บทที่ 2
โอ๊ตเช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาเป็นทาง เขารีบเข็นแผงลอยของตัวเองจากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาไม่สนใจเสียงของหญิงสาวที่พยายามจะยื้อเขาเอาไว้เลยแม้แต่น้อย เขาไม่อยากมีปัญหากับใคร เพียงแค่ต้องการทำธุรกิจเล็กๆนี้ของเขาต่อไป และถ้าเธอจับได้เขาก็คงใช้ชีวิตอยู่ไม่สุขอย่างแน่นอนในอนาคต ชายหนุ่มจากไปพร้อมกับความผิดหวังของหญิงสาว เธอก้มลงต่ำมองลงพื้นด้วยสีหน้าเศร้าหม่อง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจหันกลับไปทางพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่บริเวณนั้น สายตาที่บ่งบอกว่าเธอโกรธเอามากๆ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันนั้น ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างขนลุกกันทุกคนเลยทีเดียว“พวกแก!.. พวกแกกล้าว่าฉันเป็นคนโง่ แถมยังทำให้ฉันผิดใจกับพ่อหนุ่มแพนเค้กคนนั้นอีก. ได้! พวกแกจะได้เห็นดีกับฉัน”หญิงสาวกล่าวด้วยความโมโห คนพวกนี้นอกจากจะใจแคบแล้ว ยังกล้ามาดูถูกเธอที่เป็นถึงระดับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างนี้อีก แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องรับผลกระทบที่ตามมา เธอหยิบมือถือจากกระเป๋าขึ้นมาโทรหาใครบางคน และนั่นมันส่งผลให้ร้านแผงลอยทั้งหมดที่อยู่ตรงจุดนี้ต้องรีบหนีกันอย่างหัวซุกหัวซุนเลยทีเดียว เพราะบุคคลที่หญิงสาวได้โทรหาคือ อธิบดีสำนักงานเทศกิจ หญิงสาวดูความวุ่นวายนี้ด้วยความชอบใจ ก่อนที่รถเก๋งคันหรูจะวิ่งเข้ามาจอดรับเธอถึงที่หมาย“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณหนู..” คนขับรถผู้หญิงเอ่ยถามกับคุณหนูของเธอ เพราะตั้งแต่คุณหนูเธอขึ้นรถมา ท่าทางของคุณหนูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่“ไม่มีอะไรหรอก.. เออ! เธอช่วยสืบเรื่องของพ่อค้าแผงลอยที่ขายแพนเค้กที่นี่ให้ฉันหน่อย เรื่องนี้ด่วนที่สุด..”หญิงสาวคนนี้มีนามว่า ‘คริส’ เธอเป็นทั้งผู้บริหารระดับสูงของ ‘คิง แดรี่ฟูดส์’ และยังเป็นทายาทหนึ่งในสองของบริษัทนี้อีกด้วย ด้วยมาดสาวสวยสุดแกร่ง เธอไม่ยอมให้ที่บ้านดูแลเรื่องเงินเลยตั้งแต่ที่จบมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้บิดา-มารดาเห็นว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งแตกต่างจากพี่ชายที่ไม่เอาไหนของเธอที่วันๆเอาแต่สร้างปัญหา“ทราบแล้วค่ะคุณหนู.. กำหนดการของเย็นวันนี้ คุณท่านเชิญคุณหนูไปรับประทานอาหารเย็นเวลา 18.00 น. ที่ร้าน ‘ริสเซตโต้’ นะคะ” คนขับรถที่มีหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับเลขาส่วนตัวเองขึ้นมาบอกกำหนดการแก่เธอ แต่ดูเหมือนว่าคุณหนูของเธอจะไม่ได้กล่าวอะไร แถมยังเงียบกว่าปกติ เธอจึงคิดเอาเองว่าคุณหนูไม่ได้ว่าอะไร เธอจึงขับรถไปที่ร้านอาหารในทันที และเหตุผลที่คริสไม่ได้กล่าวอะไรออกไปเลยสักคำ มันเป็นเพราะว่าตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดที่ยากจะหยุดนึกถึงมันได้ เธอกำลังคิดถึงแพนเค้กที่แสนจะนุ่นนวลนั้น มันทั้งหอมทั้งอร่อยจนยากจะอธิบายเลยจริงๆ ‘ฉันจะต้องหาทางให้เขาขายสูตรแพนเค้กนั้นให้ฉันจงได้..’ นั่นคือสิ่งที่เธอกำลังคิด กลับมาที่ด้านของโอ๊ตที่กำลังปาดเหงื่อ เหนื่อยจากการวิ่งขนทั้งร้านค้าแผงลอยเล็กๆของเขา ทั้งสิ่งของต่างๆที่ติดมากับรถร้านค้านี้อีกด้วยในระหว่างทางความคิดของเขาวนคิดถึงแต่เรื่องแพนเค้กที่เขาทำให้กับลูกค้าสาวสวยคนนั้นทาน ทั้งๆที่เขารู้รสชาติของแพนเค้กที่ตัวเองทำดี สูตรอะไรก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ทำไมหญิงสาวคนนั้นถึงได้พูดดูเหมือนว่ามันอร่อย ‘หรือว่าเธอจะชอบเรา ไม่หรอกมั้ง ก็เข้าใจว่าหน้าตาดีพอไปวัดไปวาได้ แต่ก็ไม่เห็นจะต้องอุดหนุนกันเกินความจำเป็นเลยนี่นา’ โอ๊ตเอามือมาจับที่โครงหน้าของตัวเองเพื่อพิจารณาเหตุผลที่มันเป็นไปได้ จุดขายของเขาไม่ใช่เรื่องหน้าตา แต่มันเป็นการขายความสงสารจากลูกค้า ดังนั้นมันน่าจะไม่ใช่คำตอบนี้ ‘หรือว่าจะเรื่องเมื่อเช้า?.. มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ?..” โอ๊ตเข็นร้านแผงลอยไปคิดไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเช้ามันมีเหตุการณ์หนึ่งหลังจากที่เขาตื่นนอน แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น แต่ในเมื่อมันยังเหลืออยู่ในความทรงจำ มันก็มีความเป็นไปได้“ระบบ...”“สเตตัส..”“ผู้ช่วย เอไอ.. หืออ ไม่เห็นเหมือนในนิยายที่เคยอ่านเลยแฮะ!” โอ๊ตประหลาดใจเล็กน้อย ตามที่เขาคิดมันควรที่จะมีหน้าต่างใสๆเด้งออกมา แล้วกล่าวกับเขาอย่างเช่น ‘สวัสดีนายท่านฉันคือระบบ’ หรืออะไรในทำนองเดียวกัน แต่ไม่ว่าเขาจะพูดหรือจะกล่าวอะไรมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย“หรือว่าเราจะฝันไปจริงๆนะ.. หือออ พวกนั้นอีกแล้ว” โอ๊ตเข็นรถอาหารของเขากลับมายังที่พัก และเขาก็ต้องขมวดคิ้วให้กับชายชุดสูทดำหลายคนที่ยืนรอเขาอยู่ แน่นอนว่าเขารู้จักพวกนั้นเป็นอย่างดี และรู้ด้วยว่าพวกเขาเป็นคนของใคร“กลับไปซะ ฉันไม่ต้องการอะไรจากพวกแกทั้งนั้น..” โอ๊ตตะโกนออกไปสุดเสียงจนอีกฝ่ายต้องหันกลับมามองกันเป็นแถวๆ ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาทางโอ๊ตอย่างมาดมั่น ก่อนที่เขาจะก้มหัวลงเคารพให้กับโอ๊ต“คุณหนูครับ คุณหนูจะไม่กลับไปพบกับคุณท่านจริงๆเหรอครับ ตอนนี้มีแต่เพียงคุณหนูเท่านั้นที่คุณท่านอยากจะพบเจอก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ...” ชายคนนี้มีชื่อว่า ‘กิตติ’ และกิตติเป็นพ่อบ้านที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นหลายชั่วอายุคนมาแล้ว ตระกูล ณ สุวรรณภูมิ เป็นตระกูลเก่าแก่ของประเทศไทย นับตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา ตระกูลนี้มีบทบาทในสังคมมาก็ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งชื่อเสียง ฐานะ เงินทอง มีเพียงสองตระกูลเท่านั้นที่สามารถทัดเทียมกับตระกูลนี้ได้ และคุณท่านที่พ่อบ้านกล่าวถึง ก็เป็นคุณตาของโอ๊ตเอง เมื่อนานมาแล้ว มันเป็นเรื่องรักต้องห้ามของหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่กลับชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมันเริ่มมาจากบอดี้การ์ดคนหนึ่ง ผู้ที่สาบานว่าจะปกป้องรักษานายหญิงของตัวเองอย่างสุดความสามารถ นับวันคืนราตรีค่อยๆผ่านไปก่อเกิดเป็นความรักจากความใกล้ชิดสนิทสนม จนมันกลายเป็นรักต้องห้าม และก็คือพ่อกับแม่ของโอ๊ตนั่นเอง แม้ในตอนแรกคุณแม่ไม่ต้องการที่จะบอกกับใครว่าผู้ใดเป็นพ่อของเด็ก แม้ว่ามันจะทำให้เธออึดอัดใจ เธอก็ไม่ปริปากบ่นออกมาเลยสักคำเดียว จนเมื่อถึงวัยเจริญเติบโตของเด็กน้อยหรือก็คือโอ๊ต มีอายุได้ 5 ปี เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เด็กเริ่มร้องหาอ้อมกอดจากพ่อ แน่นอนว่าผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เข้าไปสารภาพบาปกับคุณท่าน หรือก็คือคุณตาของโอ๊ต คุณตาผู้ซึ่งไว้ใจพ่อที่เป็นบอดี้การ์ดมานานกลับต้องผิดหวัง คุณตาจึงตัดสินใจขับไล่ลูกสาวเพียงคนเดียวออกจากบ้านด้วยความโมโหโกรธา และมันก็เป็นความผิดเดียวที่โอ๊ตไม่เคยให้อภัยคุณตาของเขาเลย“พวกแกอย่าหวัง.. ฉันยังจำได้ในวันที่แม่ของฉันจากไป ท่านยังถือรูปของไอ้คุณท่านนั้นจนวินาทีสุดท้าย ท่านเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ได้ตอบแทนคนที่ไล่ให้ท่านมาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก.. และฉันก็ไม่ต้องการที่จะนับญาติกับไอ้แก่นั่น.. ไสหัวไปได้แล้ว ไป๊!..” โอ๊ตกล่าวด้วยความโกรธ และปัดมือโบกไล่พวกเขาไปให้พ้นสายตา แต่กิตติกลับเข้ามาขวางทางเอาไว้“ไม่ได้ยินหรือไง ว่าให้ไปพ้นๆ ฉันไม่มีวันยกโทษให้พวกแกเด็ดขาด..” โอ๊ตกล่าวก่อนจะบังคับรถเข็นอาหารของเขามุ่งตรงไปยังที่พัก“ใจเย็นๆก่อนครับคุณหนู.. คุณท่านคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคุณหนูต้องกล่าวเช่นนี้ ท่านจึงฝากมาบอกว่าท่านได้โอนเงินให้กับคุณหนูเป็นจำนวน 200,000 ล้านบาท และมันจะเข้าบัญชีของคุณหนูโดยตรงในวันพรุ่งนี้เช้าครับ..” กิตติกล่าวพร้อมกับมือที่ผลักรถเข็นเอาไว้ เพื่อที่จะพูดให้สิ่งที่ต้องพูดตามที่คุณท่านสั่งเอาไว้“เอามันกลับไปซะ ฉันไม่ต้องการมัน ถึงฉันจะจนแล้วมันยังไง อยู่อย่างนี้ฉันก็สุขใจดีอยู่แล้ว บอกไอ้แก่นั่นว่าอย่าลำบากเลย ไปได้แล้ว” โอ๊ตกล่าว กิตติที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นมาอย่างจนใจ“คุณท่านก็คิดเอาไว้เช่นกันว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้...”