บทที่ 1 สิบปีแห่งความอัปยศของเย่อู๋เชวีย!
“ปัง!”
กลางอากาศเกิดความผันผวนของพลังปราณอย่างรุนแรงและมีเสียงกำปั้นปะทะกันทำให้เศษหินปลิวว่อนท้องฟ้า หน้าอกของเย่อู๋เชวียถูกกระแทกอย่างจังร่างของเขาเซถอยหลังไปกว่าสามก้าวจึงจะหยุดลงได้
เขาเป็ชายหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีผิวขาวใบหน้าหล่อเหลา โดยเฉพาะดวงตาที่สดใสคู่นั้นมันช่วยเพิ่มเสน่ห์อันลึกลับให้กับใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของเขาไม่น้อย
ในตอนนี้เย่อู๋เชวียรู้สึกอับอายเส้นผมสีดำโบกสะบัดไปพร้อมกับผ้าคลุมไหล่ด้านหลังเขาไม่ได้มองไปยังคู่ต่อสู้บนเวทีที่เอาชนะเขาจากการลงมือเพียงสามกระบวนท่าแต่หลับตาลงอย่างเ็าราวกับจมเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตัวเอง
“เย่อู๋เชวียตกรอบมู่หรงไห่ผ่านเข้ารอบต่อไป!”
เสียงะโดังมาจากด้านหลังสนามประลองมู่หรงไห่ยืนอยู่บนเวทีสูง ได้ะโลงมาข้างล่างพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนเืเล็กน้อยเขาเป็ชายหนุ่มร่างกายกำยำอายุประมาณสิบแปดปี
มู่หรงไห่มีสีหน้าภาคภูมิใจและมองไปยังเย่อู๋เชวียที่ยืนหลับตาอยู่อีกฟากหนึ่งในขณะนั้นดวงตาของเขาได้ส่องประกายแห่งความสุขและแสดงการดูถูกออกมาอย่างเปิดเผยเมื่อเดินผ่านเย่อู๋เชวียใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มนุ่มนวลขึ้น
“อู๋เชวีย ข้ารู้สึกชื่นชมเ้าผ่านไปสิบปีแล้ว เ้าเคยนับหรือไม่ว่าพ่ายแพ้ครั้งที่เท่าไรแล้ว จริงสิเศษสวะอย่างเ้าคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ารสชาติแห่งชัยชนะ มันยอดเยี่ยมมากแค่ไหนฮ่าๆๆ”
“อู๋เชวียต้องเจอมู่หรงไห่ั้แ่รอบแรกโชคร้ายจริงๆ!”
“เขาพ่ายแพ้จากการต่อสู้เพียงสามกระบวนท่าน่าขายหน้าเกินไปแล้ว!”
“สิบปีที่ผ่านมาอู๋เชวียไม่เคยเอาชนะการต่อสู้แม้แต่ครั้งเดียวเขาแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ข้าก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้!”
บริเวณฝั่งซ้ายของสนามประลองขนาดใหญ่เด็กหนุ่มหลายร้อยคนต่างพูดคุยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ไกลจากพวกเขาคือกลุ่มเด็กสาวอายุประมาณสิบเอ็ดสิบสองปีพวกนางสวมเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนซึ่งถูกตัดเย็บในรูปแบบเดียวกัน ใบหน้าน้อยๆของพวกนางเปล่งประกายสดใส มีชีวิตชีวาราวกับดวงอาทิตย์ยามอรุณรุ่ง
เย่อู๋เชวียยังคงยืนหลับตาด้วยสีหน้านิ่งเฉยคล้ายกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็เื่ชินชาสำหรับเขาแล้วอย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่าภายในร่างกายของเขาตอนนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เพียงพอจะสั่นะเืโลกทั้งใบ!
