ตอนที่ 28 เลือกเจ้านายด้วยตนเอง (1)
หย่งหยวนมองไปทางอ้านจิ่วอีกครั้งแล้วพูด “ทูลเสด็จพ่อ ย่อมเป็นคนผู้นี้ ลูกทราบว่าองครักษ์ลับทั้งหมดอยู่ภายใต้บัญชาของท่าน องครักษ์ลับที่เสด็จพ่อส่งมาก็เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้านายจากตำหนักและจวนต่างๆ เท่านั้น ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่ได้มอบป้ายคำสั่งออกไป ล้วนยังเป็นคนของท่าน ขอเพียงเสด็จพ่อทรงมีพระประสงค์ ย่อมไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะเอ่ยสายตาเขายังมองไปทางจิ้งเยี่ย คำกล่าวเหล่านี้ย่อมพูดให้อีกฝ่ายฟัง ตอนนั้นตนไปหาถึงจวนอ๋อง เอ่ยปากขอคนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คนผู้นั้นกลับไม่ตกลง เวลานี้อยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อ ภายใต้ราชโองการ ดูซิว่าเจ้าตัวยังจะมีเหตุผลหรือข้ออ้างอะไร
สีหน้าจิ้งเยี่ยเรียบเฉย ยังคงดื่มชาบำรุงร่างกายต่อ ส่วนอ้านจิ่วก็ยังคุกเข่าอยู่ข้างเท้าผู้เป็นนาย ขอเพียงเขาปรากฏตัวและอยู่ต่อหน้าเจ้านาย อ้านจิ่วจะมีท่าทางเช่นนี้ คุกเข่าตรงหน้านายท่านอย่างว่าง่าย
อวี่เสียงมองอ้านจิ่ว แววตาฉายความชื่นชมอย่างยิ่ง “อืม วรยุทธ์ล้ำเลิศนับว่าหาได้ยาก แต่เรากลับรู้สึกว่าความภักดีส่วนนั้นของเขาหาได้ยากยิ่งกว่า ไม่ว่าที่ไหนเวลาใด ภายใต้สถานการณ์เช่นไร สิ่งที่คนผู้นี้ใส่ใจคือชีวิตของเจ้าเก้า นี่เป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึง และยากจะทำได้จริงๆ”
“ที่สำคัญคือผู้บัญชาการองครักษ์ลับของเสด็จพ่อสั่งสอนได้ดี ยังคงเป็นพระองค์ที่ทรงปรีชาพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดอย่างได้ทีขี่แพะไล่[1]
ฮ่องเต้เบิกบานใจ หัวเราะเสียงดังออกมา “เจ้าเก้าเอ๋ย คนดีขนาดนี้คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่ได้เก็บป้ายคำสั่งไว้”
จิ้งเยี่ยมีหรือจะไม่รู้เจตนาเสด็จพ่อ อีกฝ่ายถามเช่นนี้ย่อมเป็นการมอบโอกาสให้ตนเอง ขอเพียงเขาพูดว่าเก็บป้ายคำสั่งของอ้านจิ่วไว้แล้วหยิบป้ายนั้นออกมา อธิบายว่าองครักษ์รายนี้เป็นคนของตนแล้ว เช่นนั้นต่อให้หย่งหยวนอยากชิงตัวอ้านจิ่วไป แม้มีราชโองการก็ไร้ประโยชน์
ซู่ชิงอ๋องมองอ้านจิ่วที่อยู่ข้างเท้า พลางคิดว่าตนเองเคยขอให้อีกฝ่ายมอบป้ายคำสั่งออกมา ตอนนั้นเขากลับไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย เพียงนิ่งเงียบไม่พูดอันใด
ท่านอ๋องเข้าใจนิสัยอ้านจิ่วดีว่าซื่อตรงดุจก้อนหิน เกรงว่าต่อให้ตอนนี้ตนบัญชาการเขาด้วยป้ายคำสั่ง เจ้าตัวคงไม่มีทางยอมรับ จึงยิ้มเจื่อนเล็กน้อยแล้วพูด “เสด็จพ่อ องครักษ์ลับที่ท่านอบรมให้มาปกป้องลูกอยู่ในที่ลับตลอด ลูกจะไปเอาความสามารถจากไหนมามองออกว่าฝีมือของพวกเขาไม่ธรรมดา ย่อมไม่รู้ว่าเสด็จพี่จะทำเช่นนี้ อยากลงมือเอาป้ายคำสั่งชิงตัวคนมานานแล้ว”
“พูดเช่นนี้แสดงว่าเจ้าเก้าไม่ได้เก็บป้ายคำสั่งของเขาจริงๆ หรือ”
อวี่เสียงถามยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า จิ้งเยี่ยกลับเอาแต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
หย่งหยวนพลันหัวเราะ ก่อนก้าวออกมาอย่างฉับไว “เสด็จพ่อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ลูกก็จะไม่เกรงใจจริงๆ แล้ว ขอร้องท่าน ออกราชโองการประทานอ้านจิ่วให้ลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อวี่เสียงมองอ้านจิ่วแวบหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงคุกเข่านิ่งเงียบไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง ราวกับเวลานี้คนที่พวกตนพูดถึงไม่ใช่เขา
“ไอ้หยา ในเมื่อเป็นเยี่ยงนี้ เช่นนั้นเรา...”
