3.
ผู้หญิงที่มี Equalityอยู่นี่ไง
ครบหนึ่งเดือนเขาก็ส่งรถพร้อมคนขับมารับฉันถึงบ้าน เพื่อพาไปหาเขา ชื่ออะไรนะ ...เคเซน...
เขากำลังนั่งไขว่ห้างรอฉันอยู่ที่ห้องรับแขกเมื่อเห็นฉัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสูงกว่าฉันน่าจะเกือบยี่สิบเซ็นต์รูปร่างของเขาไม่หนา เหมือนคนทั่วไปในประเทศของเขา เหมือนคนที่ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา
ฉันยกมือสวัสดีเขา เพราะถือว่าคือมารยาทถ้าอยู่ในเครื่องแบบฉันก็ต้องตะเบ๊ะแทน ฉันนั่งลงตรงข้ามมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันยังไม่ได้บอกรายละเอียดเธอ ในการที่เธอจะต้องเข้าประเทศของฉัน ”
ฉันเลิกคิ้วงงกับคำพูดของเขา นี่เราไม่ได้เข้าประเทศของเขาอย่างปกติหรอกหรือ
“ เธอจะต้องเข้าประเทศในฐานะภรรยาของฉัน เราต้องอยู่บ้านเดียวกันเธอต้องจดทะเบียนกับฉันเพื่อภารกิจทุกอย่างจะได้ง่าย ”
ฉันลุกขึ้นยืนใกับคำบอกเล่า ทำไมเขาไม่บอกเงื่อนไขนี้ก่อนที่ฉันจะรับเงินนั่นสิเมื่อเรียกเงินห้าสิบล้าน เขาจึงตกปากรับคำอย่างง่ายดาย
“ทำไมเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว นายไม่บอกฉันก่อน...ถ้าฉันรู้ว่ามันยุ่งยากขนาดนี้ฉันไม่ตกลงหรอก ฉันเพิ่งอายุยี่สิบสอง ฉันยังไม่อยากมีครอบครัว แล้วอีกอย่างฉันจะทำงานให้นายแต่สามปี หลังจากนั้นเราก็ต้องเลิกกัน ฉันต้องกลับเมืองไทยโดยมีมลทินติดตัวกลับมาด้วย...ฉันไม่ตกลงแล้ว ฉันจะคืนเงินให้นายทุกบาททุกสตางค์ ”
ฉันโวยวายเสียงดังลั่นด้วยความโมโห สรรพนามจากคำว่าคุณ เปลี่ยนไปแล้ว กำมือตัวเองแน่นพยายามระงับอารมณ์โกรธของตัวเองสุดชีวิต
“เธอกำลังเข้าใจผิด เราจะไม่มีอะไรต่อกัน ฉันจะไม่แตะต้องเธอเหตุผลทางการเมืองครั้งนี้ เพื่อที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้ไม่สงสัยในการเข้าประเทศของเธอ ”
“ นายก็พูดได้สินายเป็ผู้ชายนี่ ผู้หญิงต้องอยู่แทบเท้า ทำตัวราวกับทาสผู้ซื่อสัตย์ต้องก้มหน้ายอมให้ผู้ชายอย่างพวกนายมีเมียได้อีกหลายๆ คน เวลาเบื่อก็เฉดหัวทิ้งถูกสังคมรังเกียจเมื่อสามีไม่้า หรือไม่ก็กลายเป็ตัวเสนียดของสังคม ”
คำพูดที่กำลังพรั่งพรูออกจากปากทำให้เคเซนขมวดคิ้วเข้มก่อนเบิกตากว้าง แล้วเงยหน้า หัวเราะเสียงดัง ฉันได้แต่ค้อนเขาตาคว่ำ
“ ฮ่ะๆๆไปเอาข้อมูลที่ไหนมา สมัยนี้ทุกอย่างเปิดกว้างมากขึ้น ที่เธอพูดนั่นมันสมัยโบราณแล้วมั้ง”
“แต่ประเทศของนายก็ยังมีประเพณี วัฒนธรรม ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ”
“แต่มันกำลังจะเปลี่ยน ฉันถึงต้องมายืนง้อผู้หญิงที่มีEquality อยู่นี่ไง ” ฉันยิ้มออกกับคำพูด อย่างเป็กันเองของเขา และเมื่อคิดถึงเงินห้าสิบล้านนั่นฉันก็จะกลายเป็ หม้ายทรงเครื่อง( ไม่งกเลยสักนิด )
“ ฉันตกลงก็ได้แต่นายต้องสัญญาก่อนว่า เราจะแต่งงานเพื่อการเข้าประเทศ ของฉันอย่างเดียวห้ามก้าวก่ายในส่วนที่ฉันไม่อนุญาต และเมื่อครบสามปี นายต้องจดทะเบียนหย่าให้ฉันโดยไม่มีข้อแม้”
