วันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลเทียนออกมาทำงานกันแต่เช้าพวกเขาช่วยกันหว่านเมล็ดข้าว ลงเมล็ดผักในแปลงปลูก และซ่อมแซมรั้วในส่วนที่ยังซ่อมไม่เสร็จให้แ่าป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปคุ้ยเขี่ยทำลายแปลงผักของพวกเขา พอถึงยามอู่[1]งานทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อยหลังจากนั้นเด็กๆ ก็ช่วยกันตักน้ำและต้มน้ำอุ่นให้บิดามารดาได้ชำระล้างคราบดินโคลนฝ่ายฮูหยินเทียนก็รีบเข้าครัวไปเตรียมมื้อแรกของวันให้กับทุกคน
หมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อวานกับเนื้อรมควันผัดกับผักอีกเล็กน้อย นับเป็มื้ออาหารที่เรียบง่ายอย่างยิ่งกระนั้นทั้งสี่คนก็เจริญอาหารกันมาก ทั้งนี้คงจะเป็เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานงานและความสุขที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า
“ท่านพ่อท่านแม่พรุ่งนี้ลูกได้หยุดอีกวัน ดังนั้นวันนี้ลูกจะขึ้นเขานะขอรับ”
ิชูบอกสิ่งที่คิดมาหลายวันแล้วแก่บิดามารดาเนื้อรมควันที่ทำเอาไว้ใกล้จะหมดลงแล้ว และิชูก็อยากจะหาสมุนไพรมาปรุงยาตุนเอาไว้ด้วยเมื่อครั้งที่บิดาของเขาประสบอุบัติเหตุ ิชูได้จดจำสูตรยาเอาไว้หลายชนิดทั้งยาห้ามเื ยาสมานแผล และยาแก้ปวด ยาสามัญเหล่านี้หากมีติดบ้านเอาไว้ย่อมเป็เื่ดีไม่น้อย
เทียนซานรู้ฝีมือบุตรของตนดีจึงไม่ได้กล่าวห้ามเขาเพียงกำชับให้ิชูดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้น
“พี่ิ ข้าไปด้วยไม่ได้หรือเ้าคะ?”
เทียนฮวากอดแขนบิดาอ้อนวอนขอไปกับพี่ชายด้วยวันมะรืนพี่ชายก็จะต้องไปทำงานที่โรงเตี๊ยมอีกแล้ว เด็กหญิงอยากอยู่กับพี่ชายให้มากกว่านี้อีกสักหน่อยก็ยังดี
“ฮวาเอ๋อร์ ลูกยังเล็กนัก ในป่าอันตราย อย่าตามพี่เขาไปเลย”
เป็ฮูหยินเทียนที่เอ่ยทัดทานบุตรสาว เทียนฮวาได้ฟังก็ยู่ปากทำแก้มพองลมอย่างขัดใจั์ตาเรียวรีของนางมีน้ำใสเอ่อคลอ ราวกับจะหลั่งน้ำตาออกมาได้ทุกเมื่อ
ิชูเห็นดังนั้นก็รีบคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมน้องสาวให้ยอมอยู่บ้านแต่โดยดีและไม่ร้องไห้เมื่อเขาจากไป เด็กชายเอื้อมมือไปลูกศีรษะทุยๆ ของเทียนฮวา บอกว่า
“ฮวาเอ๋อร์หากเ้าไปกับพี่แล้วใครจะอยู่ช่วยงานท่านพ่อกับท่านแม่เล่า?เ้าอยู่ทางนี้ดูแลพ่อกับแม่ให้ดี แล้วพี่จะรีบกลับมาตกลงไหม?”
เด็กหญิงตัวน้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้ากลมๆแลดูยุ่งเหยิงยามที่นางใช้ความคิด แต่ในที่สุดเด็กน้อยก็ยอมพยักหน้า
“ก็ได้เ้าค่ะ แต่พี่ิต้องรีบกลับมานะเ้าคะ”
“พี่สัญญาว่าจะรีบกลับมา”
เทียนิชูให้คำมั่นกับน้องสาวและหันไปกล่าวลาบิดามารดา ก่อนจะออกเดินทางขึ้นเขาไป
เส้นทางขึ้นเขานั้นคุ้นตาเป็อย่างยิ่ง ิชูรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเองร่างปราดเปรียวของเขาวิ่งลัดเลาะไปในป่าอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าประจำตัวที่บัดนี้ได้ถูกดัดแปลงและปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวท่าเท้านี้หยางต้าหลงตั้งชื่อให้ว่า ‘วิชาไผ่เล่นลม’ชายหนุ่มให้เหตุผลว่าท่าเท้านี้รวดเร็ว เฉียบคม และพลิ้วไหวดุจใบไผ่ที่ล่องไปในสายลมิชูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร
เด็กชายใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกระท่อมน้อยของเขากระท่อมดินหลังน้อยนี้ถูกสร้างขึ้นตรงจุดเดียวกันกับที่ิชูเคยสร้างกระท่อมให้มารเฒ่าแต่คราวนี้สภาพของมันดูดีกว่ากระท่อมหลังก่อนมากผนังก่อขึ้นด้วยดินเหนียวผสมกับฟางหญ้าความสูงของผนังนั้นไม่สูงมากนักเพราะมันเป็เพียงกระท่อมสำหรับพักแรมชั่วคราวิชูจึงไม่ได้ลงแรงต่อนั่งร้านขึ้นเพื่อก่อผนังให้สูงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไปบานประตูและหน้าต่างทำขึ้นจากไม้ไผ่สาน ส่วนหลังคาก็มุงด้วยใบไม้แห้ง ภายในกระท่อมมีเตาดินเล็กๆสำหรับหุงหาอาหารและให้ความอบอุ่นด้วย ส่วนเครื่องเรือนนั้นมีเพียงโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุดกับเตียงอีกหนึ่งหลัง ซึ่งทั้งหมดสร้างขึ้นโดยการปั้นดินขึ้นมาอย่างง่ายๆ เท่านั้น
ิชูวางห่อผ้า ของตนลงบนโต๊ะที่เขานำติดตัวมาด้วยมีเพียงอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง กับมีดเล่มใหม่เท่านั้นเหตุที่เด็กชายไม่ได้เตรียมข้าวของมามากก็เพราะในกระท่อมนี้มีข้าวของอยู่จำนวนหนึ่งอยู่แล้วผ้าห่ม หมอน และภาชนะต่างๆ เก็บอยู่ในกล่องที่วางอยู่ตรงมุมห้องบนเพดานก็มีเครื่องจักสานหลายชนิดพร้อมให้หยิบจับมาใช้สอยได้โดยสะดวก
ิชูบิดร่างกายไล่ความเมื่อยขบเล็กน้อย ก่อนจะหยิบคันธนูที่ถูกปลดสายออกมาขึ้นสายใหม่อีกครั้งส่วนลูกดอกนั้นเขาต้องทำขึ้นมาใหม่เพราะของเดิมชื้นจนเสียสภาพไปแล้ว ิชูคว้ามีดเดินออกไปด้านนอกตัดไผ่มาลำหนึ่ง ผ่าและเหลาให้กลายเป็ลูกดอก เขาลนไฟหัวธนูให้แข็งขึ้น และติดขนหางของเป็ดที่ปลายอีกด้านซึ่งบากเป็ร่องไว้ก่อนแล้ว
พอถึงยามเว่ย[2]ิชูก็ทำลูกธนูเสร็จเด็กชายคว้าตะกร้าใบโตขึ้นสะพายหลัง คาดซองลูกดอกไว้ข้างสะโพกขวาเหน็บมีดไว้ที่เอวด้านซ้าย เพียงเท่านี้เขาก็พร้อมสำหรับการออกล่าสัตว์และสมุนไพรแล้ว
ิชูใช้วิชาไผ่เล่นลมเคลื่อนตัวไปในป่าอย่างรวดเร็วและเงียบกริบเด็กชายสอดส่องสายตาหาสมุนไพรและสัตว์ป่าไปตลอดทาง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยามแล้วเขาก็หาได้แต่สมุนไพร ไม่พบเห็นร่องรอยของสัตว์ป่าเลยแม้แต่ตัวเดียว
เดิมทีิชูหมายตากวางหรือหมูป่าเอาไว้ แต่เมื่อเห็นสภาพของป่าในวันนี้แล้วเขาก็ได้แต่คิดว่าหากได้กระต่ายป่าหรือนกอ้วนๆสักสองสามตัวก็คงจะไม่แย่นัก
ทว่า์ก็หาได้อวยพรต่อความมักน้อยของิชูไม่ตรงกันข้ามกลับส่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาให้เด็กชายแทน
“กรร!”
