ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 7 พี่สี่ถูกปลดปล่อย


    ข้ามองดูสีหน้าที่ดำคล้ำของคนทั้งสี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะท่านพ่อผู้เกรี้ยวกราดของข้าผู้นี้ สีหน้าของท่านแลดูจะดำคล้ำมากกว่าผู้ใด เมื่อพี่ใหญ่เห็นท่าไม่ดีจึงพยายามที่จะดึงตัวท่านพ่อเอาไว้ ส่วนพี่รองเองก็กระวนกระวายไม่น้อย ท่านแม่ได้แต่มองสถานการณ์อยู่อย่างเงียบๆโดยไม่ได้เอ่ยปากออกมาเลยสักคำ“เจ้าว่าอย่างไรนะหลินเอ๋อร์?”น้ำเสียงสั่นเครือที่พยายามข่มอารมณ์โมโหเอาไว้ของท่านพ่อเอ่ยถามออกมาอีกรอบ เขาภาวนาขอให้มันเป็นหูของเขาที่ฝาดไป “ข้าจะพาพี่สี่ไปด้วย...เจ้าค่ะ...”“หลินเอ๋อร์!”เสียงตวาดของขุนพลดังก้องไปทั่วบริเวณ แม้แต่ทหารเวรยามที่มีความกล้าหาญชาญชัยกับทุกสิ่งยังต้องพากันอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆกัน ท่านพี่ทั้งสองยืนนิ่งตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว ขนาดท่านพี่ทั้งสองซึ่งเป็นชายอกสามศอกยังตัวสั่นเป็นลูกนกเช่นนี้ แล้วข้าจะเหลืออันใดเล่า!? ข้าตกใจเสียจนขาทั้งสองล้มพับไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะพยายามยืนสักเพียงใดข้าก็ไม่อาจฝืนให้ขาทั้งสองของข้ายืนประจันหน้ากับท่านพ่อได้ เม็ดเหงื่อมากมายไหลพรั่งพรูจนเสื้อผ้าอาภรณ์ของข้าเปียกชุ่ม ความกดดันที่มหาศาลเช่นนี้ราวกับกำลังโดนไอเซียนระดับสูงข่มเอาก็ไม่ปาน สีหน้าของหมิงลู่ในตอนนี้กำลังโมโหที่ได้ยินชื่อๆนั้น เจ้าเด็กอกตัญญูไม่รู้บุญคุณเช่นเมิ่งฉิงคนนั้น ทั้งๆที่ตัวเขาอุตส่าห์ชุบเลี้ยงและดูแลเสมือนลูกในไส้ แต่กลับพยายามจะฆ่าลูกสาวที่เขารัก คนเช่นนี้มีโทษสมควรตายเสียด้วยซ้ำ หมิงลู่จมดิ่งกับความคิดของตนเองไปพลางคบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนคนรอบข้างได้ยินเสียงที่เล็ดลอดออกมาข้าพยามลุกขึ้นมาแต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจนั่งพูดเหตุผลที่เตรียมรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ทันที ข้าเองก็ตกใจเล็กน้อยที่ท่านพ่อของข้ามีอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่ร้ายแรงถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียก็ต้องใช้วาจาที่พอฟังลื่นหูเสียหน่อยอาจจะปลอดภัยกว่า...“ท่านบอกว่าท่านจะส่งพี่สี่ไปกราบอาจารย์หรือเข้าสำนักอะไรนั่นในอีกห้าปีข้างหน้าใช่รึไม่?”“ไม่ผิด!”จางหมิงลู่กล่าวตอบลูกสาวของตน ทว่าน้ำเสียงก็ยังคงมีกลิ่นอายที่ไม่พอใจแฝงไว้อยู่ดี“ในตำราที่ข้าซื้อมากล่าวเอาไว้ว่า ถ้าอยากเข้าสำนักหรือฝึกวิชาอะไรก็ตามหากเข้าตั้งแต่อายุยังน้อยประสิทธิภาพในการฝึกจะดียิ่ง นี่เป็นโอกาสอันดีที่ท่านจะให้โอกาสพี่สี่แก้ตัวมิใช่หรือ?”“...”จางหมิงลู่นิ่งเงียบฟังในสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยของเขากำลังอธิบาย หากพูดถึงเรื่องเหตุผล แน่นอนว่าเขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักในเหตุผลและความยุติธรรมเป็นที่สุด ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามในครอบครัวจะแสดงความคิดเห็นเช่นไรเขาก็เป็นผู้รับฟังเสมอ ข้าแอบมองท่าทีของท่านพ่อเล็กน้อยก่อนจะเริ่มดำเนินบทสนทนานี้ต่อไป“ในเมื่อท่านยินยอมให้ข้าได้บำเพ็ญตนเป็นเซียนได้แล้ว และข้าจะเดินทางไปเข้าร่วมการทดสอบที่สำนักหยวนอิงในเร็ววัน เหตุใดท่านจึงไม่ให้พี่สี่ไปกับข้าด้วยเล่า? ฝึกเร็วจะได้เปรียบกว่าฝึกช้านะเจ้าคะ ถ้าหากท่านยังไม่ไว้วางใจพี่สี่หรือกลัวว่าพี่สี่จะทำร้ายข้าอีก เช่นนั้นท่านก็ส่งอี๋เฉินติดตามข้าไปด้วยคงไม่เสียหายนัก ท่านเห็นด้วยกับข้าหรือไม่เจ้าคะ?”จางหมิงลู่ยืนฟังพลางลูบเคราไปพลางราวกับกำลังคำนวณผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อตนตัดสินใจได้แล้วจึงเผลอถอนหายใจออกมายาวๆเสียเฮือกหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือที่หยาบกร้านของตนลงลูบหัวของลูกสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู“ข้าเถียงเจ้าไม่ได้จริงๆนะหลินเอ๋อร์ ก็ได้ ข้ายอมให้เจ้าสี่ไปกับเจ้าก็ได้ แต่ข้าจะส่งอี๋เฉินไปด้วย” เขาลูบหัวลูกสาวไปมาด้วยความเอ็นดู พี่ใหญ่และพี่รองต่างลอบมองหน้ากันเป็นนัยย์อะไรบางอย่าง ก่อนที่จะสั่งให้เหล่าบ่าวทั้งหลายรีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อแทนที่จะมาสอดส่องเรื่องของผู้เป็นนาย“แหม ตั้งแต่น้องเล็กตกสระบัวก็เหมือนจะเป็นอัจฉริยะขึ้นมาในทันที ชื่นชม ชื่นชม”พี่ใหญ่เริ่มเอ่ยปากกระเซ้าเย้าแหย่น้องสาวของตนอย่างที่เคยเป็น ทว่าก็แตกต่างจากเมื่อก่อนพอสมควร เพราะใครๆต่างก็รับรู้ว่านางอ่อนแอจึงเย้าหยอกได้ไม่มากนัก แต่ครานี้หลังจากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นหลินเอ๋อร์ของพวกเขาก็แข็งแรงขึ้นทีละนิดจนน่าแปลกใจ แต่มันก็ดีสำหรับพวกเขามากเลยทีเดียว“กล่าวเรื่อยเปื่อยไปแล้วนะพี่ใหญ่ ตอนนั้นท่านเองก็ร้องห่มร้องไห้จนตาบวมเลยมิใช่หรือ?”มี่จิงแซะมี่อิงกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก ขึ้นชื่อว่าพี่ใหญ่แต่กลับทำตัวดุจเด็กน้อยก็ไม่ปาน เขาไม่ค่อยพอใจด้านนี้ของพี่ใหญ่นัก แต่ทว่าในสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานกลับเป็นเขาที่สามารถพลิกสถานการณ์จากแย่ให้กลายเป็นดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ“นี่เจ้า!”“พวกเจ้าทั้งสองไม่ทะเลาะกันสักวันจะตายหรือไม่?”เยว่ชิงผู้เป็นมารดาเอ็ดลูกๆทั้งคู่ด้วยความเหลืออด เป็นพี่ที่โตกว่าน้องแท้ๆ แต่กลับทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องตลอด ข้าล่ะปวดหัวเสียจริง
    เยว่ชิงส่ายหน้าไปมาด้วยความเหลืออดอย่างเก็บไว้ไม่อยู่ สองพี่น้องที่โดนท่านแม่เอ็ดก็ได้แต่คอตกตามๆกันไปก่อนจะขอแยกตัวออกไปพัก ส่วนท่านพ่อและท่านแม่ก็กลับเข้าเรือนใหญ่ไปพร้อมๆกัน อี๋เฉินบอกให้ข้ารีบไปเตรียมข้าวของที่จะใช้ในการเดินทางไปยังสำนักหยางอิน แต่เรื่องการเตรียมข้าวของนั้นข้าไม่ชอบทำนัก จึงได้บอกปัดอี๋เฉินและสั่งจิวซิ่งให้เตรียมของทันที นางทำสีหน้าที่น้อยใจใส่ข้าเล็กน้อยก่อนจะยินยอมไปเก็บข้าวของให้ข้า นางเก็บไปพลางสะอื้นไห้ไปเพียงลำพัง เห็นนางเป็นเช่นนี้แล้วข้าเองก็อดสงสารนางไม่ได้ เพราะหลังจากนี้นางคงได้ทำแต่งานในโรงครัวเพียงอย่างเดียวแล้วข้ารีบเร่งฝีเท้าให้ไวเพื่อไปขอกุญแจและสถานที่ที่พี่สี่ถูกขังเอาไว้กับท่านพ่อทันที ท่านพ่อก็ยื่นกุญแจและให้อี๋เฉินนำพาข้าไป ก่อนข้าจะออกไปนั้นก็ได้ลอบเห็นสีหน้าที่เศร้าสร้อยของท่านพ่อแวบหนึ่ง ก่อนที่สีหน้าแบบนั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็วในที่สุด ข้าลอบถอนหายใจออกมาเบาก่อนจะติดตามอี๋เฉินไปเงียบๆ ทิศใต้ของจวนสกุลจางสถานที่ที่อี๋เฉินพาข้ามามีสภาพที่ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก บ้านหลังนี้เป็นบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง บ้านเล็กหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจวน ต้องเดินมาไกลพอสมควรจึงจะถึง แถมระหว่างทางที่มาก็ไม่ใช่พื้นอิฐหรือปูนแต่กลับเป็นพื้นดินบริเวณกว้าง อี๋เฉินบอกกับข้าว่าทางทิศใต้ของจวนมิค่อยได้มีผู้คนผ่านไปมาเพราะทุกคนในจวนรู้ดีว่าทางทิศใต้มีไว้เพื่อขังคนเท่านั้นผนังที่ฉาบด้วยปูนมีรอยแตกร้าวตามกาลเวลาปนอยู่ประปราย ตะไคร่น้ำขึ้นบนผนังเป็นทางยาว บานประตูของบ้านหลังนี้ถูกครอบคลุมไปด้วยเถาวัลย์มากมาย ประตูที่ทำขึ้นจากเหล็กก็ได้ถูกสนิมกัดกินไปบ้างบางส่วน อี๋เฉินไขกุญแจกับแม่กุญแจเหล็กอันใหญ่โดยไม่รอช้า เมื่อประตูเหล็กถูกปลดปล่อยจากพันธนาการให้เป็นอิสระแล้ว อี๋เฉินก็ค่อยๆออกแรงผลักบานประตูอย่างช้าๆ กลิ่นอับชื้นโชยออกมาทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ด้านในทั้งเล็กและแคบนัก พื้นของตัวบ้านถูกปูไว้ด้วยไม้เวลาเดินเข้าไปจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะถ้าหากก้าวไม่ระวัง พื้นไม้ที่ทรุดโทรมเหล่านี้ก็พร้อมใจกันที่จะหักได้ทุกเมื่อ ข้าเกาะชายเสื้อและเดินตามอี๋เฉินไปด้วยความทุลักทุเล ภาพตรงหน้าจึงเสมือนว่าข้าคอยดึงให้อี๋เฉินถอยหลังอยู่ตลอดเวลา อี๋เฉินเอนเอียงตามแรงดึงชายเสื้อของข้าไปมาพลางถอนหายใจ วันนี้ข้าจะได้พาคุณชายสี่ออกมาสำเร็จหรือไม่?
    อี๋เฉินส่ายหน้าไปมาเบาๆก่อนจะมองหาจุดเปิดประตูลับอย่างเงียบๆ เขาเดินไปยังเชิงเทียนที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งก่อนจะใช้มือหมุนเชิงเทียนไปทางด้านขวาจนสุดมือ จากนั้นไม่นานผนังในบ้านก็เริ่มสั่นไหวและก่อเกิดเสียงดังในระดับหนึ่ง ฝุ่นมากมายที่เกาะกำแพงและพื้นต่างกระจัดกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ข้าและอี๋เฉินรีบปิดจมูกเพื่อป้องกันการสูดดมเอาฝุ่นเหล่านั้นเข้าไป เมื่อผนังถูกเปิดออกด้วยกลไกลับ ไม่นานนักก็ปรากฏบันไดหลายสิบขั้นที่มุ่งลงไปยังชั้นใต้ดิน ข้าและอี๋เฉินพากันเดินเข้าไปด้านในนั้นอย่างช้าๆ เพราะขั้นบันไดที่นี่ชื้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ามันอยู่ใต้ดินดังนั้นน้ำบนดินบางส่วนจึงซึมลงมาและหยดใส่ขั้นบันได เมื่อลงมายังชั้นล่างสุดของที่กักขัง ก็ได้มีห้องๆหนึ่งที่กำแพงถูกสร้างจากดินเหนียวปรากฏขึ้นต่อสายตาห้องแห่งนั้นมีเพียงรูเล็กๆที่ทำไว้เพื่อให้หายใจได้สะดวก ทว่าที่นี่กลับมืดมิดเป็นอย่างมาก อี๋เฉินและข้าจึงต้องเดินอย่างระมัดระวัง บานประตูของห้องนี้ถูกทำขึ้นด้วยไม้ แต่ไม้ส่วนใหญ่เองก็ผุพังไปเกือบครึ่ง อี๋เฉินจึงไม่ได้ออกแรงมากในการเปิดประตูบานนี้ แอ๊ด...เสียงประตูไม้ผุพังที่ถูกเปิดออกดังสะท้อนไปมาอยู่ภายในห้องขังใต้ดิน ภายในมีร่างของเด็กชายผู้หนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆ เนื้อตัวและเสื้อผ้าต่างสกปรกและมอมแมม เส้นผมที่ไม่ได้รับการจัดการให้ดีก็ยาวจนปกปิดใบหน้า เด็กชายร่างบางเมื่อได้ยินเสียงประตูถูกเปิดออกจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อหันมองตามทิศทางของเสียงดวงตาของเขาเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เขาคิดไม่ถึงว่าน้องเล็กยังคงมีชีวิตรอดอยู่ เมื่อรับรู้การคงอยู่ของน้องเล็ก ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิด
    ฝั่งอี๋เฉินและหลี่หลิน เมื่อเห็นอีกฝ่ายร้องไห้อย่างฟูมฟายก็พากันตกอกตกใจ จนทำอะไรไม่ถูก“พี่สี่ ข้ามาพาท่านออกไปจากที่นี่แล้วนะเจ้าคะ”ข้าบอกกล่าวกับพี่สี่ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย“ครบห้าปีแล้วหรือ?”เสียงอันแหบแห้งของเด็กชายเอ่ยออกมาปนกับเสียงสะอื้น“ยังขอรับ แต่คุณหนูขอร้องกับนายท่านว่าจะพาท่านเข้าสำนักไปฝึกวิชาเร็วกว่ากำหนด...”“ยิ่งฝึกเร็วท่านจะยิ่งแข็งแกร่งนะเจ้าคะ” ข้าและอี๋เฉินต่างช่วยกันบอกเล่าสถาการณ์ที่พี่สี่ได้เป็นอิสระทันที“เช่นนั้นจะดีหรือ? ป่านนี้ทุกคนคงเกลียดข้ากันหมดแล้วกระมัง”เมิ่งฉิงตัดพ้อตัวเองด้วยความน้อยใจ “ที่ท่านพ่อให้ท่านไปเข้าสำนักกับข้าก็เพราะท่านพ่อให้โอกาสท่านแก้ตัวอย่างไรล่ะเจ้าคะ”เมิ่งฉิงตกตะลึงในสิ่งที่น้องเล็กพูด ขุนพลผู้เกรี้ยวกราดคนนั้นน่ะหรือที่ยอมให้โอกาสคนทำผิด?ข้ามองสีหน้าของเขาที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูด แต่ข้าไม่สนใจอะไรอีกต่อไปจึงสั่งให้อี๋เฉินแบกพี่สี่กลับไปทำความสะอาดที่จวน เพราะข้าจะเลื่อนการเดินทางให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้พี่สี่เปลี่ยนใจรอโอกาสแก้ตัวในห้าปีข้างหน้า
    ตอนนี้ ข้า อี๋เฉิน และพี่สี่ได้พากันออกมาจากสถานที่กักขังทางทิศใต้ของจวน พวกเราเดินออกมาโดยไม่พูดไม่จา ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยบทสนทนาออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าพวกเราจะเดินออกมาจากสถานที่กักขังเป็นเวลามากกว่าหนึ่งเค่อแล้วก็ตามข้าถอนหายใจออกมาเพื่อช่วยคลายความกังวลในจิตใจ และหวังว่าพี่สี่จะยิมยอมเข้าสำนักไปพร้อมๆกันกับข้า เมื่อถึงหน้าเรือนใหญ่ของจวนสกุลจางแล้ว ข้าจึงได้สั่งให้อี๋เฉินพาพี่สี่ไปทำความสะอาดและพักผ่อน รวมถึงใช้ให้เขาไปเตรียมรถม้าเพื่อออกเดินทางในเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ทันทีอี๋เฉินตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจถามข้าออกมา“มิใช่ว่าคุณหนูจะออกเดินทางในอีกหลายวันข้างหน้าหรือขอรับ? เหตุใดท่านจึงเลื่อนวันเดินทางเข้ามาเร็วเช่นนี้เล่า?”“ข้ากลัวเข้าร่วมการทดสอบไม่ทัน”“แต่...”ข้าโบกมือตัดบทสนทนาของอี๋เฉิน ข้าไม่อยากเอ่ยถึงเหตุผลที่แท้จริงในการเลื่อนกำหนดวันเดินทาง หากเป็นไปได้ก็อยากจะพาพี่สี่เข้าสำนักหยางอินให้เร็วที่สุด ข้าไม่อยากเห็นเขาต้องถูกทอดทิ้งเช่นนี้อีก
    ภายในเรือนดอกเหมยสีชาด จิวซิ่งกำลังนั่งห่อของที่คุณหนูของตนจำเป็นต้องใช้ยังไม่เสร็จ จึงยังคงนั่งห่อสิ่งของเครื่องใช้ไปเรื่อยๆ ข้าเดินเข้ามาภายในห้องนอนของเรือนทันทีและเตรียมจะอาบน้ำ หวังเพียงให้ถึงพรุ่งนี้เช้าโดยเร็ว