เคเซนเดินเข้ามาใกล้เขามองสบตาฉัน ก่อนเอ่ยปากออกมา
“ แน่นอน...ถ้าเธอไม่หลงรักฉันจริงๆ”
ฉันยักไหล่ ไม่แคร์คำพูดหลงตัวเองของเขา และเถียงกลับไป
“ เสียใจด้วยนะฉันน่ะเป็คนรักคนยาก ยิ่งถ้าต่างกัน ทั้งทางสังคม ความคิด และศาสนายิ่งเป็ไปไม่ได้ ต่อให้รักแทบขาดใจ ก็ต้องหันหลังให้กันอยู่ดี เพราะฉันคือผู้หญิงที่มี Equality ไง ”
“ ฮึ...แม่คนหัวรุนแรง…ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว อีกสองชั่วโมงเครื่องบินจะออกแล้ว ”
เคเซนพูดตัดบทคงรำคาญที่ฉันเถียงเขาทุกคำ ฉันคงไม่เหมือนพวกผู้หญิงของเขาหรอกผู้หญิงพวกนั้นคงไม่มีความคิด ผู้ชายเอ่ย หรือให้ทำอะไร ก็ได้แต่ค่ะๆๆๆ
ฉันมองเห็นตัวเองในกระจก หวนคิดถึงความฝันครั้งหนึ่งที่เห็นตัวเองใส่ชุดส่าหรี ในวันนี้ ฉันก็ได้ ใส่ชุดนี้ แล้วผู้ชายที่ฉันฝันถึงเขาบ่อยๆฉันจะได้เจอเขาที่นั่นหรือเปล่า ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็เขาในเมื่อฉันไม่เคยเห็นใบหน้าของเขาเลย... ไม่เป็ไร ฉันจะใช้หัวใจของฉัน พิสูจน์เอาเองก็แล้วกัน
เคเซนยิ้มพอใจเมื่อเห็นฉันเดินนวยนาดออกมาด้วยชุดประจำชาติของเขา มันดูตลกที่ผู้หญิงอย่างฉันต้องทำตัวเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้
เขาให้เ้าหน้าที่มาเป็พยาน ในการจดทะเบียนให้ที่นี่ หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางกันเลย
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองต้องออกไปผจญภัยในโลกกว้างสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ กับความคิด แต่ทุกอย่างถูกเก็บไว้ให้อยู่ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
ฉันกอดอก เอนหลังพิงพนักหลังบนครึ่งบิน มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงปุยเมฆ จับกันเป็ก้อนหนา ค่อยๆหลับตาลงช้าๆคิดไปถึงข้างหน้า กับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่า เขาจะให้ตัวเองทำอะไร นี่ถ้าฉันมีใครสักคนอยู่ที่นี่แล้วฉันคงไม่ตกปากรับคำเขาง่ายๆ เป็เพราะฉันยังไม่เคยมีใครยังไม่เคยรู้ว่าความรักเป็อย่างไร ยังไม่เคยเ็ปกับมัน คำว่ารักแท้มันคือสิ่งที่ฉันยังไม่เคยได้ัั...และกำลังปรารถนาที่จะได้พบ แปลกนะ...หารักแท้ ท่ามกลางากลางเมือง แล้วไม่มีสิทธิ์รู้ด้วยว่าจะสมหวังกับมัน หรือจะเ็ปแทบขาดใจหรือเปล่า
เคเซน:
การนำซินเซียมาครั้งนี้ ผมเพียงแต่ทำตามหน้าที่ต้องยอมสละตัวเอง เพื่อจดทะเบียนสมรสกับเธอ ต้องสอนเธอให้รู้จักภูมิประเทศที่แตกต่างจากที่เธอเคยอยู่ เพื่อให้ชำนาญพื้นที่ เพราะภารกิจครั้งนี้ของเธอ คือการปลอมตัว เข้าไปสอดแนมฝ่ายตรงข้ามและพยายามนำตัว ท่านแม่ขององค์กษัตริย์ยัสฟา ออกมาจากการเป็เหยื่อของการต่อรองเพราะตอนนี้ท่านแม่ของกษัตริย์ยัสฟา ถูกคุมขังไว้ ในที่ที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้
