“ท่านแม่สัญญาแล้วนะเจ้าคะ” เด็กหญิงเอ่ยถามทั้งน้ำตานองหน้า
เหย้าหลีถึงกับพูดไม่ออก นางตกปากรับคำเด็กน้อยด้วยความเมตตาสงสาร จะปฏิเสธตอนนี้ก็เกรงว่าจะทำให้เด็กน้อยสะเทือนใจจำต้องพยักหน้ารับ
“ท่านน้าเห็นหรือไม่? ท่านแม่รับปากจะเป็นท่านแม่ของข้าต่อแล้วเจ้าค่ะ” ต้วนซวงรีบหันไปหาหยวนจู้เพื่อให้เป็นพยาน
เหย้าหลีหายใจแรงออกมาพรืดหนึ่ง ความตั้งใจที่จะสลัดต้วนซวงทิ้ง กลับกลายเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอ ตอนนี้สัญญาการเป็นแม่ยืดยาวออกไปอีก
หยวนจู้ยิ้มละเหี่ย “เอาเถอะๆ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันทีหลัง พวกเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า”
คนทั้งสามตรงไปที่เรือนพักของฮูหยินน้อย กัวเอินถงเพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จนั่งรอคนสนิทของตนเองอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง
ด้วยเหตุที่กั๋วฮูหยินเห็นว่ากัวเอินถงพิการจึงอนุญาตให้นางรับประทานอาหารในเรือนพักของนางได้ ไม่ต้องไปร่วมโต๊ะในวันที่สามีไม่อยู่ คืนสะดวกเช่นนี้หยวนจู้กับเหย้าหลีมักจะร่วมโต๊ะกับฮูหยินน้อย
“พวกเจ้ามาพอดี อาหารเต็มโต๊ะเชียวล่ะ” กัวเอินถงยิ้มกว้าง “เอ๊ะ! นั่น เด็กมาจากที่ไหน? น่ารักเสียจริง”
เด็กหญิงรีบทำท่าคารวะงดงามที่นางฝึกฝนมาจากท่านป้าหยุนทันที
“เก่งเสียด้วย เจ้าว่าอะไรหรือ?”
“เสี่ยวซวงเจ้าค่ะ” เสียงใสๆ นั้นทำเอาคนฟังทั้งสามยิ้มพร้อมกัน
หยวนจู้หันไปมองเหย้าหลีก่อนจะยิ้มกว้างให้กับกัวเอินถง “บุตรสาวของเหย้าหลีเจ้าคะ ฮูหยินน้อย”
“หยวนจู้! เจ้าปากมากจริง ข้าพูดเอง”
ต้วนซวงมองสตรีที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยความชื่นชม “ฮูหยินน้อย สวยที่สุดในวังจีเลยนะเจ้าคะ”
“เด็กน้อย เจ้าช่างรู้ความเสียจริง”
เหย้าหลีเล่าสาเหตุที่นางได้พาตัวต้วนซวงมานอนด้วยให้กับกัวเอินถงฟัง
“อย่างนี้นี่เอง เสี่ยวซวงน้อย เจ้าช่างน่าสงสารจริง คราวหน้าข้าจะหาขนมฝากท่านแม่เจ้าไปให้บ่อยๆ ก็แล้วกันนะ” น้ำเสียงของฮูหยินน้อยฟังแล้วเหมือนจะกระเซ้าไปถึงองครักษ์หญิงของตน “เหย้าหลี เจ้ามีลูกสาวตัวน้อยอย่างนี้ เห็นทีงานของข้า ข้าคงต้องทำเองเสียแล้ว”
สตรีทั้งสามสบตากันอย่างรู้ใจ หยวนจู้กับเหย้าหลีตักอาหารเอาใจ ต้วนซวง จากนั้นก็พาเด็กหญิงกลับเรือนไปก่อน เหย้าหลีอ้างกับลูกสาวกำมะลอว่าตนมีเรื่องต้องพูดคุยกับฮูหยินน้อย
“เจ้าค่ะ ข้ารู้ท่านแม่ต้องทำงานเหมือนท่านพ่อ เสี่ยวซวงจะเป็นเด็กดีไม่รบกวน จะไปกับท่านน้าหยวน ไปรอท่านแม่ที่ห้องนอนนะเจ้าคะ”
“เก่งมากเสี่ยวซวง” เหย้าหลียกมือขึ้นลูบศีรษะและจับแก้มยุ้ยสองข้างของเด็กหญิงเบาๆ
กัวเอินถงมองตามหลังหยวนจู้และต้วนซวงแล้วก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว นางหันมามององครักษ์หญิงของตนแล้วส่ายหน้าเบาๆ
“เหย้าหลีนะ เหย้าหลี ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะไปรับเอาไส้ศึกเข้าบ้านด้วยตนเองเช่นนี้”
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยวซวงเป็นลูกสาวของพ่อบ้านต้วน ทีแรกข้าไม่ได้ถามชื่อนางด้วยซ้ำ” ใบหน้าของเหย้าหลีเหยเก
“เจ้าไปสัญญาเป็นท่านแม่กับนางแล้ว ต่อไปท่านพ่อของนางก็ต้องมาป้วนเปี้ยน มิใช่ว่าเรื่องจะยุ่งเหยิงไปกันใหญ่หรือ?”
