Pioneer Era

    ตอนที่ 33 ป่าสีชาด (2)

    ป่าที่อยู่ในหุบเขาสีชาดนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่า [ป่าสีชาด]

    เพราะว่ามันมีสีแดง จึงถูกตั้งชื่อว่าสีชาดเช่นนั้นหรือ?

    ใช่ มันเป็นเช่นนั้น

    เจ้าป่าแห่งนี้ไม่ใช่สัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ข้างใน

    ไม่ใช่เหล่าพืชมีชีวิตน้อยใหญ่ที่เติบโตท่ามกลางบนแผ่นดินซึ่งลุกเป็นไฟ

    แต่คือเถาวัลย์หนามสีแดงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่าอันกว้างใหญ่

    มันคือพืชปรสิตที่เกาะเกี่ยวและสูบชีวิตจากผืนป่าสีชาด

    มีขนาดของเถาวัลย์ตั้งแต่หนึ่งเซนติเมตรไปจนถึงหนึ่งเมตร

    มีความยาวเหลือคนานับ เพราะมันปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า

    อาจกล่าวได้ว่า ป่าแห่งนี้ทั้งหมดคือร่างกายของมัน

    เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในผืนป่า ไม่ต่างอะไรไปจากแหล่งอาหารสำรองหรือสัตว์เลี้ยงของมัน

    ทุกชีวิตในผืนป่าคืออาหารของมัน

    ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มนักเรียนไร้ประสบการณ์กลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน



    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “กรี๊ดดด!? ”

    ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

    หลังจากสิ้นเสียงตะโกนของเยลโล่ ต้นเถาวัลย์หนามสีแดงที่รายล้อมก็พุ่งโจมตีใส่พวกเราในทันที

    มันพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่คิดที่จะให้พวกเราหลบหนีไปได้

    คนที่เคลื่อนไหวตอบสนองการโจมตีนี้ก่อนใคร คือพวกกลุ่มในแนวหน้าของพวกเรา

    ไพไรต์ พรุน ซุนไกท์ และโนอาร์

    พวกเขาทั้งสี่คนวิ่งกระจายออกสี่ทิศ เพื่อหมายรับมือปกป้องกลุ่มสนับสนุนอย่างฉันหรือโฮป

    ดาบ ไม้พลอง วิชาหมัดมวยและหมัดแมวถูกงัดออกมาใช้เพื่อต่อต้านการรุกโจมตีราวห่าฝนของเถาวัลย์หนาม

    โฮปใช้ปืนดาบยิงแสงรังสีคู่กับธนูของไฮเจน

    และสุดท้ายคือฉันกับเยลโล่ที่เตรียมประสานพลังภูติเพื่อปล่อยการโจมตีที่จะปิดฉากศัตรู

    ส่วนแฟตนั้น ดูเหมือนจะขุดดินหายตัวไปแล้วดอง...



    "เยอะไปแล้ว! "

    ไพไรต์กรีดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ไปพร้อมกับเหวี่ยงดาบทั้งสองเล่มในมือ

    เพลงดาบของเขาดูดุดันและสง่างาม

    เป็นเพลงดาบที่ซื่อตรงและมีพลัง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า

    เส้นขนสีทองพริ้วไหวไปพร้อมการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

    เส้นสีดำและขาวจากการวาดดาบได้ตัดกับเส้นขนสีทองของเขา

    ราวกับเป็นเขี้ยวสีขาวและดำที่หมายจะขย้ำเหยื่อของปีศาจสีทองผู้น่ากลัว

    ใช่ ฉันรู้สึกเหมือนเห็นภาพของปีศาจสีทองซ้อนทับการวิธีต่อสู้ของไพไรต์



    พรุนเองก็ประสานงานระหว่างวิชาหมัดกับเวทมนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม

    สิทธิ์ในการใช้พลังควบคุมธรรมชาติของเผ่าภูติ ซึ่งเผ่าอื่นเรียกว่า [เวทมนตร์และอาคม] นั้น หาได้ถูกกำจัดเฉพาะเพียงแต่เผ่าภูติอีกต่อไป

