ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่294 ข่าวคราวแพร่สะพัดภายใน ดินแดนเทพ

   หลินเฟย นางไม่อาจข่มตา ให้หลับพักผ่อนได้แม้แต่น้อย ไม่อาจไว้วางใจ อาการบาดเจ็บของอี้เฉินในยามนี้ได้ หากช่วงเวลา2-3วันนี้ผ่านพ้นไปได้ อี้เฉินก็จะพ้นขีดอันตราย รอคอยให้เขาฟื้นคืนสติกลับมาเท่านั้น


 

    ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในกระโจมที่พัก สาดทอแสงจันทรา เข้ามาอาบย้อม กายาอี้เฉิน จนเด่นชัดถนัดตา จนหลินเฟยเฝ้ามองใบหน้าอี้เฉิน ที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล อย่างไม่วางตา ไม่รู้เหตุใดนางรู้สึกว่า คนผู้นี้ที่นอนหลับใหลอยู่เบื้องหน้าของนาง กำลังหัวเราะเยาะในความอ่อนแอของนางอยู่ อย่างไรอย่างนั้น นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยพูดพึมพำออกมา "เจ้ารีบลืมตาตื่นมาเสียทีสิ อี้เฉิน เจ้าอย่ามัวแต่นอนอยู่เช่นนี้สิ ข้าเหนื่อยเหลือเกินในยามนี้"

 


    ครั้นเมื่อนางเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิดโรยของนาง ก็ไม่อาจข่มตา ให้ลืมตาตื่นได้อีกต่อไป ฟุบหลับไหล ระหว่างเฝ้าไข้อี้เฉินในทันที ในยามนี้กายาของนางไม่อาจฝืนทนกับอาการเหนื่อยล้าได้อีกต่อไป 2วันเต็มๆ ที่นางไม่ได้พักผ่อน ไหนจะต้องคอยส่งปราณพลังเข้ามาภายในกายาอี้เฉินอยู่ไม่ห่าง ครั้นเมื่อนางหลับใหลสติต่างๆ ของนางจึงดับวูบไป ลืมเลือนเรื่องทุกอย่าง ราวกับเด็กน้อย ที่หลับใหลในทันที เจตจำนงที่นางตั้งมั่น พลันสลายหายไปในพริบตา

 



.....ในยามที่แสงอรุณยามเช้า เล็ดลอดผ่านกระโจมเข้ามา กระทบเข้ากับหางตาของหลินเฟย นางถึงจะได้สติกลับมาอีกครั้ง ยกฝ่ามือง้างตบหน้าตัวเองในทันที "เพียะ!"
"นี่ข้าเผลอหลับไปงั้นหรือ" ใบหน้าที่ขาวเนียนละเอียด กลายเป็นรอยแดงในทันใด รอยนิ้วมือผุดพรายบนใบหน้า แดงระเรื่อ จนเด่นชัดในทันที ครั้นเมื่อนางยกฝ่ามือขึ้นไปตรวจดูลมหายใจของอี้เฉิน มันก็ทำให้นางถอนหายใจออกมา ด้วยความโล่งอก ริมฝีปากยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาในทันที

 


อี้เฉิน ในยามนี้น่าจะรอดพ้นจากความตายมาได้แล้ว หลงเหลือเพียงรักษา บาดแผลภายนอก รอคอยให้อี้เฉินลืมตาตื่นขึ้นมาเท่านั้น แต่สิ่งที่นางกังวลที่สุดก็คือเรื่องนี้ บางทีอี้เฉินอาจจะหลับใหลไปตลอดกาลไม่ฟื้นตื่น ขึ้นมาก็เป็นได้

 


หลินเฟย นางรู้เพียงว่าปราณจิตของอี้เฉินในยามนี้ เสียหายอย่างหนัก ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการฟื้นตัว กว่าปราณจิตของเขาจะกลับมาปกติอีกครา ยิ่งนางครุ่นคิด เรื่องที่อี้เฉินประสบพบเจอมา นางก็อดไม่ได้ที่หางตา ของนางจะมีน้ำตาไหลรินออกมา อย่างไม่รู้ตัว

