ป่าที่อยู่ในหุบเขาสีชาดนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่า [ป่าสีชาด]
เพราะว่ามันมีสีแดง จึงถูกตั้งชื่อว่าสีชาดเช่นนั้นหรือ?
ใช่ มันเป็นเช่นนั้น
เจ้าป่าแห่งนี้ไม่ใช่สัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ข้างใน
ไม่ใช่เหล่าพืชมีชีวิตน้อยใหญ่ที่เติบโตท่ามกลางบนแผ่นดินซึ่งลุกเป็นไฟ
แต่คือเถาวัลย์หนามสีแดงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่าอันกว้างใหญ่
มันคือพืชปรสิตที่เกาะเกี่ยวและสูบชีวิตจากผืนป่าสีชาด
มีขนาดของเถาวัลย์ตั้งแต่หนึ่งเซนติเมตรไปจนถึงหนึ่งเมตร
มีความยาวเหลือคนานับ เพราะมันปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า
อาจกล่าวได้ว่า ป่าแห่งนี้ทั้งหมดคือร่างกายของมัน
เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในผืนป่า ไม่ต่างอะไรไปจากแหล่งอาหารสำรองหรือสัตว์เลี้ยงของมัน
ทุกชีวิตในผืนป่าคืออาหารของมัน
ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มนักเรียนไร้ประสบการณ์กลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
“กรี๊ดดด!? ”
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
หลังจากสิ้นเสียงตะโกนของเยลโล่ ต้นเถาวัลย์หนามสีแดงที่รายล้อมก็พุ่งโจมตีใส่พวกเราในทันที
มันพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่คิดที่จะให้พวกเราหลบหนีไปได้
คนที่เคลื่อนไหวตอบสนองการโจมตีนี้ก่อนใคร คือพวกกลุ่มในแนวหน้าของพวกเรา
ไพไรต์ พรุน ซุนไกท์ และโนอาร์
พวกเขาทั้งสี่คนวิ่งกระจายออกสี่ทิศ เพื่อหมายรับมือปกป้องกลุ่มสนับสนุนอย่างฉันหรือโฮป
ดาบ ไม้พลอง วิชาหมัดมวยและหมัดแมวถูกงัดออกมาใช้เพื่อต่อต้านการรุกโจมตีราวห่าฝนของเถาวัลย์หนาม
โฮปใช้ปืนดาบยิงแสงรังสีคู่กับธนูของไฮเจน
และสุดท้ายคือฉันกับเยลโล่ที่เตรียมประสานพลังภูติเพื่อปล่อยการโจมตีที่จะปิดฉากศัตรู
ส่วนแฟตนั้น ดูเหมือนจะขุดดินหายตัวไปแล้วดอง...
"เยอะไปแล้ว! "
ไพไรต์กรีดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ไปพร้อมกับเหวี่ยงดาบทั้งสองเล่มในมือ
เพลงดาบของเขาดูดุดันและสง่างาม
เป็นเพลงดาบที่ซื่อตรงและมีพลัง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า
เส้นขนสีทองพริ้วไหวไปพร้อมการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
เส้นสีดำและขาวจากการวาดดาบได้ตัดกับเส้นขนสีทองของเขา
ราวกับเป็นเขี้ยวสีขาวและดำที่หมายจะขย้ำเหยื่อของปีศาจสีทองผู้น่ากลัว
ใช่ ฉันรู้สึกเหมือนเห็นภาพของปีศาจสีทองซ้อนทับการวิธีต่อสู้ของไพไรต์
