บทที่ 10ปิ่นหยกขาว
ในระหว่างที่หมิงเหม่ยกำลังปรับพลังภายในร่างพร้อมควบคุมทักษะการฟื้นตัวให้ทำงานได้ดั่งที่ใจคิดอยู่นั้น ราวกับห้วงจิตของนางได้เลื่อนลอยไปยังสถานที่แสนแปลกแยกแห่งหนึ่ง คล้ายนางเดินย่ำอยู่ในปุยเมฆแลดูอ่อนนุ่มทั้งยังเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก กระทั่งปุยเมฆนั้นนำพานางให้มุ่งตรงไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งเบื้องหน้านางนั้นปรากฏเป็นทางเดินหยกสีขาวสะอาดตา พร้อมด้วยราวจับทั้งสองข้างที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีที่ดูสูงค่า นางมิอาจทราบว่าในโลกนี้อัญมนีเหล่านี้เรียกว่าอย่างไร แต่หากเป็นในโลกเดิมของนาง มันคงถูกเรียกว่าเพชร พลอย และไพลินเป็นแน่แท้
มากล่าวถึงตัวทางเดินที่ขาวราวกับหยกชั้นดีนั้นดูบ้าง ตัวมันนั้นทอดกายไปยังด้านหน้าจนมิอาจมองเห็นส่วนปลายสุดของเส้นทางได้เลย ช่างคล้ายกับทางเดินที่นำพาผู้คนมุ่งตรงสู่พิภพอื่นอยู่มากเลยทีเดียว นางมองดูแล้วเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างที่สุดว่า ณ ปลายสุดของทางเดินที่ทอดกายยาวลึกเข้าไปราวไร้ที่สิ้นสุดนี้ มันมีสิ่งใดอยู่กันแน่ ?
ณ ตอนนั้น หมิงเหม่ยได้ตัดสินใจก้าวเท้าขึ้นไปยังทางเดินสีขาวราวหยกชั้นดีเบื้องหน้านั้น ความสงสัยที่นางมีเอาชนะความระแวดระวังได้ในท้ายที่สุด แม้จะชั่งใจอยู่ราวหนึ่งก้านธูปก็ตาม
หมิงเหม่ยก้าวเท้าไปเรื่อย ๆ อย่างมิยอมหยุดพัก ยิ่งนานนางยิ่งพบเจอก้อนเมฆสีขาวโพลนลอยตัวอยู่มากนัก ทั้งอากาศยังเย็นสบายและอบอุ่นใจอย่างที่สุดในเวลาเดียวกัน หมิงเหม่ยรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก แม้จะเดินมาได้ราวครึ่งชั่วยาม เหงื่อแม้เพียงสักหยดก็ยังมิได้ผุดพรายให้เห็นเลยแม้แต่น้อยไม่นานนักหมิงเหม่ยก็ได้เดินทาง ณ ส่วนปลายสุดของทางเดินสีขาวราวดั่งหยกนั้น
มองไปด้านหน้ามันช่างเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามยิ่งนัก ราวกับเป็นการสรรสร้างจากเทพบนสวรรค์ชั้นฟ้าอย่างแท้จริง มันเป็นตำหนักขนาดกลาง ที่ทำมาจากหยกขาวแทบทั้งตำหนักเลยก็ว่าได้ มองดูภายนอกจะพบเข้ากับลวดลายดูวิจิตรงดงามอย่างมาก บางส่วนยังเป็นภาพเรื่องราวของเหตุการณ์สำคัญบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา. ..
