บทที่ 19
การจัดหาน้ำ
ได้รับการชี้แนะจากนายหญิงจื่อ ซูฉีรู้ได้ทันทีว่าตนเองต้องทำอะไร เมืองชายแดนตะวันออกแห่งนี้เป็เมืองที่กว้างใหญ่แต่ทรัพยากรในด้านอื่นๆนั้นกับไม่มี
พวกเื่เสบียงอาหาร ถือว่าหนักหนาแล้วแต่น้ำดื่มนั้นหนักหนายิ่งกว่า น้ำสะอาดภายในเมืองแห่งนี้มีเพียงน้อยนิดแม้ว่าจะพอใช้ไปได้แต่ใน่หน้าแล้งก็คงจะไม่พอบรรเทาทุกคน
ในตอนนี้มันเป็เพราะยังไม่เข้าสู่่หน้าแล้งปัญหานั้นจึงยังไม่ปรากฏเด่นชัด แต่ถ้าหน้าแล้งมาถึงอย่างไรภายในเมืองแห่งนี้ก็ต้องขาดแคนน้ำและอาหารอย่างแน่นอน
เพราะว่าเมืองแห่งนี้เป็เมืองที่แห้งแล้ง ปลูกพืชพันธ์ไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ของที่สามารถปลูกภายในสถานที่แห่งนี้แล้วก็นำมาเป็เสบียงอาหารได้ก็มีเพียงแค่พืชบางชนิด
และอาหารส่วนใหญ่ที่หมุนเวียนอยู่ภายในเมืองก็ล้วนแล้วแต่ซื้อมาจากด้านนอก มีพ่อค้าคนกลางมักจะเดินทางซื้ออะไรก็หมุนเวียนอาหารอยู่บ่อยครั้ง เมืองแห่งนี้ดำเนินโดยวัธจักรแบบนั้นมาโดยตลอด
ซูฉีทำความเข้าใจกับเมืองแห่งนี้มากขึ้น นางกลับมานั่งคิดภายในห้องของนาง ‘ น้ำน้ำจะเป็สิ่งที่สามารถช่วยให้เราเก็บแต้มความดีได้เป็จำนวนมาก ’
‘ อย่างที่นายหญิงบอกว่าสำหรับเมืองแห่งนี้แล้วน้ำถือว่าเป็สิ่งที่มีค่า ถ้าเกิดว่าเข้าสู่่หน้าแล้งและไม่มีน้ำใช้ เมืองแห่งนี้ก็คงจะอยู่ในสภาวะขาดแคลน ’
‘ การที่จะได้แต้มความดีไม่จำเป็จะต้องทำความดีด้วยการลงทุนลงแรงเท่านั้น แต่ว่าการมอบของอย่างอื่นให้กับผู้คนก็สามารถเก็บเกี่ยวแต้มความดีได้ ’
นางคิดในใจของตน นี่คือความรู้ที่นางเก็บเกี่ยวมาได้ใน่เวลาที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ครั้งนึงนางเคยแบ่งปันอาหารให้กับขอทานข้างถนน ในตอนนั้นนางก็ได้แต้มความดีด้วยเช่นเดียวกัน
จึงทำให้รู้ได้ในทันทีว่าการยื่นของให้กับผู้อื่นก็เป็การเก็บเกี่ยวทำความดีอีกรูปแบบนึง
แต่ถ้าจะให้ซูฉีนำเงินที่ตนเองมีอยู่ไปซื้ออาหารจำนวนมากและแจกจ่ายให้ผู้คนเขาเกรงว่าคงจะไม่พอ หรือไม่นางก็คงจะหมดตัวพอดี
นางไม่ได้อยากเสียเงินเยอะ เพราะเงินที่เก็บอยู่ในตอนนี้มันก็เป็เงินที่นางตั้งใจจะนำเอาไปตั้งตัวที่เมืองอื่น
เพราะแบบนั้นทางเลือกใหม่ที่ปรากฏขึ้นก็คือน้ำ น้ำเป็สิ่งสำคัญภายในเมือง ใน่หน้าแล้งน้ำจะมีคุณค่ามากกว่าทองคำ
แต่ว่าในตอนนี้ยังไม่ถึงหน้าแล้งอีกทั้งก็มีผู้คนภายในเมืองไม่น้อยที่้าน้ำสะอาด ภายในหัวของนางจึงปรากฏความคิดว่าอยากจะจัดหาน้ำสะอาดมาภายในเมืองแห่งนี้
“ แต่ว่าการจะขุดบ่อน้ำก็คงไม่ใช่เื่ยากใช้กำลังคนและกำลังแรง และจะทำอย่างไรถึงจะหาน้ำได้จำนวนมากๆและแจกจ่ายกับผู้คนได้ ”
