ผนังที่ผมพิงอยู่จู่ๆ ก็เปิดออก
ผมถึงกับล้มลงบนพื้น
ยังดีที่เคยฝึกไอคิโดมา สมัยที่คิดอยากจะเป็มือหนึ่งด้านศิลปะการต่อสู้ ผมจึงสามารถกลิ้งลงพื้นได้ ถึงจะสะบักสะบอมไปบ้างก็ตาม
ผมค่อยๆ ลุกขึ้น
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือ ทางเดินยาวสุดลูกหูลูกตาที่ที่มีเพียงไฟริบหรี่เท่านั้น
ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ผมรู้สึกได้ถึงความเก่าของมันที่มาจากสนิม ฝุ่น และ ความสกปรกที่เหมือนทิ้งร้างเอาไว้ได้อย่างชัดแจ้ง
บรรยากาศแบบนี้คุ้นเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ความรู้สึกตอนเดินไปจะเจอนางพยาบาลขุดขาวเืท่วมถือมีดรออยู่หรือเปล่านะเนี่ย
ไม่สิ สภาพแบบนี้เจอคนใส่หัวพีระมิดมาก็ไม่แปลก
หรือที่นี่คือ ไซแลนท์ฮิลล์
เมืองที่รวมคนชั่วช้าบาปทั้งหลายมารวมกัน อย่างผมนั้นอาจมาจากการฆ่าเมียตัวเองก็ได้
เดี๋ยว ๆ ผมยังไม่มีเมียเลย แฟนก็ไม่มี แถมคนที่เหมือนจะเป็แฟนก็พึ่งทิ้งไปหมาด ๆ เพราะผมเลือกไปจับมือไอดอลแทนจะไปงานเลี้ยงครอบครัวกับเธอซะนี่
ถ้านั่นคือ บาปของผม มันก็…WTF แล้วครับ
ผมช็อก อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนจากห้องต้นไม้ในโลกแฟนตาซี กลายเป็ไซแลนท์ฮิลเนี่ยนะ
ตามเซ็ตติ้งไม่ทันแล้ววุ้ย
โอเค ต้องหาอะไรสักอย่าง
มองซ้ายมองขวา ผมหยิบเอาไม้ ไม่สิ เหล็กที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้เหมือนท่อแป๊บ
ถึงจะเป็อาวุธกากสุด แต่ก็ดีกว่าไม่มี
ไม่รู้ว่าด้านหน้าเป็ยังไง ผมจับท่อนแป๊บแน่นแล้วเดินไปช้า ๆ คิดแค่ว่า อะไรเคลื่อนไหวจะฟาดมันให้หมดเหมือนกัน
ผมจำได้ว่า ตอนเล่นเกมนี้ต้องหนีห่างจุกตูดสู้ไม่ได้สุดชีวิต ถึงจะรู้ดีว่า ตีพวกมันไหว แต่เจอพวกมันเข้า ผมเผ่นก่อน
ดังนั้นทางเดียวตอนนี้คือ หาทางออกไปจากที่นี่
ในที่สุดผมก็เจอบันได และข้างๆ บันไดก็มีห้องสองห้อง
ห้องน้ำนั่นเอง และห้องข้างๆ ห้องน้ำ ซึ่งน่าจะเป็ห้องแม่บ้าน
ในที่สุดผมก็เจอสิ่งที่ผม้ามากที่สุดในเวลานี้
มันคือเศษผ้าเก่าๆ
ผมไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมันคือผ้าอะไร อาจจะผ้าขี้ริ้ว หรือธง หรืออะไรก็ไม่รู้ ที่ถูกเก่ามากๆ จนเป็สีน้ำตาล โคตรสกปรก เป็แค่เศษผ้ายาวๆ
แต่เอาวะ ดีกว่าไม่มีอะไรใส่
ผมพยายามเอามาพันเอว แต่ลักษณะของผ้ามันไม่เหมาะสมที่จะทำแบบนั้น
ในที่สุดผมก็นึกได้