หมิงเหม่ยเองมิอาจทราบถึงความเป็นไปในเรื่องราวที่ถูกขีดเขียนตามผนังด้านนอกของตำหนักหยกขาวหลังนั้นได้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังจดจำภาพเหล่านั้นเอาไว้ในใจ คาดว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อนางในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่
เมื่อสังเกตบริเวณโดยรอบของตำหนักหยกขาวหลังนั้นจนสาแก่ใจแล้ว ปลายเท้าของหมิงเหม่ยก็ได้ก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อเข้าไปในตำหนักหยกขาวหลังนั้นในท้ายที่สุด
“ความรู้สึกนี้. .. ?” เป็นคราแรกที่หมิงเหม่ย กล่าวบางสิ่งออกมานับตั้งแต่เข้ามาในห้วงมิติหรือสถานที่ที่ดูแปลกแยกนี้ พลันที่นางก้าวเท้าข้างหนึ่งผ่านพ้นบานประตูที่เหมือนจะเปิดต้อนรับนางอยู่ก่อนแล้วนั้น ความรู้สึกมากมายก็ต่างประดังเข้ามาราวคลื่นมหาวารีลูกใหญ่ จิตใจที่แข็งแกร่งเฉกเช่นประติมากรรมน้ำแข็งของนาง ยังรู้สึกไหววูบอย่างชัดเจนเมื่อได้รับความรู้สึกเหล่านั้นเข้าไป
ความรัก ความห่วงหา ความอาลัย ความเศร้าหมอง ความสุขสม ความรู้สึกที่ดูแปลกและเข้าใจยากสำหรับเครื่องจักรสังหารไร้ความรู้สึกเช่นหมิงเหม่ย กลับไหลบ่าเข้ามาโดยที่นางมิอาจห้ามปรามหรือหยุดรั้งได้เลยณ ตอนนั้นหมิงเหม่ยพยายามหลับตาและใช้มือทั้งสองจับไปที่ศีรษะของนางเพื่อขับไล่และลืมความรู้สึกประหลาด ๆ เหล่านั้นออกไป
เพียงสามลมหายใจต่อมาความรู้สึกเหล่านั้นก็พลันมลายสิ้น เฉกเช่นการดับเชื้อไฟในตะเกียง หมิงเหม่ยลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางพยายามมองหาจุดสังเกตบางอย่างภายในเรือนหยกขาวหลังนี้ ที่ภายในดูคล้ายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่เพียงห้องเดียวเสียมากกว่า
“นั่น. ..” หมิงเหม่ยกล่าวออกมาเบา ๆ เมื่อดวงตาทอประกายดุจจันทราของนาง ผสานเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง มันตั้งอยู่กลางห้องโถงห้องนี้ ทั้งยังห่างไหลจากนางราวสามสิบเซียะด้วยกัน (หนึ่งเซียะ = 1/3 เมตร)
สิ่งที่อยู่กลางห้องนั้นดูคล้ายประติมากรรมสิ่งมีชีวิตแสนงดงามตนหนึ่ง ร่างกายเรียวยาว เต็มไปด้วยเกร็ดสีฟ้าดุจละอองคลื่น ขาทั้งสี่ข้างดูกำยำทั้งยังเรียวงามอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีกรงเล็บที่ดูแหลมคมสามารถตัดผ่านได้ทุกสิ่งด้วยเช่นกัน
เมื่อมองเลยไปอีกนั้นก็จะพบกับศีรษะแสนใหญ่โตพร้อมสรรพไปด้วยฟันที่ดูแหลมต่างเรียงรายอย่างงดงาม ดวงตาสีหม่นนั้นราวกับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางอย่าง และที่สะดุดตาเห็นจะเป็นเขาทั้งสองที่โผล่ออกมาจากกลางกระโหลกศีรษะของประติมากรรมตนนี้
ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา สิ่งมีชีวิตตนนี้ ล้วนเป็นสิ่งเดียวกับที่นางเคยผ่านตามาบ้างตามหน้าตำราหนังสือ อันเป็นภาพจำที่ได้รับมาจากเยว่หมิงเหม่ยคนก่อน กล่าวคือ. ..มันเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าเผ่าพันธุ์มังกรโบราณ สิ่งมีชีวิตที่สูญหายไปแล้วนานนับพันปี อิทธิฤทธิ์ของมันมิอาจมีใครบอกได้ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ตามตำราที่เห็นเพียงผ่านตา มันเป็นแค่รูปวาดที่อธิบายถึงลักษณะภายนอกแต่เพียงเท่านั้น
หมิงเหม่ยเดินเข้าไปใกล้ พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะควบคุม นางต้องการสัมผัสกับประติมากรรมแสนงดงามนั่นยิ่งนัก คล้ายดั่งนางจะขาดใจตายหากไม่ได้สัมผัสมัน ณ ตอนนั้น มือข้างขวาเคลื่อนคล้อยไปอย่างช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแรงควบคุมใด ๆ เพียงอึดใจเดียวมือขวาของหมิงเหม่ย ก็พลันประทับเข้ากับกะโหลกศีรษะของประติมากรรมตนนั้นในท้ายที่สุด
ความเย็นเยียบกลับห่อหุ้มร่างทั้งร่างของหมิงเหม่ยเอาไว้ หัวใจรู้สึกบีบรัดอย่างน่าอึดอัด ทั้งร่างกายของนางยังแข็งค้างไม่ต่างกับประติมากรรมน้ำแข็งอยู่เช่นนั้น ไม่สามารถแม้จะเอามือออกจากประติมากรรมเบื้องหน้าได้เลย
ครืนนนน. .. ครืนนนนน. ..