การเปลี่ยนแปลงนี้แม้แต่เย่อู๋เชวียที่จิตใจสงบนิ่งและแข็งแกร่งราวเหล็กกล้ายังเกิดความตื่นเต้นตลอดสิบปีที่ผ่านมาเจตจำนงของเขาถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่องและเป็เื่ยากที่จะมีสิ่งใดสั่นคลอนความรู้สึกของเขาได้
ตอนนี้หัวใจของเขาปั่นป่วนเหมือนกระแสน้ำแรงสั่นะเืจากส่วนลึกในจิติญญาของเย่อู๋เชวียเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เขาอยากส่งเสียงคำรามขึ้นมาทันที!
“์เมตตาข้าแล้ว! หลังจากอดทนมาเป็สิบปีในที่สุดข้าก็สมปรารถนาในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จแล้ว!”
...
“ฮ่าฮ่า ปิงหลาน ข้านำหน้าเ้าไปหนึ่งก้าวแล้วรีบตามมาล่ะ”
หลังจากที่เดินกลับมาถึงที่นั่งมู่หรงไห่ก็ััได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาซึ่งมาจากชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจของตระกูลมู่หรงที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“มู่หรงไห่เ้าภูมิใจที่เอาชนะเศษสวะอย่างเย่อู๋เชวียได้อย่างนั้นหรือ?ข้ายอมรับว่าเ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆความแข็งแกร่งทางกายของเ้าก็ไปถึง์ชั้นที่แปดแล้ว แต่เมื่อเทียบกับพี่เทียนตัวเ้ายังนับว่าห่างไกลยิ่งนัก”
เสียงที่เ็าของใครบางคนดังขึ้นมันมาจากหญิงสาวที่มู่หรงไห่เรียกว่าปิงหลาน แม้ว่านางจะกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หินแต่ขาอันเรียวยาวของนางได้ยื่นไปข้างหน้าเล็กน้อย ทำให้เกิดเส้นโค้งที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันสมบูรณ์แบบหญิงสาวสวมชุดผ้าไหมสีแดงรัดรูปปักดอกไม้สีทองเล็กๆ บริเวณอกเสื้อเอวของนางคอดกิ่วในขณะที่ดวงตาหงส์คู่งามจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเ็า จมูกเล็กๆของนางตั้งตรงสอดรับกับริมฝีปากสีแดงสดอย่างกลมกลืนช่างเป็หญิงสาวที่มีความงามอันโดดเด่นซึ่งยากจะหาใครเทียบได้
หลังจากได้ยินคำพูดของปิงหลานรอยยิ้มของมู่หรงไห่ก็แข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาปรากฏความริษยาที่ไม่อาจปิดบังเขาหัวเราะเบาๆ เพื่อปกปิดความพลุ่งพล่านในใจก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตัวเองและหลับตาลงโดยไม่พูดอะไรอีก
ทันทีที่ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งหลายคนซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหลังของมู่หรงปิงหลานได้ยินคำว่า“พี่เทียน”สีหน้าของพวกเขาก็ปรากฏความริษยาและความเทิดทูนอย่างที่ยากจะแยกออกจากกันได้
“รอบต่อไปมู่หรงปิงหลานสู้กับมู่หรงเจี๋ย”
ในเวลาเดียวกันเสียงของชายคนเดิมก็ดังมาจากด้านหลังสนามประลองเมื่อเสียงของเขาดังขึ้นทั่วทั้งสนามประลองก็เงียบลงทันทีนี่คือเสียงของประมุขตระกูลมู่หรง มู่หรงฉางชิง
“ควับ!” “ควับ!”
ร่างหนุ่มสาวทั้งสองะโออกจากเก้าอี้หินและพุ่งขึ้นสู่สนามประลองในทันทีด้วยกระแสลมที่พัดผ่านมู่หรงปิงหลานก็มายืนอยู่บนเวทีอย่างสง่างามในตอนนี้มีเด็กหนุ่มรูปร่างหน้าตาธรรมดายืนห่างจากนางประมาณห้าสิบก้าวสายตาของเขาที่กวาดมองไปบนใบหน้าของมู่หรงปิงหลานเต็มไปด้วยความหลงใหล
มู่หรงปิงหลานหนึ่งในหญิงสาวงดงามที่สุดของตระกูลมู่หรง!