    แหวนกระตุ้นพลังที่สร้างเลียนแบบอวัยวะควบคุมเวทของภูติ เริ่มส่องประกายเป็นเส้นแสงสีเหลืองออกมา

    เส้นแสงนั้นห่อหุ้มหมัดขวาของพรุนเอาไว้

    ทุกครั้งที่พรุนเหวี่ยงหมัด เป็นต้องเกิดเสี่ยงอากาศแตกดังลั่นพร้อมกับมีสายฟ้าฟาดยิงออกไป

    [หมัดสายฟ้า] หนึ่งในวิชาที่พรุนฝึกฝนและคิดขึ้นมาเอง

    สายฟ้านั้นกระแทกเข้ากับเถาวัลย์หนาม จนพวกมันกระเด็นออกห่างราวสามเมตร ก่อนจะแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอีก

    เป็นหมัดที่ทรงพลังและดูจูบิเนียวมากเลยละดอง



    ในอีกมุมหนึ่ง

    โนอาร์จากชนเผ่าท้องถิ่น

    อารยะธรรมของพวกเขานั้นล้าหลัง จึงไม่มีทางที่จะมีหุ่นยนต์ได้

    แต่ฉันได้ยินชัดเจน ว่าเธอแนะนำตัวเองว่าเป็นหุ่นยนต์

    อืม… ฉันว่าตัวเองคงหูฟาดไปเองละมั้งดอง?

    รูปแบบการต่อสู้ของเธอคือวิชาที่เรียกว่า [หมัดแมวเหมียว~]

    อะไรคือหมัดแมวเหมียวละนั่น?

    เป็นวิชาหมัดที่สามารถสร้างพายุขึ้นมาได้ผิดกับชื่อที่น่ารักของมัน

    พูดตามตรงว่าดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับแมวตรงไหนเลยสักนิด

    ทุกครั้งที่เธอปล่อยหมัด เป็นต้องเกิดพายุที่รุนแรงออกมาทุกครั้ง

    เธอมีวิชาต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้หุ่นยนต์อย่างจาวิส แถมยังสามารถสร้างบาเรียได้ด้วย เรียกได้ว่ามีความคล้ายคลึงเหมือนกับจาวิสเลยละ

    แถมเลือดยังเป็นสีใสอีกด้วย

    หรือว่าจะเป็นหุ่นยนต์จริง ๆ …

    “หมัดแมวเหมียว~”

    คงไม่น่าเป็นไปได้หรอกมั้งดอง



    "เข้ามาเลย! "

    เสียงตะโกนของซุนไกท์ดังขึ้นจนดึงสายตาของฉันไปที่เขา

    อาวุธของบุรุษกอลิล่าหุ่นดีหน้าหล่อผู้นี้ คือไม้พลองสีขาว

    มันสามารถดึงยืดหดได้ตามใจผู้ใช้จะปราถนา

    ดูเหมือนว่าจะยืดได้มากสุดอยู่ที่สามเมตร

    เขาหมุดควงไม้พลองเหนือหัวอย่างรวดเร็วราวใบพัด ก่อนจะฟาดมันออกไปใส่เถาวัลย์อย่างรุนแรง

    วิธีต่อสู้ของเขานั้นดูป่าเถื่อนผิดกับไพไรต์ราวกับเป็นขั้วตรงข้าม

    หากให้เทียบแล้ว ไพไรต์คือการต่อสู้ของคนที่มีวิชา ส่วนซุนไกท์นั้น คือการต่อสู้ของพวกนักเลงเช่นนั้น



    แต่แนวหน้าของพวกเราไม่สามารถซื้อเวลาได้นานนัก

    ศัตรูของเราคือผืนป่า คนเพียงสี่คนไม่มีทางหยุดยั้งจำนวนที่โถมเข้ามามากขนาดนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว

    "หลุดเข้ามาแล้ว! "

