ตอนที่13 คนทรยศ
สายลมหนาวจากผืนป่าอันดำมืด พัดผ่านิัของทหารทั้งสิบที่กำลังสะกดรอยตามเหล่าปีศาจ ผู้ลักพาตัวเด็กสาวเข้าไปในเงามืด
ลีเดียจึงยกมือสั่งหยุดการเคลื่อนพลเพื่อทิ้งระยะห่าง ก่อนนางจะเดินเข้าไปในป่าเพื่อสังเกตการณ์
"อาคมมิติ!!"
แล้วนางก็พบกับพื้นดินที่กลายเป็ทิวทัศน์ของอาณาจักรอันแร้นแค้นจากดินแดนไม่คุ้นตา
ก็ทำให้ลีเดียเข้าใจทันทีว่าเหตุการณ์รุกรานในครั้งนี้ต้องมีผู้ทรยศอยู่เื้ัเป็แน่ เพราะปีศาจโดยแท้ไม่สามารถใช้อาคมใดๆ ได้
แล้วนกิญญาของไนท์อายก็โบยบินลงมาจากท้องฟ้าเพื่อให้คำตอบที่ลีเดียสงสัย
แต่ทันใดนั้นนกิญญาก็ถูกฟาดฟันด้วยคมดาบของทหารทราซินเวีย ก่อนพวกมันจะเล็งไปยังลำคอของลีเดียอีกครั้งโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ดั่งมะเร็งร้ายที่เป็ภัยเงียบของมนุษย์มาเนิ่นนาน
แต่ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมก็ทำให้นางหลีกหนีจากอันตรายโดยการเบี่ยงตัวไปทางซ้ายเพื่อหลบวิถีดาบจนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
"นี่พวกเ้า!! "
"หึ คล่องแคล่วกว่าที่คาด แต่เหมือนจะยังคล่องไม่พอนะ"
มือดาบได้กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อเห็นเืสีแดงอุ่นไหลทะลักจากแขนซ้ายของนาง ทำให้เหล่าทหารรีบใช้โอกาสนี้โจมตีใส่ลีเดียด้วยสารพัดอาวุธที่ตนมี
นางจึงต้องรีบชักดาบตรงกลางหลังเพื่อป้องกันคมดาบจากเบื้องหน้าพร้อมกระโจนตัวหนีเข้าไปในเงาป่า แต่ลีเดียกลับถูกมีดสั้นปักเข้าต้นขาและไหล่ซ้ายจนต้องล้มลงบนพื้นดินอันขรุขระอย่างไม่เป็ท่า
แต่ลีเดียก็ยังคงพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดโดยการคลานหนีด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ก่อนใบหน้าอันงดงามนี้จะถูกเหยียบย่ำจากเหล่าทหารผู้ทรยศ
"ทำแบบนี้ทำไม พวกเ้าคือทหารแห่งทราซินเวียควรจะอยู่เพื่อปกป้องบ้านเมือง "
"บลา บลา เ้านี่พล่ามเยอะกว่าที่คาดไว้เยอะเลยนะ ฮ่า ฮ่า "
"จำไว้ก่อนตายซะ ทั้งหมดที่พวกข้าทำก็เพื่อเมืองทราซินเวียของท่านฟาคัส และหัวของเ้าจะเป็รางวัลตอบแทนในน้ำใจแก่จอมปีศาจ "
บัดนี้ลีเดียถูกล้อมรอบด้วยฝูงชนของพวกคนทรยศ พร้อมเสียงหัวเราะอันเย้ยหยันและการก่นด่าอย่างหยาบคาย
ก่อนร่างกายของเหล่าทหารจะล้มตึงไปกับพื้นดินด้วยกลิ่นเหม็นไหม้
"นี่เ้าทำอะไร!! "
"อื้ม เป็แบบนี้เองหรอกรึ ร่วมมือกับปีศาจเพื่อทำการปฏิวัติอำนาจของเ้าเมือง " ลีเดียลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าและหน้าผม ก่อนจะเดินตรงไปยังกลุ่มทหารที่เหลือรอดด้วยดวงตาสีฟ้าส่องประกายขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น
