พลังทำลายล้างของเยี่ยซางที่ฝึกฝนทักษะหอกไล่ลมนั้นน่าประทับใจเป็อย่างยิ่งต้นไม้ที่มีความหนาเท่าศีรษะมนุษย์ถูกโจมตีด้วยหอกสังสารวัฏของเยี่ยซางจากจากแรงสั่นะเืโดยตรงไม่ใช่คมของหอก
หากเป็ต้นไม้โบราณที่หนามากเยี่ยซางอาจไม่สามารถทำลายได้โดยตรง แต่ด้วยแรงสั่นะเืจากหอก จึงสามารถทำลายกลางลำต้นให้เป็รูขนาดเท่าชามข้าวได้
เถี่ยชางเฝ้าดูเยี่ยซางฝึกซ้อมอย่างลับๆตอนนี้เขาเริ่มมีความคิดจะขโมยลูกศิษย์ของหลิ่วหยางอวี่เสียแล้ว
ทักษะหอกของเยี่ยซางในปัจจุบันไม่อาจเทียบกับทักษะหอกไล่ลมแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไปตอนนี้คงต้องนำไปเทียบกับทักษะการต่อสู้ระดับสามเท่านั้น
การบ่มเพาะของเยี่ยซางก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันยามนี้เขาอยู่ไม่ไกลจากเลี่ยนชี่ขั้นที่หกกับเลี่ยนเซวี่ยขั้นที่สี่เท่าไรนัก
เมื่อเยี่ยซางฝึกเสร็จสิ้นกงเสวียนก็มาที่บ้านพักของเขาและขอให้เยี่ยซางเข้าร่วมพิธีคารวะอาจารย์ของหนานกงอี้ถังเทียน ฉู่หนิงและคนอื่นๆ
แม้ความจริงแล้วเยี่ยซางไม่อยากจะไปนักเพราะเขาเองก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อได้รับข่าวนี้ แต่ก็ยังคิดว่าควรไปเข้าร่วมพิธีคารวะอาจารย์ของเพื่อนที่ดีอย่างฉู่หนิงและถังเทียนเพื่อที่อย่างน้อย เขาก็ไปแสดงความยินดีให้กับทั้งสอง
หลังจากผ่านฝึกฝนทั้งคืนเยี่ยซางก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเขาเก็บหอกสังสารวัฏไว้ข้างหลังก่อนจะมาที่บ้านของกงเสวียน
ที่บ้านของกงเสวียนเยี่ยซางจึงได้เห็นฉู่หนิงและถังเทียนแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อย
เยี่ยซางมองไม่เห็นระดับการบ่มเพาะของทั้งสองคนแต่เห็นว่าทั้งสองคนอยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมทีเดียว
“สิบสามน้อยเ้ามาแล้ว ข้ายังคิดว่าจะต้องไปเรียกเ้าเสียอีก” ฉู่หนิงทุบไหล่ของเยี่ยซาง
“ข้าจะไม่เข้าร่วมพิธีคารวะอาจารย์ของเ้าได้อย่างไร!”เยี่ยซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สิบสามเ้าพูดอะไรออกมา พิธีคารวะอาจารย์ของพวกเรา ไม่ใช่ของเ้าด้วยหรืออย่างไรกัน?” ถังเทียนกลอกตาแล้วถามกลับ
“เป็เช่นนั้นอาจารย์ลุงคิดว่าข้ายังไม่เข้าท่าอยู่เล็กน้อย ข้ายังต้องพยายามให้มากขึ้น”เยี่ยซางกล่าว แต่แววตาของเขายังคงฉายประกายของความผิดหวังอยู่
