บทที่ 11
ความลำบากของซย่าเหมยจิง
ซย่าเหมยจิงเห็นสีหน้านิ่งอึ้งของสหายซึ่งพยายามปลอบใจนางให้หายเศร้าด้วยการหาเื่อื่นทำพอเห็นนักพรตชราตั้งโต๊ะทำนายดวงชะตาหลี่หว่านเอ๋อร์ตาลุกวาวรีบดึงนางมานั่งผู้ใดจะคิดว่าพอนางยื่นมือไปยังไม่ถึงหนึ่งจิบชา[1] ก็ได้ฟังคำว่า อาภัพถึงสามคำเห็นแล้วนางรู้สึกสงสารอยากดึงเข้ามากอดนัก
ซย่าเหมยจิงตวัดสายตาดุดันราวกับจะฆ่าคนจ้องไปยังต้นเหตุทำให้นักพรตชราสะดุ้งใ
"หว่านเอ๋อร์พวกเราไปกันเถอะ"ซย่าเหมยจิงยิ้มคล้องแขนอีกฝ่ายลุกขึ้น
"แม่นางอย่าเพิ่งทำหน้าเสียเช่นนั้น"
นักพรตชรายิ้มตาหยีมือผอมแห้งลูบเครา นิ้วชี้จิ้มลงกลางฝ่ามือหลี่หว่านเอ๋อร์
"แม้ข้าจะเอ่ยว่าอาภัพด้านความรักแต่ด้านอื่นเ้าเป็คนมีโชคยิ่ง เื่โชคยังส่งผลถึงเื่ความรักอยู่บ้างถึงจะต้องพลัดพราก ผิดหวังเพียงใดหากพยายามทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเื่ร้ายจะกลายเป็ดี..."
ซย่าเหมยจิงปรายตามองชายชรามุมปากกระตุก "ค่อยรื่นหูขึ้นหน่อย"
หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มอ่อนดึงแขนสหายให้นั่งลง
"อาจิงเ้านั่งลงก่อนเ้ายังไม่ได้ดู"
สายตากดดันของสหายมองซย่าเหมยจิงให้ยื่นมือไปตรงหน้าชายชราเพื่อดูดวงชะตา
หลี่หว่านเอ๋อร์แอบหวังในใจว่าชายชราผู้นี้จะเห็นแก่สายตาเยียบเย็นคู่นั้นของซย่าเหมยจิงแล้วรู้สึกเกรงใจเอ่ยถ้อยคำสบายหูด้านซย่าเหมยจิงโดนจ้องด้วยดวงตากลมโตกระจ่างใสก็ทนไม่ไหวสุดท้ายจำยอมยื่นมือไปให้ชายชราดู
นักพรตชราเอาแต่ยิ้มนิ่งเฉยลูบเคราตนเองเล่นจนหลี่หว่านเอ๋อร์ต้องเอ่ยเร่ง
"รีบดูสิเ้าคะ"
"โฮะโฮะ" เขาหัวเราะชะโงกหน้าหรี่ตามองลายมือของ ซย่าเหมยจิงซึ่งนางยังคงมีสายตาเคลือบแคลงจับผิดชายชราส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์เห็นท่าทางของนักพรตก็แอบค่อนแคะชายชรา
มีอย่างที่ไหนดูลายมือแต่ไม่ลืมตาแถมยังชอบหัวเราะแปลก ๆ ให้ดูมีเลศนัยนักพรตทุกคนในใต้หล้าล้วนเป็เช่นนี้กันหมดเลยหรือ...
"โอ้ดวงชะตาแม่นางผู้นี้ไม่ธรรมดา มีด้ายแดงถึงสองเส้น"
"อย่างไรรึ"หลี่หว่านเอ๋อร์ดวงตาเปล่งประกาย
"...ผู้หนึ่งตนไม่ปรารถนาแต่มากวาสนาคอยเกื้อหนุนรักใคร่ทะนุถนอมอีกคนเขาไร้ใจแต่เสพสุขเคียงคู่เป็มิตรสหายยามทุกข์ยามสุขอิสระไม่ว่าจะเลือกทางใดล้วนดียิ่ง ช่างเป็ดวงชะตาที่แปลก..."