เธอคือคนที่องค์ยัสฟา กษัตริย์ของเขา พูดถึงตลอดเวลา หลังจาก ที่ท่านแม่ของ พระองค์ จะถูกจับตัวไป พระองค์สั่งเขาให้นำตัวเธอกลับไปให้ได้ เธอคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำภารกิจนี้สำเร็จแต่ผมกลับคิดว่า พระองค์ ส่งเธอไปตายเปล่าๆผมเริ่มรู้สึกเป็ห่วงผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาเสียแล้ว
ผมได้เรียนภาษาไทย จากครูคนไทยที่ท่านพ่อจ้างมาสอนผมต้องฝึกยุทธวิธีรบต่างๆ ด้านการหทาร พร้อมกับเรียนด้านการทูตระหว่างประเทศไปด้วยรู้สึกเหนื่อยแต่ก็รู้สึกภูมิใจ ที่ได้รับใช้ชาติ
ผมไปๆ มาๆ ที่เมืองไทยมาประมาณสี่ปีเฝ้าติดตามเธอมาตลอดสี่ปีโดยไม่ให้เธอรู้ตัว แต่บางครั้งก็มีเผลอแอบมองเธอนานไปหน่อยจนเธอเกือบรู้ตัว
รูปร่างบอบบางใบหน้าสวยหวานแบบนั้น ไม่น่ามาฝึกอะไรที่ลำบากลำบนขนาดนี้ น่าจะทำงานเบาๆเก็บเธอไว้ที่บ้าน เวลาเรากลับมาได้เห็นหน้าหวานๆ คอยยิ้มต้อนรับ คงจะดีไม่น้อย
ผมแอบมองเธอจากทางด้านข้างเมื่อได้ยินปากเธอพรึมพรำ ตอนแรกคิดว่าเธอบ่นอะไร ที่ไหนได้ ละเมอร้องเพลงอะไรของเธอนะ ผมเคยได้ยินเธอร้องเพลงนี้มาครั้งหนึ่ง ดูเธอชอบมากขนาดนอนหลับยังละเมอร้องออกมาได้ เธอเป็ผู้หญิงที่น่าเอ็นดูจริงๆในยามหลับหรือแม้แต่ยามตื่น เธอก็สามารถทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาได้ตลอดเวลา ในท่าทาง และสายตาที่ไม่ยอมใครโดยเฉพาะกับผู้ชาย
ผมรีบหลับตาแทบไม่ทัน เมื่อเธอพลิกตัวหันหน้ามาทางผมพอดี เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอทำให้ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมองใบหน้าเรียว ที่ห่างกันไม่ถึงฟุตอย่างใกล้ชิดสำรวจใบหน้าของเธอที่เหลือเพียงกรอบหน้าเรียวเพราะผมของเธอถูกคลุมด้วยผ้าบางๆจนมิดชิด
อายุยี่สิบสองแต่หน้าตายังกับเด็กมัธยม คิ้วโก่งสวย ขนตายาวเป็แพ จมูกเล็กโด่งริมฝีปางบางแดงระเรื่อ เธอสวยสดใสเป็ธรรมชาติ สมควรหรือไงที่จะให้มือของเธอคนนี้ต้องเปื้อนเื
มือเรียวเล็กบางขาวเนียนที่โผล่พ้นออกมาจากชายผ้าคลุม ต้องจับทั้งอาวุธาทุกชนิด ที่ต้องใช้ฆ่าคนมือนี้ควรจะเก็บไว้เลี้ยงลูก หรือจับอุปกรณ์ทำครัวหรือไม่ก็...เอาไว้ลูบไล้ผมมากกว่า ผมนี่แย่จังคิดเลยเถิดไปได้
“มองหน้าฉันพอหรือยัง ” ผมสะดุ้งโหยง เธอลืมตามองผมดุๆ ด้วยดวงตาดำขลับท่าทางเอาเื่มือเรียว ดึงผ้าขึ้นมาปิดใบหน้า เหลือเพียงดวงตากลมโต
“ เปล่าสักหน่อยฉันมองนอกหน้าต่างโน่น ” ผมแก้ตัวออกไปหน้าด้านๆเื่อะไรจะยอมรับ
“ก็ดี...เตือนไว้ก่อนนะว่า อย่ามาหลงเสน่ห์ ฉัน เดี๋ยวจะอกหักไม่รู้ตัว ” เธอพูดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาฉายแววไม่พอใจชัดเจน
“หลงตัวเอง....ไม่ต้องห่วง เธอไม่ใช่สเป๊คฉัน ” ผมตอบกลับไปด้วยความหมั่นไส้...ผู้หญิงอะไรหลงตัวเองที่หนึ่ง
“ เหมือนกัน...ฉันก็ไม่ชอบผู้ชายแบบนาย”
“ทำไม..แบบฉันเป็ยังไง ”
“ไม่รู้...ไม่ต้องมารู้...ฉันจะนอน..”