นางมีคุณสมบัติที่โดดเด่นรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงาม ทั้งยังมีลักษณะนิสัยที่น่าดึงดูดใจภายในตระกูลมู่หรงไม่ทราบว่ามีชายหนุ่มมากน้อยเท่าใดที่เกิดความลุ่มหลงในเทพธิดานางนี้เมื่อมองไปยังหญิงงามที่อยู่ตรงหน้า มู่หรงเจี๋ยก็รู้สึกสับสนและประหม่าเล็กน้อย
ในเวลาเดียวกันเย่อู๋เชวียที่จมอยู่ในสมาธิในที่สุดก็ลืมตาขึ้น เจตจำนงอันแข็งแกร่งที่เขาบ่มเพาะใน่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เป็อย่างดีดวงตาของเขายังคงสงบนิ่งเช่นเคยแต่ตอนนี้มันมีความอัปยศอดสูและความรังเกียจปรากฏขึ้น
“เริ่ม”
“ปัง!”
“ปัง!”
มู่หรงปิงหลานและมู่หรงเจี๋ยเริ่มต่อสู้แตกหักกันอย่างรวดเร็ว
แม้กระทั่งตอนนี้จิตใจของเย่อู๋เชวียที่เดินออกจากสนามประลองก็ยังเกิดความปั่นป่วนไม่หยุดเขาค่อยๆเดินไปที่ด้านหลังเวทีและแสดงความเคารพต่อใครบางคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้าุโของตระกูลมู่หรง
“ลุงฉางชิง ข้าขออนุญาตกลับไปฝึกฝนก่อน”
เสียงของชายหนุ่มชัดเจนและนุ่มนวลราวกับว่าความพ่ายแพ้เมื่อครู่นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาแม้แต่น้อย
“เ้ากลับไปก่อนก็ได้”
ดวงตาของมู่หรงฉางชิงเต็มไปด้วยความสับสนเขาตระหนักดีว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้นั้นเมื่อสิบปีก่อนเคยเป็บุคคลที่น่าทึ่งและยอดเยี่ยมเพียงใด
แม้ว่าเย่อู๋เชวียจะไม่ได้มาจากตระกูลมู่หรงแต่เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน คนคนนั้นได้มอบความไว้วางใจให้ตระกูลมู่หรงช่วยดูแลเขาที่มีอายุเพียงสี่ขวบมู่หรงฉางชิงจึงไม่เคยมองว่าเย่อู๋เชวียเป็คนนอกเลยยิ่งเขาพบว่าพร์ในการฝึกทักษะการต่อสู้ของเย่อู๋เชวียอยู่ในระดับสัตว์ประหลาดด้วยแล้วเขาก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเด็กน้อยคนนี้เหนือสิ่งอื่นใด!
ตอนที่เย่อู๋เชวียอายุสี่ขวบก็เริ่มฝึกฝนทักษะพิเศษ“พลังเฮ่าเทียน” ซึ่งเป็ทักษะลับของตระกูลมู่หรงอายุได้ห้าขวบเขาก็ทะลวงไปสู่์ชั้นที่ห้าของขอบเขตหลอมรวมร่างกาย
ในปีนั้นเขาแสดงความสามารถอันโดดเด่นในการประลองที่วิหารชิงิและเอาชนะห้าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของนิกายทั้งหมดในเขต์แดนเหนือได้อย่างราบคาบในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน เย่อู๋เชวียคืออัจฉริยะตัวน้อยที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้!
ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงน้ำ!
เด็กน้อยวัยห้าขวบที่อยู่ใน์ชั้นห้าของขอบเขตหลอมรวมร่างกายนี่คือผู้มีพร์ระดับใด?
เมื่อผู้คนเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะสิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือการเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตัวเองขอบเขตนี้ถูกแบ่งออกเป็์สิบชั้นซึ่งจะเป็ตัวบ่งชี้ว่าร่างกายแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างพลังปราณหรือไม่การบ่มเพาะจะเริ่มต้นจากิั กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และไขกระดูกไปตามลำดับ
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้คนทั่วไปแล้วขอเพียงพวกเขาสามารถก้าวเข้าสู่์ชั้นแรกของขอบเขตหลอมรวมร่างกายเมื่ออายุสิบขวบและบรรลุความสำเร็จในการปรับแต่งิัก็คู่ควรกับการถูกเรียกว่าอัจฉริยะแล้ว!
สำหรับอัจฉริยะที่หายากในรอบร้อยปีนั้นแทบจะไม่เคยปรากฏตัวขึ้นเลยจนกระทั่งตระกูลมู่หรงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลงกวง ซึ่งเป็เมืองหลักในดินแดนตะวันออกของเขต์แดนเหนือได้ให้กำเนิดอัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้เพียงคนเดียวในรอบหลายชั่วอายุคนคนคนนั้นคือมู่หรงเทียนที่ตอนนี้กำลังเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามเพื่อเก็บตัวฝึกฝนและจะออกจากด่านในไม่ช้า!
มู่หรงเทียนสามารถก้าวเข้าสู่์ชั้นสามของขอบเขตหลอมรวมร่างกายเมื่ออายุได้สิบขวบความสำเร็จเพียงเท่านี้ก็คู่ควรกับการเป็อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ในรอบร้อยปีแล้ว
แต่เย่อู๋เชวียซึ่งอายุเพียงห้าขวบสามารถหลอมรวมร่างกายจนถึง์ชั้นห้าและประสบความสำเร็จในการขัดเกลากล้ามเนื้อจะกลายเป็อัจฉริยะที่มีพร์น่าสะพรึงกลัวมากขนาดไหน?
เดิมทีมู่หรงฉางชิงคิดว่า์กำลังอวยพรตระกูลมู่หรงโดยส่งอัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ให้กับพวกเขาถึงสองคนแต่หลังจากที่เย่อู๋เชวียในวัยห้าขวบสามารถเอาชนะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหมดภายในการประลองที่วิหารชิงิการฝึกฝนของเขาก็ไม่มีความคืบหน้าอีกเลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา!
เป็เวลาสิบปีแล้วที่เย่อู๋เชวียติดอยู่ใน์ชั้นห้าของขอบเขตหลอมรวมร่างกายพร์อันน่าใของเขากลับหยุดชะงักลงด้วยวัยเพียงห้าขวบเท่านั้น
มู่หรงฉางชิงพยายามค้นหาสาเหตุด้วยวิธีการนับไม่ถ้วนแต่สิ่งที่พบได้ทำให้เขารู้สึกหมดหวัง
“พลังโลหิตในร่างกายของเย่อู๋เชวียหมดลงอย่างไม่มีสาเหตุและเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะเดินไปในเส้นทางแห่งการบ่มเพาะ”
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าฟ้าริษยายอดอัจฉริยะ
เมื่อทราบเหตุผลนี้แล้วมู่หรงฉางชิงก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้อย่างไรก็ตามเย่อู๋เชวียยังคงเลือกที่จะฝึกฝนต่อไปท่าทางของเขาดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยและยังคงฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ในสายตาของคนนอกนั้นเย่อู๋เชวียเพียงทนไม่ได้ที่ต้องตกลงมาจาก์และสิ่งที่เขาทำอยู่ก็แค่้าฟื้นฟูฐานะอัจฉริยะของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาเชื่อว่าเย่อู๋เชวียบ้าไปแล้ว
“เ้าบ้าอู๋เชวีย”จึงเป็อีกชื่อหนึ่งที่ผู้คนเรียกเขา
เมื่อเย่อู๋เชวียกำลังจะออกจากสนามประลองคลื่นพลังปราณที่แข็งแกร่งได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วท้องฟ้าและร่างของใครบางคนได้พุ่งเข้ามาในทิศทางของสนามประลองอย่างรวดเร็ว!
“ฟิ้ว”
แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่านไปทั่วร่างกายของเย่อู๋เชวียผู้มาเยือนมีร่างกายสูงโปร่ง เขาเป็ชายหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี ิักล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและไขกระดูกในร่างกายของเขาล้วนได้รับการฝึกฝนอย่างสมบูรณ์แบบ รอบๆตัวเขามีปราณสีขาวโอบล้อมอย่างแ่า!