“เขาคิดสอดแนมเรา ข้าก็ไปสอดแนมเขาเช่นกันเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งไปที่เรือนเขามาเพราะอ้างว่าจะพาเสี่ยวซวงไปเก็บเสื้อผ้า”
“ดี ทำได้ดี ต้วนชางฉลาดนัก พอเห็นเจ้าพลาดท่าเสียทีก็ส่งบุตรสาวมาอยู่กับเจ้า เสี่ยวซวงเป็นเด็กฉลาดนางก็คงจะเล่าให้บิดาฟังจนหมด พวกเจ้าจะทำสิ่งใดก็ระวังด้วยก็แล้วกัน”
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ข้าว่าเรื่องเรือนเก็บของมีค่า พ่อบ้านต้วนน่าจะรู้ว่าเป็นเรือนใดแน่เจ้าคะ”
“ข้าก็คิดเยี่ยงเจ้า แต่เราจะล้วงความลับนี้ได้อย่างไร? ยาปลุกวิญญาณข้ากินได้เพียงห้าวันต่อหนึ่งเม็ด ต้องรอคราวหน้าที่ท่านพี่ไปค่ายทัพหลวงจึงจะออกไปได้อีกครั้ง ระหว่างนี้เจ้าก็อยู่เลี้ยงเสี่ยวซวงไปก่อนให้ต้วนชางตายใจ”
สตรีทั้งสองยืนนิ่งกันไปครู่หนึ่ง พลันกัวเอินถงก็เอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินว่าที่ตรอกคนโฉดมีร้านสุราเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง ร้านนี้มีสุราเปิดใจวางขายอยู่ สุรานี้จะทำให้คนที่ดื่มเข้าไปตอบคำถามทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง”
“เราจะซื้อสุรานี้ได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ?”
“มันมีประโยคลับที่ต้องใช้ในการซื้อ พรุ่งนี้ข้าจะแสร้งไปขอท่านแม่ไปเที่ยวเล่นชมตลาด เจ้าก็ถือโอกาสติดต่อคนของเราให้หาทางซื้อสุรานี้ให้ได้”
“ท่านคิดจะเอาสุรามาใช้กับต้วนชางหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง อีกสองวันจะเป็นวันหยุดงานของต้วนชางแล้ว เจ้าแอบเอาสุราให้กับผู้ช่วยไป๋ ข้าได้ยินสาวใช้พูดกันว่าสองคนนี้สนิทกันและดื่มสุราด้วยกันบ่อยๆ”
เหย้าหลียิ้มกว้าง “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ข้าจะกลับไปสอนให้เสี่ยวซวงพูดเรื่องดีๆ ของข้าให้บิดาของเขาฟัง”
กัวเอินถงพยักหน้า “คืนนี้ท่านแม่ส่งสาวใช้มาดูแลข้าถึงหกคน พวกเจ้าสองคนพักผ่อนให้สบายเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
กัวเอินถงยิ้มอ่อนๆ นางรู้ว่าสาวใช้ที่กั๋วฮูหยินส่งมาดูแลนางนั้นก็เพื่อคอยสอดส่องพฤติกรรมของนางเอาไปรายงาน คนสกุลจีไม่เคยไว้วางใจผู้ใดง่ายๆ คราแรกที่มาอยู่ในวังจีแห่งนี้ กัวเอินถงไม่ยอมให้สาวใช้ในวังเข้ามาใกล้นางมากนัก แต่ตอนนี้นางคิดว่าการทำให้คนวังจีเชื่อสนิทใจว่านางคือสตรีพิการและอ่อนแอต่างหาก จึงจะทำให้แผนของนางสำเร็จได้โดยง่าย
บ่ายวันต่อมา ถึงช่วงการเลิกงาน ท่านแม่ทัพจีรีบร้อนเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงจนลี่เทียนเป่าเหลือบมองแล้วยิ้มเย้า
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้ารีบร้อนกลับบ้านเช่นนี้มาก่อน ลุกลี้ลุกลนยิ่งนัก ทั้งยังเหมือนใจลอยด้วย ที่บ้านเจ้ามีสิ่งใดหรือเหล่าจี?”