เสียงคำรามแฝงพลังปราณดังสนั่นไปทั้งป่าิชูะโถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อลดความเสียหายจากพลังทำลายล้างนั้นั์ตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก กระนั้นสติของิชูก็ยังไม่หลุดลอยไปตรงกันข้ามเด็กชายพยายามรวบรวมสติอย่างเต็มที่ เพราะทราบดีว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นหาใช่สัตว์ร้ายอย่างเสือหรือสุนัขป่าไม่แต่เป็สัตว์อสูรจากป่าหงหลง!
‘มันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่’
เด็กชายขบกรามแน่นธรรมดาแล้วสัตว์อสูรในป่าหงหลงนั้นจะไม่ออกมาจากอาณาเขตของมันเหตุผลข้อแรกก็คือในป่าแห่งนั้นมีพลังงานลึกลับบางอย่างที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พวกมันอยู่อย่างเข้มข้นหยางต้าหลงบอกว่าพลังงานนี้เรียกว่า “พลังิญญา” เป็พลังในรูปแบบที่แตกต่างไปจากพลังปราณแต่ก็มีความคล้ายกันอยู่มาก
พลังิญญาเป็พลังจากภายนอกที่ต้องรวบรวมเข้ามาไว้ในร่างต่างจากพลังปราณที่ต้องเพิ่มพูนขึ้นจากภายในร่างกายเท่านั้นนี่เป็จุดต่างข้อที่หนึ่งของพลังทั้งสองชนิด ส่วนข้อที่สองคือสถานที่สถิตของพลังพลังปราณจำเป็ต้องมีที่อยู่เฉพาะของตนซึ่งก็คือเส้นลมปราณภายในร่างกายของมนุษย์นั่นเองทว่าพลังิญญานั้นสามารถสถิตอยู่ได้ทุกที่ ทั้งในสิ่งมีชีวิต และสิ่งที่ไร้ชีวิตบางคนเรียกมันว่าพลังธรรมชาติ เป็พลังที่มนุษย์ไม่อาจได้อย่างไรก็ตามผู้คนที่สามารถรวบรวมและใช้พลังิญญาได้นั้นก็มีอยู่จริงแม้ว่าจำนวนนั้นจะน้อยกว่าจำนวนนิ้วในมือข้างหนึ่งก็ตาม
ตรงกันข้ามกับมนุษย์ สัตว์ต่างๆกลับสามารถซึมซับพลังิญญาเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดายเพียงแค่อาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีพลังิญญาเข้มข้นเท่านั้นเมื่อได้รับพลังิญญามากเข้าร่างกายของพวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นทั้งยังสามารถบ่มเพาะพลังปราณในร่างได้เหมือนมนุษย์ และเมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายของพวกมันก็จะเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็ ‘สัตว์อสูร’ ที่น่าหวั่นเกรงและเป็ที่หมายตาของเหล่าจอมยุทธ์ ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายของสัตว์อสูรมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากสัตว์ธรรมดาอย่างมากบ้างมีเืที่สามารถใช้แทนยาสมานแผลได้บ้างมีเขาที่เมื่อป่นเป็ผงแล้วจะกลายเป็ส่วนผสมของสุดยอดโอสถ บ้างก็มีเล็บที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าและอื่นๆ อีกมากมายจนยากจะพรรณนาได้หมด
แต่เหนือสิ่งอื่นใดความอันตรายของมันก็เป็สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็อันดับแรก
ิชูไม่รู้ว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับใดสมองของเขาเพียงร้องเตือนว่า ‘แย่แล้ว’ ซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับคิดหาทางเอาชีวิตรอดไปจากตรงนี้
เบื้องหน้าของเด็กชายคือร่างใหญ่โตปราดเปรียวของสัตว์อสูรที่มีสัณฐานคล้ายกระต่ายเป็กระต่ายั์ที่สันหลังของมันสูงกว่าเขาถึงหนึ่ง่ศีรษะ ขนตลอดร่างเป็สีน้ำตาลเปลือกไม้ขนบางเส้นยาวออกมาเหมือนเถาวัลย์ บ้างเล็กบ้างใหญ่ขยับไหวไปมาโดยรอบดูน่ากลัวเป็อย่างยิ่งสองหูยาวโบกสะบัดราวกับอสรพิษที่กำลังเริงระบำั์ตากลมโตของมันเป็สีแดงก่ำดั่งเื รูม่านตาหดแคบมองเห็นเป็ขีดเหมือนตาแมวในยามกลางวันจมูกของมันบานและหุบสลับกันอย่างรวดเร็วคล้ายกำลังดมกลิ่นเพื่อให้แน่ใจว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่ใช่ภัยคุกคามแต่เป็เหยื่อของมัน
สัตว์อสูรตนนี้คือสัตว์อสูรระดับต่ำ“กระต่ายพฤกษา” อสูรกระต่ายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพืชและสัตว์ตามปกติแล้วจะมีขนาดเท่ากับกระต่ายป่าทั่วไป ความเร็วในการเคลื่อนไหวก็ไม่มากนักแต่ประสาทัักลับดียิ่ง และรยางค์เถาวัลย์ที่งอกออกมาจากตัวของมันนั้นก็มีความเร็วที่ไม่ธรรมดานอกจากนี้ทุกส่วนในร่างกายของมันเป็ยาดีนักล่าสัตว์อสูรขั้นเริ่มต้นจึงนิยมล่าพวกมันเป็อย่างมาก
ทว่าิชูหาได้รู้ข้อมูลเ่าั้ไม่เขารู้แต่เพียงว่าหาก์ได้ยินความใจในของเขาแล้วส่งเ้ากระต่ายั์นี้มาให้เด็กชายก็คิดว่า์คงเข้าใจอะไรผิดไปอย่างมหันต์เสียแล้ว
“กรร!”