ซูฉีครุ่นคิด คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน ใบหน้าของนางกำลังใช้ความคิดอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากนั่งคิดอยู่สักพักภายในหัวจึงปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมา “ จริงสิ!! ”
“ ขุดแหล่งน้ำก็ได้ ถ้าให้เดาภายในเมืองแห่งนี้ถ้าถัดห่างออกไปอีกไม่มากจะมีแหล่งน้ำอยู่ ตอนนี้แหล่งน้ำพวกนั้นยังคงอุดมสมบูรณ์ ทว่าถ้าเกิดเป็หน้าแล้งพวกมันจะแห้งเหือด ”
“ ถ้าเกิดว่าขุดบ่อน้ำบ่อใหญ่ใหญ่แล้วทำการกักตุนน้ำเอาไว้ก็จะสามารถสร้างบ่อน้ำให้กับผู้คนใช้ได้ ”
“ แต่ว่าถ้าทำแบบนั้นจะใช้กำลังคนจากที่ไหนมาช่วยในการขุด ลำพังเสียงของเราที่เพิ่งเข้ามาใหม่เพียงคนเดียวคงจะไม่สามารถโน้มน้าวให้กับผู้คนภายในเมืองช่วยกันขุดบ่อน้ำได้ ” ซูฉีกำลังคิดหนัก
ตอนนี้ภายในหัวของนางปรากฏความคิดอยากจะขุดบ่อน้ำเพื่อกักตุนน้ำเอาไว้ใช้
มาอยู่ภายในเมืองแห่งนี้นางสังเกตุเห็นหลายหลายอย่าง เมืองแห่งนี้เป็เมืองชายแดนปรากฏภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง แต่พวกชาวเมืองก็ไม่มีใครที่ขุดบ่อน้ำเอาไว้กักตุนเลย
ทั้งที่ถ้าขุดน้ำเอาไว้บางทีอาจจะมีน้ำเอาไว้ใช้ใน่หน้าแล้งแล้วก็สามารถผ่านพ้นไปได้
เพราะแบบนั้นในความคิดของซูฉีตอนนี้ก็คืออยากจะขุดบ่อน้ำให้ผู้คนภายในเมืองสามารถใช้งานได้ เป็บ่อน้ำส่วนกลางที่กักตุนน้ำเอาไว้ใช้ใน่หน้าแล้ง
แต่สิ่งที่กำลังเป็ปัญหาคือกำลังคน กำลังคนถือว่าเป็ปัญหาใหญ่โตที่สุด
การขุดบ่อน้ำจำเป็จะต้องขุดจากแหล่งน้ำที่อยู่ไกลพอสมควร แถมยังต้องขุดมาถึงเมืองแห่งนี้ ซึ่งระยะทางแล้วก็แปลงที่จำเป็จะต้องใช้มันมากมายเกินกว่าคนภายในเมืองจะช่วยกันได้
อีกครั้งเมืองแห่งนี้แทบจะไม่มีความสามัคคีเลยแม้แต่น้อย มันเป็เมืองที่เต็มไปด้วยพวกคนพาลมากกว่าสามส่วน คนพวกนั้นเห็นแก้ตัวอย่างไรก็ไม่ช่วยเหลืองานส่วนรวม
นั่งคิดอยู่สักพัก “ รู้แล้วตอนนี้กองกำลังทหารเกราะดำก็อยู่ที่สถานที่แห่งนี้!!! ”
นางปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นได้ กองกำลังทหารเกราะดำอยู่ภายในเมือง พวกเขามีกำลังคนหลายพันคนถ้าให้ช่วยเหลือกันเพียงแค่ไม่กี่สิบวันก็น่าจะสามารถขุดบ่อน้ำเสร็จ
“ แต่ว่าจะเอาอะไรไปขอร้องพวกเขาล่ะ กองทัพเกราะดำ แม้ว่าจะมีจำนวนคนและมีกำลังคนที่เยอะแต่ว่าพวกเขาเป็ทหารที่เอาไว้สู้รบกับผู้คนจะช่วยเื่งานเกษตรแบบนี้อย่างงั้นรึ? ” ซูฉีลังเลในใจเกรงว่าคนพวกนั้นจะไม่ช่วยนาง
หลังจากนั่งคิดอยู่สักพัก นางโยนความคิดอันไร้ประโยชน์นั้นออกไป ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้วจำเป็จะต้องเดินทางไปสนทนากับพวกนั้นก่อน
...
