่ผมหลับจริงๆ หลับแบบไม่คิดอะไร หลับจนผมฝัน ฝันว่าได้กัดกินสตอเบอร์รี่หวานๆ ก็ผมเคยบอกแล้วว่าผมชอบสตอเบอร์รี่แล้วยัยเด็กนั่นเสือกมีกลิ่นสตอเบอร์รี่ติดตัวมาด้วยผมถึงได้ฝันแล้วเผลอไปกัดเข้าที่หน้าท้องของเธอจนเป็รอยฟันแบบนั้น
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำอะไรลงไปเพราะตอนนั้นผมหลับและฝันหวานอยู่ รู้ตัวอีกทีตัวของผมก็ลงไปนอนกองที่พื้นแล้ว เจ็บอยู่เหมือนกัน แต่เจ็บใจมากกว่าที่คนทำ มันไม่สำนึกเลยว่าทำผมนอนตกโซฟา
เธอโทษว่าผมเป็คนผิด แต่เื่อะไรที่ผมจะยอมรับว่าตัวเองผิดละ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แค่กัดไปแค่ไม่กี่ครั้ง แล้วก็รอยคิสมาร์กที่ผมเผลอทำไปไม่รู้ตัวสองสามรอยนั่นอีก ผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด ใครใช้ให้ยัยนั่นมานอนในที่ของผมเองละ ช่วยไม่ได้สะเหล่อมานั่งให้หนุนตักเอง
แล้วหลังจากนั้นความคิดหนึ่งมันก็ผุดขึ้นมาบนหัวของผม มันเลยทำให้ผมอยากลองทำอะไรบางอย่าง ผมอยากพิสูจน์ ว่าที่ทำให้ผมหลับสนิทได้เมื่อตอนนั้นเป็เพราะยัยเด็กนี่จริงๆ หรือเปล่า เลยเสนอให้เธอมาเป็หมอนข้างให้ผมไปทั้งอย่างนั้น ถ้าพิสูจน์แล้วมันเป็เพราะยัยนั่นจริงๆ ค่อยว่ากันอีกที และคืนนี้หลังจากที่ผมได้นอนหลับสนิทไปแล้วมันเลยทำให้ผมค่อนข้างที่จะตื่นเต็มตา ทั้งๆ ที่เวลานี้ผมหนีไปนอนบนห้องของตัวเองที่อยู่บนชั้นสามของผับไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ เพราะผมกำลังคึก
“อ้าว กูนึกว่ามึงหนีไปนอนแล้วซะอีก”
นั่นเป็เสียงของไอ้พฤกษ์ที่กำลังจะเตรียมตัวเหมือนกำลังจะกลับ
“ยังไม่ง่วง”
นั่นคือคำตอบของผมและมันก็คงสร้างความแปลกใจให้เพื่อนผมเป็อย่างมากที่ได้ยินคำว่าไม่ง่วงจากปากของผมั้แ่เป็เพื่อนกันมาหลายปี
“นี่กูไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมที่ได้ยินว่ามึงบอกไม่ง่วง”
“ไอ้เหี้ยพฤกษ์กูก็ได้ยิน มึงไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าวะไอ้ราม”
ไอ้ครามที่อยู่ด้วยอีกคนก็เอ่ยขึ้นมา ผมเลยทำได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ก่อนที่จะเดินไปนั่งลงที่โซฟาตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนที่สายตาของผมจะหันไปมองหน้าลูกน้องของผมเพื่อเป็การส่งสัญญาณบอกให้พวกมันรู้ว่าตอนนี้ผม้าอะไรหลังจากนี้
“ครับนาย”
เนื่องด้วยทำงานด้วยกันมานานเลยทำให้พวกมันรู้ได้ว่าตอนนี้ผม้าอะไร พวกมันเลยรีบไปทำตามหน้าที่ของตัวเองทันที
“คืนนี้มึงดูคึก”
“กูก็ว่างั้น”
“พวกกูไปละ ขอให้สนุก”
ไอ้เพื่อนพวกนี้ก็เหมือนกันที่รู้ว่าผมมีนิสัยยังไงและมันก็รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้ อะไรที่ว่าก็คือเซ็กซ์ยังไงละ บอกแล้วว่าคืนนี้ผมคึกและคงจะคึกทั้งคืน
แอรีส Talk
เช้าวันต่อมา
“บ้าที่สุด”