    โฮปกรีดเสียงพร้อมกับใช้ดาบสีดำมาตรฐานของโรงเรียนมาใช้โจมตี

    เขาตวัดดาบฟันใส่ที่ว่างตรงหน้า

    ถ้าอาวุธรังสีถูกสร้างในรูปร่างอื่น วิธีการยิงรังสีก็จะต่างออกไปอย่างที่เห็น

    ปลายดาบดำเปล่งแสงพร้อมกับยิงคลื่นรังสีความร้อนออกไปในลักษณะรูปคลื่นดาบ

    คลื่นรังสีจันทร์เสี้ยวขนาดหนึ่งเมตร ได้ปะทะและจมหายไปในคลื่นเถาวัลย์ที่โถมเข้ามา

    ราวกับการโจมตีของโฮปหาได้สลักสำคัญอันใดไม่

    "เหมือนเอาหินโยนใส่มหาสมุทรเลยแฮะ"

    ไฮเจนพูดเช่นนั้นพร้อมกับกางปีกบินขึ้นสูงสามเมตร

    เผ่ามนุษย์นกนั้นไม่มีแขนเหมือนเผ่าอื่น

    พวกเขามีปีกในการบินและใช้ขาในการทำงานละเอียด

    ถึงจะมีคนหัวใสประดิษฐ์แขนกลขายให้เผ่าพวกเขาใช้งาน แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหรนัก

    ดังนั้นเวลาจะใช้งานอาวุธ พวกเขาจึงต้องขึ้นบินเพื่อให้สามารถใช้ขาได้อย่างอิสระอย่างที่เห็น

    "เจอระเบิดกรดหน่อย! "

    ลูกธนูที่ไฮเจนง้างและยิงออกไปรอบทิศพร้อมกันนั้น คือหัวกระสุนกรดซัลฟิวริกเข้มข้น

    สารเหลวเหม็นฉุนจมูกได้แตกออกกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายใส่กลุ่มต้นเถาวัลย์

    สายฝนกรดได้แผดเผาปลายเถาวัลย์หนาวสีแดงจนมอดไหม้ไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมิอาจหยุดยั้งคลื่นโจมตีได้อยู่ดี

    วงล้อมเริ่มกระชั้นเข้ามาใกล้จนเหลืออีกเพียงหนึ่งห้าเมตรเท่านั้น

    แผ่นหลังของแนวหน้าทั้งสีเริ่มเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัด



    แบบนี้คงไม่ใช่เวลาจะมานั่งสะสมพลังแล้ว

    "ลุยเลยเยลโล่! ดอง~"

    "ได้! ปิว~"

    เกิดประกายแสงออกมาจากปีกของพวกเราสองคนพร้อมกัน

    สิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างในเวลาหนึ่งนาทีนี้ คือกองเพลิงขนาดใหญ่

    จะฆ่าพืช ก็ต้องใช้ไฟนี่ละดีที่สุดแล้ว

    เสาไฟขนาดสามเมตรได้พวยพุ่งขึ้นรอบตัวพวกเราเป็นกำแพงทรงกลม

    เถาวัลย์สีแดงจมลงไปในกองเพลิงแทบจะในทันที

    แล้วเปลวไฟนี้คงจะลุกลามต่อไปจนมอดไหม้ไปทั้งผืนป่า

    [ลิลลี่ออฟซิเดียน ผู้เผาป่าปีศาจทั้งผืน] ฟังดูเป็นตำนานที่น่าชื่นชมไม่เลวเลยละดอง

    "จบแล้ว ดอง~"

    "ถ้ามีเวลามากกว่านี้ คงสร้างลูกใหญ่ไปแล้ว ปิว~"

    "เอซคงไม่ถูกเผาตายไปก่อนใช่ไหมคะ…"

    "ไม่ต้องห่วงหรอกพรุน หมอนั่นอึดจะตายไป ดอง~"

    "ยัยงี่เง่า! พืชพวกนี้มันโตได้ทั้งที่อยู่ท่ามกลางลาวานะ! มันยังไม่ตาย! "

    เสียงเอซดังลอดผ่านม่านเพลิงมาเตือนพวกเรา

    แต่สายไปแล้ว

    เถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมากพุ่งผ่านเปลวเพลิงราวกับสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ม่านอากาศ

    มันเข้ามารัดพวกเราอย่างพร้อมเพรียงกันทุกด้านโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวได้ทันเวลา