กระต่ายั์ส่งเสียงคำราม หูทั้งสองข้างฉกเข้าใส่ิชูอย่างดุร้ายฝ่ายเด็กน้อยก็รีบกระโจนหลบไปด้านข้างทันทีสัตว์อสูรพวกนี้ไม่เพียงแต่ใช้พลังปราณได้แต่ยังมีพลังิญญาคอยเสริมส่งด้วยพลังโจมตีของพวกมันจึงมากกว่าสัตว์ทั่วไปเป็ทบทวีบางทีอาจจะมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์บางคนเสียด้วยซ้ำ
ท่าเท้าไผ่เล่นลมถูกใช้ออกอย่างเต็มที่ร่างของเด็กชายไต่ทะยานขึ้นต้นไม้สูงไปอย่างรวดเร็วสองเท้าเหยียบกิ่งไม้เพื่อทรงตัว และก้าวะโต่อไปยังอีกกิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็วแม้จะไม่มีวิชาตัวเบาแต่เขาก็สามารถเคลื่อนที่ไประหว่างต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างชำนาญ
ิชูไม่กล้าหนีกลับเข้าเมืองด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนนิสัยของสัตว์อสูรนั้นมักจะไม่ยอมปล่อยเหยื่อของตนให้หลุดมือไปได้ง่ายๆแผนแรกของิชูในตอนนี้ก็คือหนี หนีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพ้นหรือไม่ก็จนคิดหาทางที่ดีกว่านี้ได้
‘ว่าแต่สัตว์อสูรหลุดเข้ามาในเขตปกติได้อย่างไร?’
คิ้วหนาของเด็กชายขมวดเข้าเป็ที่รู้กันดีว่าสัตว์อสูรยึดติดเขตแดนของตนมากและไม่ชื่นชอบออกมานอกเขตพลังิญญา นอกเสียจากจะติดตามเหยื่อของมันออกมาหรือถูกไล่ล่าจนถอยร่นออกนอกเขตเท่านั้น
ิชูไม่รู้ว่ามันเป็ผู้ล่าหรือผู้ถูกล่ามาก่อนในตอนนี้เด็กชายรู้เพียงแค่ตัวเองเป็เหยื่อที่กำลังถูกตามล่าจากกระต่ายั์ เขาเห็นมันถีบขาหลังส่งตัวพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วและใช้รยางค์เถาวัลย์ช่วยคว้าจับกิ่งไม้โหนตัวไปต่อไปอย่างไม่ติดขัดต้นไม้หลายต้นถึงกับหักโค่นลงเพราะทานรับน้ำหนักของมันไม่ไหวเ้ากระต่ายเองก็ไม่คิดจะเลือกต้นไม้ที่มันจะโหนเลยแม้แต่น้อยทำให้ร่างของมันร่วงลงพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนระยะห่างระหว่างทั้งสองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ิชูหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ สองขาถีบทะยานร่างออกไปไม่ยอมหยุดเขาเหลียวหลังกลับไปมองเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเมื่อแน่ใจว่าเ้ากระต่ายคงไม่ยอมปล่อยตนไปโดยง่าย เด็กชายก็ไม่เหลียวหลังกลับไปมองอีกและบ่ายหน้ามุ่งตรงสู่ป่าหงหลงทันที
‘ถ้าพาไปส่งบ้านมันจะยอมกลับแต่โดยดีไหมนะ?’
ิชูพยายามคิดในแง่ดี สายตา สองขา และสองมือทำงานประสานกันอย่างดียิ่งหูได้ยินเสียงกิ่งไม้หักลู่ไล่หลังมา แม้จะไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลจึงไม่อาจวางใจได้
สองชีวิตวิ่งไล่กันข้ามเขาลูกหนึ่งภายในเวลาไม่ถึงสองเค่อต้นไม้เริ่มบางตา ิชูจึงจำต้องลงมาวิ่งบนพื้นอย่างเลี่ยงไม่ได้มีดยาวถูกชักออกจากฝักเด็กชายบอกกับตัวเองว่ามีดนี้มีไว้เพื่อป้องกันตัวหาใช่อาวุธที่จะสังหารศัตรูไม่เหตุที่เขาต้องบอกกับตัวเองเช่นนั้นก็เพื่อย้ำเตือนไม่ให้ทำอะไรเกินตัวเหมือนอย่างเคย
ทุกครั้งที่ซ้อมประมือกับหยางต้าหลงิชูก็มักจะทุ่มเทจนเกินกำลังเสมอ พี่ชายร่วมสาบานบอกว่ามันเป็อุปนิสัยที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตสำนึกเป็นิสัยของคนที่ไม่รู้จักยอมแพ้
‘นิสัยเช่นนี้ของเ้านับว่ามีข้อดีแต่พึงระวังให้ดี บางครามันอาจนำภัยมาสู่เ้า’
นั่นคือคำเตือนจากพี่ชายร่วมสาบาน
“กรร!”
อสูรกระต่ายคำรามลั่นมันเห็นแล้วว่าเหยื่อของมันมุ่งหน้าไปที่ใด หากเป็เมื่อก่อนมันย่อมยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นแผ่นดินนั้นทว่าสถานการณ์ของมันในตอนนี้ต่างไปจากเดิม มันทั้งเกลียดและกลัวดินแดนแห่งนั้นและมันก็จะไม่ปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้เช่นกัน
ร่างใหญ่โตของมันะโข้ามศีรษะของเหยื่อตัวน้อยไปดักอยู่เบื้องหน้าและเพื่อไม่ให้เหยื่อของมันหลบหลีกไปทางอื่นกระต่ายพฤกษาก็พุ่งเข้าจู่โจมทันทีโดยอาศัยจังหวะที่เหยื่อของมันชะงักไป
“ตูม!”
ใบหูยาวที่ห่อหุ้มเอาไว้ด้วยแสงสีเขียวพุ่งปักลงดินจนเกิดเสียงดังสนั่นิชูกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดด้วยความสยดสยองอย่างยิ่ง เมื่อเห็นพื้นดินตรงจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้าะเิออกราวกับถูกซัดด้วยพลังปราณมหาศาลซึ่งความจริงแล้วมันก็ไม่ผิดไปจากนั้นสักเท่าไหร่เพราะสิ่งที่กระต่ายพฤกษาใช้คือพลังิญญาที่ทรงพลังไม่แพ้กัน
เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากของิชูเด็กชายกระชับมีดในมือแน่นขึ้นเขาะโหลบหลีกการโจมตีจากหูของกระต่ายั์ไปพร้อมกับตวัดมีดฟาดฟันรยางค์เถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามามีดของเขาถูกลับจนคมกริบ แต่พอปะทะเข้ากับรยางค์เ่าั้เด็กชายก็รู้สึกได้ว่ามันกลับกลายเป็เพียงท่อนเหล็กท่อนหนึ่งเท่านั้นนับว่าโชคยังเข้าข้างเขาอยู่บ้างที่มีดไม่หักไปเสียก่อน
“ทำไมเ้าถึงอยากกินข้านักนะ?กระต่ายต้องกินหญ้าไม่ใช่หรือ?”