กงเสวียนพูดไม่ออกเขากลับรู้สึกเหมือนโดนแทงอย่างไร้เหตุผลแต่ยังไม่มีโอกาสแก้ตัวควรจะกล่าวว่าเขารับหอกแทนอาจารย์ของตนเองเสียแล้ว
“อาจารย์ลุงเยี่ยซางฝึกฝนหนักมาก ตอนแรกที่เข้ามา เขาอยู่ในขั้นที่สามของเลี่ยนชี่เท่านั้นแต่ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นห้าสูงสุดแล้ว สิ่งนั้นยังดีไม่พออีกหรือ?” ในตอนแรกถังเทียนผู้รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเขารู้ดีว่าเยี่ยซางพยายามอย่างหนัก แต่เมื่อเห็นว่าเยี่ยซางไม่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์เขาก็รู้สึกเศร้าเป็อย่างยิ่ง
“ถังเทียนข้าขอบคุณเ้า แต่ข้าคิดว่าตราบใดที่ข้าพยายามให้มากขึ้น ข้าก็ยังมีโอกาส” เยี่ยซางพยักหน้าให้ถังเทียน
“ข้ารู้ข้าเชื่อว่าเ้าทำได้ ข้าแค่รู้สึกผิดต่อเ้า” ถังเทียนหันกลับมาแล้วเช็ดหางตาของตนเอง
ฉู่หนิงมองกงเสวียนด้วยสายตาประหลาดใจ
“พวกเ้ากำลังทำอะไรอยู่? ทำราวกับว่าข้าน่ารังเกียจมากนักเื่นี้ไม่ใช่ความผิดของข้า ไม่ใช่ว่าข้าไม่้ารับสิบสาม แต่เบื้องบนไม่ยอมให้ข้ารับสิบสามต่างหากตอนนี้เ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่? ไม่ต้องมามองข้าเช่นนั้น”เมื่อเห็นสายตาของถังเทียนและฉู่หนิงมองมาที่ตน กงเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาโดยพลัน
“เบื้องบนหรือมีคนเบื้องบนที่รู้จักสิบสามน้อยด้วยหรือ? พวกเขาควบคุมการตัดสินใจของท่านได้จริงหรืออย่างไร? อาจารย์ลุงท่านยินดีที่จะทำตามอำนาจชั่วร้ายหรือไม่กัน?” ถังเทียนมองไปยังกงเสวียนก่อนจะรัวคำถามมากมายใส่อีกฝ่ายเพราะยังไม่มีพิธีคารวะอาจารย์ ถังเทียนและฉู่หนิงจึงยังคงเรียกกงเสวียนว่าอาจารย์ลุง
“พวกเ้าไม่ต้องถามแล้วอีกไม่นานพวกเ้าก็จะรู้เื่ทั้งหมดเอง ไปที่ยอดเขาไท่เสวียนกันเถิด”กงเสวียนรู้สึกเสียใจเล็กน้อยหลังจากที่เขาหลุดปากพูดออกไป มันไม่จำเป็ต้องอธิบายเื่ของเยี่ยซางให้พวกเขาฟังแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่เยี่ยซางพบว่า่สองสามวันนี้โถงใหญ่ของยอดเขาไท่เสวียนนั้นมีชีวิตชีวามาก คนจำนวนมากกำลังอยู่ด้านหน้าของห้องโถงใหญ่ส่วนใหญ่เป็วัยกลางคน ทว่ามีบางคนที่เป็ศิษย์ช่วยงานทั่วไป
เมื่อเข้าไปในห้องโถงเยี่ยซางก็พบหลิ่วหยางอวี่ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ตรงกลาง