พรุนเองก็ประสานงานระหว่างวิชาหมัดกับเวทมนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม
สิทธิ์ในการใช้พลังควบคุมธรรมชาติของเผ่าภูติ ซึ่งเผ่าอื่นเรียกว่า [เวทมนตร์และอาคม] นั้น หาได้ถูกกำจัดเฉพาะเพียงแต่เผ่าภูติอีกต่อไป
แหวนกระตุ้นพลังที่สร้างเลียนแบบอวัยวะควบคุมเวทของภูติ เริ่มส่องประกายเป็นเส้นแสงสีเหลืองออกมา
เส้นแสงนั้นห่อหุ้มหมัดขวาของพรุนเอาไว้
ทุกครั้งที่พรุนเหวี่ยงหมัด เป็นต้องเกิดเสี่ยงอากาศแตกดังลั่นพร้อมกับมีสายฟ้าฟาดยิงออกไป
[หมัดสายฟ้า] หนึ่งในวิชาที่พรุนฝึกฝนและคิดขึ้นมาเอง
สายฟ้านั้นกระแทกเข้ากับเถาวัลย์หนาม จนพวกมันกระเด็นออกห่างราวสามเมตร ก่อนจะแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอีก
เป็นหมัดที่ทรงพลังและดูจูบิเนียวมากเลยละดอง
ในอีกมุมหนึ่ง
โนอาร์จากชนเผ่าท้องถิ่น
อารยะธรรมของพวกเขานั้นล้าหลัง จึงไม่มีทางที่จะมีหุ่นยนต์ได้
แต่ฉันได้ยินชัดเจน ว่าเธอแนะนำตัวเองว่าเป็นหุ่นยนต์
อืม… ฉันว่าตัวเองคงหูฟาดไปเองละมั้งดอง?
รูปแบบการต่อสู้ของเธอคือวิชาที่เรียกว่า [หมัดแมวเหมียว~]
อะไรคือหมัดแมวเหมียวละนั่น?
เป็นวิชาหมัดที่สามารถสร้างพายุขึ้นมาได้ผิดกับชื่อที่น่ารักของมัน
พูดตามตรงว่าดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับแมวตรงไหนเลยสักนิด
ทุกครั้งที่เธอปล่อยหมัด เป็นต้องเกิดพายุที่รุนแรงออกมาทุกครั้ง
เธอมีวิชาต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้หุ่นยนต์อย่างจาวิส แถมยังสามารถสร้างบาเรียได้ด้วย เรียกได้ว่ามีความคล้ายคลึงเหมือนกับจาวิสเลยละ
แถมเลือดยังเป็นสีใสอีกด้วย
หรือว่าจะเป็นหุ่นยนต์จริง ๆ …
“หมัดแมวเหมียว~”
คงไม่น่าเป็นไปได้หรอกมั้งดอง
"เข้ามาเลย! "
เสียงตะโกนของซุนไกท์ดังขึ้นจนดึงสายตาของฉันไปที่เขา
อาวุธของบุรุษกอลิล่าหุ่นดีหน้าหล่อผู้นี้ คือไม้พลองสีขาว
มันสามารถดึงยืดหดได้ตามใจผู้ใช้จะปราถนา
ดูเหมือนว่าจะยืดได้มากสุดอยู่ที่สามเมตร
เขาหมุดควงไม้พลองเหนือหัวอย่างรวดเร็วราวใบพัด ก่อนจะฟาดมันออกไปใส่เถาวัลย์อย่างรุนแรง
วิธีต่อสู้ของเขานั้นดูป่าเถื่อนผิดกับไพไรต์ราวกับเป็นขั้วตรงข้าม
หากให้เทียบแล้ว ไพไรต์คือการต่อสู้ของคนที่มีวิชา ส่วนซุนไกท์นั้น คือการต่อสู้ของพวกนักเลงเช่นนั้น
แต่แนวหน้าของพวกเราไม่สามารถซื้อเวลาได้นานนัก
ศัตรูของเราคือผืนป่า คนเพียงสี่คนไม่มีทางหยุดยั้งจำนวนที่โถมเข้ามามากขนาดนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว
"หลุดเข้ามาแล้ว! "
โฮปกรีดเสียงพร้อมกับใช้ดาบสีดำมาตรฐานของโรงเรียนมาใช้โจมตี
เขาตวัดดาบฟันใส่ที่ว่างตรงหน้า