หลี่หว่านเอ๋อร์ฟังแล้วรู้สึกเหมือนว่าจะดีแต่พอคิดทบทวนอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ดีเท่าใด เมื่อมองซย่าเหมยจิงมีสีหน้าเฉยเมยั์ตาหม่นแสงเจือความเศร้าในใจหญิงสาวร้องว่าแย่แล้วคิดจะทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น ผลที่ได้กลับตรงข้ามซ้ำร้ายอาจแย่เสียยิ่งกว่าเก่า
"อะแฮ่ม...เื่พวกนี้ต้องฟังหูไว้หูอย่าเชื่อมากเลย"
"แม่นางอาภัพรักผู้นี้พูดไม่ผิดชะตาชีวิตคนเราล้วนไม่แน่นอน พลิกผันได้ตลอดเวลา โฮะ โฮะ" นักพรตชราไม่แย้งหลี่หว่านเอ๋อร์ อีกทั้งยังกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม
มุมปากหญิงสาวอาภัพรักกระตุกแสยะยิ้ม
"ท่านนักพรตราคาดูชะตาเท่าใดเ้าคะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่สบอารมณ์แต่ภายนอกก็เอ่ยออกมาเสียงหวานขัดกับดวงตาแข็งกร้าวนางรู้สึกเหมือนกำลังโดนแช่ง จึงคิดจะรีบจ่ายเงินแล้วรีบไปทว่าพอชำเลืองดูป้ายราคาค่าดูดวงชะตาทำเอาแทบสะอึก
หนึ่งคำถามต่อหนึ่งตำลึงเงิน...นี่มันรีดไถกันอย่างเห็นได้ชัด
นางยิ้มเย็นพร้อมวางสองตำลึงเงินไว้บนโต๊ะดึงซย่าเหมยจิงให้ลุกขึ้นตาม ก่อนไปไม่ลืมเอ่ยขอบคุณชายชราเสียงอ่อนหวาน
"ขอบคุณท่านนักพรตที่ช่วยตรวจดูชะตาให้เ้าค่ะหวังว่ากิจการจะดีวันดีคืน"
"ไม่เป็ไรๆ โฮะ โฮะ"
"อาจิงเราไปหาสถานที่เงียบๆ คุยเล่นกันดีกว่า เ้าเป็ผู้ลากข้าออกมาข้างนอก เ้าก็ต้องนำข้าแล้ว"
"ได้สิ"
ซย่าเหมยจิงยิ้มตอบเสียงอ่อนพลางเดินนำทางอย่างชำนาญผ่านอารามเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าหนาทึบมุ่งสู่สวนด้านหลังเงียบสงบไร้ผู้คน เป็สถานที่หลับตา แลดูวังเวงชอบกลแถมแสงแดดแทบส่องมาไม่ถึง ราวเป็คนละโลกกับก่อนหน้า
ซย่าเหมยจิงก็ช่างสรรหาสถานที่เช่นนี้มาได้มันเหมาะกับการลอบสังหารคนเสียจริง หากมีคนถูกฆ่าตายกว่าจะมีคนรู้ศพคงเน่าเหลือเพียงกระดูกให้ดูต่างหน้าเท่านั้นหลี่หว่านเอ๋อร์ลูบแขนที่พลันรู้สึกเย็นวาบ
"หว่านเอ๋อร์มานั่งนี่เร็ว"ซย่าเหมยจิงกวักมือเรียกสหายให้เดินมานั่งข้างตนบริเวณนั้นมีโต๊ะหินอ่อนเก่า ๆ วางอยู่ข้างสระบัว
นางแหวกพุ่มไม้แทรกตัวเดินผ่านอย่างยากลำบากดูทุลักทุเล เศษกิ่งไม้เกี่ยวผมจนยุ่งเหยิงแถมยังมีใบไม้แห้งติดบนผมของนางมาสามสี่ใบ หลี่หว่านเอ๋อร์ชำเลืองสภาพที่แตกต่างของตนกับซย่าเหมยจิงอีกฝ่ายยังคงดูงดงามเผ้าผมเสื้อผ้าก็เรียบร้อย ไม่เหมือนนางที่มีสภาพดูไม่ได้
