ตอนที่ ๕
การแลกเปลี่ยนย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
น้ำเสียงลำพองที่กล่าวกับจางหรูอี้อยู่นี้เป็ของผู้ที่มีนามว่า จ้าวฉางเล่อ หรือที่รู้จักกันในนามองค์ชายสี่แห่งจักรพรรดิหนิงหลง พระโอรสที่เกิดจากพระสนม ฉุนเฟย สตรีผู้งดงามเป็อันดับหนึ่งในใต้หล้า ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าได้ความโปรดปรานจากฮ่องเต้ต้าฉี และอยู่เหนือเหล่าสตรีในวังหลังทุกคน
ฉะนั้นบุตรชายที่กำเนิดจากนางจึงได้มีนิสัยหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้ได้มากมายเช่นนี้
เฉิงอ๋องผู้นี้ขึ้นชื่อเื่เสเพลเป็ที่หนึ่ง ทั้งที่เพลานี้ก็มีพระชันษาล่วงเข้าสู่ปีที่สิบแปดเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังทำตัวไม่เป็โลเป็พาย สร้างความหน่ายใจให้กับราชวงศ์เป็อย่างมาก ถึงขนาดที่ไม่มีพี่น้องคนใดอยากจะใกล้ชิดสนิทสนมด้วยแม้แต่คนเดียว
แต่นั่นก็เป็เพราะฝ่าบาทล้วนเอาอกเอาใจเขาจนเกินพอดี ไม่ว่าจะทำผิดกฎมากมายสักเพียงใด ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะได้รับโทษหนัก ว่ากันว่าเพราะความรู้สึกผิดของฝ่าบาทที่ไม่อาจยกตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ให้แก่เขาได้ จึงทำได้เพียงตามใจจนถึงขั้นเสียคน
ด้วยเหตุนี้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายที่ไม่อยากพบเจอกับความยุ่งยาก จึงเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเฉิงอ๋องผู้นี้ รวมถึงจางหรูอี้เองก็ไม่้าที่จะเกี่ยวข้องกับเขาด้วยเช่นกัน
ทว่าคำพูดที่จ้าวฉางเล่อกล่าวมาเมื่อครู่ล้วนไม่ผิด ในเพลานี้สำหรับผู้ไร้ที่พึ่งพิงอย่างนางแล้ว เขาก็อาจเป็ผู้เดียวที่มีอำนาจพอจะต่อกรกับเว่ยกงกงได้
จางหรูอี้ดิ้นสุดกำลังเพื่อให้ตนเป็อิสระจากหญิงรับใช้ที่จับตัวนางเอาไว้ แล้ววิ่งตรงเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าอ๋องรูปงาม พร้อมกับการโขกศีรษะเพื่อแสดงความอ้อนวอนอย่างจริงใจ
“ท่านอ๋อง ได้โปรดช่วยหม่อมฉันด้วย ชายผู้นี้บังคับให้หม่อมฉันแต่งงานกับเขาโดยที่หม่อมฉันหาได้ยินยอม ได้โปรดให้ความเป็ธรรมกับหม่อมฉันด้วยเพคะ”
ถึงแม้ว่าในใจนางจะไม่ได้คาดหวังกับคำพูดของ เฉิงอ๋องเสียเท่าไรนัก เนื่องจากกิตติศัพท์ที่เคยได้ยินมาล้วนแล้วมีแต่คำกล่าวว่า เขาคือบุคคลอันตรายที่เ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา เพราะสำหรับเขาแล้ว ตนเองเท่านั้นที่สำคัญเหนือผู้ใด
แต่ในเมื่อเขาก้าวเข้ามาออกหน้าแสดงความเป็ปฏิปักษ์กับเว่ยกงกงแล้ว นางจึงไม่อาจปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เพื่อที่นางจะได้ประวิงเวลาเพิ่มขึ้นมาอีกสักหน่อย อย่างไรนางก็ไม่เชื่อว่ารัชทายาทจะทอดทิ้งนาง
ใบหน้าหยกแย้มยิ้มยามที่ก้มหน้าลงไปมองดูร่างโฉมสะคราญที่หมอบคลานอยู่บนพื้น พลันข่มเสียงหัวเราะที่พึงพอใจออกมา
“หึ! เ้าคือบุตรสาวของจางเฉาิผู้นั้นสินะ เหตุใดบิดาเ้าจึงได้ไร้เยื่อใยกับบุตรสาวถึงเพียงนี้ ถึงขนาดส่งตัวให้มาเป็ฮูหยินของขันทีเสียได้ ช่างใจดำเสียจริง”
จางหรูอี้เงยหน้าขึ้นสบสายตากับจ้าวฉางเล่อ ความรู้สึกของนางร้าวรานยิ่งนัก ยิ่งได้ฟังถ้อยคำตัดพ้อจากคำพูดของคนไม่เอาไหนด้วยแล้ว มันยิ่งทิ่มแทงหัวใจของนางยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ถึงขนาดที่สกิดรอยแผลเก่าที่ถูกกระทำั้แ่วัยเยาว์ของนางให้ยิ่งเหวอะหวะลึกมากขึ้นไปอีก