ถ้าอาวุธรังสีถูกสร้างในรูปร่างอื่น วิธีการยิงรังสีก็จะต่างออกไปอย่างที่เห็น
ปลายดาบดำเปล่งแสงพร้อมกับยิงคลื่นรังสีความร้อนออกไปในลักษณะรูปคลื่นดาบ
คลื่นรังสีจันทร์เสี้ยวขนาดหนึ่งเมตร ได้ปะทะและจมหายไปในคลื่นเถาวัลย์ที่โถมเข้ามา
ราวกับการโจมตีของโฮปหาได้สลักสำคัญอันใดไม่
"เหมือนเอาหินโยนใส่มหาสมุทรเลยแฮะ"
ไฮเจนพูดเช่นนั้นพร้อมกับกางปีกบินขึ้นสูงสามเมตร
เผ่ามนุษย์นกนั้นไม่มีแขนเหมือนเผ่าอื่น
พวกเขามีปีกในการบินและใช้ขาในการทำงานละเอียด
ถึงจะมีคนหัวใสประดิษฐ์แขนกลขายให้เผ่าพวกเขาใช้งาน แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหรนัก
ดังนั้นเวลาจะใช้งานอาวุธ พวกเขาจึงต้องขึ้นบินเพื่อให้สามารถใช้ขาได้อย่างอิสระอย่างที่เห็น
"เจอระเบิดกรดหน่อย! "
ลูกธนูที่ไฮเจนง้างและยิงออกไปรอบทิศพร้อมกันนั้น คือหัวกระสุนกรดซัลฟิวริกเข้มข้น
สารเหลวเหม็นฉุนจมูกได้แตกออกกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายใส่กลุ่มต้นเถาวัลย์
สายฝนกรดได้แผดเผาปลายเถาวัลย์หนาวสีแดงจนมอดไหม้ไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมิอาจหยุดยั้งคลื่นโจมตีได้อยู่ดี
วงล้อมเริ่มกระชั้นเข้ามาใกล้จนเหลืออีกเพียงหนึ่งห้าเมตรเท่านั้น
แผ่นหลังของแนวหน้าทั้งสีเริ่มเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัด
แบบนี้คงไม่ใช่เวลาจะมานั่งสะสมพลังแล้ว
"ลุยเลยเยลโล่! ดอง~"
"ได้! ปิว~"
เกิดประกายแสงออกมาจากปีกของพวกเราสองคนพร้อมกัน
สิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างในเวลาหนึ่งนาทีนี้ คือกองเพลิงขนาดใหญ่
จะฆ่าพืช ก็ต้องใช้ไฟนี่ละดีที่สุดแล้ว
เสาไฟขนาดสามเมตรได้พวยพุ่งขึ้นรอบตัวพวกเราเป็นกำแพงทรงกลม
เถาวัลย์สีแดงจมลงไปในกองเพลิงแทบจะในทันที
แล้วเปลวไฟนี้คงจะลุกลามต่อไปจนมอดไหม้ไปทั้งผืนป่า
[ลิลลี่ออฟซิเดียน ผู้เผาป่าปีศาจทั้งผืน] ฟังดูเป็นตำนานที่น่าชื่นชมไม่เลวเลยละดอง
"จบแล้ว ดอง~"
"ถ้ามีเวลามากกว่านี้ คงสร้างลูกใหญ่ไปแล้ว ปิว~"
"เอซคงไม่ถูกเผาตายไปก่อนใช่ไหมคะ…"
"ไม่ต้องห่วงหรอกพรุน หมอนั่นอึดจะตายไป ดอง~"
"ยัยงี่เง่า! พืชพวกนี้มันโตได้ทั้งที่อยู่ท่ามกลางลาวานะ! มันยังไม่ตาย! "
เสียงเอซดังลอดผ่านม่านเพลิงมาเตือนพวกเรา
แต่สายไปแล้ว
เถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมากพุ่งผ่านเปลวเพลิงราวกับสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ม่านอากาศ
มันเข้ามารัดพวกเราอย่างพร้อมเพรียงกันทุกด้านโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวได้ทันเวลา
"เหวอ!? "