 


*********************************************

 

 


      ในช่วง4ถึง5วันมานี้ ดินแดนเทพที่เป็นที่ตั้งของดินแดนเบื้องบน เกิดความโกลาหลอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วย มีหนูโสโครก จากดินแดนเบื้องล่างหลายพันตัว ขึ้นมายังดินแดนเบื้องบน หมายมั่นกลมกลืนไปกับผู้คนดินแดนเทพ

 


     ครั้นเมื่อเหล่าผู้คนดินแดนเทพรับรู้ ข่าวคราวของกลุ่มคน ดินแดนเบื้องล่าง กระจัดกระจายแฝงตัวเข้ามา พวกเขาก็ไม่ใช่ คนไร้อารยธรรม ไม่ได้คิดไล่ล่า ฆ่าสังหารแต่อย่างใด มีแม้กระทั่งบางเผ่าพันธุ์ บางสำนัก คิดชุบเลี้ยงเหล่าอนุชน เหล่านี้ไว้ พวกเขาก็แค่กลุ่มคนที่พลัดถิ่นเท่านั้น หากบีบพวกเขาจนหนทาง เกรงว่าจะสร้างหายนะ แบบไหนขึ้นมาก็ไม่อาจคาดเดาได้ ถึงอย่างไรงูดินที่ไร้ค่า ภายภาคหน้า ก็อาจจะผงาดเป็นมังกรฟ้าก็เป็นได้

 


มีเพียง4สำนักใหญ่เท่านั้น เมื่อพวกเขารับรู้ว่าคนผู้นั้น เป็นผู้คนของดินแดนเบื้องล่าง จะฆ่าสังหารคนผู้นั้นไม่เว้น ในทันทีเมื่อจับกลับมาได้

 


     เมื่อข่าวคราว แพร่งพรายออกไปจากปากของ พวกหนูโสโครกพวกนั้น ทั้ง4สำนักใหญ่ แต่ละอาณาจักร ก็พากันเดือดดาล บ้าคลั่ง ชื่อเสียงที่สั่งสมบารมี มา นับพันนับหมื่นปี ต้องมาด่างพร้อย ในไม่กี่วันมานี่ ด้วยหนูโสโครกเพียงตัวเดียว ที่ฆ่าสังหารเทพสวรรค์ของพวกเขาลงไปเสียได้ แถมตามข่าวลือที่ได้ยินมา ก็ทำให้ตกใจอยู่ไม่น้อย ถึงกับฆ่าสังหารเทพสวรรค์ไปถึง4องค์

 


เหล่าผู้อาวุโสใหญ่ภายในสำนักที่สูญเสียเทพสวรรค์ ต่างมีสีหน้าที่บูดบึ้งในทันที เทพสวรรค์หนึ่งคนของพวกเขาถึงกับตายตกไปทั้งคน จะให้พวกเขายิ้มแย้มได้อย่างไรกันเล่า

 


เทพสวรรค์ภายในดินแดน เทพถือว่ามีค่าเป็นอย่างมากถึงจะเป็นเทพสวรรค์ ชั้นปลายแถวก็ตาม พวกเขาแทบจะอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เป็นลองแค่เพียง เซียนสวรรค์ เท่านั้น
"ถึงว่าการติดต่อกับเทพสวรรค์ขาดหายไป มันเป็นเช่นนี้นี่เอง"

 

 