จีหลุนโมโหรีบกระชากแขนกุนซือหนุ่มขึ้นบนรถม้า “พูดมาก เร็วเข้าเถิด ข้าต้องไปแวะที่ย่านจี้ฮุ่ยอีก”
“อ้อ ที่แท้จะรีบไปสืบเรื่องห้าเผ่านี่เอง ข้านึกว่ารีบร้อนกลับไปหาธิดาของผู้นำห้าเผ่าเสียอีก” ลี่เทียนเป่ายิ้มยียวน เขาสังเกตเห็นว่าทุกคราวที่ไม่ได้ทำงาน แม่ทัพจีดูเหมือนจะใจลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
...ฮูหยินน้อยพิการผู้นั้น มีอิทธิพลกับท่านแม่ทัพหนุ่มเสียแล้ว...
“ตกลงว่าเจ้าหาเรื่องให้ข้าต่อยปากเจ้าให้ได้ใช่หรือไม่?”
ลี่เทียนเป่ารีบยกสองมือขึ้นตั้ง “ไม่ๆ ไม่พูดแล้ว ฮ่าๆ”
“สายรายงานมาว่ามีข่าวภายในของห้าเผ่า ดูเหมือนพวกเขากำลังจะก่อศึกภายใน” สีหน้าของจีหลุนเคร่งเครียด “กัวเอินถงแต่งงานกับข้าโดยใช้ตราห้าเผ่าและเครื่องบรรณาการ หากว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงผู้นำห้าเผ่าใหม่ก็เท่ากับว่าการสวามิภักดิ์นี้สูญเปล่า ต้องรีบสืบให้กระจ่าง บางทีอาจจะต้องเร่งยาตราทัพเข้าในดินแดนเซี่ยงซาวาน”
“ฮ่องเต้ยังไม่ทรงตัดสินพระทัยไม่ใช่หรือ?”
“นั่นล่ะที่เป็นปัญหา ทรงไม่แน่พระทัยว่านี่เป็นกับดักหรือไม่? ดังนั้นข้าจึงให้จิ่งอี้กับซางอวี่ออกไปสืบให้ชัดเจน หากว่าเกิดเรื่องที่เซี่ยงซาวานจริงๆ ศึกชายแดนจะต้องปะทุขึ้นอีกครั้ง”
“เจ้านัดคนเอาไว้ที่ใด?”
“จิ่งอี้นัดไว้ที่เหลาสุราสุดถนนจี้ฮุ่ย แต่ว่าพวกเราจะไปชุดนี้ไม่ได้ สะดุดตาเกินไป” จีหลุนเปิดที่นั่งของตนแล้วหยิบเอาชุดชาวบ้านออกมาโยนให้ลี่เทียนเป่า “เปลี่ยนเสียก่อน เราลงตรงห่างออกสักสองถนน ข้าจะให้รถม้ากลับจวนไปก่อน สะดุดตาเกินไป”
คนขับรถม้าของแม่ทัพจีในวันนี้เป็นหนึ่งในสิบพยัคฆ์ซึ่งเป็นยอดฝีมือที่เขาฝึกปรือมาจากค่ายทหาร ดังนั้นจึงรู้ว่าจะระวังคนสะกดรอยอย่างไร?
เก้าพยัคฆ์ทำหน้าที่คอยติดตามอยู่ห่างๆ เพื่อจะได้สังเกตคนรอบข้างได้อย่างชัดเจน ป้องกันการลอบสังหารแม่ทัพจี พอเห็นว่ามีคนแอบสะกดรอยก็ส่งสัญญาณกันเพื่อให้หลบหลีก
“มีคนตามเราจริงๆ ด้วย”
“ช่างเถอะ ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า เรื่องฆ่าฟันข้าไม่ถนัด” ลี่เทียนเป่ารีบถอดเสื้อผ้าอย่างว่องไว หน้าที่ของเขาในยามเกิดเหตุก็คือเตรียมตัวหนี!
************************