ิชูบ่นพลางปัดป้องการโจมตีไปพลางแขนของเขาเริ่มล้าแล้วเพราะต้องต้านทานกับแรงปะทะที่รุนแรง เด็กชายจึงเปลี่ยนมาใช้การเบี่ยงและปัดเพื่อลดแรงปะทะส่วนสองขานั้นยังทำหน้าที่ได้ดีจึงไม่น่าห่วงอะไร
“กรร!”
คล้ายกับจะค้านคำพูดของเด็กชายกระต่ายพฤกษาอ้าปากกว้าง เขี้ยวขาวยาวโง้งแทงทะลุเหงือกออกมายาวถึงสองชุ่นมันไม่ใช่ฟันของกระต่าย แต่เป็ฟันของพยัคฆ์
“กระต่ายอะไรกันนี่!”
เด็กชายโอดครวญั์ตาเบิกกว้างจ้องมองเขี้ยวแหลมคมที่มีน้ำลายไหลยืดอย่างน่าสยดสยองด้วยใบหน้าเหยเกเขาไม่เคยคิดเลยว่ากระต่ายจะน่าเกลียดน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้แต่ถึงแม้จะตกตะลึงสะพรึงกลัวแค่ไหนเด็กชายก็ไม่อาจหยุดนิ่งได้เพราะเถาวัลย์นับร้อยโจมตีเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน อย่างไรก็ตามแม้ว่าเด็กชายจะว่องไวเพียงใดเขาก็ไม่สามารถหลบพ้นได้ทั้งหมด หลายครั้งที่ถูกฟาดจนได้เืแต่มันก็เป็แค่แผลเล็กๆเท่านั้นเพราะิชูพยายามหลบการโจมตีจากเถาวัลย์อันใหญ่อย่างสุดความสามารถทว่าในที่สุดมันก็ต้องมีพลาดบ้าง
“อา!”
เด็กชายหลุดอุทานออกมาเมื่อโลกทั้งใบพลิกกลับอย่างรวดเร็วเขาไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเถาวัลย์สายหนึ่งตวัดรัดข้อเท้าของเขาั้แ่เมื่อไหร่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนเองถูกจับห้อยหัวอยู่กลางอากาศเสียแล้ว
‘แย่แล้ว!’
เสียงในใจของเด็กชายร้องเตือนขึ้นอีกครั้งพร้อมกันนั้นใบหูแกร่งของกระต่ายก็ตวัดฟาดฟันเข้ากลางลำตัวของเขา
“ฮ่า!”
ิชูคำรามออกมาเมื่อทุ่มเทแรงทั้งหมดงอตัวขึ้นไปหาเท้าของตนที่ถูกจับไว้เขารู้ดีว่าไม่อาจจะฟันเถาวัลย์นี้ให้ขาดได้ดังนั้นเด็กชายจึงคว้าจับเถาวัลย์เอาไว้แล้วม้วนตัวขึ้นหลบรอดการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ เป็ชั่วพริบตาที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลร่างกายของิชูร้อนผ่าว หัวใจเต้นรัวสูบฉีดเืให้แล่นพล่านไปทั้งร่างลมหายใจของเด็กชายหอบถี่ ม่านตาขยายกว้างด้วยความตื่นตระหนก
แต่ิชูก็รู้ดีว่าเวลานี้เขาไม่อาจเสียสมาธิได้แม้แต่วินาทีเดียว
ข้อเท้าของเขาปวดแปลบเถาวัลย์สีน้ำตาลยังคงรัดแน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งยังสะบัดไปมาจนิชูรู้สึกคลื่นไส้กระนั้นเด็กชายก็ยังเกาะเถาวัลย์นั้นไว้อย่างเหนียวแน่น ขณะเดียวกันก็คอยปัดป้องการจู่โจมของเถาวัลย์อื่นๆและเบี่ยงตัวหลบหลีกใบหูใหญ่ของมันไปพร้อมกัน
แม้จะลำบากอยู่บ้างแต่ิชูก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ตอนนี้ปัญหาของเขาก็คือการปลดพันธนาการที่ข้อเท้า
ในทางกลับกันอสูรกระต่ายก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเอาชีวิตเหยื่อของมันให้ได้มันลองโจมตีด้วยเถาวัลย์ก็แล้ว พยายามฟาดเหยื่อตัวน้อยลงกับพื้นก็แล้วทำแม้กระทั่งตวัดร่างเล็กเข้าปาก แต่เหยื่อของมันก็หลบรอดไปได้ทุกครั้ง
ิชูรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ทันประสาทของเขาตื่นตัวเต็มที่อย่างไม่เคยเป็มาก่อนร่างของเขายังไม่เป็อิสระจากการจับกุมของเถาวัลย์และเ้าสัตว์ร้ายก็พยายามเป็อย่างยิ่งที่จะสังหารเขาเมื่อมันจู่โจมด้วยเถาวัลย์เด็กชายก็จะป้องปัด ยามที่หูทั้งสองข้างของมันฟาดฟันเข้ามาเด็กชายก็จะหลบหลีก เช่นเดียวกันกับตอนที่มันพยายามฟาดเขาลงพื้นหรือส่งเขาเข้าปากแต่ถึงแม้จะพยายามดิ้นรนอย่างไริชูก็ไม่อาจหลบเลี่ยงการาเ็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อเท้าข้างที่ถูกพันธนาการเอาไว้
“โถ่เว้ย!”
เด็กชายสบถลั่นความรู้สึกสิ้นหวังกัดกินจิตใจของเขามากขึ้นทุกที แต่ิชูก็ยังไม่ยอมแพ้ยิ่งเห็นใบหูทั้งสองจู่โจมดุดันยิ่งขึ้นเขาก็ยิ่งมีความหวังเด็กชายหลอกล่อให้อสูรกระต่ายโจมตีด้วยใบหูอันคมกริบของมันอยู่พักหนึ่งสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ก็เกิดขึ้น
“ฉับ!”
“กรร!”
อสูรกระต่ายพฤกษาคำรามลั่นเมื่อใบหูของมันตัดเถาวัลย์ของตัวเองจนเืสาดกระเซ็น
ิชูพลิกร่างลงสู่พื้นอย่างสวยงามและรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันทีข้อเท้าของเขายังเจ็บอยู่แต่เด็กชายก็กัดฟันอดทนใช้วิชาไผ่เล่นลมพาตัวเองถอยห่างออกไปจากเ้าสัตว์อสูรตัวโตทันทีเขายังไม่คิดหนีไปไหนไกลด้วยไม่รู้ว่าควรหนีไปทางไหนอาการาเ็ที่ข้อเท้าทำให้ิชูไม่อาจไปไหนได้ไกลนัก และเด็กชายก็ตระหนักดีว่าในตอนนี้เขาไม่มีทางหนีอีกแล้ว
‘เป็ไงเป็กัน’
ในที่สุดเด็กชายก็ตัดสินใจว่าจะต้องจบเื่นี้ด้วยมือของตน
“กรร!”
