โชคดีที่อ่างอาบน้ำเต็มไปด้วยน้ำร้อนอยู่แล้ว นางจึงไม่เจ็บตัว เพียงแค่สำลักน้ำไปสองสามอึก
ทั่วร่างของนางเปียกโชก มีเพียงศีรษะที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา นางโกรธจนแทบจะสบถออกมา แต่กลับรู้สึกว่าน้ำนี้แปลกไป
เป็น้ำร้อนที่ผสมสมุนไพร สามารถลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
“ซื่อจื่อ...ท่านได้รับาเ็หรือ” ซูอิ่นเย่ว์เอ่ยถาม
ฉู่จี้เฟิงเหลือบตามองนาง “เปล่า”
ปกตินางก็ฉลาดไม่น้อย เหตุใดถึงถามเื่ที่รู้อยู่แล้ว
คิดได้เช่นนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
ซูอิ่นเย่ว์เห็นสีหน้าขุ่นเคืองของเขา ก็รู้สึกหวาดระแวง รีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “ข้ารู้แล้วว่าผิด! ต่อไปจะไม่กล้าเข้าไปในอ่างอาบน้ำของท่านอีก!”
ด้วยความที่พละกำลังของทั้งสองแตกต่างกันมาก นางจึงเลือกที่จะยอมจำนนไว้ก่อน ยอมก่อนปลอดภัยกว่า!
ฉู่จี้เฟิงก้มมองนาง ในม่านไอร้อน นางมีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ดวงตากลมใสเต็มไปด้วยความระแวดระวังและหวาดหวั่น
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก็ได้ยินเสียงนางพูดขึ้นอีก “ท่านมีพิษอยู่ในตัว ไม่ควรแช่น้ำสมุนไพรเช่นนี้”
ฉู่จี้เฟิงหัวเราะเบาๆ เขามองเห็นเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ ของนาง จึงย่อตัวลงข้างอ่างอาบน้ำ “หากเ้าไม่แกะผ้าพันแผลที่ไหล่ออก น้ำสมุนไพรจะออกฤทธิ์ได้อย่างไร”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเหลือบมองาแของตนเอง
เขากวักมือเรียกเป็เชิงว่า จะช่วยแกะผ้าพันแผลให้
เช่นนี้หมายความว่าเขาจะไม่ลงน้ำสินะ?
หากนางปฏิเสธอีก เขาอาจจะโกรธขึ้นมาจริงๆ ซูอิ่นเย่ว์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้
เมื่อเห็นว่านางเชื่อฟังดี ฉู่จี้เฟิงจึงช่วยแกะผ้าพันแผลที่ไหล่ออกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ทันทีที่เขาเห็นาแ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เพราะาแแตกหลายครั้ง เนื้อจึงฉีกขาดเป็รอยเื ซ้ำยังมีผ้าพันแผลติดแน่นอยู่กับเนื้อของนางจนทำให้รู้สึกเ็ป
“แช่น้ำวันละครึ่งชั่วยาม อีกไม่นานก็จะหาย” ฉู่จี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเด็ก
ซูอิ่นเย่ว์เดิมทีเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็หันกลับไปมอง เห็นแววตาของเขาอ่อนโยนขึ้น ไม่แข็งกร้าวเหมือนเคย ดูแล้วช่างน่าหลงใหลเสียจริง
นางพยักหน้าตอบเสียงเบา
ฉู่จี้เฟิงไม่อยู่ต่อ เมื่อออกไปแล้วเขายังปิดประตูให้อีกด้วย
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้ชายไม่ควรหล่อเกินไป กว่านางจะดึงสติกลับมาจากใบหน้าหล่อเหลาของเขาได้ จี้หมัวมัวก็เรียกนางจากนอกประตูเสียแล้ว
ซูอิ่นเย่ว์เช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้า รู้สึกว่าอาการเจ็บแผลที่ไหล่ทุเลาลงมาก ร่างกายก็ดูเบาสบายขึ้น
จี้หมัวมัวกล่าวว่า “คนจากตระกูลซูมาแล้วเ้าค่ะ”
มือที่กำลังเช็ดผมของซูอิ่นเย่ว์หยุดชะงัก
“มีเื่อะไร”
ตระกูลซูไม่ได้ใส่ใจนางแม้แต่น้อย ตอนส่งตัวแต่งงานยังไม่แม้แต่จะให้สาวใช้ติดตามมาด้วย แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงส่งคนมาหา?