แนวหน้าทั้งสี่คนถูกรัดร่างเอาไว้ทุกส่วน ตั้งแต่หัว แขน และขา
มีเพียงโนอาร์คนเดียวที่สามารถหลบออกมาได้ทัน
"กรี๊ด! "
"โอ๊ย! "
พวกเขาเริ่มกรีดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
ดูเหมือนว่าพวกเถาวัลย์จะโกรธแค้นที่พวกเราไปทำลายบางส่วนของมัน มันเลยเอาคืนด้วยการรัดจนแน่น ราวกับพยายามที่จะหักแขนและขาของพวกเขาลงมาให้ได้
“แย่แล้วดอง! ”
ฉันรีบตั้งสมาธิเพื่อเตรียมการโจมตีใหม่
ถ้าไฟไม่อาจเผามันได้ งั้นฉันจะทำลายมันด้วยพลังรูหนอนที่เรียนมาจากท่านแม่เอง
แต่มันต้องใช้เวลาสร้างถึงยี่สิบนาทีเลยนี่สิ
กว่าจะสร้างเสร็จ ทุกคนคงตายไปกันก่อนแล้ว
นี่ฉันควรจะทำยังไงดีดอง!
"ยัยบ้า มัวแต่เหม่ออะไรของเธอ! อันตราย! "
"โฮป? "
ในตอนนั้นเองที่มีกลุ่มเถาวัลย์กลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะรัดร่างของฉัน
โชคดีที่โฮปเข้ามาขวาง พร้อมกับใช้ดาบในมือตัดมันทิ้งเลยรอดมาได้
“ทั้งที่ผมยืนอยู่ใกล้กว่า แต่ไปช่วยสาวแทนซะงั้นเลยนะ ปิว! ไอโฮปจอมลามก! คนสารเลว! เลือกสาวดีกว่าเลือกเพื่อน! ”
“...”
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงด่าทอดังมาจากเยลโล่ที่ถูกเถาวัลย์จำนวนมากจับตัวไปแล้ว
“ไฮเจน นายพอมีเค้าลางอะไรบ้างมั้ย? ”
“ไม่ไหวโฮป มีแต่ลางสังหรณ์แย่ ๆ ทั้งนั้น! ”
ตอนนี้เหลือเพียงแค่พวกเราสามคนแล้วเท่านั้น ที่ยังไม่ถูกจับตัวไป
*กร๊อบ! *
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังน่ากลัวเกิดขึ้น
ฉันรีบหันไปดูทางต้นเสียงนั้น
ร่างของไพไรต์กำลังร่วงลงมาจากกลุ่มก้อนของเถาวัลย์ที่ลอยอยู่เหนือพื้น
แต่เขากลับรีบยืนขึ้นมา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนด้วยใบหน้าที่ซีดเป็นไข่ต้มแทน
เพราะเสียงดังน่ากลัวเมื่อกี้ไม่ใช่ดังมาจากร่างของไพไรต์
แต่เป็นร่างของโนอาร์ต่างหาก
ในกลุ่มก้อนของเถาวัลย์นั้น มีเส้นผมสีฟ้ากระจายอยู่ไปทั่ว พร้อมกับมีของเหลวใสไหลลงมาเป็นทาง
ชุดเมดสีดำของเธอถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ฉันเห็นแขนและขาที่ควรอยู่ติดกัน ถูกดึงกระจายออกไปคนละทิศละทางอย่างผิดธรรมชาติ
เธอคือเผ่ามนุษย์แมวที่มีความสูงเพียง 133 เซนติเมตร
แต่ทว่าส่วนหัว แขน และขาของเธอกลับแยกห่างออกจากกันมากกว่า 3 เมตร
“ท่านโนอาร์! ”
ไพไรต์กรีดร้องดังลั่น
บางทีเพื่อที่จะช่วยชีวิตของไพไรต์ เธอจึงยอมสละชีวิตของตัวเองเข้าเสี่ยงเช่นนี้
และนี่คือผลลัพธ์ของการช่วยชีวิตไพไรต์เอาไว้
มีคนตายไปแล้วคนหนึ่ง
ฉันมองดูไพไรต์ที่กำลังเหวี่ยงดาบอย่างบ้าคลั่งด้วยความคิดที่สับสน
ไม่จริงใช่มั้ยดอง?