อสูรกระต่ายคำรามลั่นเศษดินและหญ้าปลิวกระจายไปในอากาศิชูถึงกับต้องยกมีดขึ้นปัดป้องเศษดินที่พุ่งมาด้วยความแรงนั้นรยางค์เถาวัลย์ของมันสะบัดอย่างแรงโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่ว เด็กชายขมวดคิ้วกลิ่นเืของกระต่ายตนนี้ไม่เหม็นคาวเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้ามมันกลับมีกลิ่นอายของสมุนไพรสดๆ ปะปนไปกับกลิ่นสนิมเหล็ก
ร่างใหญ่โตของกระต่ายพุ่งเข้าใส่ิชูพร้อมฟาดฟันใบหูอย่างดุดันเด็กชายขบกรามแน่น เขาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอย่างยากลำบากใบหูของกระต่ายถากแขนของเขาจนเป็แผลใหญ่ิชูกำมีดในมือแน่นพุ่งตัวสวนเข้าไปจ้วงแทงดวงตากลมโตของมันอย่างไม่ออมแรง ขณะเดียวกันเถาวัลย์เส้นโตก็ฟาดเข้าที่ท้องของเขาจนกระเด็นไป
“กรร!”
อสูรร้ายแหงนหน้าร้องคำรามมันส่ายศีรษะไปมาด้วยความเ็ปฝนเืตกลงจากฟ้าประพรมร่างของิชูจนแดงฉานไปทั้งร่าง
เด็กชายแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกไปพักใหญ่เขาคิดว่าจะตายเสียแล้วตอนที่ขยับตัวไม่ได้แต่เมื่อลมหายใจของเขากลับคืนมาก็พบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘อะไรกัน?’
ิชูไอออกมาชุดใหญ่เขาสับสนงุนงงอย่างที่สุด ระยะเวลาที่เขาขยับตัวไม่ได้นั้นสำหรับอสูรกระต่ายแล้วนับว่าเป็จังหวะดีที่จะโจมตี แต่มันก็ไม่ทำเขาแน่ใจว่าอาการาเ็ที่มันได้รับนั้นไม่มากนัก แล้วเหตุใดมันจึงไม่โจมตี
ิชูเงยหน้าขึ้นมองไปที่ร่างของอสูรแล้วก็พบว่ามันกำลังนอนหมอบอยู่ั์ตาสีแดงข้างที่ยังดีอยู่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายิชูััได้ถึงความเจ็บแค้น ความหวาดระแวง และความเสียใจ
‘เสียใจ?’
ิชูขมวดคิ้วเขาไม่คิดว่าตนจะมองผิดไปความสามารถในการอ่านสายตาผู้อื่นเป็พร์อย่างหนึ่งของเขากระต่ายตนนี้กำลังเสียใจที่ทำร้ายเขา แต่ในขณะเดียวกันมันก็้าชีวิตของเขาด้วยเช่นกันราวกับมีความจำเป็บางอย่างที่ทำให้มันต้องตัดสินใจเช่นนี้
ขณะที่ิชูกำลังงุนงงรยางค์เถาวัลย์นับร้อยก็ตกลงสู่พื้น มีเพียงรยางค์อันใหญ่เท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวอสูรร้ายพลิกตัวนอนตะแคงและซุกหัวของมันเข้าไประหว่างขาหลังทั้งสองข้าง ท่าทางเหมือนกับแมวที่กำลังทำความสะอาดตัวเอง
ิชูไม่ได้อาศัยโอกาสนี้ในการโจมตีเขาคิดว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ เด็กชายเพียงยันตัวลุกขึ้นนั่งในท่าเตรียมพร้อมที่จะหลบหลีกได้ทุกเมื่อสายตาจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างสนใจใคร่รู้
เสียงเนื้อฉีกขาดดังแหวกอากาศมาเข้าหูของิชูเด็กชายเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
‘กระต่ายั์นั่นกำลังฉีกเนื้อตัวเอง!’
ิชูไม่รู้ว่ามันตั้งใจจะทำอะไรกันแน่แต่ภาพตรงหน้าสะกดเขาไว้ไม่ให้ขยับตัวท่าทางคล้ายบ้าคลั่งทว่าอ่อนโยนนั้นขัดแย้งกันอย่างยิ่งในสายตาของเขาเด็กชายตัดสินใจที่จะเฝ้าดูต่อไป
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อเ้ากระต่ายก็ผละศีรษะออกมาจากหว่างขาของมัน ศีรษะใหญ่โตวางราบไปกับพื้นหญ้า หูทั้งสองลู่ตกไปด้านหลังทำให้มันดูคล้ายกระต่ายธรรมดาตัวหนึ่งมากกว่าปีศาจร้ายเืสีแดงสดอาบย้อมขนสีน้ำตาลของมันจนแดงฉานรยางค์เถาวัลย์สีน้ำตาลโอบอุ้มบางสิ่งเอาไว้และนำมาวางลงข้างหน้าศีรษะของมัน
ิชูเขม้นมองสิ่งนั้นอย่างสงสัยมันเป็ก้อนเนื้อแดงๆ ก้อนหนึ่ง ขนาดเพียงกำปั้นของทารกเ้ากระต่ายพยายามเอาเืของตัวเองอาบชโลมร่างสีแดงนั้นให้แดงยิ่งขึ้นไปอีกมันพยายามอยู่พักหนึ่งก็ส่ายศีรษะช้าๆ คล้ายกับกำลังสิ้นหวังก่อนจะหันมาส่งสายตาดุดันปนขอร้องมาทางิชู
“ข้าไม่ใช่คนดีขนาดจะสละชีวิตตนเพื่อผู้อื่นหรอกนะ”
เด็กชายกล่าวออกไปแม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายย่อมไม่เข้าใจคำพูดของตนเขาพอจะมองออกแล้วว่ากระต่ายตนนี้ล่าเขาเพื่อเ้าก้อนเนื้อเล็กๆ นั่น
ก้อนเนื้อที่เป็ลูกของมัน
“กรร”
กระต่ายพฤกษาส่งเสียงครางแ่ต่ำมันส่ายศีรษะอย่างอ่อนแรง รยางค์ที่ถูกตัดขาดประพรมเืลงบนร่างเล็กนั่นอีกครั้งมันทำท่าทางเป็สัญลักษณ์บอกใบ้อะไรบางอย่าง
ิชูเขม้นมองอยู่พักหนึ่งก็ถามขึ้นว่า
“แค่เืก็ได้ใช่ไหม?”
“กรร!”