เฉิงอ๋องใช้พัดในมือช้อนใต้คางเรียวมนให้ใบหน้าพริ้มพราวของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะได้พินิจความงามอันไร้ที่ติของสตรีตรงหน้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“หญิงงามที่อาภัพเช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า เ้าคือบุตรสาวที่เกิดจากมารดาต่ำต้อย ย่อมต้องถูกละเลยเป็ธรรมดา” คมหน้าของบุรุษยามกล่าววาจาเสียดแทงนั้นส่ายหน้าด้วยความเวทนา ดวงตาคมกริบจ้องผู้ที่อยู่ตรงหน้าราวกับว่ากำลังมองดูเ้านกน้อยที่ไร้รังพักพิงกำลังดิ้นรนด้วยความรู้สึกอนาจใจ
“...” จางหรูอี้ได้แต่นิ่งเงียบ
แม้นางอยากจะเถียงกลับไปสักเพียงใดก็ไม่อาจหนีความจริงไปได้พ้น ทุกถ้อยคำที่พ่นออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบนั้นล้วนไม่ผิดไปเลยสักคำเดียว
“เ้าเองก็เป็ถึงคนรักของฉางหลินมิใช่หรือ ไยผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องเ้าจึงยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็นแม้แต่เงาเลยเล่า” เขาดึงพัดออกจากปลายคางนาง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“เห็นเ้าคุกเข่าร้องขอให้ข้าช่วยเช่นนี้ ข้าเองก็รู้สึกลำบากใจ อย่างไรข้าก็เป็คนนอกเสียด้วยสิ จะให้ยื่นมือเข้าไปสอดก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่” เขาใช้ปลายพัดตีเข้าที่ขมับด้านขวาของตนเบา ๆ สองสามครั้งดั่งกิริยาที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ทว่าสีหน้ากลับดูสนุกสนานที่ได้เห็นละครโศกเศร้าฉากนี้
จางหรูอี้ได้แต่เถียงในใจ ‘ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่เป็เขาเองที่เสนอตัวช่วยเหลือนางหรอกหรือ’
“ใช่แล้วท่านอ๋อง ข้าน้อยว่าเื่นี้ท่านก็ปล่อยผ่านไปไม่ดีกว่าหรือ ท่านเองก็ไม่ลงรอยกับรัชทายาทอยู่แล้ว ไม่สู้ยกนางให้กระหม่อม ถือสะว่าเป็เื่ที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดีไหมพ่ะย่ะค่ะ ฮา ฮา ฮา” เว่ยกงกงปรี่เข้ามาเป่าหูหวังพ่นคำยัวยุ อาศัยแรงบาดหมางระหว่างพี่น้อง กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง
จ้าวฉางเล่อมีใจชิงชังองค์ชายสามอย่างเปิดเผยมาแต่ไหนแต่ไร เื่นี้จางหรูอี้ก็พอจะได้ยินมาบ้าง
แต่ยามที่เห็นกิริยาประจบประแจงของขันทีไร้ยางอาย สีหน้าเบิกบานของจ้าวฉางเล่อก็แปลเปลี่ยนเป็เรียบนิ่งในทันที
ั์ตาสีนิลเป็ประกายมองไปยังขันทีร่างใหญ่คล้ายจะมีรังสีอำมหิตเจือจางออกมา เปลี่ยนบรรยากาศให้กลายมาเป็ความตึงเครียดในฉับพลัน
“ใครใช้ให้เ้ายื่นปากเข้ามาสอดเื่ของข้า เก็บคำพูดสอพลอของเ้าไปใช้กับเสด็จพ่อเถิด ถอยออกไป” น้ำเสียงเย็นสะกดให้ขนที่หลังคอของร่างอ้วนท้วนตั้งชัน
ม่านตาเว่ยกงกงเปิดกว้างอย่างไม่รู้ตัว เขามุดใบหน้าลงต่ำอย่างขี้ขลาด ก้าวเท้าถอยหลังออกห่างอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า พร้อมกล่าวงึมงำ “ข้าน้อยผิดไปแล้ว ขอท่านอ๋องโปรดทรงอภัย”
จางหรูอี้รู้สึกได้ถึงรังสีอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างกายสูงโปร่งนั้นเป็ระยะ สัญชาตญาณนางบอกว่าการที่จ้าวฉางเล่อเข้ามามีเอี่ยวในเื่นี้ ดูแล้วคงไมใช่เื่บังเอิญ
“คราแรกข้ากะจะไม่ยุ่งเื่ของเ้า แต่พอเห็นเ้าทำท่าทีตีเสมอเสมือนว่ารู้จักข้าดีเสียขนาดนี้ เช่นนั้นคำขอร้องของจางหรูอี้ ข้าก็คงต้องรับเอาไว้ก็แล้วกัน” ผู้เป็อ๋องดึงมือจางหรูอี้ให้ลุกขึ้นโดยไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่นที่กำลังจับจ้อง
“ทะ ท่านอ๋อง...” เว่ยกงกงได้แต่เอ่ยเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกเสียดาย อีกนิดเดียวของดีก็จะเข้าปากเขาได้อยู่แล้ว แต่ทว่าเสียงของเขาก็ไม่อาจแทรกผ่านไปดึงความสนใจของจ้าวฉางเล่อได้เลย กลับกันเขาเลือกที่จะหันไปเอ่ยคำถามต่อสตรีที่เขาช่วยเหลือแทน
“เ้าเลือกมาละกัน หาก้าให้ข้าช่วย เ้าก็ไปกับข้า แต่หากเ้ายังยืนยันที่จะนั่งรอคนผู้นั้นอยู่ตรงนี้ ข้าก็จะไม่ขัดขวางเว่ยกงกงอีก”
จางหรูอี้หันกลับไปมองยังเส้นทางเดิมอีกครั้งด้วยความอาลัยอาวรณ์ นางทุ่มความหวังทั้งหมดใส่ลงไปในจดหมายฉบับนั้น แต่ผ่านมาหลายชั่วยามก็ยังไร้วี่แววของชายคนรัก
“ข้าจะบอกอะไรให้แล้วกัน เผื่อว่ามันจะช่วยให้เ้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” หลังจากยื่นข้อเสนอไปครู่หนึ่งเพื่อดูปฏิกริยานาง แต่เมื่อเห็นว่าจางหรูอี้มีแสดงอาการลังเล เขาจึงได้กล่าวต่ออีกว่า
“หากจ้าวฉางหลินเห็นความสำคัญของเ้ามากพอแล้วล่ะก็ เขาก็คงไม่ปฏิเสธจดหมายที่สาวใช้ของเ้านำไปส่งให้ หากคนผู้นั้นห่วงใยเ้าปานนั้นจริง ป่านนี้ผู้ที่ยื่นมือมาฉุดเ้าขึ้นจากหลุมลึกนี้ก็คงจะต้องเป็เขา เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเ้าคิดจะปล่อยมือจากคนผู้นั้นได้หรือยัง”
ถ้อยคำตอกย้ำที่กล่าวซ้ำไปซ้ำมา คล้ายกับการใช้เครื่องมือง้างดวงตาที่ปิดสนิทของนางให้เปิดกว้างขึ้น เพื่อให้นางยอมความจริง
จางหรูอี้หลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองในคำพูดของจ้าวฉางเล่ออย่างถี่ถ้วน ก่อนจะรวบรวมถ้อยคำแล้วตัดสินใจออกไป
“ข้าจะไปกับท่าน”
จ้าวฉางเล่อวาดรอยยิ้มยกมุมปาก ใบหน้ายโสเชิดขึ้นด้วยความยินดี ก่อนจะป่าวประกาศให้ผู้คนที่อยู่ในที่นี้รับรู้โดยทั่วกัน
“เอาล่ะ! เช่นนั้นงานแต่งงานครั้งนี้ถือเป็อันยกเลิก แม่นางน้อยผู้นี้จะไม่แต่งเข้าจวนสกุลเว่ยแล้ว เช่นนั้นพวกเ้าทุกคนก็พากันแยกย้ายไปกันได้”
เมื่อกล่าวจบ ผู้คนที่เห็นพ้องต้องกันต่างก็เดินออกไปจากบริเวณหน้าจวนสกุลเว่ย
จ้าวฉางเล่อหันไปหาผู้เป็เ้าของจวนนี้อีกครั้ง และกล่าวว่า “เว่ยกงกง ท่านคิดว่าที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ถูกต้องหรือหรือไม่”
“เอ่อ..พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” เว่ยกงกงขมิบขมิบริมฝีปากอย่างไม่พอใจ ดวงตาเล็กลอบจิกมองคนทั้งสองด้วยความเจ็บแค้น
เมื่อทุกอย่างจบลงได้อย่างราบรื่น อ๋องหนุ่มเ้าสำราญก็เดินนำไปขึ้นรถม้า โดยมีสตรีผู้สวมชุดแต่งงานเดินติดตามไป
จ้าวฉางเล่อที่ขึ้นไปบนรถม้าก่อนหน้ายื่นฝ่ามือออกมารับสตรีผู้สวมชุดสีแดงสลับเขียวอันลุ่มล่าม พร้อมกับเอ่ยอย่างแ่เบา
“เ้าจงจำเอาไว้ว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งเป็เื่ที่ข้าจ้าวฉางเล่อลดตัวลงด้วยแล้วล่ะก็ เ้าต้องทดแทนให้สมน้ำสมเนื้อกัน”
จางหรูอี้เลื่อนดวงตากลมโตขึ้นไปมองใบหน้าบุรุษเ้าเล่ห์ที่ฉาบไว้ด้วยความงดงามนั้น สีหน้าของนางนิ่งเฉยโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว
นางหาได้รับความช่วยเหลือโดยไม่รู้จุดประสงค์ที่แอบแฝงของคนผู้นี้เ
ลยเสียเมื่อไหร่ หากแต่สถานการณ์บีบบังคับนางจึงต้องรับปากไปเช่นนั้น
“หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ”