บทที่ 13 ผมมีแผนการ (รีไรต์)
เจิ้งฮุ่ยเจวียนไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดของเขา ทั้งยังดูเหมือนจะยิ่งระแวดระวังมากขึ้นด้วยซ้ำ
แม้แต่เพื่อนร่วมทีมของเธอก็พากันหันกลับไปมองบะหมี่หยางชุนด้วยสายตาหิวโหย พวกเขามองกู้ไฮว่ถิงด้วยแววตาที่เจียงอี้อิ่นไม่อาจเข้าใจ มองราวกับเขาเป็สัตว์กลายพันธุ์ดุร้าย
เจียงอี้อิ่นรู้สึกว่ากู้ไฮว่ถิงเป็คนนิสัยดีเลยทีเดียว แต่เธอก็ไม่สามารถบอกสถานการณ์ที่แท้จริงได้เช่นกัน จึงได้แต่นิ่งเงียบและทำบะหมี่ต่อไปเงียบ ๆ
เห็นได้ชัดว่ากู้ไฮว่ถิงเตรียมพร้อมรับมือกับท่าทีของเจิ้งฮุ่ยเจวียนและเพื่อนร่วมทีมไว้แล้ว เขายิ้มแล้วพูดว่า “ลองฟังแผนของผมก่อนดีไหมครับ”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ได้ค่ะ”
“อาหารของเถ้าแก่ในตอนนี้ถือว่าเป็ของหายาก ไม่ว่าจะไปปรากฏตัวที่ฐานไหนก็ต้องเป็ที่้าแน่นอน”
เพียงประโยคเดียวเจิ้งฮุ่ยเจวียนก็เข้าใจความหมายของเขาทันที “คุณอยากจะขนส่งอาหารไปขายที่ฐานอื่นสินะ”
“ถูกต้องแล้วครับ” กู้ไฮว่ถิงวิเคราะห์ “บริเวณนี้ฐานที่เดินทางมาสะดวกที่สุดมีแค่ฐานอู๋ถงของพวกเรา ฐานมู่หลานของพวกคุณ แล้วก็ฐานชางซิ่ง ถ้าบริหารจัดการดี ๆ พวกเราสามฐานก็จะได้กำไรก้อนโตไปด้วยกัน”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเข้าใจแล้ว “แต่ถ้าคุณ้าขนส่งอาหารปริมาณมาก พวกคุณทำไม่ได้หรอก”
“ใช่แล้ว ผมถึงอยากร่วมมือกับพวกคุณไง”
“แต่พวกเราทำธุรกิจทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง แบ่งกำไรกับเ้าของร้าน ได้เงินมากกว่าแบ่งสามส่วนอีกต่างหาก” เจิ้งฮุ่ยเจวียนตอบอย่างไม่เกรงใจ แต่กลับถูกกู้ไฮว่ถิงขัดจังหวะ
“แต่พวกเรามีความสามารถมากกว่า”
หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วเบ้ปาก เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครโต้แย้งกู้ไฮว่ถิง
สิ่งที่เขาพูดเป็ความจริง โกรธไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
เจียงอี้อิ่นเข้าใจแจ่มแจ้ง สาเหตุที่กู้ไฮว่ถิงยอมเปิดเผยแผนการนี้ออกมาอย่างไม่กั๊ก ก็เพราะมั่นใจว่าฐานมู่หลานไม่สามารถทำธุรกิจนี้ได้ด้วยตัวเอง
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเงียบไปนาน จู่ ๆ ก็ถามขึ้น “เถ้าแก่คะ คุณคิดยังไงคะ”
เธอไม่คิดเลยว่าคำถามจะวนมาถึงตัวเอง เธอคีบเส้นบะหมี่ใส่ชามจากนั้นจึงค่อย ๆ พูด
“ฉันก็หวังว่าจะขายของได้เยอะ ๆ นะ แต่ว่า...”
ทุกคนเข้าใจความหมายของเธอ บ่งบอกให้เห็นว่าเธอสนใจแผนนี้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังกังวลอะไร
กู้ไฮว่ถิงถามอย่างสุภาพ “เชิญเถ้าแก่พูดมาได้เลยครับ”
เธอไม่ได้ตั้งใจจะกั๊กข้อมูลหรอก แต่เธออาศัยจังหวะนี้ถามบางอย่างกับระบบ หลังจากได้คำตอบแล้วก็พูดว่า
“ไม่ว่าจะซื้อของครั้งละเท่าไหร่ ฉันก็ลดราคาให้ไม่ได้หรอกนะ”
พวกผู้ใช้พลังพิเศษถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง เจิ้งฮุ่ยเจวียนถามออกไปอย่างลืมตัวว่า “หมายความว่าต่อให้ซื้อครั้งละพันชิ้นหมื่นชิ้น ก็ไม่มีราคาส่งเลยเหรอ”
“ไม่มีค่ะ” เธอส่ายหน้า “บอกตามตรง ฉันก็แค่ลูกจ้างคนหนึ่ง การตั้งราคาไม่ใช่เื่ที่ฉันควบคุมได้ ฉันไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงอะไร”
ความจริงมันก็เป็แบบนั้น พวกคริสตัลนั่นมันหายเข้าไปอยู่ในมิติพิเศษของระบบแล้ว เพราะระบบเอาค่าตอบแทนเป็ยาฟื้นคืนชีพราคาแพงมาล่อ ทำให้เธอยอมเป็เบี้ยล่างให้มันอย่างเต็มใจ
กู้ไฮว่ถิงกับเจิ้งฮุ่ยเจวียนมองหน้ากัน พวกเขาคิดอะไรอยู่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครพูดเื่ราคาอีก
ส่วนแผนการนี้จะสำเร็จหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้หรือเปล่า
เธอคิดออกแล้วว่าความร่วมมือที่กู้ไฮว่ถิง้า จริง ๆ แล้วมีศูนย์กลางอยู่ที่เด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าจิ้งจิ้ง
พื้นที่ของเธอสามารถเก็บอาหารได้จำนวนมาก แต่จากที่เห็นเมื่อวาน เจิ้งฮุ่ยเจวียนดูจะปกป้องจิ้งจิ้งราวกับจงอางหวงไข่ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ยอมให้เธอออกไปเสี่ยงอันตรายหรือเปล่า
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น กู้ไฮว่ถิงก็พูดขึ้น “ตอนที่ฐานทัพมู่หลานถูกโจมตี พวกเราไม่เพียงแต่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเฉย ๆ แต่พวกเรายังช่วยเหลือพวกคุณทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมว่าเื่ของนิสัยใจคอ หัวหน้าเจิ้งน่าจะวางใจผมได้”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนมองเขาด้วยความเคารพ พูดอย่างตรงไปตรงมา “ฉันเชื่อใจคุณ แต่ฉันไม่เชื่อใจคนอื่น คุณอยากใช้ความสามารถของจิ้งจิ้งขนส่งอาหาร แบบนั้นก็เท่ากับเปิดเผยตัวจิ้งจิ้งให้คนอื่นรู้เห็นมากขึ้น ถึงตอนนั้นคุณอาจจะปกป้องเธอไม่ได้ก็ได้”
“ผู้มีพลังพื้นที่มิติ ถึงจะหายากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีคนเดียวบนโลกหรอกนะ” เขาวิเคราะห์อย่างใจเย็น “หากเหตุการณ์ไม่คาดคิดแบบนั้นเกิดขึ้น สาเหตุหลักก็คือความต่างชั้นด้านพลัง”
ใบหน้าของหญิงสาวทั้งกลุ่มมืดมน พวกเธอจ้องกู้ไฮว่ถิงราวกับแมวขู่ฟ่อ พร้ะปบเขาทุกเมื่อ
แต่เจิ้งฮุ่ยเจวียนกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก เธอเพียงแค่แสยะยิ้มเยาะและยอมรับในสิ่งที่เขาพูด
เขาพูดต่อไปว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ่แรกของธุรกิจนี้ ทุกคนต้องให้ความสนใจกับอาหารเป็หลัก นี่คือโอกาสของเรา ขอแค่มีคริสตัลจำนวนมาก เราก็สามารถเพิ่มพลังได้อย่างรวดเร็ว พอถึงตอนนั้นต่อให้มีใครรู้เื่พลังพื้นที่มิติ พวกนั้นก็คงต้องคิดหนักหน่อย”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้พูดอะไร ส่วนหญิงสาวก็กำลังคิดตามคำพูดของชายหนุ่ม
เขายังคงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “กัปตันเจิ้ง การที่ฐานมู่หลานเติบโตขึ้นได้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ตอนก่อตั้งฐานไม่ใช่เหรอ ถึงผมจะรับประกันได้ว่าฐานทัพอู๋ถงจะไม่คิดร้ายกับพวกคุณ แต่ฐานชางซิ่งล่ะ พวกคุณก็รู้กันดีว่าพวกนั้นทำอะไรไว้ พวกเราปกป้องฐานทัพมู่หลานได้หนึ่งครั้ง สองครั้ง...แต่พวกคุณจะยอมอยู่ใต้ปีกคนอื่นไปตลอดหรือไง”
ประโยคสุดท้ายของเขาแทงใจดำเจิ้งฮุ่ยเจวียนเข้าอย่างจัง
เจียงอี้อิ่นดูเหมือนไม่ได้เข้าไปยุ่ง แต่เธอกลับกำลังรวบรวมข้อมูลอย่างบ้าคลั่ง
‘ฐานชางซิ่ง’ เธอจำชื่อนี้ได้ ไอ้พวกสารเลวที่ทำให้เธอต้องใช้บัญชีดำเป็ครั้งแรก ก็มาจากฐานนี้เอง
“แกเป็ใคร!”
เสียงคำรามของอาสยงดึงเธอกลับมาสู่โลกแห่งความจริง เธอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเจียนปิ่งเดินถือจานเจียนปิ่งจำนวนมากออกมา
กู้ไฮว่ถิงโบกมือให้เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อมนั่งลง เขารู้สึกประหลาดใจมาก เพราะเมื่อคืนที่เขามา เขาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของคนคนนี้เลย
แม้กระทั่งตอนนี้ ตอนชายวัยกลางคนผมสีน้ำตาลเดินเข้ามาใกล้พวกเขา เขาก็ยังไม่สามารถััคลื่นความผันผวนใด ๆ จากร่างกายอีกฝ่ายได้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเคลื่อนจากเจียนปิ่งไปยังเจียงอี้อิ่น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ย่อมเกี่ยวข้องกับเ้าของร้านอย่างแน่นอน
จากความทรงจำของร่างเดิม เธอรู้ว่าโลกนี้มีหุ่นยนต์อัจฉริยะอยู่จริง เพียงแต่หลังจากวันสิ้นโลก หุ่นยนต์เหล่านี้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก และมีเพียงฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้
“พอแล้วละ” เธอตอบอย่างใจเย็น “เขาคือหุ่นยนต์ AI เลียนแบบมนุษย์ ร้านค้าในเมืองอาหารจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉันคนเดียวทำงานไม่ไหวหรอก”
ทุกคนต่างประหลาดใจและอยากรู้อยากเห็น พวกเขาจ้องมองไปที่การกระทำของเจียนปิ่งโดยไม่พูดอะไร
แน่นอนว่าหุ่นยนต์ AI จะไม่มีความรู้สึก เขาวางเจียนปิ่งทั้งหมดลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง พูดอย่างสุภาพว่า “อาหารมาเสิร์ฟแล้ว เชิญรับประทานได้” จากนั้นก็เดินกลับไปที่ร้านอย่างไม่เร่งรีบ
อาสยงเดินตามเขาไปติด ๆ สังเกตการกระทำของเขาอยู่นอกร้านขายเจียนปิ่ง เห็นเขากำลังทำความสะอาดเคาน์เตอร์ จากนั้นก็ไปยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง
อาสยงยื่นหัวเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทันใดนั้นเจียนปิ่งที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นก็เดินตรงเข้ามาถามว่า “ร้านเจียนปิ่งเมืองอาหารอวี้ซานไห่ รับอะไรดีครับ”
อาสยงถอยหลังไปสองสามก้าว เจียนปิ่งเห็นอีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่งก็เดินกลับไปที่มุมห้อง
พอเขาขยับเข้าไปใกล้ เจียนปิ่งก็เดินตรงเข้ามาถามคำถามเดิมอีกครั้ง อาสยงสนุกใหญ่ จนกระทั่งกู้ไฮว่ถิงอดไม่ได้ที่จะเตือน “หุ่นยนต์ตัวนี้ดูท่าจะแพงมาก ถ้าเล่นจนพัง ค่าเสียหายอาจทำให้นายหมดตัวได้”
อาสยงจึงยอมกลับมานั่งตัวตรงแล้วยกนิ้วโป้งให้เธอ “เถ้าแก่ คุณเจ๋งมาก หุ่นยนต์ตัวนี้เหมือนคนจริง ๆ เลย”
เจียงอี้อิ่นได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ จะบอกว่านี่เป็ AI ระดับล่างสุดในระบบก็กระไรอยู่ จึงได้แต่พยักหน้ารับคำชม
หลังจากเจียนปิ่งหายไป พวกเขาก็มุ่งความสนใจไปที่เื่ความร่วมมือ
ทว่าเจียงอี้อิ่นกลับได้รับการแจ้งเตือนจากระบบโดยไม่ทันตั้งตัว