      ครั้นเมื่อเรื่องราวของดินแดน เบื้องล่างถูกพูดคุยไปทั่วดินแดนเทพ กลุ่มคนบางกลุ่ม บางสำนัก ก็อดใจในพลังของ เด็กหนุ่มที่ฆ่าสังหารเทพสวรรค์ ไปถึง4องค์ ที่หลายคนพูดถึงไม่ได้อีกต่อไป อยากตามหาผู้มีพรสวรรค์เฉกเช่นนี้มาอยู่ในสำนักของตน บางเผ่าพันธุ์ถึงกับตามสืบข่าวคราว เรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ข่าวคราวเรื่องนี้จึงแพร่สะพัดออกไปทั่วดินแดนเทพ ราวกับไฟที่ลามทุ่ง ประหนึ่งมีสงครามย่อมๆ แย่งชิงผู้มีพรสวรรค์ มาไว้ในกำมือของตน แม้แต่เหล่าอนุชนบางคน ภายในดินแดนเบื้องล่าง ยังเป็นที่หมายตา

 


     เหล่าอนุชน ที่เคยไปเยือนยังดินแดนเบื้องล่าง เมื่อพวกเขาได้รับรู้ข่าวสาร พวกเขาค้านหัวชนฝาในทันที แม้แต่องค์ชายใหญ่ แห่งราชวงศ์ชิง ยังค้านไม่อยากเชื่อสิ่งที่ร่ำลือกันมา พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีบุคคล ที่มีความสามารถ มากกว่าพวกเขา ไปได้ ภายในดินแดนเบื้องล่างที่ต่ำต้อยเช่นนั้น หากพวกเขายอมรับข่าวคราวเช่นนี้ เหล่าอนุชนของดินแดนเบื้องบน จะไม่กลายเป็น ขยะ ต่อหน้าสายตาของเหล่าผู้คน อย่างนั้นหรือ

 

"การตายของเทพสวรรค์ภายในดินแดนเบื้องล่าง อาจจะเป็นเทพสวรรค์ทั้ง4ที่ขัดคอกันเอง เปิดศึกสงครามฆ่าสังหาร ก็เป็นได้ พวกเจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือไงเล่า"



......ภายในศาลาสีทองแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงแห่งหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ หญิงสาวนางหนึ่งเดินพลิ้วกายา ออกมาสูดอากาศหายใจ ในช่วงสองสามเดือนมานี้ นาง เอาแต่ดูดซับหัวใจแห่งห้วงมิติเข้าไป เติมเต็มทะเลความรู้ของนาง ทำให้นางรุดหน้าไปมากในยามนี้ นางจึงคิดอยากจะออกมาสูดอากาศ พักผ่อนกายาชั่วครู่ก่อน จะกลับไปฝึกฝนต่ออีกครา ใบหน้าของนางถึงจะดูเย็นชา แต่ก็แฝงไปด้วยรอยยิ้มที่ยินดีของนาง ที่การฝึกฝนของนางเป็นไปตามเป้าหมายที่นางตั้งไว้



ครั้นเมื่อนางมองไปรอบๆ ศาลาใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหล่าศิษย์น้อยใหญ่ ยืนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ภายนอกสำนัก นางเองก็ไม่คิดจะใส่ใจอะไร แต่เมื่อนางได้ยินข่าวคราว ของดินแดนเบื้องล่าง กับเด็กหนุ่มปริศนาที่ฆ่าสังหารเทพสวรรค์

 


     อยู่ๆ มือของนางก็อดไม่ได้ ที่จะยกนิ้วมืออันเรียวเล็ก ลูบคลำ สร้อยคอกระดูกลูกปัด ที่นางสวมใส่ ปกปิดเอาไว้ใต้อาภรณ์ ของนาง นางนั้นก็คือเยว่ชิงเซียน นั่นเอง สตรี ที่อี้เฉิน ได้มอบสร้อยคอของเยว่ฉาน ไว้ให้กับนางดูแล ใบหน้าของทั้งคู่ราวกับเป็นฝาแฝดก็มิปาน แต่นิสัยต่างกันคนละขั้ว ถึงจะมีส่วนที่เย็นชา คล้ายกันอยู่บ้าง