ด้วยทักษะที่ผมเคยฝึก ตอนที่พยายามเรียนตัดชุด เพื่อหวังจะเป็ดีไซนเนอร์อันดับหนึ่งของโลก ทำให้ผมรู้จักวิธีการใส่ผ้าเตี่ยวแบบญี่ปุ่น
เ้าเศษผ้านั้นมีลักษณะเหมาะสมกับการทำแบบนั้นพอดี
มันกลายเป็ “ชุด” ที่ยอดเยี่ยมของผมในเวลานี้
ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ
มันดูเหมือนห้องน้ำในตึกที่เก่ามากๆ ผมพยายามเปิดน้ำแต่มันไม่ทำงานแล้ว กระจกเต็มไปด้วยฝุ่น
ผมเอามือปัดฝุ่นในกระจก
คนที่อยู่ในกระจกคือ ตัวผมที่ยังคงเหมือนอายุ 18 ปีไม่เปลี่ยนไปเลย สิ่งที่เปลี่ยนก็คงเป็ผิวกายที่ซีดกว่าปกติ เส้นผมยาวจนถึงต้นคอกระเซิงเหมือนไม่ได้ตัดมานาน
เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมแต่งตัวเหมือน Let Me Solo her นักสู้ในตำนานจากเกมส์ Drak soul
ระหว่างที่กำลังพินิจพิจารณาตัวเองในกระจกอยู่ นั่งเอง ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
ผมรีบออกจากห้องน้ำ
และได้ยินเสียงของสิ่งนั้นชัดขึ้น
คล้ายกับเสียงฝีเท้าของบางอย่าง เสียงกระแทกโลหะกับพื้นซีเมนต์ดังกึก ๆๆๆ แล้วเงียบ แล้วดังอีก เหมือนเสียงมันสะท้อนจากทุกทิศทาง ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนถูกล่าในเขาวงกต
ผมยืนนิ่งแล้วคิดว่า ควรจะเดินไปดูดีหรือไม่
มันน่าจะมาจากอีกชั้น ทางอีกฝั่งหนึ่งของที่ที่ผมอยู่
และจากเสียงของมัน ผมสาบานได้ว่ามันกำลังวิ่ง
ผมรู้สึกแล้วว่ามันไม่ใช่เื่ดีแน่นอน
แต่ก่อนที่ผมจะนึกอะไรได้ สิ่งนั้นก็ะโลงมาจากบันได ที่อีกฝั่งของทางเดิน
นั่นเองที่ทำให้ผมเห็นรูปร่างเ้าของเสียงนั้นได้อย่างเต็ม ๆ ตา
มันคือ หมา
แต่ไม่ใช่ หมาธรรมดา แต่เป็หมาที่ไม่มีหัว!!
ไม่ใช่สิ
มันเป็สิ่งที่คล้ายกับหมาตัวใหญ่ ๆ ประมาณร็อทไวเลอร์ที่มีผิวกายภายนอกนั้นเป็เหล็กสีเงิน และไม่มีส่วนหัว แต่มีบางอย่างที่ส่องสว่างสีแดงแทนที่
ไม่ผิดแน่ สิ่งที่ยืนจ้องผมอยู่คือหุ่นยนต์รูปหมา แต่รูปลักษณ์ของมันคือหมาที่ผ่านมือวิศวกรโรคจิตมาออกแบบ ทั้งตัวเป็โลหะกล้ามเนื้อเทียม ข้อต่อดูดุดัน และที่คอมีแสงสีแดงวาบอยู่ราวกับเป็ดวงตาปีศาจ
ผมเคยได้ยินเื่แบบนี้ในเว็บไซต์ รู้สึกว่าจะมีการพัฒนาหุ่นยนต์รูปหมาขึ้นมาให้ใช้ในกองทัพ หลัก ๆ เพื่อช่วยขนของและสอดแนมศัตรู
เพียงแค่ว่า ไอ้หมาตัวนี้ไม่น่าเอาไว้ใช้ทำแบบนี้แน่ ๆ
หรือว่าสถานที่แห่งนี้จะพัฒนาหุ่นยนต์รูปหมามาใช้รักษาความปลอดภัยด้วย