มาถึงนางนั่งลงอย่างอ่อนแรงสีหน้าดูเหน็ดเหนื่อย "อาจิงเหตุใดเ้าถึงดูดีอยู่เล่า"
ซย่าเหมยจิงอมยิ้มยื่นมือหยิบเศษใบไม้ออกจากผมของสหายอย่างใจเย็น "นั่นก็เพราะข้าผ่านการฝึกฝนมามาก" มองสบั์ตาสีนิลกลมโตจ้องมองด้วยความงุนงงั์ตาคู่นั้นดูสงสัยราวกับกำลังถามว่านางหมายถึงสิ่งใด
หลี่หว่านเอ๋อร์นิ่งคิดจึงพอจะเข้าใจคำพูดของสหาย ลอบมองซย่าเหมยจิงด้วยความเหลือเชื่อ
นางไม่เคยคิดเลยว่าคุณหนูที่ดูเพียบพร้อมอยู่ในกรอบจะทำเื่ซุกซนเป็ตัวนางเองครั้งก่อนก็เพิ่งปีนกำแพงได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ใช้บันไดหลังจากอาเฉียวเคี่ยวเข็ญหลายรอบ
อาเฉียวนางมักบอกว่ามันคือทักษะการเอาตัวรอดที่จำเป็บางครั้งในสถานการณ์อันตรายด้วยความสามารถนี้จะทำให้รอดพ้นไปได้...
"ฝึกแหวกพุ่มไม้นี่รึ"
ซย่าเหมยจิงนิ่งอึ้งก่อนจะหลุดหัวเราะแม้จะพยายามเก็บอาการนำผ้าหน้าบังริมฝีปากไม่ให้ดูเกินงามแต่เมื่อมองหญิงสาวคิ้วขมวดตรงหน้าพลันนึกอยากจะยื่นมือไปหยิกแก้มสหายรักอย่างมันเขี้ยวหลี่หว่านเอ๋อร์ดูเปลี่ยนไปมาก...
เมื่อก่อนหลี่หว่านเอ๋อร์เป็คนนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจานางเจออีกฝ่ายครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน ในงานครบรอบวันเกิดใต้เท้าหลี่เหวินกวงตอนนั้นเห็นหลี่หว่านเอ๋อร์ถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาคุณหนูที่พยายามเข้าหาพูดคุยกับนางโดยขณะนั้นหลี่หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่กลางวงฟังคุณหนูทั้งหลายสนทนาสนุกสนาน ใครจะว่าจะกล่าวอันใดนางทำเพียงยิ้มตอบท่าทางดูเหนื่อยล้าทว่าไม่เอ่ยอันใดออกมา กลับนั่งฟังอย่างตั้งใจ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป[2] คุณหนูเ่าั้จึงแยกตัวออกมาจับกลุ่มว่าร้ายหลี่หว่านเอ๋อร์ลับหลังว่าเป็คนหยิ่งบ้าง เป็คนน่าเบื่อบ้างซย่าเหมยจิงซึ่งนั่งจิบชารอบิดาอยู่คนเดียวได้ยินเข้าจึงรู้สึกไม่พอใจเดินเข้าไปวางอำนาจบาตรใหญ่พูดจาส่อเสียดพวกนางหลายประโยคจนกระทั่งอีกฝ่ายร้องไห้หนีไป
และชื่อเสียงด้านแย่ ๆของซย่าเหมยจิงเองก็เริ่มโด่งดังนับจากวันนั้น
ขณะเดียวกันในบริเวณใกล้ๆ นอกจากซย่าเหมยจิงแล้ว หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ยืนแอบอยู่ในมุมลับตารอบตัวมีสาวใช้ประคองหน้าหลังระมัดระวังราวกับกลัวนางจะแตกสลาย
เมื่อพวกนางหันมาสบตากันคุณหนูแซ่หลี่พลันยิ้มตอบนาง พลางเอ่ยชวนไปนั่งจิบชาด้วยเหตุผลว่าเห็นซย่าเหมยจิงอยู่คนเดียวกลัวจะเหงา
ต่อจากนั้นมาซย่าเหมยจิงกับหลี่หว่านเอ๋อร์จึงเริ่มสนิทกันจนถึงปัจจุบัน่หลายเดือนมานี้นางรู้สึกว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ดูสดใสขึ้น พูดคุยมากขึ้นหากเป็เมื่อก่อนนางเพียงแค่ค่อยรับฟังและปลอบซย่าเหมยจิงแต่ไม่เคยเอ่ยถึงหนทางแก้ปัญหาให้คำปรึกษาแบบจริงจังถึงแม้ทั้งคู่จะสนิทกันทว่าหลี่หว่านเอ๋อร์มักวางตนนอกปัญหาไม่เข้ายุ่งเกี่ยวความสัมพันธ์ทั้งสองจึงเป็ซย่าเหมยจิงระบายความในใจส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์เป็ผู้ฟังที่ดีเอ่ยให้กำลังบ้างบางโอกาส
ไม่เหมือนตอนนี้กำแพงใส ๆที่กั้นระหว่างทั้งสองมันหายไปั้แ่เมื่อใดไม่รู้สำหรับนางหลี่หว่านเอ๋อร์ในตอนนี้ บางทีก็มีเค้าเดิมที่ดูเฉยเมยเ็าทว่าก็อ่อนโยนจิตใจดีบางทีก็ดูเฉลียวฉลาดแต่ก็ดูใสซื่อไร้เดียงสาในบางเื่อีกทั้งนางยังดูซุกซนเล็กน้อย
สายตาหลี่หว่านเอ๋อร์มองสำรวจซ้ายขวาแน่ใจว่าไม่มีผู้จึงเอ่ยเสียงหวาน
"เ้านิ่งคิดอันใดอยู่...มาเล่าเื่ที่เ้าอยากปรึกษาดีกว่า"
"เ้านี่นะจะช่วยออกความคิดได้ดีสักเพียงใดกัน" ซย่าเหมยจิงปรายตามองพลางยิ้มมุมปาก
"อาจิงนี่เ้าดูถูกข้าหรือ"
"ก็คนอย่างข้าไม่เคยดูผิด"
"เฮ้อเ้าจงรีบระบายมา ข้าจะรีบกลับไปนอน"
"ก็ได้เ้าคนขี้เซา...คืออย่างนี้ข้าแอบได้ยินท่านพ่อคุยกับคนสนิทของเขาเห็นว่ามีสตรีสี่นางที่ฮองเฮาทรงคัดเลือกให้เป็ชายารัชทายาทซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือข้า เวลานี้ดูเหมือนองค์รัชทายาทจะยังไม่ตัดสินใจ"
"แล้วอีกสามคนมีผู้ใดบ้าง"
"เว่ยเจียจูลู่เจิน แล้วก็มู่หรงเหลียนอวี้"
หลี่หว่านเอ๋อร์นิ่งครุ่นคิดเมื่อทราบชื่อทั้งสามโดยชื่อมู่หรงเหลียนอวี้สะดุดหูเป็พิเศษ หลังจากพบกันในงานชุมนุมบุปผาหลี่หว่านเอ๋อร์ก็มีความรู้สึกไม่ค่อยชอบคุณหนูผู้นี้เท่าใดนัก ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรให้ขุ่นเคืองจุดนี้นางก็ไม่เข้าใจตนเอง
ต่อมานางก็แทบจะลืมชื่อนี้ไปแล้วไม่คิดเลยว่าจะได้ยินมันอีกครั้งแถมสตรีนางนี้ยังมีในรายชื่อ...จำได้ว่างานชุมนุมบุปผาก็เป็นางที่คว้าชัยชนะการแข่งฉินและการวาดภาพ ดูแล้วไม่ธรรมดาอย่างที่คิดจริง ๆขนาดท่านโหวนายท่านจวนมู่หรงยังไม่ทันรับนางเป็บุตรบุญธรรมก็สามารถอยู่ในรายชื่อผู้ชิงตำแหน่งชายารัชทายาท
"มู่หรงเหลียนอวี้ผู้นี้ไม่ธรรมดาเ้าอ่อนให้นางสักหน่อย ก็น่าจะหนีพ้นตำแหน่งนี้ได้นะ"
"หว่านเอ๋อร์เ้าหมายถึงงานเลี้ยงในวังที่จะมาถึงนี่หรือ"
"ใช่แล้วขณะเ้าขึ้นแสดงต่อพระพักตร์ก็แสร้งทำเป็เล่นไม่ดีข้าว่านางมีความสามารถทั้งมีความทะเยอทะยานไม่น้อย"
"ก็จริงอย่างเ้าว่า..."ซย่าเหมยจิงคิดทบทวน
อีกไม่เกินเจ็ดวันงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าแม่ทัพนายกองจากชายแดนจะถูกจัดขึ้นนอกจากคุณหนูที่ชนะแต่ละศาสตร์ในงานชุมนุมบุปผาต้องทำการแสดงต่อพระพักตร์ฮ่องเต้กับฮองเฮาซย่าเหมยจิงก็เป็ผู้ชนะการแข่งฉินปีที่ผ่านมาจึงต้องขึ้นแสดงไม่ต่างกัน
นั่นจึงถือเป็ศึกย่อม ๆสำหรับการแย่งชิงตำแหน่งชายารัชทายาทเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ทั้งหลายต้องดึงสายตาผู้คนให้จับจ้องมองมาที่พวกนางให้ได้ โดยเฉพาะสายตาจากคนวังบูรพารัชทายาทของแคว้น ในเมื่อรายชื่อไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็ทางการทุกอย่างล้วนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
"หว่านเอ๋อร์ข้าก็อยากทำตามเ้าว่ามา แต่ท่านพ่อข้าเขาจับตามองอยู่ตลอด หากรู้ว่าข้าอ่อนข้อให้เขาไม่ปล่อยข้าแน่" ซย่าเหมยจิงยิ้มเศร้า หลังคิดทบทวน
"เอ่อนั่นสินะ ขอโทษอาจิงข้าลืมนึกถึงจุดนี้"
ซย่าเว่ยถิงคือผู้ที่พยายามผลักดันบุตรสาวสู่ตำแหน่งชายารัชทายาทั้แ่เด็กซย่าเหมยจิงบุตรสาวคนโต มีใบหน้างดงามมักถูกบิดาคาดหวังและเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด เคี่ยวเข็ญให้นางเก่งพร้อมทุกด้าน ไม่เคยมีความอ่อนโยนใส่ใจหากบุตรสาวทำดีเขายิ้มเอ่ยชมสักหนึ่งถึงสองคำทำไม่ดีเขาถือแส้เฆี่ยนบนกลางหลังไร้ไมตรี
"บิดาเ้ายังไม่รู้ใช่ไหมว่าเ้าไม่อยากได้ตำแหน่ง...กับเื่คนในใจเ้า"
หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนส่ายหน้าเบาๆ สายตาเปล่งประกายเมื่อนึกถึงชายในดวงใจ "ไม่ เื่นี้มีแต่เ้าที่รู้"
ท่าทางที่เปลี่ยนไปของสหายทำเอาหลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มเหยเก แอบกลอกตารอบหนึ่งไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตทว่าปากดันเผลอเอ่ยอย่างที่ใจคิด
"เ้าชอบคนผู้นั้นที่ตรงไหนกัน"
ซย่าเหมยจิงชะงักหน้าแดงระเรื่อ "ภายนอกเ้าอาจจะเห็นว่าเขาดูเ็าแต่ความจริงเขาอ่อนโยนมาก"
ตาข้างไหนของเ้าเห็นว่าเขาอ่อนโยน...
