ลั่วจิ่งซีมองด้วยความสงสัย “เมื่อวานเจ้าก็อยู่มิใช่หรือ? แล้วจะเป็นสถานการณ์ใดได้อีก?”
เหล่าต้าที่เห็นว่าเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจจึงเอ่ยใบ้เพิ่มเติม “ก็เรื่องเมื่อวานที่เจ้าหลอกล่อฮูหยินให้อารมณ์ดีเช่นนั้นอย่างไรเล่า”
เขาพูดไปก็เริ่มทำตัวน่าสงสารไปด้วย “แม้ภายนอกพวกข้าจะดูน่าเกรงขามแต่อันที่จริงแล้ว ก็คือทำงานให้ผู้อื่นอยู่ดี หากเบื้องบนไม่พอใจ ชีวิตน้อยๆ ของพวกเราก็คงไม่อาจรักษาไว้ได้เจ้ารู้หรือไม่ฮูหยินที่มาเมื่อวาน เพียงนางเอ่ยแค่คำเดียวก็สามารถจบชีวิตของพวกเราได้ทันที”
สิ่งที่คนผู้นี้พูดเมื่อฟังดูแล้วก็ค่อนข้างน่าเชื่อถือสำหรับเด็กหนุ่มหากดูจากท่าทางแสนขี้ขลาดของคนผู้นี้ คงเป็นความจริงไม่มากก็น้อย
“ดังนั้น เจ้าจึงอยากได้วิธีรับมือสตรีจากข้าหรือ?”
ลั่วจิ่งซีเอ่ยถามพร้อมส่งเสียงดูแคลนคิดในใจว่าจะทำอย่างไรให้เขาคายความลับของผู้อยู่เบื้องหลังออกมาได้มากที่สุด
“ถูกต้อง ข้าเห็นว่าแม้น้องชายจะอายุยังไม่มาก แต่กลับรับมือสตรีได้อย่างมีชั้นเชิงจึงอยากจะขอคำชี้แนะจากเจ้าเสียหน่อย”
ลั่วจิ่งซีเห็นเหล่าต้าแย้มยิ้มให้เพียงแต่มองก็รู้ได้ว่าเป็นรอยยิ้มที่เสแสร้ง แต่เขาคงไม่เอ่ยอันใดออกไปให้คนผู้นี้รู้สึกตัวอย่างไรเสียเขาก็ยังใช้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ได้
“ก็แค่เรื่องง่ายดาย เจ้าคิดว่าสตรีใส่ใจสิ่งใดที่สุด?”
“ย่อมต้องเป็นเรื่องของบุรุษและรูปโฉมอยู่แล้ว…”
เมื่อเขาได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็อดหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจไม่ได้ ใครให้ความมั่นใจแก่เจ้าว่าในใจของสตรีนั้นบุรุษสำคัญที่สุด…
ตลอดทั้งบ่ายเหล่าต้าใช้เวลาในห้องขังเพื่อพูดคุยเรื่องวิธีเอาใจสตรี ระหว่างนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะจากตอนแรกที่กระทำการเสแสร้งจนตอนนี้กลายเป็นว่าเขาอดไม่ได้ที่จะนับถือลั่วจิ่งซีขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขานำวิธีของลั่วจิ่งซีไปใช้ในหอนางโลมชิงเหอแล้วได้ผลยิ่งนักเขาจึงใส่ใจกับคำพูดของลั่วจิ่งซีมากขึ้น
ถึงขนาดที่ว่าห้องขังของลั่วจิ่งซีก็ไม่ลงกลอนและปล่อยให้เขาเข้าออกตามได้ตามใจชอบแน่นอนว่าเพียงแต่ต้องมีขอบเขต แต่เมื่อเทียบกับเฉียงจื่อที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แล้วก็ดีกว่ามากนัก
เฉียงจื่อมองดูเหล่าคนที่ถูกคุณชายรองหลอกอย่างแยบยลจึงนึกเลื่อมใสคุณชายรองเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน ขนาดตัวเขาที่ถูกขังมานานหลายวัน ยังต้องอาศัยอุบายในการทำให้ตนเองเป็นอิสระจากการกักขังและลงทัณฑ์เลยแม้จะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที แต่คุณชายรองมาได้ไม่ถึงสองวันก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเช่นนี้ควรค่าแกการเป็นแบบอย่างของเขาจริงๆ
……
ชีเหนียงไม่ได้รับรู้เรื่องการหายตัวไปของลั่วจิ่งซีแม้แต่น้อยสิ่งที่นางได้รับรายงานจากจ้าวจือชิงคือเขาพาออกไปทำธุระเท่านั้น โดยเป็นเรื่องการส่งสาส์นไปยังอำเภอเฉา
“เรื่องนี้เจ้าบอกว่ามีลู่ทางมิใช่หรือ เหตุใดจึงให้อาซีไปทำ? ข้ามอบหมายงานให้เขาไปหาร้านมิใช่หรือ?”
