第四十九章
ทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ผู้เป็นบิดากำหมัดแน่นส่วนคนที่ขึ้นชื่อว่าบุตรถึงแม้ว่าจะมิได้รับรองว่าเป็น แต่ย่อมปฏิเสธความจริงไปไม่ได้ด้วยใบหน้าและท่าทางที่คบ้ายคลึงกันชัดเจน
“เจ้าชื่ออะไร”ฮ่องเต้สูดลมหายใจระงับความโกรธ
“ข้าเหวินจื่อหลง หรืออีกชื่อคือจวิ้นจื่อหลง ใช่แล้วข้าคือคนที่ท่านส่งเสนาฟ่านลงไปปราบปราม”
“มารดาของเจ้าเล่า”
“ท่านก็รู้ดีว่ามารดาข้านามว่าอะไร หรือจะให้ข้าย้ำให้ชัดเจน ว่านามเดิมของนาง คือ ท่านหญิงจวิ้นเยี่ยนหลาน”จื่อหลงเน้นเสียงหนักยามเอ่ยนามของมารดาตน ท่าทีของฮ่องเต้ตะลึงเมื่อรู้ว่าความเข้าใจของตนเองนั้นถูกต้อง มือขาวสั่นระริก ยกขึ้นเอื้อมมาตรงหน้าของจื่อหลง ปลายนิ้วแตะแก้มฝ่ายตรงข้ามเบาๆ
“เจ้า..เจ้าคือบุตรของข้า”
“ไม่..ไม่ใช่ บิดาข้าคือเหวินจื่อสง เป็นอดีตอัครเสนาฝ่ายขวาของท่าน"จื่อหลงแสยะยิ้มดวงตาแดงช้ำยามนึกถึงผู้เป็นบิดา
"เด็กโง่ ในจดหมายก็บอกอย่างชัดเจน เจ้าจะปฏิเสธไปทำไม"
"แน่นอนข้าย่อมปฏิเสธ เขาเลี้ยงดูท่านแม่และตัวข้าตั้งแต่ข้ายังอยู่ในครรภ์มารดา ยามข้าถือกำเนิดเขาถึงกับฉลองบุตรชายคนแรกสามวันสามคืน ท่านเองยังประทานของให้ข้า จำหยกนี่ได้หรือไม่"จื่อหลงล้วงเอาหยกขาวรูปเสือออกมาให้เขาดู ยิ่งมองฮ่องเต้ยิ่งโทมนัส(เสียใจ) เป็นเขาที่หูเบา เป็นเขาที่เคียดแค้นคนที่ได้นางไปครอบครอง จึงอยากขยี้คนผู้นั้นให้หายไปได้ฝ่าเท้าของตน
"เจ้าเป็นโอรสของข้า ต่อให้ฟ้าเปลี่ยนสีความจริงก็หนีไปไม่พ้น"เขาเอ่ยย้ำเสียงหนัก
"เช่นนั้นหรือ นั่นเป็นความคิดของท่านแต่สำหรับข้าแล้วท่านพ่อก็คือท่านพ่อ เขาป้อนข้าวป้อนยายามข้าเจ็บป่วยก็ล้วนเป็นเขาตามหมอ ยามข้าหิวเป็นเขาที่หาให้อิ่มท้อง อักษรพันคำก็เป็นเขาจับมือข้าเขียนพู่กัน มีตรงไหนหรือที่ท่านเกี่ยวข้อง"จื่อหลงตวาดเสียงดัง ยิ่งพูดน้ำตาที่ยากจะหลั่งรินกลับไหลลงมาตามแก้ม
"ท่านบอกข้าสิ ตรงไหนที่มีท่านอยู่"จื่อหลงสูดลมหายใจเข้าปอดยกมือปาดน้ำตาแรงๆ
"เจ้าเป็นลูกข้าเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตรย์กลับมาเถอะ ข้าจะตั้งให้เจ้าเป็นจวิ้นจื่ออ๋องและประทานจวนฝั่งตะวันตกให้แก่เจ้า"
"ท่านเข้าใจเป้าหมายข้าผิดแล้ว ข้าไม่เคยอยากได้ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือเงินทอง ข้าเพียงอยากล้างมลทินให้แก่สกุลของข้า พวกเราหาใช่กบฏไม่ ทุกอย่างล้วนถูกปรักปรำจากผู้โลภมากหวงอำนาจทั้งสิ้น"จื่อหลงน้ำเสียงหนักแน่น