พูดจบ เธอก็ตะแคงตัว หันกลับไปทางหน้าต่าง ตัดบทสนทนาของเราทันที...เฮ่อ!!..ผู้หญิงคนนี้นี่เข้าใจยากจริง ผมไม่เคยเจอ เพราะผู้หญิงในประเทศของผม พูดแค่ค่ะๆๆ ทำทุกอย่างให้สามีรักดีใจนักหนา ที่ได้เป็เมียแรก เป็แม่ที่ดี คอยผลิตลูกๆ ให้ได้มากที่สุดบางครอบครัว มีลูกมากขนาดจำกันไม่ไหวก็มี แล้วก็จนลงๆ แทบไม่มีกิน เพราะรายได้กับค่าใช้จ่าย ไม่สมดุลกัน
ผมได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตกมาพอสมควร เพราะผมเคยเรียนอยู่ที่นั่นห้าปี รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของซินเซีย แต่ยังไงวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมาเนิ่นนานก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ
เมื่อเครื่องบินลงจอดผมให้เกียรติซินเซียโดยการให้เธอเดินนำลงไปก่อน เมื่อเธอก้าวเท้าลงเหยียบแผ่นดินของผมผมเห็นเธอยืนนิ่ง และทำท่าเหมือนจะเอนล้ม จนผมต้องรีบเข้าไปประคองเธอไว้
“ ซินเซีย เป็อะไร...”
บนหน้าผากของเธอมีเหงื่อซึมออกมาทั้งๆที่มีลมพัดเย็น เพราะกำลังจะเข้า่ฤดูหนาว
“ ไม่รู้...เคเซนฉัน..ฮึกๆ..ฉัน...ฮื่อๆ ..รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ที่จากไปนานแสนนาน ”
ซินเซียหันมากอดผมไว้ซุกหน้าลงที่อกของผม ผมใกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาและคำพูดที่ฟังดูประหลาดๆ แต่รู้สึกดีที่ถูกเธอกอดเอาไว้รู้สึกว่าหัวใจของผมเต้นแรงผิดปกติ ในยามที่ได้ใกล้ชิด และในยามที่เธอเงยหน้าขึ้นพูดด้วยในระยะใกล้
เธอผละออกมามองหน้าผมอีกครั้งผมอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วเกลี่ยเช็ดน้าตาที่ยังคลออยู่ให้ไม่สนใจสายตาของคนที่เดินผ่านอยู่รอบกาย เพราะผมกับเธอตอนนี้อยู่ในฐานะสามีภรรยากัน
“ นายกำลังว่าฉันเพ้อเจ้อใช่ไหม สายตานายบอก ” เธอผลักอกผมแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง หยุดร้องไห้ และเริ่มจะหาเื่
“ สายตาใของฉัน มันเหมือนกำลังว่าเธองั้นเหรอ อยู่ๆก็กอด อยู่ๆก็ทำท่าเหมือนจะเป็ลมอยู่ๆ ก็ร้องไห้ ใครไม่ใก็บ้าแล้ว..ประสาท!! ”
เธอค้อนให้ ผมอยากจะจับเธอฟาดก้นเสียจริงแปลความหมายอะไรผิดๆไปหมด องค์ยัสฟาคิดผิดหรือถูก ที่ให้ผมนำตัวเธอมานะ บางครั้งเหมือนเด็กที่พูดด้วยไม่ค่อยรู้เื่แล้วผมต้องอยู่กับเธอตลอดระยะเวลาสามปีนี่ ประสาทผมจะกินหรือเปล่า
นั่น...แตะไม่ได้...พอถูกว่าเข้าหน่อยก็เดินตัวปลิวไปเลย แล้วรู้หรือไงว่าจะไปไหน...นี่ผมจะต้องง้อผู้หญิงที่ไม่มีเหตุผลแบบนี้ตลอดเลยหรือไง...