กระต่ายั์รีบขานรับสิ่งเดียวที่มัน้าคือให้ลูกของมันมีชีวิตรอดต่อไปทว่าในตอนนี้มันแทบไม่เหลือแรงจะทำอะไรแล้ว รยางค์ทั้งหมดตกลงสู่พื้นนิ่งสนิทราวกับรากไม้ ส่วนตัวมันเพียงแค่หายใจก็ลำบากเป็อย่างยิ่งแล้ว
ิชูสูดลมหายใจเข้าลึก เขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้อสูรสองแม่ลูก และคุกเข่าลงข้างๆ ก้อนเนื้อน้อยๆ นั้น มีดที่หักครึ่งกรีดลงบนท้องแขนของตนเองโลหิตสีเข้มไหลรินลงจากาแ และตกกระทบลงบนร่างน้อยๆ ที่กำลังหายใจรวยริน
พลันร่างน้อยนั้นก็เรืองแสงสีเขียวสว่างขนสีน้ำตาลค่อยๆ งอกออกมาปกคลุมร่างกาย ลมหายใจก็เริ่มกลับเป็ปกติ และเมื่อแสงนั้นจางหายไปกระต่ายน้อยก็เริ่มขยับตัว มันยืดเหยียดร่างกายเล็กน้อยแล้วก็หาวออกมาอย่างน่าเอ็นดูจากนั้นมันก็ขดตัวหลับต่อไปอย่างไม่รู้เื่ราว เป็ท่าทางที่ไร้เดียงสาผิดกับมารดาของมันยิ่งนัก
“กรร”
แม่กระต่ายส่งเสียงครางอีกครั้ง มันพยายามรวบรวมกำลังบังคับรยางค์ของตนให้โอบประคองลูกน้อยขึ้นจากพื้นมันยกลูกน้อยขึ้นจรดหน้าผาก ก่อนจะยื่นส่งมาให้แก่ิชู
“เ้าจะให้ข้าดูแลมัน?”
เด็กชายถามสีหน้าฉงนก่อนหน้านี้มิใช่ว่าเป็มันที่พยายามจะสังหารเขาหรอกหรือ?แล้วเหตุใดเื่จึงมาลงเอยที่เขาต้องรับลูกของมันมาเลี้ยงด้วยเล่า?
“กรร”
เ้ากระต่ายส่งเสียงยืนยันิชูชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา กล่าวว่า
“ก็ได้ ข้าจะดูแลมันเอง”
ลมหายใจสุดท้ายของอสูรกระต่ายพฤกษาหลุดออกจากร่างเป่าฝุ่นดินฟุ้งขึ้นบนอากาศก่อนจะจางหายไปพร้อมกับสายลมที่โชยผ่านมาิชูมองการจากไปของแม่กระต่ายด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน มันเกือบจะเอาชีวิตเขาทว่าดูไปก็คล้ายกับว่ามันมีความจำเป็บางอย่างที่เด็กชายไม่ค่อยจะเข้าใจนักิชูลูบหลังกระต่ายน้อยในอ้อมแขนไปพลางกลั่นกรองข้อมูลในสมองไปพลางพยายามสร้างสมมติฐานขึ้นจากประสบการณ์เฉียดตายที่ตนได้รับ
ทว่าก่อนที่เขาจะทำความเข้าใจเื่ที่เกิดขึ้นได้สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาหามัน
“พี่จ้าว?”
พวกเขามากันห้าคน และิชูจำหนึ่งในนั้นได้เขาเป็อดีตเพื่อนร่วมงานที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวซึ่งได้ลาออกไปเป็นักล่าสัตว์อสูรั้แ่หลายปีก่อนแล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็โชคชะตาของจ้าวสงที่ทำให้เขาได้พบกับคนสกุลจ้าวจากเมืองใหญ่ญาติผู้นั้นชักชวนให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์และนั่นก็ทำให้จ้าวสงกลายเป็นักล่าสัตว์อสูรในที่สุด
เด็กชายรีบซ่อนกระต่ายน้อยเอาไว้ในอกเสื้อเขารับปากกับแม่ของมันแล้วว่าจะดูแลมันแม้จะไม่แน่ใจว่ากระต่ายตนนั้นฟังรู้เื่หรือไม่ แต่คำสัญญาที่กล่าวออกไปแล้วนั้นก็เป็ที่ประจักษ์แจ้งแก่ใจตนิชูจึงไม่อาจกลับคำได้
เด็กชายคิดว่าเขาจะดูแลมันจนกว่ามันจะช่วยเหลือตัวเองได้เป็อย่างดีและเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะปล่อยมันคืนสู่ป่าไป
“เสี่ยวเทียนนั่นเ้ารึ?”
จ้าวสงร้องถามเมื่อเข้ามาในระยะที่สามารถมองเห็นใบหน้าของิชูได้ถนัด
“พี่จ้าว ข้าเองขอรับ”
เด็กชายะโตอบไปเขารู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่งที่ได้พบคนรู้จัก หากเป็นักล่าสัตว์อสูรกลุ่มอื่นพวกเขาคงจะสังหารเขาแล้วปล้นชิงซากอสูรไปเป็ของตนทว่าเมื่อเป็คนรู้จักก็ย่อมสามารถเจรจากันได้โดยไม่ขาดทุนมากนัก
“เสี่ยวเทียนเ้าเป็อะไรมากหรือไม่?”
จ้าวสงเห็นร่างกายของเด็กชายเต็มไปด้วยเืก็นึกเป็ห่วงอสูรกระต่ายพฤกษาตนนี้ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็อสูรร้อยปีก็เป็ได้สัตว์อสูรระดับนี้ขนาดผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองยังเหงื่อตกแล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างเทียนิชู
“แผลไม่ลึกมากขอรับ แต่ข้อเท้าข้าคงใช้การไม่ได้เสียแล้ว”
จ้าวสงมองดูข้อเท้าที่บวมเป่งและกลายเป็สีม่วงของเด็กชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักเขาไม่ใช่หมอแต่ก็รู้ได้ว่ามันหนักหนาไม่น้อย
“เจออสูรร้อยปีได้แผลเท่านี้ก็ดีแล้วไอ้หนู”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มของจ้าวสงกล่าวเขาจ้องมองซากใหญ่โตของอสูรกระต่ายไม่วางตา ซากนี้หากนำไปขายย่อมได้เงินไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเหรียญเงินและถ้ามันสมบูรณ์กว่านี้คงจะขายได้ถึงหนึ่งเหรียญทอง
“ว่าแต่เ้าสังหารมันได้อย่างไร? มิใช่ว่าเ้าไร้พลังยุทธ์หรอกหรือ?”
จ้าวสงหันมาถามน้องชายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานานปีด้วยความสงสัยที่แสดงชัดออกมาทางสีหน้า
“ข้าเองก็นึกว่าจะตายเสียแล้ว”
ิชูกล่าวแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกยาว ที่เขารอดมาได้นั้นนับว่าโชคช่วยโดยแท้
“ตอนนั้นมันโจมตีพลาดตัดเถาวัลย์ของตัวเองขาดข้าหวังจะถ่วงเวลาเพื่อที่จะหนีไปก็เลยแทงเข้าที่ตาของมันแต่ไม่คาดว่าหลังจากนั้นมันจะบ้าคลั่งกัดแทะร่างของตัวเองจนตาย”
“อา! มันกัดท้องตัวเองจริงๆ!”