"แล้วเหตุใดต้องจับตัวเด็กสาวพวกนั้นด้วยล่ะ หากใครตอบคำถามข้าจะไว้ชีวิต "
"ทำเป็ปากกล้าไปเถอะ าเ็สาหัสขนาดนั้นจะสู้กับพวกเราไหวงั้นรึ"
"าเ็สาหัส? มนุษย์อย่างพวกเ้าคงเรียกว่าสาหัสได้อยู่หรอก " แล้วทันใดนั้นสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นต่อสายตาของเหล่าคนทรยศผู้โง่เขลา เมื่อาแต่างๆ บนร่างกายของลีเดียได้เลือนหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น
"เป็ไปได้ยังไง ทำไมแผลถึงหายเร็วขนาดนี้ เ้าเป็ปีศาจงั้นรึ "
คำกล่าวสั้นๆ ที่มิควรยกมาเปรียบเทียบกับสตรีผู้เกลียดแค้นในเผ่าพันธุ์ของปีศาจมากกว่าผู้ใด จึงทำให้โทสะถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมพลังิญญาขั้นกลางระดับสูงก่อนจะพุ่งตัวไปคว้าดาบคู่ใจและใช้มันฟาดฟันลำคอของผู้ทรยศอย่างไร้ความปรานี
ถึงตอนนี้พวกมันจะพยายามยกอาวุธขึ้นมาขวางกั้น แต่ก็ไม่สามารถป้องกันคอที่ถูกตัดผ่านด้วยคมดาบอันทรงพลัง จนหัวของทหารทั้งสองนั้นได้กระเด็นออกไปไกลถึงสี่เมตร
ทำให้เหล่าทหารที่เหลือรอดเริ่มถอยห่างและวิ่งหนีไป ลีเดียจึงใช้พลังิญญาสร้างกระแสไฟฟ้าไว้บนฝ่ามือพร้อมกับโจมตีใส่พวกมันจนเนื้อตัวไหม้เกรียมราวกับถูกไฟคลอก
"เฮ้อ ดันฆ่าทิ้งไปหมดแล้วสิ ยังไม่ได้คำตอบเลยแท้ๆ "
ลีเดียเอ่ยออกมาอย่างผิดหวัง แต่ทันใดนั้นเสียงกู่ร้องก็ดังออกมาจากทั่วผืนป่า ก่อนจะพบกับกองกำลังทหารมากกว่าห้าสิบนายที่กำลังดาหน้าเข้าหาลีเดียอย่างไม่ขาดสาย
ทำให้นางต้องวิ่งฝ่าผืนป่าเพื่อหนีออกมาจากวงล้อมของคนจำนวนมาก แต่ก็ต้องพบกับกลุ่มทหารอีกนับสิบที่ใช้อาวุธกระหน่ำตีใส่ลีเดียอย่างรวดเร็วจนนางเริ่มได้รับาแไปทั่วทั้งกาย
ซึ่งมันก็ไม่ทำให้ลีเดียรู้สึกหวาดหวั่น เพราะนางได้โจมตีกลับไปด้วยคมดาบพร้อมกับสายฟ้าอันดุดันจนพวกมันเริ่มถอยห่างและล้มตายกันไปมากกว่าครึ่ง
แต่ในเสี้ยววินาทีลีเดียกลับรู้สึกเวียนหัวอย่างน่าประหลาด ก่อนนางจะล้มฟุบบนพื้นดินโดยไร้การป้องกัน ทำให้เหล่าทหารเริ่มเผยรอยยิ้มพร้อมกับตัวดาบสีเขียวที่ดูเป็อันตราย
"หึ ออกฤทธิ์แล้วรึ ได้ผลดีอย่างที่คาด หึ หึ"
"พวกเ้าทำอะไร!! "
"นี่คือพิษจากงูเห่าสกัดเข้มข้นที่ได้มาจากเหล่าปีศาจ พวกข้าใช้มันทาทั่วตัวดาบของแต่ละคนเพื่อต่อกรกับเ้า "
"ถึงพิษนี้จะฆ่าคนแข็งแกร่งแบบเ้าไม่ได้ แต่ในตอนนี้ดาบของพวกข้าสังหารเ้าได้แน่ หึหึหึ"
และทันใดนั้นคมดาบจากเหล่าคนทรยศนับร้อยชีวิตที่คิดจะสังหารหญิงสาวผู้ติดพิษโดยการรุมกระหน่ำฟาดฟันลีเดียอย่างไม่ยั้ง ก่อนทุกอย่างจะดับสูญไปพร้อมกับลมหายใจด้วยลำแสงสีฟ้าครามอันสดใส แล้วโลกแห่งความโหดร้ายก็หยิบยื่นความตายให้แก่กัน
……........................................................
