ไม่รู้ว่าตาแก่นั่นจะตามล่ามาหรือไม่ เซิ่งซีจึงรีบออกจากแดนลับและกลับไปสำนักเวิ่นซินทันทีโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าสร้อยที่คอของนางหายไป จิ้งเฉินหยวนจวินก็ขมวดคิ้ว "เจอศัตรูที่แข็งแกร่งระหว่างทางรึ?"
"ใช่ขอรับ" เซียวหลีลั่วพยักหน้า ก่อนจะเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นออกมาเป็ชุด หากเซิ่งซีไม่บอกเหตุผลกับเขา ต่อให้เซียวหลีลั่วคิดจนหัวแตกก็คงคิดไม่ออกว่าจะมีใครสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของผู้อื่นได้
หลังจากฟังจบ จิ้งเฉินหยวนจวินก็ขมวดคิ้วใช้ความคิด "โดยปกติแล้วต้องเป็ผู้ที่กายหยาบถูกทำลาย และโชคดีเหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาต้นกำเนิดเท่านั้นถึงจะเลือกใช้วิธีสิงร่างผู้อื่น ในเมื่อคนผู้นั้นลงมือเพียงครั้งเดียวก็ทำลายสร้อยของเสี่ยวซีได้ ระดับพลังที่แท้จริงก็น่าจะอยู่สูงกว่าขั้นแปรเทวะขึ้นไป"
ลวี่เสี่ยงใ "สูงกว่าขั้นแปรเทวะก็คือขั้นหลอมรวมกายา แดนิญญาตงหนานยังไม่เคยมีผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังสูงขนาดนั้นมาก่อนเลยนะขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องเล็กเป็ศัตรูกับคนเก่งขนาดนั้น จะเป็อันตรายหรือไม่ขอรับ?"
"ในเมื่อเขาทำได้เพียงสิงร่างผู้อื่น ก็แสดงว่าความแข็งแกร่งยังมีขีดจำกัด ต่อไปพวกเ้าก็ระวังตัวกันหน่อย แต่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่หลวงนักหรอก" จิ้งเฉินหยวนจวินไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบกำไลทองคู่หนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
"สร้อยของเ้าแตกไปแล้ว กำไลคู่นี้ถือเป็ของชดเชย คราวนี้ต่อให้เป็ขั้นหลอมรวมกายามาเอง ก็ฆ่าเ้าไม่ได้"
"ขอบคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ" เซิ่งซีซาบซึ้งใจสุด ๆ นางส่งใบไม้ไร้ลักษณ์ให้อาจารย์อย่างว่าง่าย "ท่านอาจารย์เ้าคะ ข้าคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็ใบไม้ไร้ลักษณ์ ท่านลองดูหน่อยว่าใช่หรือไม่?"
จิ้งเฉินหยวนจวินใช้จิตหยั่งรู้กวาดมอง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก "อืม ทำได้ดีมาก อยากได้รางวัลอะไรล่ะ?"
เซิ่งซีไม่มีความ้าอะไรเป็พิเศษ นางจึงหันไปมองบรรดาศิษย์พี่
เซียวหลีลั่วตอบอย่างจริงใจที่สุด "ท่านอาจารย์ ข้าอยากกลับเป็คนขอรับ"
จิ้งเฉินหยวนจวินหลุดขำออกมา ก่อนจะลูบหัวเซียวหลีลั่วเบา ๆ "อาจารย์ก็นึกว่าเ้าชอบร่างนี้เสียอีก"
เซียวหลีลั่วใ "ท่านคิดแบบนั้นได้ยังไงกันขอรับ? พอกลายเป็หมีแล้ว ข้ารู้สึกว่าท่าร่างของข้ามันช้าลงเพราะไขมันพวกนี้"
จิ้งเฉินหยวนจวินยิ้มพลางมอบโอสถคืนร่างให้เขาหนึ่งขวด
ทันทีที่เซียวหลีลั่วกินเข้าไป ร่างกายของเขาก็หดเล็กลงต่อหน้าต่อตา และกลับกลายเป็เด็กหนุ่มคนเดิม
เขายืดเส้นยืดสายอย่างสบายตัวและถอนหายใจอย่างมีความสุข "สบายตัวที่สุด!"