ใครคนหนึ่งอุทานขึ้นเขารีบเข้าไปค้นหาอะไรบางอย่างจากในท้องของกระต่ายพฤกษาทันทีไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็ผละออกมาพร้อมกับถือก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเอาไว้ในมือมันเป็ลูกกระต่ายที่ดูไม่สมบูรณ์นักคล้ายกับว่ายังเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อนของเขาเห็นดังนั้นก็ครางออกมาด้วยความประหลาดใจหนึ่งในนั้นหันมากล่าวกับิชูด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจว่า
“เด็กน้อยเ้าช่างโชคดีนักที่รอดมาได้ธรรมดาแล้วอสูรกระต่ายพฤกษาจะไม่ทำร้ายผู้คน แต่เมื่อตั้งท้องมันจะดุร้ายเป็พิเศษยิ่งเ้าตัวนี้ใหญ่โตที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา มันต้องร้ายกาจมากแน่ๆเ้าหนูเ้าช่างโชคดีจริงๆ”
“พี่ใหญ่นี่คืออสูรกระต่ายพฤกษาจริงๆ หรือ?เหตุใดมันจึงตัวใหญ่เช่นนี้? อีกอย่างเท่าที่ข้ารู้มาคือสัตว์อสูรสืบพันธุ์ไม่ได้นี่ขอรับ”
จ้าวสงหันไปถามญาติผู้พี่ของตนซึ่งมีความรู้เื่สัตว์อสูรดีกว่าสีหน้าและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง
“สัตว์อสูรอายุร้อยปีขึ้นไปสามารถสืบพันธุ์ได้แต่ด้วยสัญชาตญาณดุร้ายของมันน้อยนักที่จะสามารถจับคู่กันได้”
จ้าวอี้อธิบาย
“ข้าเคยได้ยินมาว่าอสูรกระต่ายพฤกษาที่ตั้งครรภ์จะล่าเหยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะเหยื่อที่เป็มนุษย์ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับลูกของมันว่ากันว่าในการให้กำเนิดลูกกระต่ายพฤกษาได้หนึ่งตัวกระต่ายพฤกษาจะต้องกินคนถึงสิบคนเลยทีเดียว”
“แล้วถ้ามันไม่สามารถหาเหยื่อได้ครบลูกของมันจะต้องตายหรือขอรับ?”
ิชูอดที่จะถามออกไปไม่ได้ในอกเสื้อของเด็กชายตอนนี้มีร่างน้อยๆ ของลูกกระต่ายนอนขดอยู่ แผ่นอกของเขายังััได้ถึงแรงขยับเล็กน้อยจากการหายใจของมัน
“ข้อนี้ข้าก็ไม่แน่ใจนัก”
จ้าวอี้กล่าวสีหน้าครุ่นคิด
“ว่ากันว่ายิ่งมันหาเหยื่อได้มากลูกของมันก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วยข้าคิดว่าหากมันหาเหยื่อได้ไม่ครบลูกของมันก็คงจะอ่อนแอและไม่อาจมีชีวิตรอดได้จนเติบใหญ่”
‘มิน่าเล่ามันถึงอยากให้ข้าชโลมเืลงบนร่างของลูกมัน’
เด็กชายมองไปที่ร่างใหญ่โตของกระต่ายพฤกษาความรู้สึกสับสนปนเปไม่อาจกลั่นกรองให้กระจ่างได้ ิชูทราบแต่ว่าดวงตาของเขาร้อนผ่าวและภาพตรงหน้าก็ขุ่นมัวด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา
แม่กระต่ายตัวนั้นยอมกระทั่งฉีกเนื้อตัวเอง ยอมเ็ปและยอมตายเพื่อรักษาชีวิตลูกของมันเอาไว้แม้ว่ามัน้าจะฆ่าเขา แต่เมื่อได้ทราบเหตุผลเื้ัเช่นนี้แล้วิชูก็อดที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความสะท้านใจไม่ได้
นักล่าสัตว์อสูรทั้งห้าเห็นเด็กน้อยร้องไห้ออกมาก็เข้าใจไปว่าเป็เพราะเสียขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกเขาไม่ใส่ใจิชูมากนักและเริ่มหารือแบ่งชิ้นส่วนซากกระต่ายพฤกษากันทันที
การกระทำเช่นนี้ถือเป็เื่ปกติเมื่อชาวบ้านธรรมดา หรือผู้ที่กำลังาเ็ได้พบเข้ากับนักล่าอสูรกลุ่มอื่นที่แข็งแกร่งกว่าในสภาพที่ตนเองไม่สามารถเคลื่อนย้ายซากสัตว์อสูรได้ตามใจและอาจจะถึงขั้นที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นั้น พวกเขาจะต้องจำใจแบ่งปันผลประโยชน์ของตนกับกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่า
ิชูไม่ได้นึกขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เด็กชายรู้ดีว่าเขา้าความช่วยเหลือดังนั้นเขาจึงขอเพียงกระดูกขาหลังข้างหนึ่ง หนังครึ่งตัว และเืของมันเท่านั้นเืของกระต่ายพฤกษามีสรรพคุณในการรักษาาแิชูขอแบ่งเืมาหนึ่งกระบอกไม้ไผ่และใช้มันเยียวยาาแของตนทันทีอย่างไม่คิดเสียดาย อย่างไรเสียเืที่เขาได้รับแบ่งมาก็เป็เืส่วนที่ไม่บริสุทธิ์อยู่แล้วหากนำไปขายก็ใช่ว่าจะได้ราคาดี
หลังจากแบ่งซากสัตว์อสูรกันเรียบร้อยนักล่าสัตว์อสูรทั้งห้าก็ขอตัวจากไป ส่วนิชูก็พาร่างสะบักสะบอมของตนกลับไปที่กระท่อม
“เฮ้อ!”
เด็กชายล้มตัวลงนอนหงายบนเตียงอย่างหมดแรงแผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ และบนนั้นก็ปรากฏรอยนูนเล็กๆนูนเด่นขึ้นมา ั์ตาสีสนิมจ้องมองก้อนนูนที่ขยับน้อยๆ นั้นอยู่พักหนึ่งก่อนที่ิชูจะลุกขึ้นนั่งและล้วงเอาลูกกระต่ายตัวเล็กออกมาจากอกเสื้อมันยังคงนอนหลับสนิท เขาค่อยๆ วางมันลงบนเตียงแล้วขยับมานั่งบนพื้นแทนเพื่อที่จะสังเกตร่างเล็กได้ถนัดขึ้น
เด็กชายพิจารณาดูก้อนขนสีน้ำตาลอย่างตั้งใจศีรษะเล็กๆ มีหูยาวที่ดูเหมือนจะสั้นเพราะขนาดที่เล็กจิ๋วติดอยู่สองอันจมูกสีชมพูมองแทบไม่เห็นใต้ขนสีน้ำตาลสั้นๆ ที่ขึ้นปกคลุม หนวดสีดำยาวยื่นออกมาหลายเส้นคล้ายหนวดแมวลำตัวรูปลูกแพรมีขาเล็กๆ สี่ข้างงอกออกมา ที่ก้นกลมๆ นั้นมีหางเล็กๆติดอยู่อันหนึ่งด้วย
ิชูขมวดคิ้วเล็กน้อยในสายตาของเขาทายาทกระต่ายพฤกษาตัวนี้จะดูอย่างไรก็เป็เพียงกระต่ายธรรมดาในขนาดย่อส่วนเท่านั้นจะต่างไปก็แค่มันมีขนขึ้นทั่วตัวทั้งๆ ที่เพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน แต่อย่างไรก็ตามยังเหลืออีกที่หนึ่งที่เด็กชายยังไม่ได้ตรวจสอบ
ิชูกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆ ค่อยๆยื่นนิ้วชี้ไปยังปากน้อยๆ นั่น เขาเผลอขบริมฝีปากแน่นยามที่ใช้นิ้วเขี่ยปากของเ้าตัวเล็กเพื่อเปิดดูฟันของมัน
เมื่อริมฝีปากถูกดันขึ้น ฟันตัดสี่เหลี่ยมคู่น้อยก็ปรากฏแก่สายตาิชูลองแหวกริมฝีปากล่างมันดูบ้างก็พบเพียงฟันตัดที่เล็กกว่าฟันบนอีกคู่หนึ่งคิ้วของเด็กชายขมวดแน่นเขาง้างปากของเ้ากระต่ายน้อยอย่างเบามือเพื่อตรวจดูฟันด้านในแล้วก็พบเพียงฟันบดซี่เล็กๆ เรียงรายกันอยู่บริเวณส่วนท้ายของกรามเท่านั้นไม่มีเขี้ยวแหลมอย่างสัตว์กินเนื้อปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่ซี่เดียว
“ก็เป็กระต่ายธรรมดานี่นาหรือว่ามันได้เืของข้าไปเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้กลายเป็สัตว์อสูร?”