" ตื่นเต้นชะมัด อีกครู่เดียวพวกเราก็ต้องออกรบกันแล้ว"
"เหมือนกัน เกิดมาก็เคยแต่นั่งตบยุงในค่าย พอถึงวันจะออกรบทำเอาข้าชิ้งฉ่องไปหลายรอบเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ขณะที่ทุกคนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดในสถานการณ์อันเลวร้ายและความวุ่นวายซึ่งเกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า แต่กลับมีสองบุรุษยืนปลดทุกข์ในมุมป่าทึบกันอย่างสบายอารมณ์พร้อมเสียงพูดคุยอันดังเจี๊ยวจ๊าวราวกับเด็กน้อยวัยห้าขวบ
ปั๊ก!!
แล้วทั้งสองก็เงียบลงด้วยแรงกระแทกจากก้อนหินขนาดใหญ่โดยไม่ทันได้รู้ว่าเป็ฝีมือของผู้ใด
"นี่มันอะไรกัน ทำไมทหารพวกนี้ถึง้าตัวเอนี่ "
แซมเอ่ยถามหลังจัดการสองทหารที่กำลังปลดทุกข์ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะรีบช่วยเทียลากพวกมันออกไปจากจุดสายตาของทหารคนอื่นๆ
"ก็เพราะเอนี่เป็หลานของเ้าเมืองไงละ "
"เหอะเ้าคิดว่าพี่ข้าจะสนใจหลานตัวเองมากกว่าอำนาจงั้นรึ"
"ใช่ " เทียตอบกลับแซมเพียงสั้นๆ ก่อนจะหันมาสนใจในกลุ่มทหารอีกหลายร้อยชีวิตพร้อมกับคิดคำนวณว่าควรทำเยี่ยงไรถึงจะช่วยเอนี่ออกมาจากอันตราย
"มารวมกันตรงนี้หน่อยสิ ข้าพอมีแผนแล้ว " และเมื่อเทียคิดอะไรได้เขาก็รีบโบกมือให้คนอื่นๆ มารวมตัวกันเพื่อสุมหัวคิด
"ข้าจะให้เ้ากับเอ็มม่าสวมรอยเข้าไปสืบหาตัวเอนี่ ส่วนข้ากับเจสสิก้าจะสร้างสถานการณ์อยู่อีกฝั่งเพื่อดึงความสนใจ และเมื่อเ้าช่วยเอนี่ให้พ้นภัยได้ก็จงผิวปากบอกเป็สัญญาณ แต่ถ้ามีเหตุร้ายก็จงร้องะโชื่อข้าให้สุดเสียง "
"ทำไมเ้าต้องลำบากไปทำเช่นนั้นด้วยล่ะ เราก็น่าจะปลอมตัวเข้าไปช่วยเอนี่กันอย่างเงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือ"
"ลองคิดดูก่อนแซม เ้าพวกนั้นคือทหารที่ฝึกร่วมกันมา อยู่กินนอนด้วยกันฉันพี่น้องมีหรือที่พวกมันจะไม่ผิดสังเกตหากมีบุคคลแปลกปลอมเข้ามา"
เทียกล่าวก่อนจะแตะไหล่ของแซมเบาๆ จนทำให้เขาเกิดความประทับใจ ผิดกับเอ็มม่าและเจสสิก้าที่กำลังทำหน้ายี้ให้กับสองคนนี้ ซึ่งใกล้ชิดกันอย่างไม่น่าไว้ใจ
แล้วทั้งสองก็กอดไหล่พร้อมกับชี้มือชี้ไม้ไปยังกลุ่มทหารที่เดินเล่นกันอย่างสบายอารมณ์
"ลงมือกันเลย