 


อาหญิงของนาง ที่เห็นอยู่ๆ เยว่ชิงเซียน เหมือนมีอาการเหม่อลอย นางพลิ้วกายาเข้าไปไต่ถามนางในทันที
"เยว่ชิงเซียน เจ้าเองก็สนใจข่าวคราวของโลกภายนอกด้วยงั้นหรือ เจ้านึกอะไรภายในโลกเบื้องล่างได้ เหตุใดไม่เล่าให้ข้าฟังบ้างเล่า หลังจากที่เจ้ากลับมาก็เอาแต่ดูดซับหัวใจแห่งห้วงมิติ ไม่คิดมาหาข้าเลยนะ"

 


       เยว่ชิงเซียนที่เห็น อาหญิงของนาง นางถึงกับทำปากพองลม ไม่พอใจในทันที "ท่านอาหญิง ท่านอย่าล้อข้าเล่นนักสิ ท่านก็รู้ดี ดินแดนเบื้องล่างจะมีค่า อะไรให้พวกเราใส่ใจ แต่ข้าดันนึกถึง เด็กหนุ่มผมขาวคนหนึ่งมาเสียได้ ไอ้หมอนี้มันถึงกับ เอาชนะ อนุชนของสำนักซากศพไปได้ หากข้าไม่เข้าไปขัดขวาง เกรงว่าอนุชนผู้มีฝีมือของเรา คนหนึ่งต้องตายตกไป แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเขาที่ฆ่าสังหารเทพสวรรค์ เขาอยู่เพียงขั้นพลัง กษัตริย์ ระดับต้น เท่านั้น"



อาหญิงของนางขำน้อยๆ ขึ้นมาในทันที "ฮ่าๆ แล้วเขามีอะไรที่เจ้า ต้องเก็บมาใส่ใจด้วยเล่า ข้าก็ไม่เห็นเขา จะวิเศษวิโสตรงไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า ผู้ที่เป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์"



เยว่ชิงเซียน ยกยิ้มน้อยๆ "ข้าไม่มั่นใจ แต่ในยามนั้นปราณจิตของเขาเหมือนสูงล้ำกว่าข้าไป ชั่วขณะ ไม่รู้ว่าภายในกายาของเขา มีหัวใจแห่งห้วงปราณจิตอยู่หรือไม่ ข้าไม่อาจล่วงรู้ได้"



"เจ้าว่าอย่างไรนะ เยว่ชิงเซียน แล้วเหตุใดเจ้าไม่ฆ่าสังหาร เขาแล้วตรวจดูไปเลยเล่า"



"ข้าก็อยากทำเช่นนั้น แต่มันผิดต่อกฎของข้า ที่ข้ายึดถือมันมา"

 


       อาหญิงของนางส่ายหัวน้อยๆ ในทันที "เจ้าตั้งใจ ดูดซับหัวใจแห่งห้วงมิติเข้าล่ะ อีกปีสองปีนี้ มิติ ลับ ของเผ่าพันธุ์ต่างๆ อาณาจักรต่างๆ น่าจะเริ่มเปิดให้ผู้มีพรสวรรค์ อย่างพวกเจ้าเข้าไปสำรวจ แสวงหาโชคลาภ สำนักต่างๆ เผ่าพันธุ์อื่นๆ เอง ก็คงจะเฝ้ารอโอกาสนี้ เฉกเช่นเดียวกันกับพวกเรา เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นโดยไว ในยามนี้เจ้าถือเป็นหน้าเป็นตาของสำนัก ศาลาศักดิ์สิทธิ์ของเรา"

 

เยว่ชิงเซียน นางโน้มตัวลงต่ำเล็กน้อย คำนับไปที่อาหญิงของนางในทันที "ท่านอาหญิงข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ทำให้ท่าน กับเหล่าผู้อาวุโสภายในสำนัก ต้องผิดหวัง"