คลื่นลมที่ไร้ซึ่งที่มาและที่ไป กลับโหมกระพือไปทั่วทั้งห้องโถงแห่งนั้น พร้อมประติมากรรมเบื้องหน้าของหมิงเหม่ย ที่พลันส่องแสงสีฟ้าครามออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดวงตาแสนหม่นหมองของประติมากรรมชิ้นนั้นคล้ายขยับเคลื่อนไหว ก่อนที่เสี้ยววิต่อมาหยดน้ำตาใสกระจ่างจะไหลซึมออกจากดวงตาคู่นั้นของประติมากรรมมังกรโบราณอย่างไม่น่าเชื่อ
“อ๊ะ. ..” หมิงเหม่ยส่งเสียงอยู่ในลำคอเล็ก ๆ นางรู้สึกเหมือนร่างกายจะสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิมแล้ว ขณะเดียวกันก็เหมือนสถานการณ์ที่ดูไม่ปกติอย่างที่สุดนั้น จะค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างช้า ๆ ด้วยเช่นกัน
“นี่ !!” มือเรียวงามทางขวาของหมิงเหม่ย พลันจับไปที่ขอบตาทางขวาของนาง ณ ตอนนั้นนางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดแปลกเป็นอย่างมาก มันคือของเหลวที่ทั้งเย็นและบริสุทธิ์ สิ่งที่หมิงเหม่ยไม่เคยคิดเลยว่าจะไหลซึมออกจากดวงตาของนางได้ . .. สิ่งที่เรียกว่าน้ำตา. ..
วูมมมมม. .. วูมมมม. ...
ขณะที่หมิงเหม่ยกำลังสับสนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวนางเองนั้น บริเวณปากของประติมากรรมมังกรโบราณ กลับเริ่มมีบางอย่างค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยออกมาอย่างช้า ๆ ลักษณะของมันนั้นคล้ายดวงแก้วลูกเล็ก ๆ ใหญ่กว่าดวงตาของหมิงเหม่ยแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดวงแก้วลูกนั้นลอยสูงจากตัวประติมากรรมมังกรโบราณราวสามเซียะ มองไปแล้วคล้ายมันกำลังส่งแสงสีฟ้าครามออกมาอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันไอเย็นสีขาวราวเมฆหมอกก็ต่างพากันห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ดวงแก้วลูกนั้น คล้ายดั่งเกราะป้องกันจำนวนหนึ่งชั้น
“จุดประสงค์ของเจ้าคือสิ่งใดงั้นหรือ ?” หญิงสาวตัดสินใจกล่าวถาม เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมิใช่เหตุบังเอิญเป็นแน่ นางเองคงมีความเกี่ยวข้องทั้งตัวสถานที่และเจ้าลูกแก้วลูกนั้นอยู่พอควร มิเช่นนั้นทุกสิ่งอย่างคงไม่นำพาพลางวนเวียนมาบรรจบกันดั่งเช่นในกาลนี้
เจ้าลูกแก้วลูกนั้นมิได้กล่าวตอบกลับมาแม้เพียงครึ่งคำ แต่กระนั้นมันกลับมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าประหลาด จากดวงแก้วที่ส่องแสงทอประกายสีฟ้าครามอยู่ตลอดเวลานั้น มันกลับแปรเปลี่ยนสร้างรูปลักษณ์ใหม่ได้ในพริบตา กลับกลายเป็นเพียงปิ่นหยกสีขาวและดูสะอาดบริสุทธิ์อย่างมากแทน
ไอเย็นที่เคยมากกลับลดฮวบจนแทบไม่รู้สึก แต่กระนั้นก็ยังพอรับรู้ได้อยู่บ้างหากได้สัมผัสหรืออยู่ใกล้พอ เจ้าปิ่นหยกขาวนั้นกลับลอยตัวลงมาอย่างช้า ๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหมิงเหม่ย มันนิ่งสนิทอยู่เช่นนั้นคล้ายกำลังเฝ้ารอบางสิ่งอยู่
หมิงเหม่ยยื่นมือออกไป พลางแบฝ่ามือของนางออก นางมิอาจทราบได้ว่าเหตุใดจึงได้ตัดสินใจกระทำการเช่นนั้นออกไป แต่ก็เหมือนเจ้าปิ่นหยกขาวนั่นจะรออยู่ก่อนแล้ว มันค่อย ๆ ลอยตัวต่ำลงพลางหยุดนิ่งสนิท ณ ฝ่ามือขาวเนียนเฉกเช่นปุยนุ่นของหมิงเหม่ยในเวลาต่อมา
“เช่นนั้น. ..ข้าก็ควรจะสวมใส่เจ้าไว้สินะ ?” หมิงเหม่ยครุ่นคิดในใจ จากนั้นนางก็รวบผมของนาง พลางนำปิ่นปักผมเสียบแทงลงไปยังเกล้าผมสีดำเงางามนั้น ความจริงเยว่หมิงเหม่ยก็นับว่ามีความงดงามมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีปิ่นปักผมหยกขาวมาเพิ่มเติม ความงดงามที่ปรากฏย่อมมากมายเกินกว่าจะละสายตาได้อย่างแท้จริง. ..