"เลิกเหลวไหลได้แล้ว ดอรสของข้าจะไปเป็นคนของสกุลอื่นได้อย่างไร"
"อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นท่านบอกข้าหน่อย ยามที่ท่านแม่เสียใจท่านไปอยู่ที่ไหน ยามที่ท่านแม่ป่วยไข้ท่านไปอยู่เสียที่ไหน สำคัญยิ่งกว่ายามที่ข้าถือกำเนิดท่านอยู่ที่ใดเล่า เรื่องต้นกำเนิดของข้าให้กลายเป็นอดีตไปเสียเถอะ ข้าต้องการเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ท่านเป็นถึงฮ่องเต้ผู้เป็นโอรสสวรรค์อยู่เหนือผู้คนทั่วหล้าเรื่องแค่นี้เพียงท่านออกราชโองการคงไม่ทำให้เสียแรงมากกระมัง"จื่อหลงเยาะเย้ยอย่างคนไม่กลัวตาย
"อ้อ..หรือท่านเห็นข้าบังอาจลบหลู่ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินจะสั่งประหารเสียก็ย่อมได้"
"จื่อหลง เจ้าอย่าดื้อดึงมากนักเลย สิ่งที่ข้าให้เจ้านับว่ายิ่งใหญ่กว่าผู้ใดแล้ว"
"ข้าไม่ต้องการ! ข้าเพียงอยากล้างมลทินให้แก่สกุลเหวินเท่านั้น"จื่อหลงทิ้งตัวลงคุกเข่าทั้งสองข้างแรงจนฮ่องเต้สะดุ้ง
"ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทนข้ายินยอมทั้งหมดกระทั่งจะเอาชีวิตข้า ข้าก็ยอมเพียงแค่ขอท่านออกราชโองการเถอะพะย่ะค่ะ"เขาก้มลงหมอบกับพื้น ฮ่องเต้ได้แต่มองแผ่นหลังสั่นสะท้านน้อยๆนั่นด้วยดวงตาเจ็บช้ำ โอรสเขาผู้นี้ทั้งแข็งแกร่งทั้งทะนงตน แม้กระทั่งรัชทายาทยังสง่างามมิเท่าเขา ฮ่องเต้ก้มลงประคองไหล่สองข้างของจื่อหลงดึงขึ้น
"เอาล่ะๆ เจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่าตามนั้น แต่มีเงื่อนไขเจ้าจะต้องเป็นองค์ชายสิบสามดำรงยศจิ้นจื่ออ๋อง และเข้าว่าราชการทุกวันตกลงหรือไม่"
"ข้าไม่.."
"เช่นนั้นเจิ้นเองก็ไม่"เขากลับมาแทนตัวเองเช่นเดิมเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาคือใครในแผ่นดินกันแน่ จื่อหลงเองก็รู้ดีถึงเรื่องนี้จึงได้แต่ถอนหายใจ
"เช่นนั้นข้าขอเบิกตัวคนอีกสองคนได้หรือไม่พะย่ะค่ะ"จื่อหลงยอมอ่อนข้อลงหนึ่งส่วน
"หือ? เป็นผู้ใด"
"เป็นคนใกล้ชิดของกระหม่อมเอง"
"ให้เขาเข้ามาเถอะ"ปู้เฉินวรยุทธใช่อ่อนด้อยไม่จำเป็นต้องตะดกนบอกเพียงชั่วลมหายใจปู้เฉินและท่านหมอเหยียนก็เปิดประตูเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า ฮ่องเต้มีหรือจะไม่รู้จักท่านหมอหลวงท่านนี้
"เจ้า.."
