บทที่ 27 สามีปรากฏกาย
เฒ่าเฉิงและหลี่ซื่อหิ้วไหใส่น้ำมันตะเกียงเดินวนรอบห้องปีกตะวันออกหนึ่งรอบ เมื่อแน่ใจว่าราดจนทั่วแล้ว หลี่ซื่อก็หยิบม้วนกระดาษจุดไฟออกมาจากอกเสื้อ หลังจากเป่าให้เกิดเปลวไฟก็นำไปแตะกับน้ำมันตะเกียงนั้น
ฟึ่บ!
แสงเพลิงสว่างวาบขึ้นทันที เผยให้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความตื่นเต้นของหลี่ซื่อ
“ซูชิ่นเหนียง นังจิ้งจอกเ้าเล่ห์ ไปตายซะเถอะ!”
ยามนี้เป็่ที่อากาศแห้งแล้ง บ้านเรือนในสมัยโบราณสร้างด้วยอิฐและไม้ ซึ่งมีสัดส่วนของไม้มากกว่า ประกอบกับมีการราดน้ำมันตะเกียงทับลงไปอีกชั้น เมื่อไฟลุกโชนขึ้นจึงห่อหุ้มบ้านทั้งหลังให้กลายเป็ลูกไฟั์ได้ในชั่วพริบตา
ซูชิ่นไหวตัวทันั้แ่พริบตาแรกที่สังเกตเห็นเจตนาของคนตระกูลเฉิง นางจึงย้ายเด็กทั้งสองคนเข้าไปในมิติวิเศษเรียบร้อยแล้ว
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ซูชิ่นเกลียดชังคนตระกูลเฉิงเพียงเพราะสิ่งที่เ้าของร่างเดิมประสบพบเจอ เช่นนั้นในตอนนี้ ตระกูลเฉิงได้ทำให้นางโกรธจัดอย่างถึงที่สุดแล้ว
ดีมาก!
ซูชิ่นโกรธจัด และผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่งนัก
ภายนอกมิติวิเศษ
เมื่อคนตระกูลเฉิงแน่ใจว่าสามแม่ลูกซูชิ่นไม่มีโอกาสรอดชีวิตก็รีบถือกะละมังวิ่งออกไปนอกประตูทันที
“ใครก็ได้ช่วยด้วย ไฟไหม้แล้ว! ไฟไหม้ รีบมาช่วยดับไฟเร็ว!”
ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแสงไฟสว่างจ้าราวกับเป็เวลากลางวัน พวกเขาใรีบสวมเสื้อผ้าพุ่งออกจากบ้าน และหิ้วถังน้ำมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเฉิงอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้ เพลิงไหม้ได้เผาผลาญห้องปีกตะวันออกจนมองไม่เห็นเค้าโครงเดิมแล้ว เฒ่าเฉิงที่ยืนอยู่ในลานบ้านตบขาตัวเองพลางกระทืบเท้า
“รีบดับไฟเร็ว รีบดับไฟเร็วเข้า เมียเ้าใหญ่กับลูกสองคนยังอยู่ข้างในนั้น!”
ชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็รีบตักน้ำมาช่วยดับไฟเป็พัลวัน
เนื่องจากบ่อน้ำของตระกูลเฉิงขุดไว้ตื้น ไม่นานน้ำในบ่อก็ถูกตักจนแห้ง แต่เปลวไฟกลับไม่มีทีท่าว่าจะถูกควบคุมได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงรีบไปหาน้ำจากบ่ออื่น
ทว่าหมู่บ้านเสี่ยวเหอนั้นยากจน บ้านที่มีบ่อน้ำมีเพียงไม่กี่หลัง และตั้งอยู่ห่างกันมาก การใช้น้ำในหมู่บ้านส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาบ่อน้ำโบราณไม่กี่แห่ง ส่วนการซักผ้าหรือเลี้ยงหมูต้องไปตักจากลำธารเล็ก ๆ นอกหมู่บ้าน
ลำธารเล็ก ๆ อยู่ห่างจากบ้านตระกูลเฉิงเกือบหนึ่งลี้ ดังนั้นแม้ชาวบ้านจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยืนมองห้องปีกตะวันออกค่อย ๆ กลายเป็เถ้าถ่านไปต่อหน้าต่อตา
คนตระกูลเฉิงดีใจจนแทบคลั่ง แต่ไม่อาจแสดงออกมาได้
“เ้าใหญ่เอ๋ย ต่อไปข้าจะเอาหน้าไปพบเ้าได้อย่างไร!” เฒ่าเฉิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ทุบอกชกตัวพลางร้องไห้โฮ
เหล่าสตรีในตระกูลเฉิงต่างก็ปิดหน้าส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนชาวบ้านต่างพากันทอดถอนใจ ชีวิตคนสามคนหายไปในพริบตา ไม่ว่าบ้านไหนเจอเื่นี้ก็คงทำใจไม่ได้
เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อสนิทใจ เฒ่าเฉิงจึงร้องไห้อย่างสุดกำลัง
“ข้าไม่อยากอยู่แล้ว เ้าใหญ่เอ๋ย ข้าขอโทษเ้า ข้าจะลงไปขอขมาเ้าที่ใต้ดินเดี๋ยวนี้...”