ผู้คนยืนเรียงรายกันเป็สองแถวในห้องโถงหนานกงไต้ (หนานกงอี้) หนิงเฉิง (หนิงเอ้อร์) รวมทั้งอีกสิบคนที่เหลือซึ่งผ่านการทดสอบเข้ามาพร้อมกับเยี่ยซางล้วนอยู่ตรงนั้นแล้วเช่นกันพวกเขาทั้งหมดยืนเรียงกันอยู่ด้านหลัง ขณะที่คนด้านหน้าคือเหล่าอาจารย์ที่สั่งสอนพวกเขาใน่ก่อนหน้านี้ทั้งหมดล้วนเป็ศิษย์ของหลิ่วหยางอวี่
อย่างไรก็ตามเยี่ยซางสังเกตว่ามีเก้าอี้ว่างอยู่หลายตัวโดยมีเก้าอี้ห้าตัววางไว้ทั้งซ้ายและขวาของหลิ่วหยางอวี่พร้อมชายชราที่นั่งอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนเก้าอี้ที่เหลือล้วนยังว่างอยู่
กงเสวียนเดินไปข้างหน้าก่อนจะก้มศีรษะคำนับหลิ่วหยางอวี่แล้วจึงไปยืนอยู่ในตำแหน่งแรกทางด้านซ้าย ส่วนเยี่ยซางฉู่หนิงและถังเทียนไปยืนอยู่ด้านหลังของเขา
“ทุกคนอยู่ที่นี่แล้วไม่จำเป็ต้องรออีก กงเสวียน เ้าบอกพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ของยอดเขาไท่เสวียนไปเสีย”หลิ่วหยางอวี่เงยหน้ามองกงเสวียน
กงเสวียนยืนขึ้นแล้วกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มแนะนำยอดเขาไท่เสวียน
ปัจจุบันยอดเขาไท่เสวียนนับจากประมุขยอดเขาลงมามีศิษย์ทั้งหมดสามรุ่น รุ่นแรกมีสิบเอ็ดคน นอกจากประมุขยอดเขาแล้วยังมีรองประมุขและผู้าุโอีกเก้าคน เห็นได้จากเก้าอี้ข้างหลิ่วหยางอวี่ทั้งหมดสิบเอ็ดตัว
มีศิษย์รุ่นที่สองอยู่สามสิบเจ็ดคนศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็ศิษย์ของประมุขยอดเขา รองประมุขและผู้าุโทั้งหมด
ศิษย์สายตรงของหลิ่วหยางอวี่ขณะนี้มีสิบเอ็ดคนซึ่งศิษย์คนโตคือกงเสวียน วันนี้ศิษย์ทั้งสิบคนมา เว้นแต่ศิษย์คนที่สิบเอ็ด โม่เฉินที่ไม่มากงเสวียนกล่าวว่าอีกฝ่ายออกไปหาประสบการณ์อยู่ข้างนอก
คนวัยกลางคนที่อยู่นอกห้องโถงล้วนเป็ศิษย์รุ่นที่สองของยอดเขาไท่เสวียนแต่วันนี้พวกเขาไม่ได้จะรับศิษย์สายตรงจึงทำได้เพียงชมพิธีอยู่ด้านนอก นอกจากนี้ก็ยังมีศิษย์ช่วยงานทั่วไปที่มาดูพิธีด้วย
่ที่ผ่านมายอดเขาไท่เสวียนไม่ได้รับศิษย์ใหม่ ดังนั้นจึงไม่มีศิษย์รุ่นที่สาม
พลันนั้นหลิ่วหยางอวี่ก็แทรกคำพูดของกงเสวียนขึ้นก่อนจะประกาศว่ายอดเขาไท่เสวียนจะเริ่มรับศิษย์ใหม่เช่นเดียวกับยอดเขาอื่นๆ
“พี่ใหญ่ท่านไม่ได้กล่าวว่ารับศิษย์น้อยเพื่อให้ได้ศิษย์ที่มีคุณภาพหรือ? ท่านไม่คิดว่าศิษย์ปัจจุบันของยอดเขาไท่เสวียนพัฒนาได้เพียงพอแล้วหรือ?” เถี่ยชางซึ่งนั่งข้างหลิ่วหยางอวี่กล่าว