สายตาของเย่อู๋เชวียกำลังจับจ้องไปยังพระจันทร์เสี้ยวสีเงินซึ่งมีความสูงเทียบเท่าชายหนุ่มที่อยู่บนฟ้ามันกำลังล่องลอยอย่างอ้อยอิ่งและปลดปล่อยรัศมีอันคลุมเครือแต่ทรงพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นปราณสีขาวที่ปกคลุมอยู่รอบตัวของชายหนุ่มก็ค่อยๆสลายไป คนผู้นี้สวมชุดนักรบสีขาวเส้นผมสีดำเงางามของเขาถูกเกล้าเป็มวยอย่างประณีตนี่คือชายหนุ่มผู้สูงสง่าและหล่อเหลาไร้ตำหนิอย่างแท้จริง
“์! เขาคือมู่หรงเทียน! มู่หรงเทียนออกมาแล้ว!”
“กลิ่นอายของเขา? เขาหลุดพ้นจากขอบเขตหลอมรวมร่างกายแล้วจริงๆ?”
“นั่นคือ...ิญญาจันทรา?”
“ตามที่คาดไว้สมกับที่เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลมู่หรง!”
บรรยากาศในสนามประลองปะทุขึ้นทันทีการปรากฏตัวของมู่หรงเทียนทำให้เกิดเสียงโห่ร้องอย่างไม่สิ้นสุดยกเว้นแต่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เป็บุคคลรุ่นเดียวกันกับมู่หรงเทียนพวกเขานั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ของตัวเองด้วยสีหน้าขมขื่นและหมดหนทางแม้แต่มู่หรงไห่ผู้เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองก็ยังนิ่งเงียบและไม่สามารถพูดอะไรได้
มู่หรงเทียนกลายเป็จุดศูนย์กลางของดวงตาทุกคู่แม้กระทั่งชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังต่อสู้อยู่บนเวทีก็ยังหยุดความเคลื่อนไหวในตอนนี้มู่หรงปิงหลานจ้องมองไปยังมู่หรงเทียนด้วยดวงตาที่ส่องประกายแวววาว
“ฮ่าฮ่า! ์อวยพรตระกูลมู่หรงของเราในที่สุดเทียนเอ๋อก็ควบแน่นิญญาจันทราและก้าวเข้าสู่ขอบเขตวีรชนซึ่งเป็์ชั้นแรกของอาณาจักรชำระิญญาด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปียอดเยี่ยมจริงๆ!”
ทันใดนั้นชายชราที่นั่งอยู่ข้างๆ มู่หรงฉางชิงก็ลุกขึ้นยืนและมองไปยังชายหนุ่มคนนั้นด้วยรอยยิ้มสดใสชายชราคนนี้มีรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างธรรมดาแต่กลิ่นอายของเขากลับมีความกลมกลืนเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
นี่คือผู้าุโลำดับสามของตระกูลมู่หรงมู่หรงไป๋ซื่อ เขาคือปู่ของมู่หรงเทียนนั่นเอง
“มู่หรงเทียนคำนับท่านประมุขและผู้าุโทุกท่าน”
ใบหน้าของมู่หรงเทียนยังคงสงบนิ่งแต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่อาจปิดบัง
“เทียนเอ๋อไม่จำเป็ต้องแสดงมารยาทอันคร่ำครึตอนนี้เ้าควบแน่นิญญาจันทราได้สำเร็จและก้าวเข้าสู่อาณาจักรชำระิญญาด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีพร์ของเ้านับได้ว่าเป็หนึ่งในสามลำดับแรกของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลมู่หรงเลยก็ว่าได้”
มู่หรงฉางชิงก็มีความสุขเช่นกันด้วยพร์อันล้ำเลิศของมู่หรงเทียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาจะทำให้ตระกูลมู่หรงสามารถไปยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าตอนนี้ได้อย่างแน่นอน
“เทียนเอ๋อเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากอย่างแท้จริง!”
“ข้ามีชีวิตมาหกสิบปีแล้วพูดกันตามตรงข้าไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งเหมือนเทียนเอ๋อมาก่อน”
“ตบรางวัล! ท่านประมุขเทียนเอ๋อมีความโดดเด่นมากสิ่งที่เขาแสดงออกมาในวันนี้คู่ควรกับการได้รับรางวัลจากท่าน!”
มู่หรงไป๋ซื่อยิ่งเกิดความภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำชื่นชมจากผู้าุโคนอื่นๆความโดดเด่นของมู่หรงเทียนในวันนี้ทำให้เขาสามารถยืดอกได้อย่างแท้จริง!
เย่อู๋เชวียยืนอยู่ข้างหลังมู่หรงเทียนและยังคงไม่จากไปไหนดวงตาของเขาจับจ้องไปยังพระจันทร์สีเงินที่เผยให้เห็นถึงแสงอันแปลกประหลาดในขณะนั้นคิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“นี่คือสัญลักษณ์ของอาณาจักรชำระิญญาิญญาจันทราหรือ? มันแปลกจริงๆ?”
หลังจากระงับความคิดของตัวเองแล้วเย่อู๋เชวียก็หันหลังและเดินออกจากที่นี่ทันทีเขายังมีสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องยืนยัน
นี่คือสิ่งที่เขาแลกมากับความอัปยศนับสิบปีในที่สุดวันนี้เขาก็สมปรารถนา!
“ท่านประมุข มู่หรงเทียนมีเื่จะร้องขอ”
มู่หรงเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมยแต่ทันทีที่คำพูดของเขาจบลงดวงตาที่งดงามของมู่หรงปิงหลานซึ่งยืนอยู่บนสนามประลองก็เปล่งประกายสดใสด้วยความสุขในขณะเดียวกันนางก็หันไปมองแผ่นหลังของเย่อู๋เชวียที่กำลังเดินจากไปด้วยความโล่งอกและขยะแขยงเล็กน้อย
“โอ้? ข้าเคยสัญญากับเ้าไว้ว่าตราบใดที่เ้าสามารถทะลวงสู่อาณาจักรชำระิญญาได้ข้าจะรับปากเ้าสองข้อ ตอนนี้เ้าทำสำเร็จแล้วดังนั้นอย่าลังเลหากเ้ามีความปรารถนาสิ่งใดก็บอกมาได้เลย”
มู่หรงฉางชิงหัวเราะเบาๆคล้ายกับรู้อยู่แล้วว่ามู่หรงเทียนจะร้องขอบางอย่างในวันนี้
หลังจากได้รับคำรับรองจากมู่หรงฉางชิงมู่หรงเทียนก็หันไปมองเย่อู๋เชวียที่กำลังจะจากไปอย่างเฉยเมยราวกับัั์ที่กำลังก้มมองมดแมลงตัวหนึ่ง
“สิ่งแรกที่มู่หรงเทียนขอก็เพื่อความสุขชั่วชีวิตของปิงหลานข้า้าให้ท่านประมุขคืนสัญญาการแต่งงานระหว่างปิงหลานและเย่อู๋เชวียเขาไม่คู่ควรที่จะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมาผู้คนของตระกูลมู่หรงต่างก็แตกตื่นใอย่างถึงที่สุด
“เฮือก!”
ได้ยินเสียงหอบหายใจของผู้คนมากมายดังขึ้นพวกเขาต่างจับจ้องไปยังมู่หรงเทียนด้วยความสงสัย
“ฟิ้ว”
กระแสลมอันหอมกรุ่นพัดผ่านอย่างรวดเร็วมู่หรงปิงหลานะโออกมาจากสนามประลองและยืนอยู่ข้างมู่หรงเทียนราวกับผีเสื้อสีแดงตัวใหญ่นางเชิดใบหน้าและกล่าวอย่างเ็าว่า “ท่านพ่อปิงหลานไม่้าแต่งงานกับเย่อู๋เชวีย ได้โปรดคืนสัญญาการแต่งงานให้กับเขาปิงหลานไม่้าแต่งงานกับเศษสวะแบบนี้!”
เสียงที่นุ่มนวลแต่เ็าดังก้องไปทั่วสนามประลองและถูกส่งไปยังใบหูของมู่หรงฉางชิงรวมทั้งผู้าุโคนอื่นทันทีในขณะเดียวกันใบหน้าของศิษย์ทุกคนในตระกูลมู่หรงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แน่นอนว่าเย่อู๋เชวียซึ่งได้ยินคำพูดของมู่หรงเทียนและมู่หรงปิงหลานก็ตกตะลึงเช่นกันฉากนี้ไม่อาจรอดพ้นสายตาของศิษย์ตระกูลมู่หรงไปได้พวกเขาเริ่มจินตนาการถึงความเศร้าโศกและความไม่เต็มใจของเย่อู๋เชวียในทันทีจากนั้นสายตาทุกคู่ที่จ้องมองไปยังแผ่นหลังของเย่อู๋เชวียก็เปลี่ยนเป็ความเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย
ในขณะนั้นเย่อู๋เชวียหันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ
อย่างไรก็ตามสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจของเขากลับไม่ปรากฏขึ้นสิ่งที่ทุกคนมองเห็นมีเพียงรอยยิ้มที่แสดงถึงความ “โล่งใจ” อย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าอันหล่อเหลาของเย่อู๋เชวียฉาบไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติเขาประสานมือแสดงความเคารพและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ท่านลุงฉางชิงอู๋เชวียเคยปฏิเสธการแต่งงานนี้ไปแล้วแต่ไม่เป็ผลในเมื่อวันนี้เป็ความเห็นชอบของทั้งสองฝ่ายหากท่านลุงยินดียกเลิกการแต่งงานอู๋เชวียจะรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง”
“ฮะ!”
เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังขึ้นนับสิบครั้งก่อนหน้านี้เหล่าศิษย์ของตระกูลมู่หรงได้จินตนาการถึงสถานการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็ความเศร้า ความไม่เต็มใจ ความบ้าคลั่ง รวมถึงความอัปยศอดสูแต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเย่อู๋เชวียจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้และท่าทางของเขาก็ดูไม่เหมือนการเสแสร้งแม้แต่น้อย!
เมื่อได้ยินคำตอบของเย่อู๋เชวีย ใบหน้าของมู่หรงปิงหลานก็มืดลงทันทีในตอนนี้ความอัปยศอดสูได้จู่โจมหัวใจของหญิงสาวอย่างรุนแรงจนร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความโกรธ!
มู่หรงเทียนก็ขมวดคิ้วเช่นกันการแสดงออกของเย่อู๋เชวียเห็นได้ชัดว่าเหนือความคาดหมายของเขาแต่มู่หรงเทียนเป็คนที่มีจิตใจลึกซึ้งดังนั้นสายตาของเขาจึงยังคงสงบนิ่งและเฉยเมยเหมือนเดิมในขณะนั้นเขาประสานมือเพื่อแสดงความเคารพต่อมู่หรงฉางชิงอีกครั้งและกล่าวว่า
“เื่ที่สองที่ข้า้าร้องขอจากท่านประมุขคือหยกโลหิตัเย่อู๋เชวียไม่มีคุณสมบัติเป็เ้าของสิ่งนี้”
คำพูดเหล่านี้ก้องอยู่ในหูของเย่อู๋เชวียทีละคำรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าของเขามืดมนลงเล็กน้อยและดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็เย็นเยียบทันที!
หากไม่นับจดหมายที่ไม่สามารถเปิดออกได้หยกโลหิตัก็เป็สมบัติเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่ลุงฝูทิ้งไว้ให้เขาในตอนนั้นมู่หรงฉางชิงได้อาสาเก็บรักษาไว้ชั่วคราวซึ่งแน่นอนว่าสมบัติล้ำค่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลมู่หรงั้แ่แรก
กล่าวอีกนัยหนึ่งหยกโลหิตัเป็สมบัติของเย่อู๋เชวีย
และตอนนี้มู่หรงเทียน้าที่จะแย่งชิงมันไป!