ภายในคฤหาสน์ตระกูลอัลดริช...โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและคราบน้ำตาของชาวเมืองฮาร์เรนดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วยกำแพงหินแกรนิตสูงตระหง่านและสวนดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันจากทาสรับใช้นับสิบชีวิต
แสงแดดยามสายส่องผ่านหน้าต่างกระจกสีสไตล์โกธิคลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อนขนาดยาวสีขาวบริสุทธิ์ ทอประกายระยิบระยับล้อกับเครื่องเงินและแก้วเจียระไนราคาแพงลิบลิ่ว อาหารชั้นเลิศจากทั่วทุกสารทิศถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีตงดงามราวกับงานศิลปะ ทั้งเนื้อวัวชั้นดีต้มเคี่ยวในซอสไวน์แดงจนเปื่อยนุ่ม ผลไม้หายากที่ต้องสั่งนำเข้าจากเมืองหลวงโดยใช้เวทมนตร์รักษาความสด และไวน์องุ่นปีเก่าราคาแพงระยับที่ส่งกลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วทั้งห้องโถงกว้าง
ที่หัวโต๊ะอันทรงเกียรติ...ไวเคานต์ เอริก อัลดริช ผู้ปกครองเมืองฮาร์เรน นั่งอ่านเอกสารการบริหารเมืองและการจัดเก็บภาษีอย่างสงบนิ่ง แววตาของเขาเ็าและลุ่มลึกดุจผืนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เสื้อคลุมผ้าไหมขลิบทองของเขาบ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์อันสูงส่งที่ไม่มีผู้ใดในเมืองชายแดนแห่งนี้กล้าท้าทาย ด้านข้างของเขาคือภรรยาคู่กาย เลดี้วิกตอเรีย หญิงสูงศักดิ์ผู้แต่งกายด้วยชุดกระโปรงลูกไม้บานฟูฟ่อง ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือตัว ส่วน อาเดล บุตรชายคนโต กำลังนั่งรับประทานอาหารอย่างสบายอารมณ์ มืออันเรียวยาวของเขาหยิบมีดและส้อมหรูหราหั่นเนื้อสเต็กเข้าปากทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า
"ข้าได้ยินข่าวจากทหารหน้าประตูรายงานมาว่า ่นี้เ้าออกไปเดินตลาดในเมืองบ่อยๆ"
เอริกเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากม้วนกระดาษรายงานในมือ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความทรงอำนาจจนทำให้ข้ารับใช้ที่ยืนอยู่รอบๆ ต้องก้มหน้าลงต่ำด้วยความยำเกรง
อาเดลหยุดมือเล็กน้อย เขายกผ้าเช็ดปากขึ้นซับมุมปากเบาๆ ก่อนจะยิ้มบางออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
"ข้าก็แค่ไปตรวจดูความเป็อยู่ประชาชนครับ ท่านพ่อ" อาเดลตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแววตากลับฉายแววความสนุกสนานที่ได้ออกไปข่มเหงผู้คนในทุกๆวัน "ในฐานะทายาทของตระกูล ข้าคิดว่ามันเป็หน้าที่ที่ต้องออกไปรับรู้ความเป็อยู่ของพวกชาวบ้านต่ำต้อยเ่าั้"
ผู้เป็แม่ เลดี้วิกตอเรีย เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มกว้างออกมาด้วยความภาคภูมิใจ นางหัวเราะอย่างอ่อนโยนพลางเอื้อมมือไปลูบหลังมือของลูกชายเบาๆ
"ลูกของเราเริ่มทำหน้าที่ขุนนางแล้วสินะคะเอริก ดูสิ...รู้จักออกไปดูแลสารทุกข์สุกดิบของพวกไพร่ฟ้าหน้าใสั้แ่ยังหนุ่มยังแน่น ช่างน่าชื่นใจจริง ๆ"
เอริกวางช้อนและส้อมลงบนจานกระเบื้องเคลือบเสียงดัง เคร้ง เบา ๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบคู่ตวัดมองตรงไปยังบุตรชาย ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินความคิดของทายาทเพียงคนเดียว
"อาเดล..." เอริกเอ่ยเรียกเสียงเรียบ "เ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมโลกถึงแบ่งชนชั้น?"
อาเดลเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาประคองแก้วไวน์คริสตัลขึ้นมาหมุนเบา ๆ มองดูของเหลวสีแดงเข้มที่สะท้อนแสงแดดเป็ประกาย "เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากันครับ ท่านพ่อ...สายเือันสูงส่งของเราถูกคัดสรรมาโดยพระผู้เป็เ้า เพื่อให้แตกต่างจากพวกชาวบ้านที่เกิดจากโคลนตมพวกนั้น"
"ถูกต้อง" เอริกพยักหน้าอย่างพึงพอใจในคำตอบ ก่อนจะขยายความด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่อัดแน่นไปด้วยปรัชญาอันโหดร้ายของชนชั้นปกครอง
"สามัญชนเกิดมาเพื่อทำงานหนักและหลั่งเหงื่อต่างน้ำ"*
"ทหารเกิดมาเพื่อจับดาบและสละชีพปกป้องบ้านเมือง"*
"พ่อค้าเกิดมาเพื่อเสี่ยงโชคและสร้างผลประโยชน์"*
"ส่วนขุนนางอย่างพวกเรา..."
"...เกิดมาเพื่อปกครอง" เลดี้วิกตอเรียกล่าวเสริมทันทีด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทะนงตน แววตาของนางไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ต่ำกว่าแม้แต่น้อย "พวกเราคือสมองและจิติญญาของเมืองแห่งนี้ หากไม่มีพวกเราคอยชี้นำและควบคุม พวกชาวบ้านหน้าโง่เ่าั้ก็เป็เพียงแค่สัตว์ป่าที่ไร้ระเบียบและพร้อมจะเข่นฆ่ากันเอง"
นางหันไปสบตากับลูกชาย แววตาแปรเปลี่ยนเป็ความเข้มงวดและอบรมสั่งสอน "เพราะฉะนั้นอาเดล...อย่าได้รู้สึกผิดหากประชาชนต้องเสียสละเพื่อเ้า ไม่ว่าจะเป็ทรัพย์สิน แรงงาน หรือแม้กระทั่งชีวิต...เพราะสิ่งที่เ้าจะมอบให้พวกเขาเป็การตอบแทน คือความสงบสุขและระบบระเบียบของเมืองฮาร์เรนแห่งนี้"
อาเดลยิ้มกว้าง แววตาของเขาลิงโลดเมื่อได้รับคำยืนยันอันชอบธรรมจากบิดามารดา คำพูดเหล่านี้ทำให้ความชั่วช้าที่เขาทำนอกคฤหาสน์กลายเป็เื่ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมในพริบตา
"ถ้าอย่างนั้น..." อาเดลแสร้งทำเป็เอ่ยถามด้วยความซื่อตรง "การที่ข้าไปหยิบขนมปังหรือข้าวของจากร้านชาวบ้าน โดยไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายเพียงเล็กน้อย...ก็ถือเป็การตอบแทนผู้ปกครองสินะครับ? เพราะพวกเราเสียสละเวลาอันมีค่าลงไปเดินย่ำบนถนนสกปรกๆของพวกมัน"
ผู้เป็แม่ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจในความฉลาดหลักแหลมของลูกชาย "แน่นอนที่สุดจ้ะอาเดล! พวกมันควรภูมิใจเสียด้วยซ้ำที่ข้าวของราคาถูกๆ เ่าั้ได้มีโอกาสผ่านมือหรือเข้าไปอยู่ในท้องของคนในตระกูลอัลดริช ถือเป็เกียรติสูงสุดในชีวิตอันต้อยต่ำของพวกมันแล้ว"
เอริกไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามหรือตำหนิการกระทำอันป่าเถื่อนของลูกชาย แต่เขาขยับตัวตรง ั์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอาเดล พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดขาดเป็เชิงเตือนสติ
"จำไว้...เ้าเป็ลูกของข้า ในเมืองฮาร์เรนแห่งนี้ เ้าจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา..."
เอริกเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนจะเน้นย้ำประโยคสุดท้ายด้วยแรงกดดันอันมหาศาล "...ตราบใดที่ไม่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลมัวหมอง หรือสร้างความวุ่นวายจนควบคุมไม่ได้"
อาเดลก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม ทว่ามุมปากกลับเหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ "ขอรับ ท่านพ่อ... ข้าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเื่ระคายเคืองต่อชื่อเสียงของตระกูลเราอย่างแน่นอน"
่สายของวันเดียวกัน บรรยากาศภายในศาลประจำเมืองฮาร์เรนกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดและหนาวเหน็บ โถงพิจารณาคดีที่สร้างจากหินหยาบๆ ดูทึบและมืดมน มีเพียงแสงสว่างรำไรจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ตามผนัง
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าป่านเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและคราบฝุ่นดิน กำลังคุกเข่าเนื้อตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบเบื้องหน้าบัลลังก์สูงของผู้พิพากษา ใบหน้าของเขาซีดเผือด ขอบตาขอบตาดำคล้ำและแดงก่ำเพราะผ่านการอดหลับอดนอนและร่ำไห้มาตลอดทั้งคืน มืออันหยาบกร้านทั้งสองข้างกุมเข้าหากันแน่นราวกับกำลังยึดเหนี่ยวความหวังสุดท้ายในชีวิตเอาไว้
"ได้โปรด...ท่านผู้พิพากษาผู้เจริญ...ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด..." ชายผู้นั้นคร่ำครวญ เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจะฟังไม่เป็ภาษา "ลูกสาวของข้า...นางเพิ่งจะอายุสิบห้าปีเท่านั้น นางถูกพวกคุณชายอาเดลและกลุ่มเพื่อนฉุดกระชากตัวขึ้นรถม้าไปจากหน้าบ้านเมื่อคืนนี้...ข้าพยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกพวกทหารยามทุบตีจนสลบ...ช่วยนำตัวลูกสาวข้ากลับมาด้วยเถิดครับท่าน! ป่านนี้นางจะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้..."
ผู้พิพากษาวัยชราในชุดคลุมสีดำสนิทนั่งอยู่บนตำแหน่งที่สูงส่ง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับหุ่นสลักที่ไร้ความรู้สึก เขามือพลิกเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าไปมาอยู่ครู่หนึ่ง เสียงกระดาษสบกันดัง สวบสาบ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด ก่อนที่เขาจะปิดแฟ้มลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองชายผู้ทุกข์ระทมด้วยสายตาว่างเปล่า
"มีพยานหรือไม่" ผู้พิพากษาเอ่ยถามเสียงเรียบ
ชายคนนั้นก้มหน้าลงต่ำ หยาดน้ำตาไหลร่วงหล่นกระทบพื้นหิน "...ไม่มีครับ...ตอนนั้นเป็เวลาดึกสงัด ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันปิดประตูล็อคกลอนแ่า...ไม่มีใครกล้าเปิดประตูออกมาดูเลยครับ..."
"ถ้าเช่นนั้น...มีหลักฐานหรือไม่" ผู้พิพากษาถามต่อโดยไม่มีความเห็นใจในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
"ข...ข้ามีรอยแผลจากการถูกทหารยามทุบตีตรงนี้ครับท่าน! และมีเศษผ้าคลุมของพวกขุนนางตกอยู่ที่พื้นหน้าบ้าน..." ชายวัยกลางคนรีบละล่ำละลักบอกพลางชี้ไปที่รอยเขียวช้ำขนาดใหญ่บนใบหน้าและลำคอของตน
ผู้พิพากษาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะปิดแฟ้มเอกสารลงอย่างเป็ทางการ "รอยแผลบนตัวเ้า อาจเกิดจากการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น ส่วนเศษผ้าคลุมก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็ของใคร...ในเมื่อไม่มีพยานวัตถุหรือพยานบุคคลที่เด็ดขาด ศาลไม่อาจรับคำร้องได้"
ชายคนนั้นแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง เขายืดตัวขึ้นพยายามจะก้าวเข้าไปใกล้บัลลังก์ "แต่ลูกสาวข้า...! ลูกสาวของข้าถูกคนพวกนั้นพาตัวไปจริงๆนะครับท่าน! คนทั้งเมืองก็รู้ว่าคุณชายอาเดลชอบทำเื่แบบนี้—"
ปัง!