"แล้วพวกเ้าล่ะ? อยากได้อะไร?" จิ้งเฉินหยวนจวินหันไปถามอีกสามคนที่เหลือ
สำนักเวิ่นซินนั้นเรียบง่าย สมาชิกมีจำนวนน้อยและศิษย์พี่ศิษย์น้องรักใคร่ปรองดองกัน แม้จิ้งเฉินหยวนจวินจะเลี้ยงลูกศิษย์แบบปล่อยปละละเลยมาตลอด แต่คลังสมบัติและหอตำราในสำนักล้วนเปิดกว้างให้ลูกศิษย์เข้าถึงได้ทุกคน ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบใช้ของข้างในได้อย่างอิสระ ดังนั้นศิษย์ในสำนักจึงไม่ได้ขาดแคลนอะไร
ลวี่เสี่ยงส่ายหน้า "ท่านอาจารย์ ข้าไม่ขาดอะไรเลยขอรับ ครั้งนี้พวกเราได้วัตถุดิบมาจากแดนลับตั้งมากมาย ข้าคงใช้ไปได้อีกนาน"
เวินเจ๋อิลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ "ท่านอาจารย์ ข้าเคยได้ยินว่าใบไม้ไร้ลักษณ์สามารถเพิ่มอายุขัยได้ ท่าน..."
"อายุขัยของอาจารย์ยังเหลืออีกยาวนาน ไม่ต้องห่วง" จิ้งเฉินหยวนจวินบอกให้เขาสบายใจ
แต่เวินเจ๋อิก็ยังคงไม่สบายใจนัก จิ้งเฉินหยวนจวินจนใจ จึงหยิบโอสถสี่ขวดออกมาจากแหวนมิติแล้วส่งให้เขา
เวินเจ๋อิเปิดดูด้วยความสงสัย ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง "นี่มัน... โอสถอายุขัย?"
จิ้งเฉินหยวนจวินพยักหน้า "โอสถอายุขัยแต่ละเม็ดสามารถเพิ่มอายุขัยได้ห้าร้อยปี พวกเ้าเอาไปคนละขวด ถือว่าเป็ค่าเหนื่อยในครั้งนี้ก็แล้วกัน"
เซิ่งซีต้องตกตะลึงกับความใจกว้างของจิ้งเฉินหยวนจวินอีกครั้ง
แม้ว่ายิ่งระดับพลังสูงขึ้นเท่าไหร่ อายุขัยก็จะยิ่งยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ต้องมีวันที่อายุขัยหมดสิ้นลง ผู้ฝึกตนระดับสูงในแดนิญญาตงหนานต่างก็ติดค้างอยู่ที่ขั้นแปรเทวะ หากไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ก็ทำได้เพียงดับสูญ และการมีชีวิตอยู่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งปี ก็หมายถึงการมีโอกาสก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
ดังนั้นต่อให้เป็ผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะ เพื่อโอสถอายุขัยเพียงเม็ดเดียวก็อาจจะสู้กันจนหัวร้างข้างแตกได้ แต่จิ้งเฉินหยวนจวินกลับให้มาทีเดียวสี่ขวด!
แต่ละขวดมีโอสถอายุขัยยี่สิบเม็ด หนึ่งขวดก็คืออายุขัยหนึ่งหมื่นปี!
เซิ่งซีมองตามแผ่นหลังของจิ้งเฉินหยวนจวินที่เดินจากไป พลางพึมพำอย่างเหม่อลอย "ท่านอาจารย์ของพวกเรา มีท่านเซียนขั้นมหายานเลี้ยงดูอยู่หรือเปล่าเ้าคะ?"