แบบที่เห็นตอนนี้
เ้าหมาเหล็กหยุดนิ่ง ห้างจากผมไปประมาณร้อยเมตร จุดกลมๆ สีแดงอันเดียวนั้นเหมือนเป็ดวงตาที่จ้องมองผม
ผมหวังว่าเ้า “หมา” ตัวนี้จะถูกตั้งโปรแกรมให้เลียนแบบความเป็หมาจริงๆ
ผมย่อตัวลง และยื่นมือออกไป ใช้ทักษะที่เรียนมาสมัยที่อยากจะเป็นักฝึกสัตว์อันดับหนึ่งของโลก พยายามปราบมัน
มือผมยื่นไปช้า ๆ เหงื่อซึมทั้งฝ่ามือ แม้จะหนาวแต่ฝ่ามือกลับเปียกโชก ความรู้สึกเหมือนตอนเจอหมาดุของบ้านข้าง ๆ เมื่อตอนสิบขวบยังไงยังงั้น…
หมาโดยธรรมชาติจะมีสัญชาตญาณการล่า ถ้าคุณหนี มันจะมองว่าเป็ “เหยื่อ" หมาจะััได้ถึงความกลัว หากเราแสดงความมั่นคงออกมา มันจะลังเล
การจ้องตาถือเป็การท้าทายในหมู่สัตว์ ดังนั้น อย่าจ้องตาตรงๆ
“จุๆๆๆ อีซี่ อีซี่ ใจเย็นไอ้หนู”
หุ่นยนต์หมาส่งเสียง “ตีดี ดีดี้” เหมือนพวกหุ่นยนต์ในสตาร์วอร์
ผมตีความว่านี่น่าจะเป็สัญญาณบวก
“ฉันไม่ใช่ผู้บุกรุก ฉันมาดีนะ”
เ้าหมาส่งเสียง “ตีดี่”
“ใช่ๆ นั่นแหละ”
และตอนนั้นเองที่เหมือนบางอย่างที่ด้านหน้าของมันเปิดออก
เสียง "ชิ้ง" ดังแหลมเหมือนมีดกระทบโลหะดังออกมาจากข้อต่อของมัน
เคียวคู่ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนขาหน้าของตั๊กแตนพุ่งออกมาทั้งสองข้าง มันวาวราวกับเพิ่งลับเสร็จ สดจนเงาสะท้อนบนใบมีดคือภาพหน้าผมที่ซีดเป็ไก่ต้ม
มันยาวประมาณ 30 เิเ แต่ปลายเรียวบางเฉียบจนรู้ได้ทันทีว่าต่อให้โดนแค่ปลายเฉียด ๆ กระดูกก็คงปริแตกแน่นอน
เสียงข้อต่อหมุนดัง "กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก"
เคียวมันขยับคล้ายกำลังตรวจสอบองศาการเฉาะ ดูจากตรงนี้ก็รู้ว่าคมจัด ถ้ามันเฉาะใส่หัวรับรองว่าทะลุกะโหลกออกคางแน่นอน
เห็นชัดเจนว่า—การเจรจาไม่สำเร็จแน่
ถึงเวลาใช้ทักษะที่ผมเคยฝึกตอนที่อยากเป็นักวิ่งระดับโลก
ผมวิ่งสุดฝีเท้า
“เวรแล้ว เวรแล้ว...!”
แต่เห็นได้ชัดว่าความเร็วของมนุษย์ไม่มีทางสู้หุ่นยนต์ เสียงของผมกลืนไปกับเสียงเหล็กกระแทกพื้น
แค่พริบตาเดียว เ้าหมาเหล็กก็กระโจนมาถึงด้านหลังของผม
คมมีดของมันฟาดใส่ผมแทบจะพร้อมกันเหมือนสัตว์ร้ายขย้ำเหยื่อ
ผมที่วิ่งอยู่ทิ้งตัวพุ่งไปข้างหน้า เบี่ยงตัวเต็มแรง
ใช้แรงเหวี่ยงตัวที่ฝึกมาจากตอนอยากเป็นักเต้นบีบอยอันดับหนึ่งของโลก พลิกหลบมันได้ฉิวเฉียด เคียวเฉือนผ่านอากาศเหนือหัวไปจนได้ยินเสียง ฟึ่บ! แบบเสียววูบทั้งตัว
ปัง!
แป๊บเหล็กในมือผมฟาดเข้าที่ด้านข้างของมันพอดี
เสียงกระแทกโลหะดังะเืสะท้านข้อมือจนชาไปหมด แต่แรงพอที่จะเบนวิถีการพุ่งของมันให้เป๋ไปกระแทกผนังเสียงดังลั่น
นั่นแหละ!
จังหวะเดียวเท่านั้นที่ผมมี!
ผมออกวิ่งอีกครั้ง
“อ้ากกกกก!”
ผมะโวิ่งออกไปให้เร็วที่สุด พื้นที่ลื่นเย็น แต่เท้าผมไม่หยุด
หายใจฮั่ก ๆ เหมือนมีคนเอาเข็มแทงหน้าอก
เสียงวิ่งของหมาเหล็กดังตามมาแบบไม่มีหยุด ไม่มีเหนื่อย ไม่มีลังเล
“บ้าเอ๊ย บ้าเอ๊ย!”
ผมมองข้างหลังแวบหนึ่ง—มันมาแล้ว
เคียวข้างหนึ่งลากพื้นเป็ทางยาว ไฟแดงในหัวมันสว่างวาบราวกับเดือดแค้น
แล้ว...
ขาผมก็ทรุดลงแบบไม่บอกล่วงหน้า
“อึก!”
อาจจะเป็เพราะพึ่งตื่นขึ้นมา หรือเพราะแช่น้ำเย็นๆ นั่นนานเกินไป
เหมือนเข่าถูกกดปิดสวิตช์ ร่างผมล้มกระแทกพื้นจัง ๆ
ทุกอย่างหมุนไปหมด หูอื้อเหมือนโดนตบหัวด้วยกระทะ
เ้าหมาเหล็กกระโจนข้ามสิ่งกีดขวางมาทางผมช้า ๆ
มันไม่ได้รีบ ไม่ได้พุ่ง
แต่เหมือนกำลังเดินเพื่อ “แน่ใจ” ว่าผมหนีไม่ได้อีก
เสียง กริ๊ก... กริ๊ก... กริ๊ก... ของเคียวดังพร้อมแสงไฟสีแดงที่ใกล้เข้ามาทุกวินาที
ผมพยายามขยับ...
แต่ขาไม่ตอบสนอง หัวใจเต้นจนรู้สึกเหมือนจะะเิ
แขนยกขึ้นตามสัญชาตญาณ
ผมจะตายงั้นเหรอ
จะตายเพราะถูกเคียวยาวที่เหมือนขาของตั๊กแตนตำข้าวนั้นเฉาะทะลุหัวงั้นเหรอ?
นั่นจะเป็ความตายที่เ็ป หรือจะเกิดขึ้นในวินาทีเดียวกันนะ?
“ไม่... ไม่ได้สิวะ! ยังไม่ใช่ตอนนี้!!”
ผมเห็นเคียวแหลมคมที่เงื้อขึ้น
ไม่รอดแน่
บ้าเอ้ย!
ผมกัดฟัน หลับตาแน่น พร้อมกับเงื้อมมือขึ้นป้องกันร่างกาย
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าแขนนั้นคงถูกฟันขาดเป็หยวกกล้วย
และไม่มีอะไรจะหยุดมันได้อีกแล้ว
เคียวค่อย ๆ เงื้อขึ้นสูงสุดเหนือหัวผม
มันไม่รีบ ไม่เร่ง... เหมือนมันอยากให้ผม “รับรู้” ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
ให้ผมกลัว ให้ผมสิ้นหวัง ให้ผม “จม” ลงไปในสำนึกว่ามนุษย์... ไม่ได้อยู่จุดสูงสุดอีกต่อไป
ผมจ้องใบมีดนั้น — มันสั่นเล็กน้อยก่อนจะฟาดลง
ความคิดสุดท้ายในหัวผมตอนนั้นคือ...
“สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่มีทางเป็ที่หนึ่งในเื่อะไรสักอย่างเลยจริงๆ”
ตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงฉึก!