ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 สองพี่น้องผิดใจกัน

            เล่มที่2 บทที่50 สองพี่น้องผิดใจกัน

            อันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียว! ความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถคาดคิดได้

            ภายในสามตารางอันดับ ตารางอันดับเขียวนับว่าอ่อนแอที่สุดเพราะมันเป็นเพียงการประลองของศิษย์ทั่วไปเท่านั้น จึงไม่อยู่ในสายตาของบรรดาศิษย์ที่มีความสามารถเลยสักนิด

            ทว่าหากพิจารณาอย่างละเอียด ไม่ว่าจะศิษย์สายในหรือยอดอัจฉริยะในหมู่ศิษย์สายตรงก็ล้วนฟันฝ่ามาจากจุดนี้ทั้งนั้นผู้ที่แกร่งที่สุดของตารางอันดับเขียวจึงถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้

            หนานกงเฉินที่มองดูอยู่หลังศิษย์คนอื่นๆ จ้องมองจั่วเฉินด้วยสายตาซับซ้อนก่อนหน้านี้ที่พวกเขาประมือกันที่หอประลอง เขาไม่เห็นจั่วเฉินอยู่ในสายตาสักนิด ทว่าผ่านมาแค่ไม่กี่วันอีกฝ่ายกลับกระโดดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของตารางอันเดียวเขียวไปแล้ว ตัวเขาที่เคยเป็นอันดับสามของตารางก็ถูกศิษย์รุ่นใหม่คนอื่นๆเอาชนะจนต้องถอยไปเป็นอันดับที่เก้า

            หนึ่งคนราวกับฟ้า อีกคนราวกับดิน ชีวิตคนเราช่างไม่แน่นอนแท้!

            หลังจากจั่วเฉินได้อันดับที่หนึ่งของตารางอันดับเขียว ต่อไปก็เข้าสู่การประลองตารางอันดับวิญญาณของศิษย์สายใน

            เทียบกับตารางอันดับเขียว ตารางอันดับวิญญาณนั้นพิเศษกว่ามากไม่กี่คนที่ติดอันดับต้นๆ ของตารางอันดับเขียวมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นเก้า ซึ่งระดับพลังเช่นนี้เป็นเพียงอันดับท้ายๆของตารางอันดับวิญญาณเท่านั้น

            บรรดาศิษย์นับหมื่นของตำหนักนภาปราณยุทธ ส่วนมากแล้วก็เป็นศิษย์สายในทำให้การช่วงชิงของตารางอันดับวิญญาณนั้นดุเดือดกว่ามาก แม้จะมีกฎเดียวกันกับตารางอันดับเขียวก็ตาม

           หากมีศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้าขึ้นไปประลองพวกเขาจะยืนหยัดอยู่ได้ไม่ถึงสิบยกก็ต้องพ่ายแพ้ลงมา หลายคนขึ้นแท่นประลองไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมทว่าผลที่ได้กลับไม่ได้ดั่งใจเท่าไรนัก

            ในบรรดาศิษย์ครึ่งหนึ่งที่ผ่านการประลองไปแล้ว คนที่ยืนหยัดได้นานที่สุดก็เอาชนะไปได้เพียงห้าสิบยกเท่านั้น

            จั่วเฉินที่คิดจะเข้าช่วงชิงตารางอันดับวิญญาณกำลังมองดูการประลองที่เกิดขึ้นอยู่เขาลอบประเมินความสามารถของคนเหล่านี้ในใจ เท่าที่จั่วเฉินรับรู้ได้ แม้การประลองของตารางอันดับวิญญาณจะดุเดือดทว่าด้วยความสามารถของเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถติดอันดับดีๆ ได้ ศิษย์ที่เอาชนะได้ห้าสิบครั้งผู้นั้นก็มีพลังเพียงระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่งเท่านั้นหากประมือกันขึ้นมาจริงๆ จั่วเฉินก็มั่นใจว่าตัวเองเอาชนะได้แน่

            ขณะที่จั่วเฉินครุ่นคิดอยู่นั้น คนผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นประลองเรียกเสียงฮือฮาจากศิษย์คนอื่นๆ ได้ไม่น้อย รวมถึงเสียงกรีดร้องจากศิษย์หญิงบางส่วนด้วย

            เย่เชียนตี้!

