ตอนที่ 6 ขอความช่วยเหลือ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในเวลาเดียวกันเด็กน้อยที่พึ่งฟื้นคืนสตินั้นแสดงอาการที่หุนหันพลันแล่นเป็อย่างมาก
ความดื้อรั้นของเขาทำให้จอร์นต้องปวดหัว ในบางจังหวะเด็กน้อยถึงกับกัดไปที่มือของเขาจนจมเขี้ยวเลยก็มี แต่จอร์นก็ไม่ได้รุนแรงต่อเด็กน้อย
“ฟังนะเมอร์ลิน … นายช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้แล้ว”
คำพูดของจอร์นทำให้เมอร์ลินต้องนิ่งงันไป
“หมายความว่าไง?”
จอร์นแสดงสีหน้าที่ดูลำบากใจออกมา หากเขาไม่บอกความจริงไปตอนนี้ เ้าเด็กนี่ไม่มีทางยอมสงบลงแน่ๆ และการอาละวาดของเขาจะทำให้ผู้คนค้นหาพวกเขาพบ
ดังนั้นจอร์นจึงต้องตัดสินใจบอกความจริงออกไป
“พ่อแม่ของเธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เจนเธอเป็แม่มดจริงๆ เธอต่อสู้กับหลวงพ่อปีเตอร์จนสิ้นใจไปตรงนั้น”
ดวงตาของเมอร์ลินกระพริบถี่ๆ สลับกับน้ำใสๆ ที่ไหลออกมาเป็เส้นสาย
“มะ … ไม่จริง! แม่ของฉันไม่มีทางเป็แม่มดได้ แม่จะเป็แม่มดได้ยังไง? เธอเป็คนพาฉันเข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ เธอเป็คนที่ชื่นชอบในบทเพลงสรรเสริญพระเ้าที่ฉันร้องออกมา … ไม่มีทาง มันเป็ไปไม่ได้เด็ดขาด” เมอร์ลินกล่าวพึมพำกับตัวเองแล้วเสียงของเขาก็เงียบลง ราวกับกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง
จอร์นที่เห็นเด็กน้อยเงียบไป เขากลับไม่ได้รู้สึกสบายใจเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าหัวใจของเด็กน้อยจะได้รับผลกระทบเป็อย่างมาก
จอร์นไม่ได้้าให้มันเป็อย่างนี้เลย แม้แต่ตอนที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มไล่ล่าแม่มด เขาก็ยังไม่เชื่อว่าเจนจะเป็แม่มดจริงๆ ที่เขาติดตามมาก็เพราะเขาอาจช่วยเหลือบางอย่างครอบครัวของทอมได้
แต่เขาก็ช่วยทอมหรือเจนไม่ได้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแต่การช่วยเด็กน้อยคนนี้ออกมาจากที่นั่นเท่านั้น
“พวกเราหยุดอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ฉันต้องรีบพาเธอออกไปจากที่นี่ ก่อนที่พวกนั้นจะหาพวกเราพบ”
ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็เงยหน้ามองจอร์นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา
“แล้วพ่อ พ่อของฉันเป็ยังไงบ้าง เขาอยู่ที่ไหน? ฉันจะไปหาเขา”
คำพูดของเด็กน้อยทำให้จอร์นอดที่จะะเืใจไม่ได้ เขาปิดตาลงแล้วส่ายไปมาเบาๆ และเอ่ย “ทอมเองก็ไม่อยู่แล้ว เขาเอาตัวเข้ารับการโจมตีของหลวงพ่อปีเตอร์ แต่สุดท้ายทั้งเขาและเจนก็ไม่สามารถรับมืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชได้”
ทันทีที่จอร์นเอ่ยประโยคนั้นจบ ร่างเล็กก็เหมือนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เขาทรุดลงตรงนั้นทันที
ฟุบ!
เมอร์ลินนิ่งเงียบราวกับคนที่ไร้ซึ่งิญญา ดวงตาของเขาเหม่อลอยไร้ซึ่งชีวิตชีวา
จอร์นที่เห็นดังนั้นเขาก็ไม่ลังเลที่จะพาเมอร์ลินหนีออกไปจากที่นี่
เขารวบตัวของเมอร์ลินขึ้นบนบ่าอย่างไม่มีการขัดขืนแล้วรีบสาวเท้าออกจากที่นั่นทันที
จอร์นพาเมอร์ลินเดินทางไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ข้างเคียง ภายในระยะเวลานี้ข่าวของครอบครัวทอมย่อมต้องยังมาไม่ถึงที่นี่ เขาพยายามช่วยเหลือเด็กน้อยเท่าที่พอจะช่วยได้
“ฉันได้ยินว่าตาเฒ่าอีริกเป็ญาติคนเดียวของเธอ ฉันหวังว่าเขาจะรับเธอไปเลี้ยงได้” จอร์นกล่าวกับเมอร์ลิน
ยังไงนั่นก็เป็เื่ภายในหมู่บ้านไวท์ริเวอร์ แม้มันจะเป็เื่ค่อนข้างใหญ่ แต่พวกเขาย่อมไม่มีวันแพร่งพรายเื่แบบนี้ออกมาอย่างแน่นอน หากมีข่าวว่าหมู่บ้านมีแม่มด ผู้คนจะต้องหลีกเลี่ยงที่จะติดต่อกับหมู่บ้านของพวกเขาแน่
ชื่อของแม่มดนั้นติดตามมาด้วยคำสาป สิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวแม่มดก็คือคำสาป
เหตุการณ์ที่หมู่บ้านหนึ่งถูกโรคระบาดที่แม่มดวางไว้แทบจะเป็เื่ที่คุ้นหูและสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องปิดข่าวเื่แบบนี้ไว้
ไม่ใช่แค่หมู่บ้านไวท์ริเวอร์เท่านั้น ยังมีหลายหมู่บ้านที่เกิดเื่เช่นนี้แล้วไม่แพร่งพรายออกมา มันจะมีแค่เพียงศาสนจักรเท่านั้นที่รวบรวมประวัติของการมีอยู่ของแม่มดเอาไว้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ประกาศออกมาให้ผู้คนได้รับรู้ มันจึงเป็ข้อมูลลับที่มีแต่คนของศาสนจักรเท่านั้นที่รับรู้
ดังนั้นแล้วนี่จึงเป็เหตุผลที่จอร์นนำตัวของเมอร์ลินออกมาจากหมู่บ้านแล้วฝากไว้กับญาติคนสุดท้ายของเขาที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกัน
จอร์นเชื่อว่าชาวบ้านจะปล่อยเด็กคนนี้ไป
แม้หมู่บ้านเมเปิลจะอยู่ติดกับหมู่บ้านไวท์ริเวอร์ แต่ระยะทางของมันไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น จอร์นใช้เวลาทั้งคืนแบกร่างของเมอร์ลินไปตามทาง
ในจุดหนึ่งจอร์นปล่อยให้เมอร์ลินลงมาเดินกับเขาด้วยสภาพที่ไร้ซึ่งิญญา
บ้านของตาเฒ่าอีริกไม่ได้ดูดีนัก เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่เป็บ้านกลางป่าที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก สาเหตุที่เขาปักหลักอยู่ที่นี่ก็เพราะอาชีพของเขา
ตาเฒ่าอีริกอายุหกสิบแปดแล้ว เขามีอาชีพตัดฟืนขาย แม้เขาจะอายุมากแล้วแต่เขาก็แข็งแรงมาก มันมากพอที่จะอายุยืนกว่าน้องชายผู้เป็ปู่ของเมอร์ลิน
อีริกไม่มีลูกเมียเขาจึงอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านพักของเขา ตอนนี้เมอร์ลินจึงเป็ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
ในตอนเช้าที่ฝนตกพรำ จอร์นกับเด็กน้อยเดินลุยโคลนฝ่าสายฝนเข้าไปในบ้านกลางป่า
สาเหตุที่จอร์นรู้จักที่นี่ก็เพราะเขาได้เคยช่วยทอมขนของมาให้กับตาเฒ่าอีริกอยู่บ่อยๆ แม้อีริกจะอาศัยอยู่คนเดียว แต่เขาก็ไม่ขาดแคลนความช่วยเหลือจากทอมผู้เป็หลานชายของเขา
หน้าบานประตูที่เปือกชื้น สายฝนยังคงกระหนำลงมากลางป่า
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“อีริกอยู่ไหม? นี่ฉันจอร์นเอง”
จอร์นเคาะประตูได้ไม่นานบานประตูที่ปิดอยู่ก็มีเสียงก๊อกแก๊กออกมา
ชายชราผมขาวเปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าที่สงสัย เขาคุ้นเคยกับเสียงนี้และเขารู้จักจอร์น แต่ที่เขาอยากรู้ก็คือทำไมจอร์นถึงมาหาเขาตอนเช้าตรู่แบบนี้
แต่เมื่อเขาเปิดประตูออกมา เขาก็พบกับภาพที่ทำให้เขาประหลาดใจ
สายตาของอีริกมองร่างที่เปื้อนโคลนทั้งสองที่ปรากฏตัวหน้าบ้านของเขา
“เมอร์ลิน?” อีริกเลิกคิ้วขึ้น แน่นอนว่าเขารู้จักหลานชายของตนเอง เขาหันไปมองหน้าจอร์นอีกครั้งและเอ่ยถาม
“จอร์นมันเกิดอะไรขึ้น?”