พูดจบเฒ่าเฉิงก็ลุกขึ้นจากพื้น แล้ววิ่งไปยังเรือนหลักเพียงไม่กี่ก้าว ทำท่าจะเอาหัวชนกำแพง
ชาวบ้านย่อมไม่ปล่อยให้เฒ่าเฉิงชนกำแพงได้ หลายคนจึงช่วยกันรั้งตัวเขาไว้และพากันเกลี้ยกล่อม
“เฒ่าเฉิงทำอะไรน่ะ! ลูกหลานจากไปแล้ว ต่อให้ท่านหาเื่ตาย พวกเขาสามคนแม่ลูกก็ไม่ฟื้นกลับมาหรอก หากท่านเป็อะไรไปอีก แล้วคนในบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร?”
“ข้าผิดต่อพวกเขาสามคนแม่ลูก ข้าผิดต่อเ้าใหญ่ ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อ...” เฒ่าเฉิงร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก จนเสียงเริ่มแหบแห้ง
แต่คำสุดท้ายยังไม่ทันหลุดจากปากก็มีอันต้องติดอยู่ที่ลำคอ เฒ่าเฉิงมองดูเงาร่างสามร่างที่ปรากฏขึ้นตรงประตูอย่างกะทันหันราวกับเห็นผี เขาขยี้ตาหนึ่งที เงาร่างทั้งสามนั้นก็หายวับไป
เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ทำให้เฒ่าเฉิงใจนอ้าปากค้าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ชาวบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงมองตามสายตาของเขาออกไป
“แม่เ้า ผีหลอก!”
ทุกคนในลานบ้านต่างใจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วรีบถอยหลังกรูดไปหลายก้าว
“กลางดึกขนาดนี้ เพื่อนบ้านทุกท่านไม่นอนกันหรือ เหตุใดจึงมาวิ่งเล่นในลานบ้านข้า? เอ๊ะ บ้านข้าหายไปไหน?!” ซูชิ่นเดินจูงลูกเข้ามาในลานบ้านด้วยสีหน้าฉงน
“ท่านแม่ บ้านของพวกเราหายไปแล้ว!” โจวโจวและเยว่เยว่ก็เบิกตากว้าง
ชาวบ้านอึ้งไปพักใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าซูชิ่นไม่ใช่ผีจึงเอ่ยถามว่า “มะ... เมียเยี่ยนอัน เ้ากับลูกไม่ได้... ไม่ได้อยู่ในบ้านหรือ?”
“เมื่อคืนตอนที่พวกเราหลับไปได้ครึ่งทาง จู่ ๆ ก็ได้ยินคนเรียกพวกเรา เสียงนั้นฟังดูเหมือนบิดาของเด็ก ๆ ข้าคิดว่าบิดาของลูกคงกลับมา จึงรีบพาลูกออกไปตามหา” ซูชิ่นแสร้งทำเป็งุนงง
“แล้วพวกเ้าออกไปเจอคนหรือไม่?” ทุกคนพลันเกิดความอยากรู้อยากเห็น
ซูชิ่นขมวดคิ้วกล่าวว่า “เห็นเพียงแผ่นหลัง ข้าจำได้ว่านั่นคือบิดาของเด็ก ๆ แต่เขาเดินมุ่งหน้าออกนอกหมู่บ้านตลอดเวลา ไม่ว่าพวกเราจะเรียกอย่างไรเขาก็ไม่ยอมหยุด ข้าพาลูกไล่ตามไปจนถึงชายขอบตัวอำเภอ แต่พอหันไปมองอีกทีเขาก็หายไปแล้ว พวกเราสามคนแม่ลูกตามหาแถวนั้นอยู่นานแต่ไม่พบอะไร จึงต้องเดินกลับมา”
ทุกคนได้ยินแล้วก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ
นี่ต้องเป็ิญญาของเฉิงเยี่ยนอันกลับมาแน่ ๆ!
เมื่อมองไปยังห้องปีกตะวันออกที่ถูกเผาจนไม่เหลือซาก แล้วหันมามองสามแม่ลูกที่เห็นได้ชัดว่าเดินไปไกลและมีน้ำค้างเกาะตามเสื้อผ้าและรองเท้า ชาวบ้านก็จินตนาการเื่ราวอันซึ้งกินใจขึ้นมาเองทันที
เฉิงเยี่ยนอันคงมีจิติญญารับรู้ว่า คืนนี้สามแม่ลูกมีอันตรายจึงปรากฏกายเรียกพวกเขาออกไป เพื่อให้พ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ มิเช่นนั้นสามแม่ลูกคงไม่มีทางรอดชีวิต
ดังนั้นจึงมีคนอดไม่ได้ที่จะกระซิบเบา ๆ ว่า “เยี่ยนอันเป็เด็กกตัญญูและรักครอบครัว คงตัดใจจากภรรยากับลูกไม่ได้”
“ดูสิ กว่าจะปรากฏกายได้ยากลำบากเพียงนี้ แต่เขากลับไม่ยอมหันมามองสามแม่ลูกแม้แต่แวบเดียว คงเพราะกลัวจะทำให้พวกเขาใ เ้าว่าเยี่ยนอันจะปวดใจเพียงใดกันนะ?”
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว พวกเ้าสามคนแม่ลูกต่อจากนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้ความปรารถนาดีของเยี่ยนอันต้องสูญเปล่า” ผู้เฒ่าท่านหนึ่งถอนหายใจ
“แล้วบ้านข้าเกิดอะไรขึ้นหรือ? เหตุใดถึงถูกเผาจนเป็แบบนี้?” ซูชิ่นเกาหัว
เฉิงโจวซื่อรีบกล่าวว่า “คงเป็เพราะพวกเ้าจุดตะเกียงแล้วไม่ระวัง ตะเกียงน้ำมันล้มจึงเผาบ้านวอดวาย”
วิธีการให้แสงสว่างของคนโบราณมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว เหตุไฟไหม้ที่เกิดจากตะเกียงมีให้เห็นบ่อยครั้ง ชาวบ้านจึงไม่รู้สึกแปลกใจ
ทว่าซูชิ่นกลับกล่าวว่า “เป็ไปไม่ได้ พวกเราดับไฟตั้งนานแล้ว ตอนที่ออกไปตามหาพ่อของลูกไม่ได้จุดตะเกียงเลย ต่อให้ล้มก็ไม่มีทางเกิดไฟไหม้ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าเห็นว่าไฟคืนนี้ลุกขึ้นมาอย่างประหลาด เกรงว่าจะมีคนจงใจวางเพลิง ข้าว่าเราไปแจ้งทางการที่ตัวอำเภอเถอะเ้าค่ะ หากมีโจรชั่วแอบเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้านจะทำอย่างไร?”
พอคนตระกูลเฉิงได้ยินซูชิ่นบอกว่าจะแจ้งทางการ หัวใจก็กระตุกวูบ
เฉิงโจวซื่อแผดเสียงว่า “เื่เล็กน้อยเพียงนี้ ถึงกับต้องแจ้งทางการเชียวหรือ? เ้าคิดว่าท่านใต้เท้าว่างงานนักหรืออย่างไร?!”
ซูชิ่นแบมือพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่ เหตุใดจึงบอกว่าเป็เื่เล็กน้อยเล่า? หากมองในแง่ร้าย อาจมีโจรชั่วคิดก่อความวุ่นวายทำร้ายผู้คน แต่หากมองในแง่ดี... บ้านของข้าหายไปแล้ว ต่อไปข้ากับลูกจะไปอยู่ที่ไหนกัน? คงไม่สามารถเบียดเสียดอยู่ในเรือนหลักกับพวกท่านได้หรอกเ้าค่ะ”