เซียวหลีลั่วลูบคางพลางใช้ความคิด "เป็ไปได้นะ"
เวินเจ๋อิอยากจะบอกให้ทั้งสองคนเลิกพูดจาเหลวไหล แต่พอนึกถึงว่าเขาพลิกดูตำราในหอตำราจนทั่วแล้วก็ยังไม่เคยเห็นสูตรการหลอมโอสถอายุขัยเลย เขาก็เริ่มรู้สึกว่าที่เซิ่งซีเดานั้นมีเหตุผล
นอกจากผู้ฝึกตนขั้นมหายานที่อยู่ห่างจากการบรรลุเป็เซียนเพียงก้าวเดียวแล้ว ใครจะสามารถหยิบโอสถอายุขัยระดับสูงออกมาได้มากมายขนาดนี้ในคราวเดียว?
มีเพียงลวี่เสี่ยงที่ยังคงสงสัย "แล้วท่านอาจารย์ไปรู้จักกับท่านเซียนขั้นมหายานได้ยังไงกัน?"
เซิ่งซี "..." นั่นเป็คำถามที่ดีนะ
งั้นท่านลองไปถามท่านอาจารย์ดูดีหรือไม่เ้าคะ?"
แม้ลวี่เสี่ยงจะดูซื่อ ๆ แต่เขาก็ไม่ได้โง่ เขารีบส่ายหน้าเป็พัลวันจนหัวแทบหลุด
...
หลังจากบอกลาเหล่าศิษย์พี่แล้ว เซิ่งซีก็กลับมายังยอดเขาปลาเค็มและพักผ่อนอย่างเต็มที่ วันต่อมาเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัว เซิ่งซีที่นอนจนอิ่มก็ลุกขึ้นมากินมื้อเช้าควบมื้อเที่ยง ทันใดนั้นนางก็นึกถึงเื่สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
ตอนนี้นางเป็ปลาเค็มที่มีอายุขัยนับหมื่นปีแล้ว นางควรจะเริ่มวางแผนเพื่ออนาคตของตัวเองเสียหน่อย
เื่จะให้นางมาบำเพ็ญเพียรน่ะไม่มีทางเสียหรอก แต่ของที่ใช้รักษาชีวิตน่ะต้องเตรียมไว้ให้พร้อม วัตถุดิบที่ได้มาจากแดนลับอันสุ่ยซานเมื่อวานก็สามารถเอามาใช้ได้พอดี
วัตถุดิบเ่าั้ทั้งสี่คนแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ตอนนี้ลวี่เสี่ยงกำลังยุ่งอยู่กับการหลอมศาสตรา เซิ่งซีจึงไม่กล้าไปรบกวนเขา นางจึงหยิบชุดตำราพื้นฐานที่ท่านอาจารย์ให้ออกมาดู ภายในมีคำแนะนำเกี่ยวกับวิถีศาสตราและวิธีการหลอมศาสตราเบื้องต้น
เซิ่งซีอ่านผ่านตาอย่างรวดเร็วและรู้สึกว่ามันง่ายมาก นางจึงเดินเข้าไปในห้องหลอมศาสตราที่ห้องปีกตะวันออกของเรือน เตรียมจะลองฝีมือดูสักหน่อย
การหลอมศาสตราและการหลอมโอสถล้วน้าเพลิงต้นกำเนิด ยิ่งระดับของเพลิงต้นกำเนิดสูงเท่าไหร่ ศาสตราหรือโอสถที่หลอมออกมาก็จะมีระดับสูงตามไปด้วย
หลังจากที่เวินเจ๋อิและลวี่เสี่ยงเลือกเส้นทางการบำเพ็ญเพียรแล้ว จิ้งเฉินหยวนจวินก็ได้มอบเพลิงอู๋ิหลีและเพลิงจูเชว่ให้พวกเขาตามลำดับเพื่อใช้เป็เพลิงต้นกำเนิด