            เขาคือผู้ที่เป็นดั่งตำนานในหมู่ศิษย์ใหม่ หลังจากเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธมาได้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งและยังมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอีกมากหลังจบการทดสอบ จนถึงตอนนี้ ในบรรดาศิษย์ที่เข้ามาพร้อมกันก็ยังไม่มีใครกล้าท้าทายความน่าเกรงขามของเย่เชียนตี้!

            การที่จะเป็นบุคคลเช่นนี้ได้มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น... พรสวรรค์นั่นเอง

            ทั่วทั้งตำหนักนภาปราณยุทธมีผู้ที่มีพรสวรรค์อยู่มากมาย เนื่องจากที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศทว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เย่เชียนตี้ก็ยังไม่อับแสงเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขาอยู่เหนือทุกคนจนผู้คนมากมายได้แต่แหงนหน้ามองเท่านั้น

            เมื่อก้าวขึ้นสู่แท่นประลอง เย่เชียนตี้ก็จ้องไปทางศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้าผู้นั้นจากนั้นก็ลงมือโจมตีทันที

            พลังอันดุดันหลั่งไหลไปทั่วร่างเย่เชียนตี้ เขาเพียงชี้นิ้วออกไปพลังชี้อันกล้าแกร่งที่สามารถทำลายได้ทุกสิ่งก็พุ่งแหวกอากาศออกไปซัดเข้าใส่ร่างของศิษย์คนนั้นอย่างแม่นยำพริบตาต่อมา ศิษย์ผู้นั้นก็กระเด็นออกไปพร้อมเสียงร้องโหยหวน ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นและนอนหมดสภาพอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนอีก

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างที่คล้ายกับตายก็เงยหน้าขึ้นมา เขามองเย่เชียนตี้ด้วยสายตาหวาดกลัวพลางเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง

            “ข้ายอมแพ้”

            ทั่วทั้งสนามประลองส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันทีทุกคนต่างก็ตื่นเต้น เอาแต่ตะโกนชื่อของเย่เชียนตี้ออกมา แม้แต่ศิษย์สายตรงบางคนยังอดที่จะมองมาทางเย่เชียนตี้ด้วยสายตาเคร่งเครียดไม่ได้

            ศิษย์สายตรงเหล่านี้ล้วนรู้ดี เพราะเย่เชียนตี้เพิ่งฝึกฝนได้ไม่นานจึงไม่สามารถช่วงชิงตารางอันดับทองได้ทว่าด้วยพรสวรรค์และความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวของเขา เกรงว่าอีกไม่นานคงได้เลื่อนเป็นศิษย์สายตรงถึงตอนนั้นพวกเขาคงไม่มีใครกล้าดูแคลนเย่เชียนตี้แล้วแน่  

            หนึ่งยก สองยก... สิบยก!

            เพียงพริบตา เย่เชียนตี้ก็เอาชนะไปได้ถึงสิบยก แถมเขายังยืนหยัดได้อย่างมั่นคงไม่มีท่าทีว่าพลังปราณจะอ่อนแอลงเลยสักนิด เย่เชียนตี้ยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม

            ยี่สิบยก สามสิบยก... หนึ่งร้อยยก!

            การประลองยังคงดำเนินต่อไป ไม่ทันได้รู้สึกตัวเย่เชียนตี้ก็เอาชนะไปได้ถึงหนึ่งร้อยยกแล้ว เขาในตอนนี้ราวกับเทพสงครามผู้ไร้พ่ายไม่มีผิดสีหน้ายังคงเย็นชาและหยิ่งทระนงไม่แปรเปลี่ยนสักนิด

             “เย่เชียนตี้...เย่เชียนตี้!”

            ศิษย์ที่ดูอยู่ราวกับกำลังบ้าคลั่ง แต่ละคนต่างก็ตะโกนชื่อของเย่เชียนตี้ออกมา

            แม้เย่เชียนตี้จะมีสีหน้าสงบนิ่งและไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาก็ตามทว่าคำว่าเย่เชียนตี้นี้ก็คล้ายจะมีพลังบางอย่างที่สลักลึกอยู่ในใจของทุกคน บางคนยังร่ำลือกันว่าในบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งหมด คนที่สามารถทัดเทียมเย่เชียนตี้ผู้นี้ได้คงจะมีแค่หลงซินเย่เท่านั้น

            ทว่าน่าเสียดาย ก่อนที่จะเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธ หลงซินเย่ก็ถูกผู้อาวุโสผู้หนึ่งหมายตาเอาไว้แล้วหลังจากเข้าสำนักมาก็ได้เลื่อนเป็นศิษย์สายตรงทันที นางจึงไม่มีโอกาสได้ประลองตารางอันดับวิญญาณในครั้งนี้

            คนบางส่วนเริ่มพูดคุยกันว่าเย่เชียนตี้จะสามารถยืนหยัดได้นานเท่าไรทว่าลำพังแค่จำนวนครั้งที่ชนะได้จนถึงตอนนี้ เขาก็น่าจะติดห้าสิบอันดับแรกของตารางไปแล้ว

            ในการประลองครั้งแรก หากสามารถเอาชนะได้ห้าสิบยกก็เป็นระดับที่หลายคนไม่กล้าคิดฝันแล้ว ที่สำนักแห่งนี้มีศิษย์อยู่มากมายซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอายุมากกว่าเย่เชียนตี้ทั้งนั้น พวกเขาจึงนับว่าฝึกฝนมานานกว่าและในบรรดาศิษย์เก่าที่เข้าสำนักมาก่อนหลายปี ก็ยังมีบุคคลที่น่ากลัวอยู่อีกไม่น้อย

            หนึ่งร้อยสามสิบยก... หนึ่งร้อยเจ็ดสิบยก!

            ท่ามกลางการประลองที่ยังคงดำเนินไป เย่เชียนตี้เอาชนะไปได้ถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบยกทว่าในตอนนี้ บนใบหน้าของเขาเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมา ดูท่าเขาเองก็สูญเสียพลังไปพอสมควร

            หากใช้มาตรฐานของปีที่แล้วมาวัด จำนวนครั้งที่เย่เชียนตี้เอาชนะมาได้จนถึงตอนนี้ก็เพียงพอที่จะติดสามสิบอันดับแรกของตารางซึ่งลำดับนี้ก็ถือว่าเกินความคาดหมายของคนส่วนมากแล้ว มีหลายคนที่ต้องประเมินความแข็งแกร่งและความน่ากลัวของเย่เชียนตี้ใหม่

            กระทั่งจั่วเฉินที่คุ้นเคยกับเย่เชียนตี้ยังอดที่จะมองด้วยความชื่นชมไม่ได้แม้จะสูญเสียพลังไปแค่ไหน เย่เชียนตี้ก็ยังมีจิตวิญญาณในการต่อสู้อยู่เต็มเปี่ยมเช่นเดิมไม่ได้ถูกบั่นทอนเพราะพลังที่อ่อนแรงลงเลยสักนิด คนเช่นนี้ถือเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อต่อสู้โดยแท้จริง

             “ทุกอย่างควรจบสิ้นแล้ว”

            ชายหนุ่มผมยาวที่สวมใส่ชุดสีทองผู้หนึ่งกำลังก้าวขึ้นมาบนแท่นประลอง

            ตอนที่คนผู้นี้ปรากฏตัว เหล่าศิษย์ใหม่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าบรรดาศิษย์เก่าต่างก็พากันหัวใจกระตุกพร้อมตะโกนชื่อเย่เชียนจ้านออกมา

            เย่เชียนจ้านเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธก่อนเย่เชียนตี้หนึ่งปีจึงถือเป็นศิษย์เก่า และดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เย่เชียนจ้านเองก็คงมีสถานะไม่ธรรมดาเช่นกัน

            “สุดท้ายเจ้าก็เข้าร่วมการประลองอยู่ดี บีบให้ข้าต้องลงมือก่อนข้าไม่ชอบเห็นคนสถานะต้อยต่ำเช่นเจ้าโดดเด่นในหมู่คนมากมายเลยจริงๆ” เย่เชียนจ้านจ้องมองเย่เชียนตี้ด้วยสายตาโอหังส่วนลึกของดวงตายังแฝงไปด้วยไอสังหารที่คนทั่วไปยากจะจับสังเกตได้

             “ที่นี่คือตำหนักนภาปราณยุทธไม่ใช่สกุลเย่ เจ้ามีไม่สิทธิมาสั่งข้า” เย่เชียนตี้ตอบเสียงเรียบการปรากฏตัวของเย่เชียนจ้านไม่ได้ทำให้เขาตื่นตระหนกเลยสักนิด

             “หืม?” เย่เชียนจ้านมองน้องชายต่างมารดาผู้นี้แล้วก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

            ในยามปกติหากเขาพูดเช่นนี้ออกมา แม้อีกฝ่ายจะยังสงบท่าทีอยู่ได้แต่ในดวงตาก็มักจะแฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดและไม่ยินยอมอยู่เสมอ

            แม้ว่าเขาทั้งสองจะมาจากสกุลเดียวกันและเป็นยอดอัจฉริยะเหมือนกันทว่าทุกครั้งที่ได้เห็นน้องชายผู้นี้เผยความเกรี้ยวกราดและไม่ยินยอมออกมา เย่เชียนจ้านกลับรู้สึกสะใจเขาชอบที่จะเห็นท่าทางพยายามพัฒนาตัวเองแต่ก็จนปัญญาของเย่เชียนตี้

            ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป สิ่งที่เย่เชียนตี้แสดงออกมามีเพียงความเย็นชาและท่าทีสงบนิ่งเท่านั้นคล้ายกับว่าคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ความรู้สึกเช่นนี้ทำเอาเย่เชียนจ้านไม่สบอารมณ์

            “ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อฟังคำพูดของข้า ดึงดันจะเข้าร่วมให้ได้เช่นนั้นก็จงหยุดอยู่แค่นี้แหละ การประลองครั้งนี้ข้าจะทำลายเจ้าเอง ให้เจ้าได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้า!”เย่เชียนจ้านเอ่ยเสียงเหี้ยม

            เย่เชียนตี้มองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าสงบ แต่เล็กจนโต พวกเขาทั้งคู่ก็ขัดแย้งกันมาตลอดยืนอยู่ตรงข้ามกันเสมอ

            “เดิมมีหน่อเกิดเดียวกันแท้ๆ ใยต้องไร้ปราณีถึงเพียงนี้” เย่เชียนตี้เอ่ยอย่างถอดถอนใจ

            “ไม่ต้องพูดมาก นานมาแล้วที่ข้าลั่นวาจาเอาไว้ สกุลเย่หากมีข้าต้องไม่มีเจ้าหากมีเจ้าก็ต้องไม่มีข้า!”เย่เชียนจ้านประกาศกร้าว ก่อนจะลงมือโจมตีในทันที

            พอเห็นทั้งสองเข้าปะทะกัน ศิษย์ที่ชมการประลองอยู่ต่างก็ตั้งสติไม่ทัน ชื่อเย่เชียนจ้านกับเย่เชียนตี้นี้ฟังคล้ายกันมากต่างกันเพียงตัวอักษรเดียวเท่านั้น

            หรือคนทั้งสองจะเป็นญาติสนิทกัน?

            คนหนึ่งเป็นศิษย์ใหม่ อีกคนเป็นศิษย์เก่าทว่าก็ล้วนเป็นศิษย์สายในที่คนส่วนมากต่างก็ต้องยำเกรง บัดนี้ทั้งคู่กำลังประลองกันอยู่ทำให้ศิษย์ไม่น้อยอดที่จะคาดหวังกับการประลองครั้งนี้ไม่ได้

            ทั่วทั้งลานประลองเกรงว่าจะมีแค่จั่วเฉินเท่านั้นที่ยังชมการประลองด้วยท่าทีสงบ

            หลังจากเย่เชียนจ้านปรากฏตัว จั่วเฉินก็พยายามตรวจสอบความสามารถของอีกฝ่ายทว่าแม้แรงปณิธานของเขาจะแรงกล้ามากก็ตาม แต่หากเย่เชียนจ้านยังไม่เผยพลังออกมาจั่วเฉินก็ไม่สามารถตรวจสอบความสามารถได้อย่างชัดเจน เขาเดาว่าพลังของคนผู้นี้คงจะสูงกว่าระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสองไปมากแล้ว

            “เย่เชียนตี้เอ๋ย เกรงว่าสถานการณ์คงไม่สู้ดีเท่าไรนัก”จั่วเฉินพึมพำ