นี่ไม่ใช่การบุกเบิกที่ฉันวาดฝันไว้นี่ดอง?
ไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เขียนอยู่ในหนังสือ [ตำนานของยอดวีรบุรุษบานา] เลยดอง
มัน… ไม่น่าจะอันตรายถึงขนาดนี้เลยนี่ดอง?
ฉันฝึกตัวเองมามากแล้ว
เอซเองก็เก่งกาจราวปีศาจ
แถมยังมีโนอาร์ที่เก่งพอ ๆ กับจาวิสอีกคน
แต่ทำไมทุกคนถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ไปได้ละ?
“เหวอ! ”
“โฮป! ”
อ๊า… คราวนี้โฮปถูกมันจับตัวไปอีกคนแล้ว
ฉัน… ควรทำยังไงดี?
เออ… เวลาแบบนี้ เสกนิวเคลียร์มาลงสักลูกดีมั้ย?
แต่นั่นมันต้องใช้เวลาในการสร้าง… แถมอาจจะทำให้ทุกคนตายไปพร้อมกันหมดเลยด้วย
หรือจะสร้างเสาแสงความร้องสูงลงมาปูพรมถล่ม…
“...”
ทำไมฉันถึงมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ดอง?
การผจญภัย การออกค้นหาสิ่งใหม่ในดินแดนลี้ลับของฉัน… มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้สิ…
“อ๊ะ? ”
เจ็บ...
ฉันก้มลงไปดูที่หน้าอกของตัวเอง
เถาวัลย์เส้นหนึ่งมันแทงทะลุเข้ามาที่ส่วนกระเพาะของฉัน
เจ็บ…
เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ!
“แงงงงงงง! เจ็บอ่า! น่ากลัว! มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิดอง! ”
เจ็บจนแทบอยากจะสลบไปตรงนี้เลย
แต่ถ้าหมดสติตรงนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองคงได้หมดสติไปตลอดกาล
เลยไม่อาจทำเช่นนั้นได้
ฉันพยายามต่อสู้กับตัวเอง และผืนประคองสติเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ทะ...ทุกคน…”
ฉันหันไปมองดูร่างของทุกคนที่ถูกเจ้าเถาวัลย์หนามแดงมัดเอาไว้
แม้แต่ไฮเจนเองก็ยังไม่รอด ส่วนไพไรต์เองก็ถูกจับตัวไปอีกครั้งแล้ว
ทุกคนถูกจับตัว…
ทุกคนกำลังจะตาย…
ตาย… เพราะฉันเป็นสาเหตุ…
ถ้าตอนนั้นฉันบอกให้ทุกคนหันหน้ากลับไปละก็…
ฉันมัน…
“ยังสายเกินไปที่จะยอมแพ้ค่ะ”
เสียงของแฟตได้ดังขึ้นท่ามกลางสติที่กำลังเลือนลางของฉัน
จริงสิ… ยังมีเหลืออยู่อีกคนหนึ่งที่ยังไม่ถูกจับตัว
บนพื้นดินด้านล่าง บนปากหลุมที่ขุดลึกลงไป มีร่างของเผ่ามนุษย์มดสวมเสื้อคลุมนักเรียนสีเทายืนอยู่คนหนึ่ง
ร่างนั้นสูงเพียงหนึ่งเมตร มีผิวสีแดง มีแขน ขา และดวงตาที่เหมือนกับมด
เธอคือ [แฟต] หนึ่งในมันสมองของกลุ่มพวกเรา
“ขอโทษที่เสียเวลาสร้างเจ้านี่นานไปหน่อยคะ”
แฟตกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับรีบกระโดดออกมาจากปากหลุม
ทันทีที่เธอโผล่ขึ้นมาจากผิวดิน เธอก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในทันที
แต่เธอยืนนิ่งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบการโจมตีเลยแม้แต่น้อย
เพราะมันไม่จำเป็นเลยสักนิด
ในพริบตานั้นเองที่ปากหลุมดินได้เกิดระเบิดขึ้น
มีวัตถุสีดำขนาดเล็กถูกยิงขึ้นท้องฟ้าออกมาจากปากหลุมนั้น
สิ่งนั้นพุ่งขึ้นไปใส่กลุ่มก้อนของหมอกควันที่บดบังท้องฟ้าแถบนี้ ก่อนจะระเบิดออกใจกลางอากาศ
แรงระเบิดนั้นได้พัดเอาหมอกควันให้ปลิวกระจายตัว จนท้องฟ้าเปิดชั่วขณะพร้อมกับที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเหนือผืนป่า
“แรงรัด… เบาลงแล้วดอง! ”
“หลุดออกมาได้เฟ้ย! ”
แสงอาทิตย์นั้นทำให้เถาวัย์หนามสีแดงเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง
พวกเรารีบหนีออกมาจากการพันธนาการของมันแทบจะในทันที
“อย่าพึ่งรีบดีใจไปค่ะ ระเบิดแค่นั้นเดียวลมก็พัดหมอกลงมาปกคลุมเหมือนเดิมแล้ว คุณลี่ คุณเยลโล่ค่ะ ถ้ามีแรงเหลือรบกวนช่วยสร้างรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้นด้วยค่ะ”
“? ”
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้วค่ะ ถ้าไม่คิดทำ ก็เหลือทางเดียว คือหาทางข้ามแม่น้ำลาวาไปอีกฟากในช่วงเวลานี้เท่านั้นค่ะ”
“... เข้าใจแล้วดอง”
ฉันเค้นพลังเฮือกสุดท้ายในการสร้างรังสีอัลตราไวโอเลต
เนื่องจากเยลโล่ไม่เข้าใจในกระบวนการเกิดรังสี เลยทำหน้าทีเป็นผู้สนับสนุนในการประสานพลังแทน
รังสีเหนือม่วงที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แผ่ขยายออกไปโดยรอบทุกทิศทาง
แล้วพริบตานั้นเอง ที่เหล่าต้นไม้มีชีวิตทั้งหลายเกิดอาการชักกระตุกทีหนึ่ง ก่อนจะแน่นิ่งไม่ขยับอีกต่อไป
รวมไปถึงเถาวัลย์สีแดงอันร้ายกาจเมื่อกี้ด้วย
ราวกับว่ารังสีอัลตราไวโอเลตได้ฆ่าพวกมันตายไปแล้ว
“ได้ผล… ”
ฉันพูดอย่างอ่อนล้า
ถึงจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ฉันไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะว่าโนอาร์ได้ตายไปแล้ว และคนตายจะไม่มีวันกลับมาอีก
ถ้าเธอเป็นหุ่นยนต์อย่างที่เคยได้ยิน คงมีโอกาสซ่อมกลับมาได้
แต่โลกนี้คงไม่ได้สวยหรูเช่นนั้น เพราะเธอไม่น่าจะเป็นหุ่นยนต์
หุ่นยนต์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด มีเพียงแค่จาวิสของท่าพ่อเท่านั้น และไม่น่ามีใครสร้างเลียนแบบได้
โนอาร์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เลิกหลอกตัวเองเถอะดอง
โนอาร์ตายไปแล้วดอง...
ฉัน… พาคนมาตายเพราะความต้องการและความนึกสนุกของตัวเอง
เลือดสีแดงอ่อนของฉันยังคงไหลออกมาจากบาดแผลตรงหน้าอกไม่หยุด
สติเริ่มพร่ามัว
ทุกอย่างเริ่มมืดบอด
ทุกอย่าง… ช่างมืดมิด...