วันถัดมา
ในวันนี้ซูฉีหยุดงานของตน โรงสุราไม่ได้เปิดทำการทุกวันในวันนี้ก็เป็วันหยุด นางถือโอกาสในการเดินทางไปที่ตั้งของกองทัพเกาะดำ
กองทัพเกราะดำประจำการอยู่ภายในเมืองพวกเขาตั้งมั่นอยู่ตรงร้านลานทิศใต้ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังกระจายกำลังของตนเองไปตามสถานที่ต่างๆภายในเมืองเพื่อเฝ้ารักษาการ
ซูฉีใจกล้าเดินมาที่สถานที่ที่มีชายฉกรรจ์มากมายเพียงคนเดียว
นางปล่อยให้บ่าวรับใช้ของตนกำลังทำงานบ้านอยู่ที่บ้าน เพราะเกรงว่าถ้าบอกลี่ถังว่าตนจะมาที่สถานที่แห่งนี้นางคงจะไม่ยอมให้มา
เดินทางมาถึงค่ายของกองทัพเกราะดำ ค่ายทหารใหญ่โตถูกจัดตั้งขึ้นในชั่วข้ามคืน มีกระโจมมากมายหลายสิบกระโจมตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
แถมมีทหารที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำท่าทางหน้าเกรงกลัว อีกมากมายเดินลอดตะเวนอยู่บริเวณรอบรอบรักษาการอย่างแ่า
กองกำลังพวกนี้มีเวรในการเฝ้าพวกมันเฝ้าทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่ให้ผู้ใดย่างกายเข้ามาภายในบริเวณนี้ได้
หลังจากเดินทางมาถึงซูฉีผงะไปเล็กน้อยเห็นผู้ชายมากมายท่าทางน่ากลัวอยู่เบื้องหน้า แต่นางมาเพื่อเป้าหมายใหญ่จึงทำใจดีสู้เสือแล้วเดินเข้าไป
นางเดินเข้าไปหาหนึ่งในทหารที่เฝ้ารักสาการอยู่หน้าค่าย ชายร่างกายใหญ่โตสวมใส่ชุดเกราะสีดำใช้ดวงตาที่เรียบเฉยมองตรงลงมาที่นาง
แววตาของคนพวกนี้ราวกับไม่ใช่บุรุษธรรมดา โดยทั่วไปแล้วทหารหรือว่าบุรุษภายในเมืองหลวงพวกเขาจะสนใจในอิสตรี
ชูฉีมั่นใจว่าใบหน้าของตนก็งดงามพอควร แต่แววตาของทหารพวกนี้กลับไม่สนใจสตรีเลยแม้แต่น้อย นี่คือความหน้าเกรงกลัวของกองทัพเกราะดำ
ผู้คนภายในเมืองหลวงบอกว่าหวงเจียวลู้บ่มเพราะกองทัพเกราะดำให้กลายเป็กองทัพไร้จิตใจดูเหมือนว่าจะเป็เื่จริง
“ เข้ามาที่สถานที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใด? ” ใช้ร่างกายใหญ่โตที่อยู่เบื้องหน้าถามขึ้น แต่มือของมันจับกระบี่ข้างเอวแน่นราวกับว่าเตรียมพร้อมจะดึงออกมาทุกเมื่อ
ไม่เพียงเท่านั้นสายตาบริเวณรอบรอบก็จับจ้องมาที่นางเป็ตาเดียว รู้ได้ทันควันนางกลายเป็เป้าสายตาของพวกกองทัพเกราะดำพวกนั้น
“ เออ… คือ~ เข้ามาหาท่านพี่กัวฟู่เ้าค่ะ!! ” ซูฉีตั้งใจเดินทางมาพบพี่ชายต่างสายเืของตนเองเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยพูดเกี่ยวกับเื่ทำบ่อกักเก็บน้ำ
“ กัวฟูไม่อยู่ไปทำธุระนอกเมือง ” เสียงปริศนาดังขึ้นมาจากด้านหลัง ซูฉีหันไปมองพบเจอชายร่างกายสูงสองเมตรหน้าตาน่ากลัวยืนอยู่ด้านหลังของนาง
นางผงะใไปชั่วขณะก่อนจะมองเห็นว่าคนผู้นี้คือขุนพลสือหยาง ที่เป็ข้ารับใช้คนสนิทของแม่ทัพใหญ่หวง
“ ท่าน… ”
“ ไม่ต้องพูดตามข้ามา ” สือหยางเดินนำเข้าไปภายในค่ายทหาร
จบบท