    "เหวอ!? "

    แนวหน้าทั้งสี่คนถูกรัดร่างเอาไว้ทุกส่วน ตั้งแต่หัว แขน และขา

    มีเพียงโนอาร์คนเดียวที่สามารถหลบออกมาได้ทัน

    "กรี๊ด! "

    "โอ๊ย! "

    พวกเขาเริ่มกรีดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

    ดูเหมือนว่าพวกเถาวัลย์จะโกรธแค้นที่พวกเราไปทำลายบางส่วนของมัน มันเลยเอาคืนด้วยการรัดจนแน่น ราวกับพยายามที่จะหักแขนและขาของพวกเขาลงมาให้ได้

    “แย่แล้วดอง! ”

    ฉันรีบตั้งสมาธิเพื่อเตรียมการโจมตีใหม่

    ถ้าไฟไม่อาจเผามันได้ งั้นฉันจะทำลายมันด้วยพลังรูหนอนที่เรียนมาจากท่านแม่เอง

    แต่มันต้องใช้เวลาสร้างถึงยี่สิบนาทีเลยนี่สิ

    กว่าจะสร้างเสร็จ ทุกคนคงตายไปกันก่อนแล้ว

    นี่ฉันควรจะทำยังไงดีดอง!

    "ยัยบ้า มัวแต่เหม่ออะไรของเธอ! อันตราย! "

    "โฮป? "

    ในตอนนั้นเองที่มีกลุ่มเถาวัลย์กลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะรัดร่างของฉัน

    โชคดีที่โฮปเข้ามาขวาง พร้อมกับใช้ดาบในมือตัดมันทิ้งเลยรอดมาได้

    “ทั้งที่ผมยืนอยู่ใกล้กว่า แต่ไปช่วยสาวแทนซะงั้นเลยนะ ปิว! ไอโฮปจอมลามก! คนสารเลว! เลือกสาวดีกว่าเลือกเพื่อน! ”

    “...”

    ก่อนจะตามมาด้วยเสียงด่าทอดังมาจากเยลโล่ที่ถูกเถาวัลย์จำนวนมากจับตัวไปแล้ว

    “ไฮเจน นายพอมีเค้าลางอะไรบ้างมั้ย? ”

    “ไม่ไหวโฮป มีแต่ลางสังหรณ์แย่ ๆ ทั้งนั้น! ”

    ตอนนี้เหลือเพียงแค่พวกเราสามคนแล้วเท่านั้น ที่ยังไม่ถูกจับตัวไป

    *กร๊อบ! *

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังน่ากลัวเกิดขึ้น

    ฉันรีบหันไปดูทางต้นเสียงนั้น

    ร่างของไพไรต์กำลังร่วงลงมาจากกลุ่มก้อนของเถาวัลย์ที่ลอยอยู่เหนือพื้น

    แต่เขากลับรีบยืนขึ้นมา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนด้วยใบหน้าที่ซีดเป็นไข่ต้มแทน

    เพราะเสียงดังน่ากลัวเมื่อกี้ไม่ใช่ดังมาจากร่างของไพไรต์

    แต่เป็นร่างของโนอาร์ต่างหาก

    ในกลุ่มก้อนของเถาวัลย์นั้น มีเส้นผมสีฟ้ากระจายอยู่ไปทั่ว พร้อมกับมีของเหลวใสไหลลงมาเป็นทาง

    ชุดเมดสีดำของเธอถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    ฉันเห็นแขนและขาที่ควรอยู่ติดกัน ถูกดึงกระจายออกไปคนละทิศละทางอย่างผิดธรรมชาติ

    เธอคือเผ่ามนุษย์แมวที่มีความสูงเพียง 133 เซนติเมตร

    แต่ทว่าส่วนหัว แขน และขาของเธอกลับแยกห่างออกจากกันมากกว่า 3 เมตร

    “ท่านโนอาร์! ”

    ไพไรต์กรีดร้องดังลั่น

    บางทีเพื่อที่จะช่วยชีวิตของไพไรต์ เธอจึงยอมสละชีวิตของตัวเองเข้าเสี่ยงเช่นนี้

    และนี่คือผลลัพธ์ของการช่วยชีวิตไพไรต์เอาไว้



    มีคนตายไปแล้วคนหนึ่ง

    ฉันมองดูไพไรต์ที่กำลังเหวี่ยงดาบอย่างบ้าคลั่งด้วยความคิดที่สับสน

    ไม่จริงใช่มั้ยดอง?