“ฝ่าบาท...” อวี่เสียงยังไม่ทันเอ่ยคำ ทุกคนกลับรู้ว่าถ้อยวจีที่จะออกจากปากฮ่องเต้คือประทานอ้านจิ่วให้รัชทายาทหย่งหยวน กลับถูกอ้านจิ่วตัดบทขึ้นก่อน
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอื้อนเอ่ยยามนี้ แม้แต่จิ้งเยี่ยยังตกใจอยู่บ้าง คนที่ดูเหมือนท่อนไม้ผู้นั้น ไม่นึกเลยว่าจะเปิดปากพูดเวลานี้
อวี่เสียงขมวดคิ้วน้อยๆ กำลังจะถามเขาว่ามีอะไรอยากพูด อ้านจิ่วก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เนื่องจากมีผ้าโปร่งคลุมหน้าสีดำจึงมองใบหน้าไม่ชัด เขาลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินลงไปจนถึงตรงหน้าองครักษ์ลับผู้นั้น
หัวใจจิ้งเยี่ยอดกระดอนขึ้นมาไม่ได้ ตอนเสด็จพ่อพูด มีใครหน้าไหนกล้าสอดขึ้นกัน แม้เมื่อครู่ก่อนที่พระองค์จะมีราชโองการ เขาเองยังเตรียมพูดแทรก คิดไม่ถึงว่าอ้านจิ่วจะเร็วกว่าตนก้าวหนึ่ง
ตอนนี้พอเห็นฮ่องเต้เดินมาถึงข้างกายอ้านจิ่ว หัวใจจิ้งเยี่ยก็ลนลานจนยากระงับ ด้วยไม่รู้ว่าเสด็จพ่อต้องการสิ่งใดกันแน่ เขาเริ่มลังเลว่าจะช่วยอ้านจิ่วอย่างไรดี
อวี่เสียงเดินวนรอบอ้านจิ่วคราหนึ่งแล้วพูด “ลุกขึ้น” เจ้าตัวลุกขึ้นยืนตามคำสั่งโดยไม่พูดจา
“เงยหน้าขึ้น”
สิ้นเสียงฝ่าบาท อ้านจิ่วก็เงยหน้า เนื่องจากยังมีผ้าคลุมหน้าโปร่งสีดำทำให้อวี่เสียงมองเห็นไม่ชัด แต่เขาก็เพ่งพินิจใบหน้าอีกฝ่ายอย่างละเอียด คล้ายจะมองบางอย่างออกแล้ว
แต่ไหนแต่ไรจิ้งเยี่ยไม่เคยเคร่งเครียดขนาดนี้มาก่อน มือกำหมัดแน่น บนหน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดซึม แม้แต่ลมหายใจก็กลั้นไว้โดยไม่รู้ตัว
เชิงอรรถ
^ ได้ทีขี่แพะไล่ หมายถึง ฉวยโอกาสซ้ำเติมเมื่อผู้อื่นเพลี่ยงพล้ำ