ฉันสบถออกมาด้วยความหัวเสีย มือของฉันกำลังเก็บกวาดข้าวของลงไปในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ก่อนที่ฉันจะสาวเท้าของตัวเองอย่างเร่งรีบไปสวมรองเท้าเร็วๆ ใช่ ตอนนี้ฉันสาย สายมากแล้ว สายแบบไม่น่าให้อภัย สายจนไอ้ฟินคนที่ต้องมารับฉันไปเรียนทุกวันตอนนี้มันรอไม่ไหวจนมันไปเรียนก่อนฉันแล้ว
และสาเหตุที่ทำให้ฉันสายแบบนี้เป็เพราะว่าเมื่อคืนหลังจากที่ฉันหลับมาที่ห้องฉันก็เอาแต่นอนคิดเื่ที่จะต้องรับมือกับพี่รามทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน มาหลับอีกทีก็เกือบสว่าง ฉันถึงต้องตื่นสายอย่างที่เห็นยังไงละ เพราะพี่รามแท้ๆ ฉันถึงได้ไปเรียนสายแบบนี้ วิชานี้ฉันขาดไม่ได้ด้วยสิฉันถึงต้องรีบไปให้ทันก่อนที่อาจารย์จะกริ้วไปมากกว่านี้
ตอนนี้ฉันลงมาถึงหน้าคอนโดฉันแล้วแต่เหมือน์กลั่นแกล้งฉันเพราะตอนนี้ไม่มีแท็กซี่คันไหนว่างเลย โอ๊ย นี่มันเป็เื่บ้าอะไรของฉันเนี้ย คนยิ่งรีบๆ อยู่ บอกไว้เลยถ้าฉันเจอพี่รามเมื่อไหร่ฉันจะไปด่าเขาให้หายหงุดหงิดแน่ คอยดู
บรึ้น!
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังชะโงกหน้ามองหาแท็กซี่อยู่ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่และดูแพงมาจอดต่อหน้าฉันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนที่เ้าของรถนั้นจะถอดหมวกกันน็อกออกจากหัวแล้วเผยให้เห็นใบหน้าของเขาในที่สุด
“เหมือนจะรีบ ให้ไปส่งไหม”
คนคนนั้นเอ่ยแล้วมองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง คนที่ว่าก็คือั์ ผู้ชายที่คิดจะมาจีบฉันเมื่อวานยังไงละ
“ฉันไม่มีเวลาพูดกับนายตอนนี้ ถอยออกไป”
“ก็เพราะไม่มีเวลาไง เลยจะไปส่ง ตอนนี้ไม่มีแท็กซี่คันไหนว่างรับเธอหรอกนะ”
เขาเอ่ยฉันเลยมองไปที่เบาะหลังของเขาที่ยังคงว่างอยู่ตามสายตาของเขาที่กำลังบอกให้ฉันขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเขาตอนนี้ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาคิดอะไรแล้วทั้งนั้น ฉันเลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายที่เบาะหลังของเขาทันที
“รีบไปสิ ฉันรีบ”
เมื่อขึ้นนั่งได้แล้วฉันก็เอ่ยเร่งเขาทันทีเพราะเขามายอมออกรถสักที เขาก็รู้นี่นาว่าฉันกำลังรีบ ทำไมถึงทำตัวชักช้าแบบนี้กันนะ
หมับ!
เขาไม่ตอบแต่ดันสวมหมวกกันน็อกมาที่หัวของฉันแทนซะอย่างนั้น ก่อนที่มือของเขาจะจัดการล็อกหมวกกันน็อกที่เขาพึ่งใส่มันนั่นแหละให้เข้ากับหัวของฉัน
“รู้ว่ารีบ แต่สวมนี่ก่อน”
ฉันมองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่เข้าใจ เขาเอาหมวกของเขามาสวมให้ฉันแล้วเขาจะสวมอะไรละ โอ๊ย ไม่มีเวลาคิดอะไรไร้สาระแล้ว ตอนนี้ฉันรีบ
“รีบๆ ไปสิ”
“หึ จับดีๆ ละ”
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
ว๊ายยย อีราม ข้อเสนอหมอนข้างแบบนี้คิดอะไรกับน้องมันหรือเปล่า
555 ปล อีพี่ั์ทำแต้มแล้วเด้อออ
เร็วๆ น่าอีเฉื่อย