    นี่ไม่ใช่การบุกเบิกที่ฉันวาดฝันไว้นี่ดอง?

    ไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เขียนอยู่ในหนังสือ [ตำนานของยอดวีรบุรุษบานา] เลยดอง

    มัน… ไม่น่าจะอันตรายถึงขนาดนี้เลยนี่ดอง?

    ฉันฝึกตัวเองมามากแล้ว

    เอซเองก็เก่งกาจราวปีศาจ

    แถมยังมีโนอาร์ที่เก่งพอ ๆ กับจาวิสอีกคน

    แต่ทำไมทุกคนถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ไปได้ละ?

    “เหวอ! ”

    “โฮป! ”

    อ๊า… คราวนี้โฮปถูกมันจับตัวไปอีกคนแล้ว

    ฉัน… ควรทำยังไงดี?

    เออ… เวลาแบบนี้ เสกนิวเคลียร์มาลงสักลูกดีมั้ย?

    แต่นั่นมันต้องใช้เวลาในการสร้าง… แถมอาจจะทำให้ทุกคนตายไปพร้อมกันหมดเลยด้วย

    หรือจะสร้างเสาแสงความร้องสูงลงมาปูพรมถล่ม…

    “...”

    ทำไมฉันถึงมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ดอง?

    การผจญภัย การออกค้นหาสิ่งใหม่ในดินแดนลี้ลับของฉัน… มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้สิ…

    “อ๊ะ? ”

    เจ็บ...

    ฉันก้มลงไปดูที่หน้าอกของตัวเอง

    เถาวัลย์เส้นหนึ่งมันแทงทะลุเข้ามาที่ส่วนกระเพาะของฉัน

    เจ็บ…

    เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ!

    “แงงงงงงง! เจ็บอ่า! น่ากลัว! มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิดอง! ”

    เจ็บจนแทบอยากจะสลบไปตรงนี้เลย

    แต่ถ้าหมดสติตรงนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองคงได้หมดสติไปตลอดกาล

    เลยไม่อาจทำเช่นนั้นได้

    ฉันพยายามต่อสู้กับตัวเอง และผืนประคองสติเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

    “ทะ...ทุกคน…”

    ฉันหันไปมองดูร่างของทุกคนที่ถูกเจ้าเถาวัลย์หนามแดงมัดเอาไว้

    แม้แต่ไฮเจนเองก็ยังไม่รอด ส่วนไพไรต์เองก็ถูกจับตัวไปอีกครั้งแล้ว

    ทุกคนถูกจับตัว…

    ทุกคนกำลังจะตาย…

    ตาย… เพราะฉันเป็นสาเหตุ…

    ถ้าตอนนั้นฉันบอกให้ทุกคนหันหน้ากลับไปละก็…

    ฉันมัน…



    “ยังสายเกินไปที่จะยอมแพ้ค่ะ”

    เสียงของแฟตได้ดังขึ้นท่ามกลางสติที่กำลังเลือนลางของฉัน

    จริงสิ… ยังมีเหลืออยู่อีกคนหนึ่งที่ยังไม่ถูกจับตัว

    บนพื้นดินด้านล่าง บนปากหลุมที่ขุดลึกลงไป มีร่างของเผ่ามนุษย์มดสวมเสื้อคลุมนักเรียนสีเทายืนอยู่คนหนึ่ง

    ร่างนั้นสูงเพียงหนึ่งเมตร มีผิวสีแดง มีแขน ขา และดวงตาที่เหมือนกับมด

    เธอคือ [แฟต] หนึ่งในมันสมองของกลุ่มพวกเรา

    “ขอโทษที่เสียเวลาสร้างเจ้านี่นานไปหน่อยคะ”

    แฟตกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับรีบกระโดดออกมาจากปากหลุม

    ทันทีที่เธอโผล่ขึ้นมาจากผิวดิน เธอก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในทันที

    แต่เธอยืนนิ่งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบการโจมตีเลยแม้แต่น้อย

    เพราะมันไม่จำเป็นเลยสักนิด

    ในพริบตานั้นเองที่ปากหลุมดินได้เกิดระเบิดขึ้น

    มีวัตถุสีดำขนาดเล็กถูกยิงขึ้นท้องฟ้าออกมาจากปากหลุมนั้น

    สิ่งนั้นพุ่งขึ้นไปใส่กลุ่มก้อนของหมอกควันที่บดบังท้องฟ้าแถบนี้ ก่อนจะระเบิดออกใจกลางอากาศ

    แรงระเบิดนั้นได้พัดเอาหมอกควันให้ปลิวกระจายตัว จนท้องฟ้าเปิดชั่วขณะพร้อมกับที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเหนือผืนป่า

    “แรงรัด… เบาลงแล้วดอง! ”

    “หลุดออกมาได้เฟ้ย! ”

    แสงอาทิตย์นั้นทำให้เถาวัย์หนามสีแดงเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง

    พวกเรารีบหนีออกมาจากการพันธนาการของมันแทบจะในทันที

    “อย่าพึ่งรีบดีใจไปค่ะ ระเบิดแค่นั้นเดียวลมก็พัดหมอกลงมาปกคลุมเหมือนเดิมแล้ว คุณลี่ คุณเยลโล่ค่ะ ถ้ามีแรงเหลือรบกวนช่วยสร้างรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้นด้วยค่ะ”

    “? ”

    “ไม่มีเวลาอธิบายแล้วค่ะ ถ้าไม่คิดทำ ก็เหลือทางเดียว คือหาทางข้ามแม่น้ำลาวาไปอีกฟากในช่วงเวลานี้เท่านั้นค่ะ”

    “... เข้าใจแล้วดอง”

    ฉันเค้นพลังเฮือกสุดท้ายในการสร้างรังสีอัลตราไวโอเลต

    เนื่องจากเยลโล่ไม่เข้าใจในกระบวนการเกิดรังสี เลยทำหน้าทีเป็นผู้สนับสนุนในการประสานพลังแทน

    รังสีเหนือม่วงที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แผ่ขยายออกไปโดยรอบทุกทิศทาง

    แล้วพริบตานั้นเอง ที่เหล่าต้นไม้มีชีวิตทั้งหลายเกิดอาการชักกระตุกทีหนึ่ง ก่อนจะแน่นิ่งไม่ขยับอีกต่อไป

    รวมไปถึงเถาวัลย์สีแดงอันร้ายกาจเมื่อกี้ด้วย

    ราวกับว่ารังสีอัลตราไวโอเลตได้ฆ่าพวกมันตายไปแล้ว

    “ได้ผล… ”

    ฉันพูดอย่างอ่อนล้า

    ถึงจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ฉันไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย

    เพราะว่าโนอาร์ได้ตายไปแล้ว และคนตายจะไม่มีวันกลับมาอีก

    ถ้าเธอเป็นหุ่นยนต์อย่างที่เคยได้ยิน คงมีโอกาสซ่อมกลับมาได้

    แต่โลกนี้คงไม่ได้สวยหรูเช่นนั้น เพราะเธอไม่น่าจะเป็นหุ่นยนต์

    หุ่นยนต์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด มีเพียงแค่จาวิสของท่าพ่อเท่านั้น และไม่น่ามีใครสร้างเลียนแบบได้

    โนอาร์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เลิกหลอกตัวเองเถอะดอง

    โนอาร์ตายไปแล้วดอง...

    ฉัน… พาคนมาตายเพราะความต้องการและความนึกสนุกของตัวเอง

    เลือดสีแดงอ่อนของฉันยังคงไหลออกมาจากบาดแผลตรงหน้าอกไม่หยุด

    สติเริ่มพร่ามัว

    ทุกอย่างเริ่มมืดบอด

    ทุกอย่าง… ช่างมืดมิด...