"เฮอะๆ"
ั้แ่เด็กตอนนางอายุประมาณแปดปีนางเป็ไข้โจวเต๋อเฟยรับอาสาดูแลนางเยี่ยนเฟยฉีจึงเป็คนนำยามาส่งแต่นางไม่ยอมดื่มเพราะมันขม คิดจะรอให้นางกำนัลนำน้ำตาลก้อนมาให้เสียก่อนแต่เยี่ยนเฟยฉีเห็นนางปฏิเสธก็หน้านิ่วคิ้วขมวดจับปากนางกรอกยาอย่างใจดำ
หลี่หว่านเอ๋อร์นั่งกุมขมับหน้าเคร่งเครียด
ควรเลิกคิดเื่รสนิยมแปลกประหลาดของซย่าเหมยจิง นางกลับมานั่งเท้าคางนิ้วชี้แตะริมฝีปากเล่นอย่างใช้ความคิดดวงตาเลื่อนลอย ปากเอ่ยพึมพำเสียงเนิบ
"ถ้าเช่นนั้น...อาจิงพออยู่ต่อหน้าผู้อื่นเ้าทำอย่างเต็มที่พอลับหลังหรือเวลาที่อยู่ต่อหน้ารัชทายาทเ้าก็ทำกิริยาแย่ ๆ ให้เขานึกรังเกียจแล้วคอยผลักสตรีอีกสามนางสู่อ้อมอกของเขา เป็อย่างไรความคิดข้าพอใช้ได้หรือไม่"เื่นี้หลี่หว่านเอ๋อร์อ้างอิงจากการกระทำเว่ยเจียวจูในอดีต
"ก็ไม่เลวนะ..."
"ถ้าหากอาเฉียวอยู่นางคงช่วยออกความเห็นได้ดีกว่านี้แน่ เสียดายนางลาไปทำธุระ"
"สาวใช้จำเป็ของเ้าน่ะหรือ"หลี่หว่านเอ๋อร์พยักขึ้นลงแทนคำตอบทั้งสองต่างเงียบครุ่นคิดเื่ในหัว บรรยากาศรอบด้านจึงเงียบเป็พิเศษ
จู่ ๆหลี่หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นนั่งหลังเหยียดตรง สายตามองสำรวจรอบด้าน
"...อาจิงเ้าได้เสียงอะไรแปลกๆ หรือไม่..."
ขณะเดียวกันซย่าเหมยจิงเองส่ายหน้าปฏิเสธและคิดจะเอ่ยถาม
"ชู่ว์!"หลี่หว่านเอ๋อร์ส่งสัญญาณให้เงียบ นางมองบริเวณรอบ ๆเพื่อหาที่มาของเสียง ก่อนจะหันมาเอ่ยเสียงจริงจัง ทว่าใบหน้ายังคงยิ้มบาง ๆั์ตาสีนิลก็ดูสุขุม
"อาจิงเ้านั่งอยู่นี่ห้ามไปไหนเดี๋ยวข้ามา"
[1] หนึ่งจิบชา 5 นาที
[2] หนึ่งก้านธูป 30 นาที