"ถวายพระพรฝ่าบาท กระหม่อมเองพะย่ะค่ะ"
"เตรียมพร้อมกันขนาดนี้เจิ้นมีหรือจะไม่ฟังคำพวกเจ้า มีอะไรก็ว่ามาเถอะ"หมอเหยียนเล่าเท้าความตั้งแต่ท่านหญิงหนีกระเซอะกระเซิงจากเงื้อมมือของไทเฮาและฮองเฮาองค์ปัจจุบันเมื่อรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์มังกร กระทั่งได้พบความช่วยเหลือจากเหวินจื่อสงเมื่อยังดำรงตำแหน่งซ่างซูเสิ่ง(เสนาบดีตรวจสำนัก) และช่วยปิดบังซ่อนเร้นนางเอาไว้เพื่อความปลอดภัยถึงขั้นแอบเข้าพิธีร่วมผูกผมกันเงียบๆกลายเป็นฟูเหรินแห่งจวนสกุลเหวินจะให้กำเนิดบุตรชายตั้งชื่อให้ว่า เหวินจื่อหลง มีคนมากมายอยากเห็นฮูหยินของท่านเสนาแต่กลับไม่มีผู้ใดได้ยลโฉม ร่ำลือกันว่านางอาจรูปโฉมอักลักษณ์จนไม่กล้าสู้หน้าผู้คนหรือนิสัยชั่วร้าย อีกทั้งอาจจะอ่อนแอจนท่านเสนาไม่ยอมให้ออกจากประตูจวน แน่นอนท่านหญิงต้องการสิ่งใดท่านเสนาล้วนแต่เสาะแสวงหามาให้มิได้ขาด นางเองก็รู้ดีว่าไม่สามารถออกไปเดินถนนหรือพบเจอผู้คนได้ นี่เองข่าวคราวของท่านหยิงจึงเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย อัครเสนาฝ่ายซ้ายถงซืออี้ใส่ร้ายสกุลเหวินเพราะพระสนมถงซูเฟยต้องการรวบอำนาจลงมือจัดการสกุลเหวินอย่างไร้เมตตาเคราะห์ดีที่จื่อหลงสามารถหนีตายไปได้ ยิ่งคิดฮ่องเต้ยิ่งแค้นเคืองยังนับว่าโชคดีที่เขาตัดสินใจให้สนมลู่ขึ้นเป็นกุ้ยเฟยจึงยังไม่ถูกก่อกบฏ เมื่อฟังจบเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
"เป็นเช่นนี้ ผิดที่เจิ้นเองไม่สืบสวนให้ดี เพียงเพราะถงซูเฟยกำลังตั้งครรภ์ข้าจึงไม่เฉลียวใจ เอาเถอะข้าจะชดเชยให้เจ้าเองลูกสิบสาม"
"ขอบอพระทัยฝ่าบาทแต่กระหม่อมมิอาจรับตำแหน่งใดๆได้ ต้องกตัญญูต่อสกุลเหวินที่ให้โอกาสกระหม่อมได้เติบใหญ่ หากลืมบุญคุณผู้ให้ข้าวให้ที่คุ้มฝนก็คงเป็นกากเดนมนุษย์แล้ว"
"เจ้าอยากแก้แค้นให้เหวินจื่อสงหรือไม่"เพียงคำพูดเดียวของฮ่องเต้ทำให้จื่อหลงชะงักคำค้านนิ่งตรึกตรอง
"ถ้าอยากแก้แค้น เจ้าก็จงเชื่อฟังเจิ้นเถอะ กลับมาเป็นจวิ้นจื่ออ๋องและเข้าวัง เรื่องส่วนตัวของเจ้าเจิ้นไม่บังคับ พรุ่งนี้จะมีราชโองการประกาศให้สกุลเหวินพ้นมลทินคืนจวนสกุลเหวินให้เจ้า สามชั่วอายุคนสกุลเหวินจะถูกราชวงค์ปกป้องเว้นโทษตาย"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"คนทั้งสามหมอบลงกับพื้นน้ำตาวึมด้วยความตื้นตัน เรื่องเป็นจวิ้นอ๋องนั้นเกินความคิดของพวกเขาไปมากโข ทำให้จื่อหลงลังเลไม่น้อย
"ฝ่าบาทกระหม่อมขอกลับไปคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนได้หรือไม่พะย่ะค่ะ"
"ได้! พรุ่งนี้เจ้าให้คำตอบแก่เจิ้นแล้วเจิ้นจะมีราชโองการ"แน่นอนอย่างไรเสียผู้มีประสบการณืมากกว่าย่อมได้เปรียบ บิดาหรือจะพ่ายแพ้แก่บุตร ฮ่องเต้หัวเราะเบิกบานราวกับยกหินหน่วงในอกมายี่สิบกว่าปีออก
"ยังมีอีกเรื่องพะย่ะค่ะ"จื่อหลงเอ่ยปากขึ้นเล่าถึงความผูกพันระหว่างเขาและฟ่านเสวียน เมื่อฮ่องเต้ได้ยินถึงกับสำลักกระอักกระไอ
"เจ้า..เจ้า เจ้ามันเหลวไหลใหญ่แล้ว รู้หรือไม่ว่าเขาเป็นน้องชายของกุ้ยเฟย"
"รู้พะย่ะค่ะ แต่เรื่องของเราต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน ถ้าฝ่าบาทไม่ตกลงข้าก็จะยังไม่ตกลงเรื่องกลับเข้าวัง"จื่อหลงบอกเสียงเรียบ แววตาวาววับเพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้อย่างไรเขาก็เป็นฝ่ายชนะแน่นอน
"ยังไม่ทันเข้าวังเจ้าก็สร้างเรื่องให้ข้าแล้วรึ?"