“คนผู้นั้นรออยู่ข้างนอก ซื่อจื่อบอกว่าให้รอพระชายาออกไปก่อนแล้วค่อยพูดเ้าค่ะ” จี้หมัวมัวกล่าว
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้า ด้วยความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางไม่มีความรู้สึกดีต่อตระกูลซูเลย
ระหว่างเดินไปยังห้องโถงด้านข้าง นางเห็นฉางอู๋อิ่งคุกเข่าอยู่กลางลาน
เมื่อฉางอู๋อิ่งได้ยินเสียงฝีเท้า เขาหันมาเห็นว่าเป็ซูอิ่นเย่ว์ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความคับแค้น
“เขาจ้องข้าทำไม” ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกไร้ความผิด นางยังไม่ได้เอาเื่ที่เขาเตะนางเลยด้วยซ้ำ
จี้หมัวมัวรีบลากซูอิ่นเย่ว์ให้เดินไปข้างหน้า “บ่าวแอบได้ยินมาว่า เมื่อวานองครักษ์ฉางให้ซื่อจื่อกินยาเม็ดหนึ่ง แล้วมันเกือบทำให้เขาเกิดเื่”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้แปลกใจนัก ท้ายที่สุดวันนี้ฉู่จี้เฟิงก็ไปที่ร้านยาจี้ซื่อมา
นางจึงจ้องกลับไปที่ฉางอู๋อิ่ง อย่างกับจะบอกว่า ‘สมน้ำหน้า!’
ห้องโถงด้านข้าง
ฉู่จี้เฟิงเปลี่ยนเป็ชุดสะอาดเรียบร้อย เนื้อผ้าหลวมสบาย
ภายในห้องจุดโคมไฟไว้ เขานั่งเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน สายตาจับจ้องหนังสือในมือ คิ้วตกเล็กน้อย แสงเทียนสะท้อนให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาเ็า แลดูพร่าเลือนอยู่เล็กน้อย
หญิงรับใช้จากตระกูลซูที่ยืนอยู่ด้านล่าง หวาดกลัวต่อชื่อเสียง ‘มัจจุราชฉู่’ จึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
นางแอบเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง ในใจรู้สึกตื่นตะลึง นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ทำให้ทั้งเมืองหลวงหวาดกลัว จะมีรูปโฉมหล่อเหลาถึงเพียงนี้
มือของฉู่จี้เฟิงที่ถือม้วนหนังสือ นิ้วเรียวยาว ขาวสะอาด ไม่เหมือนมือของคนที่ฆ่าคนเลย...
จนกระทั่งซูอิ่นเย่ว์เดินเข้ามาในห้อง หญิงรับใช้ของตระกูลซูถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
“คารวะคุณหนูรอง!” หญิงรับใช้เพียงแค่ทำความเคารพผิวเผิน
จี้หมัวมัวขมวดคิ้ว แสดงความไม่พอใจ คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ซูอิ่นเย่ว์ชิงพูดขึ้นก่อน “ที่แท้ก็เป็เถียนมามา คนสนิทของมารดาข้านี่เอง”
สตรีผู้นี้เป็คนสนิทของฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลซู ในอดีตนางไม่เคยทำความเคารพซูอิ่นเย่ว์เลย วันนี้ที่เถียนมามาแสดงความเคารพ ย่อมเป็เพราะฉู่จี้เฟิงอยู่ที่นี่
เมื่อซูอิ่นเย่ว์มาถึง เถียนมามาก็เข้าเื่ทันที “คุณหนูรองพรุ่งนี้ควรกลับไปเยี่ยมบ้าน ฮูหยินได้กำหนดรายการอาหารสำหรับงานเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากซื่อจื่อเพิ่งฟื้นตัว ฮูหยินจึงให้บ่าวนำรายการมาให้ตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่”
ฉู่จี้เฟิงวางม้วนหนังสือลง สายตาเ็าอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ
ซูอิ่นเย่ว์เองก็คาดไม่ถึง ่นี้มีเื่เกิดขึ้นมากมายจนลืมเื่กลับไปเยี่ยมบ้านเสียสนิท
การที่ตระกูลซูส่งคนมาที่นี่ ย่อมหมายความว่าพวกเขา้าดูว่าฉู่จี้เฟิงมีความคิดเห็นอย่างไร
ไม่มีใครยื่นมือไปรับรายการอาหาร เถียนมามาก็เข้าใจทันที นางมองซูอิ่นเย่ว์ด้วยสายตาที่แฝงความเย้ยหยัน