เด็กชายพึมพำพลางปล่อยมือจากปากน้อยๆ นั่นขณะที่ิชูกำลังครุ่นคิด เ้ากระต่ายน้อยที่โดนรบกวนก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
ั์ตาของมันเป็สีดำสนิทเหมือนกระต่ายป่าทั่วไปเพียงแต่ทอประกายสดใสไร้เดียงสามากกว่าเท่านั้น
“กี้!”
เ้าตัวน้อยส่งเสียงทักทาย สีหน้าและท่าทางของมันคล้ายกับเข้าใจว่าิชูเป็แม่ของมันไปเสียแล้ว
เด็กชายถอนหายใจพลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้เ้าตัวเล็กเขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของมันเบาๆ และบอกแก่มันว่า
“จากนี้ไปข้าจะดูแลเ้าเองนะเสี่ยวทู่[3]”
“กี้!”
คล้ายกับว่ากระต่ายน้อยจะเข้าใจในคำพูดของิชูมันขานรับและนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา ศีรษะเล็กๆ เอียงไปด้านข้างเล็กน้อยใบหูยาวทั้งสองข้างก็ชี้ไปทางทิศเดียวกันกับที่มันเอียงศีรษะไป ดวงตาที่ทอประกายไร้เดียงสาคู่นั้นจับจ้องมองมาอย่างคาดหวังคล้ายกับกำลังรออะไรบางอย่าง เด็กชายคิดว่ามันหิวจึงออกไปเด็ดหญ้าด้านนอกมาให้ทว่าเ้ากระต่ายน้อยก็แค่ดมๆ แล้วก็เมินไปเสียราวกับว่านี่ไม่ใช่อาหารของมันิชูจึงลองเอาสมุนไพรที่เก็บมาวางลงตรงหน้ามันบ้างแต่เ้าตัวเล็กก็ยังนิ่งสร้างความงุนงงให้กับเด็กชายเป็อย่างมากเขาขบคิดอยู่อีกพักหนึ่งก็ลองหยิบเอาเนื้อตากแห้งมาให้มันแต่เสี่ยวทู่ก็เมินหน้าหนีเหมือนเคย
“ดูท่าว่ามันจะอดตายก่อนที่จะโตเสียแล้วสิ”
ิชูเกาท้ายทอยของตนอย่างจนปัญญาเขาคิดว่าจะค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ เพราะเสี่ยวทู่ก็ยังดูแข็งแรงดีอยู่ไม่น่าจะอดตายในเร็วๆ นี้ เด็กชายจุดเตาไฟและต้มน้ำหยิบกระบอกใส่ใบชาออกมาจากที่ซ่อนเตรียมชงชาดื่มเพื่อผ่อนคลายความเครียดที่ร่างกายได้รับ
“กี้ๆ!”
ครั้นเมื่อกระบอกชาถูกเปิดออก กลิ่นใบชาอ่อนๆ โชยฟุ้งไปในอากาศเสี่ยวทู่ก็ส่งเสียงร้องอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับะโเหยงๆ ไปมาอยู่บนเตียง
“เ้าจะกินชา?”
ิชูเลิกคิ้วขึ้นสูงเขาลองหยิบใบชาแห้งวางลงตรงหน้าเสี่ยวทู่ทันใดนั้นร่างเล็กก็รีบพุ่งเข้ามากัดกินใบชา[4]ทันทีท่าทางการกินของมันดูเอร็ดอร่อยยิ่งนัก เพียงพริบตาเดียวมันก็จัดการกับใบชาหนึ่งหยิบมือนั้นจนเกลี้ยงเสี่ยวทู่เงยใบหน้าน้อยๆ ขึ้นมาส่งสายตาออดอ้อนคล้ายจะร้องขอเพิ่มเติมอีก
“ก็ได้ๆ แล้วห้ามกินเหลือนะรู้ไหม?”
ิชูจึงจำใจต้องเทใบชาล้ำค่าของตนออกมาอีกกองหนึ่งเพื่อเป็อาหารให้กับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขา
“เ้าเล่นชอบกินของดีแบบนี้แล้วข้าจะบอกที่บ้านว่าอย่างไร?”
ิชูส่ายหน้าพลางถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มกระต่ายนับเป็สัตว์เลี้ยงที่ใช้งานไม่ได้หากไม่เลี้ยงไว้กินเนื้อก็คงจะมีแต่ครอบครัวคหบดีเท่านั้นที่จะเลี้ยงไว้ดูเล่นยิ่งกระต่ายที่กินแต่ใบชาเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็การฟุ่มเฟือยอย่างยิ่งิชูไม่ได้เดือดร้อนกับการหาใบชามาเป็อาหารให้เสี่ยวทู่แต่เขากำลังเป็กังวลว่าจะบอกครอบครัวอย่างไรให้ยอมรับกระต่ายตัวนี้
‘เ้าตัวเล็กนี่พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้างไหมนะ?’
ิชูขมวดคิ้วครุ่นคิด สายตาจับจ้องไปยังร่างเล็กจ้อยเท่ากำมือของเสี่ยวทู่พยายามคิดหาความเชื่อมโยงของมันกับอสูรกระต่ายพฤกษาที่น่าเกรงขามเขาเชื่อว่าแม้มันจะตัวเล็กและมีพลังไม่มากเท่าแต่ก็น่าจะพิเศษกว่ากระต่ายธรรมดาทั่วไปและเขาจะต้องค้นพบความพิเศษนั้นให้ได้ก่อนที่จะถึงกำหนดลงเขา
[1] ่เวลาระหว่าง๑๑.๐๐ น. – ๑๒.๕๙ น.
[2] ่เวลาระหว่าง๑๓.๐๐ น. – ๑๔.๕๙ น.
[3]小兔 (เสี่ยวทู่)แปลว่า กระต่ายน้อย
[4] ธรรมดาแล้วกระต่ายกินชาไม่ได้แต่ในที่นี้เสี่ยวทู่เป็อสูรกระต่ายจึงทานได้นะคะ