"ไม่ใช่นะพะย่ะค่ะ เขากับข้ารักกันแต่ไห่เปียวและเสนาถงใช้เล่ห์เพทุบายทำให้เสี่ยวเสวียนบาดเจ็บ กระหม่อมขอความเมตตาโปรดช่วยกระหม่อมสมหวังด้วยเถอะพะย่ะค่ะ"
"เห้อ! เจ้านี่นะ เอาเถอะข้าจะไปคุยกับเสนาลู่ให้ นี่มิเท่ากับว่าข้าเสียคนดีมากฝีมือไปอีกคนแล้วหรือ"
"แต่พระองค์ก็ได้กลับมาถึงสองคนนะพะย่ะค่ะ"
"หึหึ เจ้าเล่ห์นักนะ เอาล่ะ พรุ่งนี้หวังว่าเจิ้นจะได้รับข่าวดี ถ้าเจิ้นมีข่าวดีเจิ้นก็รับปากว่าเจ้าเองก็จะมีข่าวดีเช่นกัน"ร่างสูงสง่าเดินออกไปเงียบๆทิ้งให้ทั้งสามคนมองสบตากันด้วยดวงตารื้นน้ำตา
"สำเร็จแล้ว ต่อให้ข้าต้องเดินบนหินคมข้าก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้อีกแล้ว"จื่อหลงเอ่ยเสียงเครือ มองเงาสีดำที่เดินผ่านหน้าต่างไปช้าๆ
"โชคดีแล้วๆ เจ้าจะตัดสินใจอย่างไร"หมอเหยียนตบไหล่จื่อหลงแรงๆ
"ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร"
"จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่เจ้า เรื่องนี้อย่าพึ่งไปปรึกษาท่ารราชครูเขาไม่ปรกติเพราะไห่เปียว จะทำให้ข่าวรั่วไหลได้"
"อืม ไปเถอะเมื่อเรื่องนี้ผ่านไปได้ด้วยดีถึงคราวเราต้องกลับไปสำนักซงซานเพื่อสะสางปัญหาที่เหลือ"ทั้งสามขี่ม้ามุ่งตรงไปยังสำนักที่ตนเองเป็นประมุขอยู่ แน่นอนท่านหมอเหยียนถือเป็นผู้อาวุโสของสำนักมีปู้เฉินคือผู้ถือกฏย่อมมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาผู้เป็นเจ้าสำนัก เกือบรุ่งสางพวกเขาถึงตีนเขาศิษย์ที่เฝ้าประตูล้วนแตกตื่นเมื่อประมุขปรากฏตัวขึ้นกระทันหัน
"เรียกทุกคนมาที่ลานฝึกเดี๋ยวนี้"จื่อหลงกระแทกเท้าเหินไปยังสำนักด้วยความเร็ว ปู้เฉินแบกท่านหมอเหยียนใส่หลังเหินตามไปด้วยไม่รอช้า ด้านในของสำนักยังมีท่านราชครูฉงนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ประมุข
"ท่านอาจารย์"จื่อหลงเข้าไปทักทายทันที
"หือ เจ้ามาแล้วหรือ"
"ขอรับข้ามาแล้ว"
"ไห่เปียวล่ะ พวกศิษย์น้องของเจ้ากำลังเตรียมพิธีมงคลให้เจ้ากับเขาอยู่ เจ้ามาก่อนเวลาแล้ว"
"เรื่องมงคลเช่นนั้นคงไม่มีหรอกขอรับ"
"อย่าเหลวไหล ท่านเสนาถงและไห่เปียวต่างก็เตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้ว"
"ท่านอาจารย์ ท่านไม่สบายหรือขอรับดูสีหน้าท่านซีดเวียวยิ่งนัก"
"ข้าปรกติดี"เขาส่ายหน้าไปมาเล็กนอย
"ศิษย์เป็นห่วงท่านยังไงให้หมอเหยียนตรวจอาการสักหน่อยดีไหมขอรับ"
"ไม่ต้องๆ ข้าสบายดี อ๊ะ!"ราชครูฉงผงะเมื่อจื่อหลงสกัดจุดชาที่ด้านหลังเอาไว้
"ท่านหมอเหยียนเชิญเถอะ"หมอเหยียนเดินเข้าไปสำรวจใบหน้าและร่างกายของราชครูก่อนจะเอื้อมมือมาแมะที่ข้อมือเหี่ยวย่น
"พวกท่านมากันแล้ว!"เสียงใสกังวานดังขึ้นจากด้านหลัง แน่นอนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไห่เปียวเท่านั้น