“เมื่อรู้ว่าคุณหนูรองจะกลับบ้าน น้องสี่ของท่านก็ดีใจที่สุด ถึงกับให้ฮูหยินเตรียมอาหารที่คุณหนูรองโปรดปรานเพิ่มขึ้นด้วย” เถียนมามากล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หัวใจของซูอิ่นเย่ว์ก็พลันกระตุก นี่เป็ปฏิกิริยาจากจิตใต้สำนึกของเ้าของร่างเดิม
ตระกูลซูมีบุตรสาวสี่คน ‘ซูลั่วฝู’ น้องสาวคนที่สี่ เป็บุตรีของเฉินอี๋เหนียง [1]
ห้าปีก่อน มารดาของนางเสียชีวิตจากการตกเืระหว่างคลอด นางจึงขาดที่พึ่งและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลายครั้งถึงกับไม่มีอาหารตกถึงท้อง หากไม่ได้เฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝูช่วยเหลือ นางคงไม่สามารถอยู่รอดในตระกูลซูได้
เมื่อซูเจี้ยนจิ่น้าส่งนางไปยังหมู่บ้านเป่ยเหอ ก็มีเพียงซูลั่วฝูที่อ้อนวอนขอความเมตตาแทนนาง
คำพูดของเถียนมามาครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็การกดดันซูอิ่นเย่ว์ หากนางและฉู่จี้เฟิงไม่กลับไปเยี่ยมตระกูลซู ซูลั่วฝูกับมารดาจะต้องได้รับความลำบากแน่
เ้าของร่างเดิมมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับซูลั่วฝู ปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้จึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ใต้แขนเสื้อของซูอิ่นเย่ว์ กำปั้นของนางกำแน่น
นางกลับไปเองย่อมไม่มีปัญหา แต่ฉู่จี้เฟิงจะยอมไปด้วยหรือไม่ก็อีกเื่หนึ่ง
หญิงสาวรับรายการอาหารมาไล่ดูอย่างละเอียด ภายในไม่มีอาหารที่ฉู่จี้เฟิงรับประทานไม่ได้ นางจึงเงยหน้าขึ้นและถามเขาว่า “พรุ่งนี้ท่านว่างหรือไม่”
ปกติฉู่จี้เฟิงแทบไม่อยากสนใจคนในจวนหลิงอ๋อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซูเจี้ยนจิ่น เ้าเล่ห์คนนั้น
ซูอิ่นเย่ว์คิดว่าเขาคงปฏิเสธแน่ แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะถามด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา “เวลาใด”
เถียนมามาได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่ามีความเป็ไปได้ นางรีบตอบว่า “ซื่อจื่อกับคุณหนูรองเพียงแค่ไปถึงตระกูลซูก่อนเที่ยงก็พอ”
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ถือเป็การตอบรับ
หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว ซูอิ่นเย่ว์ก็นั่งรื้อฟื้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเพื่อเตรียมตัวรับมือกับงานเลี้ยงเยี่ยมบ้านวันพรุ่งนี้
กล่าวถึงตระกูลซู คนในตระกูลล้วนไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย โดยเฉพาะซูเจี้ยนจิ่นที่เป็พวกสูบเืสูบเนื้อไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ตระกูลของมารดานาง คือตระกูลอิน ประกอบกิจการอยู่ในเย่หนาน มีฐานะมั่งคั่งพอสมควร ซูเจี้ยนจิ่นเล็งเห็นจุดนี้ จึงวางแผนให้ท่านตาของนางลงนามในสัญญาการแต่งงาน
สามัญชนย่อมไม่อาจต่อกรกับขุนนาง ยิ่งในตอนนั้นซูเจี้ยนจิ่นดำรงตำแหน่งเป็รองเสนาบดีกรมกลาโหม มีอำนาจไม่น้อย ท่านตาของนางทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนใจ ส่งบุตรสาวแต่งเข้าตระกูลซูด้วยน้ำตา
มารดาของนาง ‘อินหลิน’ นำสินเดิมติดตัวมาเป็จำนวนถึงหนึ่งแสนตำลึง แต่ไม่กี่ปีให้หลัง กลับถูกใช้จ่ายจนหมดสิ้น ซ้ำยังถูกตระกูลซูฮุบกิจการของตระกูลอินในเย่หนานไปกว่าครึ่ง
เชิงอรรถอี๋เหนียง คือ ตำแหน่งอนุภรรยา