“เฮ้อ บุรุษควรต้องออกไปพบโลกกว้างให้มากตอนที่ยังอยู่ในวัยดรุณ โอกาสที่จะได้เผชิญกับโลกภายนอกนั้นหาได้มีมากนักเรื่องการหาทำเลร้านค้ายังไม่ต้องรีบร้อนก็ได้”
เมื่อถูกชีเหนียงเอ่ยถามจ้าวจือชิงก็อธิบายเหตุผลให้ฟัง เมื่อฟังสิ่งที่เขาพูดจบนางเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงไม่ได้ถามอันใดอีก ลั่วจิ่งซีนั้นต่างจากพี่น้องตรงที่เขาเคยชินกับการเดินทางไปไหนมาไหนตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งยังอยู่นิ่งไม่เป็น นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กคนนี้สนิทกับจ้าวจือชิงก็เป็นได้
ชีเหนียงพยายามปลอบโยนตนเองก่อนจะหันมาคำนวณเวลาส่งสาส์น จากนั้นจึงสั่งให้คนส่งข่าวไปหาตู้หมิงเจวียน
เมื่อได้รับสาส์นจากชีเหนียงตู้หมิงเจวียนก็นำโฉนดกับสูตรลับของสถานความงามทั้งหมดเก็บรวบรวมไว้ด้วยกัน
วันต่อมานางก็ตรงกลับจวนสกุลตู้ด้วยชุดแต่งกายหรูหรา
เมื่อนางกลับถึงจวนก็เจอกับบุตรสาวที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกด้วยชุดพิธีการจึงรู้สึกประหลาดใจ ทั้งยังรู้ว่าอาจเกิดเรื่องอันใดขึ้นเป็นแน่
“ท่านแม่ วันนี้คงต้องพึ่งพาท่านอีกครั้งแล้วเจ้าค่ะ”
กิจการสถานความงามของตู้หมิงเจวียนที่เกิดปัญหานั้นเดิมทีผู้อาวุโสของทางจวนมิได้รับรู้เนื่องจากคนในจวนเป็นห่วงสุขภาพของนางจึงมิได้เอ่ยอันใดให้ทราบ เมื่อตู้หมิงเจวียนนำความไปเล่านางถึงกับโกรธจนตัวสั่น
“คนพวกนั้นใช้อำนาจรังแกกันเกินไปแล้ว ไม่เห็นตระกูลตู้ของอยู่ในสายตาเลย!”
เล่าฮูหยินตระกูลตู้เดือดดาลเป็นอย่างมากแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ตู้หมิงเจวียนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว “ท่านแม่อย่าใด้โกรธจนเสียสุขภาพเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่มีทางยกร้านให้คนพวกนั้นง่ายดายโดยไม่ได้คิดวิธีรับมือไว้หรอกนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้นางรู้ได้ว่าตู้หมิงเจวียนมีแผนรับมือแล้ว
“ไหนลองว่าแผนของเจ้ามาให้ข้าฟังดูเสียหน่อยเป็นอย่างไร!”
ตู้หมิงเจวียนกระซิบที่ข้างหูของนาง “ในเมื่อไม่ว่าอย่างไร พวกนั้นก็ต้องการสิ่งนี้ก็ยกให้พวกเขา เพียงแต่ต้องทำตามตกลงสองอย่างคือ…”
เมื่อเล่าฮูหยินตู้ได้ฟังแผนการของลูกสาวก็อดพยักหน้าไม่ได้ตั้งแต่เล็กบุตรสาวของนางคนนี้ซุกซนแก่นแก้ว นางคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวแสนซุกซนคนนั้นจะเติบโตฉลาดเฉลียวขึ้นมากขนาดนี้หากตอนนั้นมีตระกูลดีๆ อยู่สักตระกูล ลูกสาวนางคงไม่ต้องลดสถานะแต่งกับหยางหนิงทว่าหยางหนิงก็เป็นคนมีความสามารถ เขาพึ่งพาเพียงความสามารถของตนจนได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงเดิมทีครั้งนี้เป็นโอกาสในการได้เลื่อนตำแหน่งของเขาแต่เพราะได้รับผลกระทบจากสกุลเยี่ยน จึงต้องพักงานชั่วคราว
“ใครก็ได้ นำชุดยศตราตั้งของข้าเข้ามา” มารดาของตู้หมิงเจวียนคือสตรีที่มียศถาศักดินาระดับสองผินนางมีสิทธิ์เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าไทเฮาได้อย่างถูกต้อง
……
ณตำหนักเฉิงเสียง ไทเฮาได้รับเทียบขอเข้าเฝ้าจากเล่าฮูหยินตู้ แม้จะรู้เรื่องอยู่บ้างก็ตามตามธรรมเนียมแล้วนางไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่เมื่อได้รับคำร้องขอของสตรีมียศศักดิ์ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน
นางกำนัลข้างกายอ่านความลังเลของนางออกจึงได้เอ่ยขึ้นมา “ไทเฮาเพคะ น้อยครั้งนักที่ตู้ฮูหยินจะขอเข้าเฝ้า หากไม่พบคงไม่เป็นการดีเพคะอีกอย่างถึงแม้จะอนุญาตให้นางเข้าเฝ้าได้ แต่ผู้ตัดสินพระทัยก็คือพระองค์นะเพคะผู้ใดก็มิอาจบังคับได้เพคะ”
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เช่นนั้นก็ให้พวกนางเข้ามาพบข้า”
ผู้คนนอกตำหนักเฉิงเสียงรู้เพียงว่าแม่ลูกสกุลตู้เข้าเฝ้าไทเฮาที่ตำหนักนานครึ่งค่อนวัน ก่อนเข้าไปสีหน้าพวกนางค่อนข้างตึงเครียดหากแต่ตอนที่ออกมากลับดูสบายอกสบายใจ ทำให้ผู้คนพากันคาดเดาเรื่องราวไปต่างๆ นานา ด้วยเพราะตำหนักเฉิงหยางมีการคุ้มกันแน่นหนาจึงไม่มีผู้ใดสืบทราบความเป็นไปในตำหนักได้
......
องค์หญิงเฉาหยางเองก็ได้ทราบเรื่องนี้เช่นกัน
“สกุลตู้?” องค์หญิงเฉาหยางวางถ้วยชาในมือลงอย่างแรง “ข้าคิดว่าพวกนางจะคิดวิธีดีๆ อะไรได้ สุดท้ายก็แค่ไปฟ้องนางเฒ่าปีศาจนั่น! น่าเสียดายที่เสด็จพ่อโปรดปรานข้า แม้จะเป็นไทเฮาแล้วอย่างไรกันเล่า?”
นางหาได้แยแสสิ่งใดไม่ด้วยหลายปีมานี้ สิ่งใดที่นางปรารถนาก็มักจะได้มันมาอยู่ในมืออย่างง่ายดายครั้งนี้ก็ไม่ต่าง!
“แต่ว่าองค์หญิงเพคะ ตามที่ได้ยิน คนจากร้านเจาหรงเก๋อเอ่ยว่าวัตถุดิบในสถานความงามเหลือไม่มากแล้วเพคะ ทั้งเรายังรับปากพระสนมกุ้ยเฟยว่าจะส่งมอบสินค้าให้นางตอนนี้มีเพียงตู้หมิงเจวียนเท่านั้นที่รู้เรื่องการจัดหา0วัตถุดิบ แล้วเราจะทำเช่นไรกันดีเพคะ?”
องค์หญิงเฉาหยางมองนางกำนัลข้างกายด้วยสายตาดุดัน “เรื่องแบบนี้ยังต้องให้ข้าสอนอีกหรือ? ในเมื่อนางไม่ยอมบอกก็แสดงว่าเจ้าหยิบยื่นผลประโยชน์ให้นางไม่มากพอมิใช่หรือ!”
นางกำนัลมีหรือจะไม่รู้นิสัยขององค์หญิงแต่ก็ได้แต่อธิบายเพิ่มเติม “มิใช่ให้ไม่มากพอเพคะเพียงแต่เหมือนคนอื่นๆ จะไม่รู้ อีกอย่างผู้ดูแลเคยเผลอพูดออกมาว่าวัตถุดิบเหล่านั้น แท้จริงแล้วถูกส่งมาจากอำเภอเฉาเพคะ”
เมื่อได้ยินคำว่าอำเภอเฉาแววตาขององค์หญิงเฉาหยางก็มืดครึ้มขึ้นมาทันที “เช่นนั้นก็ส่งคนไปสืบ! ต้องให้ข้าสอนด้วยหรือ!”
นางรีบออกไปจัดการทันทีโดยไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมาอีก
-----