“เถี่ยชาง กล่าวได้ว่าที่เ้าพูดมานั้นคือมุมมองก่อนหน้านี้ของข้าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์ว่ามุมมองนั้นไม่ถูกต้อง คนที่มีพร์จะมีเพียงหนึ่งในสิบคนถ้าเ้ายอมรับศิษย์รุ่นสามเข้ามาหนึ่งร้อยคน เ้าจะมีต้นกล้าดีๆ ประมาณสิบต้นคราวหน้าข้าจะไม่รับศิษย์เพิ่ม แต่มอบให้พวกเ้าแล้ว”หลิ่วหยางอวี่กล่าวกับเถี่ยชาง
ศิษย์ทั้งหมดหัวเราะพวกเขามีความสุขเป็อย่างยิ่ง! บนยอดเขาอื่นๆ ต่างมีศิษย์รุ่นที่สองจำนวนมากทั้งยังมีศิษย์รุ่นอื่นๆ มากมายข้างล่าง แต่ในยอดเขาไท่เสวียนศิษย์รุ่นที่สองถือเป็น้องเล็ก แน่นอนว่าไม่รวมศิษย์รับใช้
หลิ่วหยางอวี่ประกาศว่ายอดเขาไท่เสวียนจะเริ่มรับศิษย์ใหม่ดังนั้นพวกเขาจะไม่ใช่น้องเล็กอีกแล้ว
“พี่ใหญ่มันควรจะเป็เช่นนี้มานานแล้ว ดูเถิด ยอดเขาไท่เสวียนของพวกเรากลับเงียบเหงาที่สุด”เถี่ยชางกล่าว
“ยังไม่สายเกินไปแม้ว่าพวกเราจะไม่ยอมรับศิษย์รุ่นที่สาม แต่ประมุขยอดเขาคนไหนกล้าจะดูถูกยอดเขาไท่เสวียนกันเล่า?” ใบหน้าของหลิ่วหยางอวี่เต็มไปด้วยความมั่นใจแม้จะมีเพียงไม่กี่คนในยอดเขาไท่เสวียน แต่ทุกคนล้วนเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งจนเป็ที่ยอมรับในหุบเขาโอสถ
จากนั้นกงเสวียนก็เริ่มประกาศกฎของยอดเขาไท่เสวียน
กฎข้อที่หนึ่งศิษย์ในยอดเขาห้ามฆ่ากันเอง
กฎข้อที่สองไม่ทำเื่ที่ชั่วร้าย
กฎข้อที่สามไม่ทรยศต่อสำนัก ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของอาจารย์และผู้าุโ
เยี่ยซางตั้งใจฟังเื่ราวต่างๆฉับพลันนั้นเสียงก็กลับเงียบลงไปยามที่กงเสวียนประกาศกฎเพียงสามข้อ ทำให้เยี่ยซางและคนอื่นๆต่างต้องประหลาดใจ
“ใช่แล้วยอดเขาไท่เสวียนของเรามีกฎแค่สามข้อนี้เท่านั้น หากใครละเมิดกฎสามข้อนี้ยอดเขาไท่เสวียนจะจัดการขั้นเด็ดขาดด้วยตัวเอง”หลิ่วหยางอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเ็า
“ท่านประมุขในพิธีการคัดเลือกศิษย์ที่ผ่านมา หากมีคนทำเช่นเดียวกันกับเยี่ยซางเราควรจัดการอย่างไร? ในเมื่อฆ่ากันไม่ได้พวกเราควรอดทนหรือไม่?” เจ่อจ้วง(เจ่ออู่) ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ทว่าท่าทางค่อนข้างประหม่าเปิดปากถามขึ้น
“เ้าเด็กคนนี้ฟังไม่เข้าใจหรือ? ศิษย์ในยอดเขาห้ามฆ่ากันเองถ้าศิษย์ยอดเขาคนอื่นๆ มายั่วยุ แน่นอนว่าพวกเราจะโต้กลับ หากจำเป็ก็ต้องฆ่าสิ”ชายมีหนวดเคราที่ยืนอยู่ข้างหน้าเจ่อจ้วงมองไปที่เขาแล้วพูดขึ้น