เซิ่งซีนึกถึงท่านพ่อที่มีเปลวไฟเต็มตัวขึ้นมาได้ นางจึงรวบรวมพลังเฟิ่งหวงที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายมาไว้ที่ปลายนิ้ว ทันใดนั้นเปลวไฟที่มีกระแสไฟฟ้าจาง ๆ ก็พุ่งออกมา ซึ่งนั่นก็คือเพลิงเฟิ่งหวงนั่นเอง
นางนำเพลิงเฟิ่งหวงใส่เข้าไปในเตาหลอมศาสตรา ด้วยแรงหนุนจากค่ายกลในเตา เปลวเพลิงเฟิ่งหวงขนาดเท่าเม็ดถั่วก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที กลิ่นอายรุนแรงแผ่ซ่าน จนทำให้ค่ายกลในห้องหลอมศาสตราเริ่มทำงานตามไปด้วย
เซิ่งซีทำตามที่ตำราบันทึกไว้ โดยโยนวัตถุดิบที่เตรียมไว้ลงในเตาหลอมเพื่อให้มันละลาย จากนั้นจึงใช้จิตหยั่งรู้และพลังิญญาของตนเข้าไปขจัดสิ่งเจือปนในวัตถุดิบออก ให้เหลือไว้เพียงส่วนที่้า แล้วค่อยปั้นมันให้เป็รูปร่างตามที่ใจปรารถนา
โดยปกติแล้วต้องบรรลุขั้นสร้างรากฐานก่อนถึงจะเริ่มหลอมศาสตราเพียงลำพังได้ จิตหยั่งรู้ของเซิ่งซีเหือดแห้งไปทันทีหลังจากขจัดสิ่งเจือปนออกไปจนหมด วัตถุดิบในเตาหลอมที่ไร้คนควบคุมจึงกองเละเทะอยู่ที่ก้นเตาราวกับกองโคลน
การใช้จิตหยั่งรู้จนหมดทำให้เซิ่งซีเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง นางไม่มีแรงจะพยายามต่อ จึงตัดสินใจปล่อยวาง เก็บเพลิงเฟิ่งหวงแล้วกลับไปนอนทันที วันต่อมานางถึงค่อยมาดูผลงานการหลอมศาสตราของตนเอง
ที่ก้นเตาหลอมมีศาสตราป้องกันชิ้นหนึ่งนอนอยู่ ซึ่งไม่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเลยแม้แต่น้อย
เพราะไม่ได้ตั้งใจปั้นรูปทรง รูปลักษณ์ของมันจึงเป็เหมือนกองโคลนเละเทะในตอนสุดท้าย แต่โชคดีที่ประสิทธิภาพของมันไม่ได้ลดลงเลย เซิ่งซีพอใจกับสิ่งนี้มาก และตั้งชื่อศาสตราวิเศษชิ้นนี้ว่าโคลนเหม็น
รูปลักษณ์ภายนอกจะสำคัญอะไร ขอแค่ใช้งานได้ดีก็พอแล้วนี่นา
ในอีกไม่กี่วันต่อมา เซิ่งซีได้ลองหลอมศาสตราวิเศษอีกหลายชิ้น ผลลัพธ์ออกมาไม่เลวเลยทีเดียว จิตหยั่งรู้ของนางก็แผ่ขยายกว้างขึ้นมาก จนตอนนี้สามารถประคองการหลอมไปได้ถึงขั้นตอนการปั้นรูปทรงแล้ว
วันนี้หลังจากเซิ่งซีเก็บงานเสร็จ ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องอยู่ภายนอก พร้อมกับแรงกดดันและการสั่นะเืที่น่าหวาดหวั่น
นั่นมันเมฆทัณฑ์อัสนีสำหรับการทะลวงขั้น!