เสียงค้อนไม้เนื้อแข็งกระแทกฮึ่มลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งโถงศาล ตัดบทคำร้องเรียนอันสิ้นหวังนั้นในพริบตา
"บังอาจ! กล่าวหาชนชั้นสูงลอยๆโดยไม่มีหลักฐาน ถือเป็ความผิดฐานิ่ประมาทและบิดเบือนความจริง!" ผู้พิพากษาตวาดเสียงแข็ง "คดีสิ้นสุด! ยกคำร้อง!"
ทันทีที่สิ้นคำตัดสิน ทหารยามร่างใหญ่สองนายในชุดเกราะเหล็กก็เดินเข้ามาลากตัวชายผู้นั้นออกจากห้องพิจารณาคดีอย่างไม่ใยดี ชายวัยกลางคนพยายามดิ้นรนและกรีดร้องอ้อนวอนจนสุดเสียง เสียงร้องไห้คร่ำครวญอันเ็ปรวดร้าวสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินอันยาวไกล ทว่า...กลับไม่มีใครในห้องนั้นลุกขึ้นช่วย หรือแม้แต่จะเหลือบสายตามองด้วยความสงสารเลยสักคนเดียว ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบและทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
ที่มุมมืดด้านหลังห้องโถงพิจารณาคดี...อาเดลซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้บุนวมอย่างสบายอารมณ์ ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสะใจและถือดี หนึ่งในเพื่อนขุนนางที่เดินทางมาจากเมืองหลวงเลื่อนตัวเข้ามาใกล้พลางะเิเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ
"ฮะๆๆ! ศาลเมืองชายแดนแห่งนี้เชื่อฟังเ้าดีจริงๆนะอาเดล แค่เ้าสบตา...ตาแก่นั่นก็รีบตัดจบคดีให้ทันทีเลยว่ะ"
อาเดลเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วมองตามร่างของชายผู้สูญเสียลูกสาวที่ถูกลากออกไปพ้นประตูศาล ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิและเย่อหยิ่ง
"แน่นอนอยู่แล้ว...เพราะในเมืองฮาร์เรนแห่งนี้ พ่อของข้าคือผู้ปกครองเมือง...กฎหมายและผู้พิพากษาก็เป็เพียงแค่เครื่องมือที่ตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมพวกมันเท่านั้นแหละ"
.
.
.
.
3 วันต่อมาตามคำนัดหมาย ตกบ่าย...ท้องฟ้าเหนือเมืองฮาร์เรนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีเทาหม่น หมอกควันและไอความร้อนลอยตัวเหนี่ยวนำให้บรรยากาศดูอุดอู้อึดอัด เสียงฝีเท้าม้าและเสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาอันคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้งหน้าร้าน เบเกอรี่ลูมิน่า
อาเดลควบม้าศึกสีดำทมิฬกลับมาที่ร้านขนมปังแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าในคราวนี้เขาไม่ได้มาเพียงลำพังรอบคอบเหมือนเมื่อเช้า แต่กลับพาพรรคพวกที่เป็กลุ่มวัยรุ่นชนชั้นสูงเนื้อตัวสะอาดสะอ้านจากเมืองหลวงอีก 4 คนพร้อมกับทหารรับใช้ที่ถือกระสอบป่านขนาดใหญ่ตามหลังมาด้วย
"นี่หรือร้านที่เ้าพูดถึงเมื่อกลางวันน่ะ อาเดล?" ชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งในกลุ่มหัวเราะร่าพลางกวาดสายตาดูถูกมองป้ายไม้เก่า ๆ และตัวอาคารซอมซ่อของร้านขนมปัง "ดูจนชะมัดยาดเลยว่ะ ร้านสกปรกแบบนี้ทำขนมปังให้พวกเรากินเข้าไปได้ยังไงกัน? สภาพไม่ต่างจากเล้าหมูเลยสักนิด"
อาเดลไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนของเขา มันก้าวเท้าเดินนำเข้ามาในร้านด้วยท่าทางกร่างดั่งเคย แววตาคมกริบกวาดมองข้ามผ่านตู้อบที่บัดนี้มีขนมปังอบใหม่แถวโตๆวางเรียงรายอยู่เต็มตู้ เนื่องจากเอเลน่าและเรย์ต้องรีบทำเพิ่มเพื่อหวังจะหาเงินไปจ่ายค่าวัตถุดิบที่ค้างไว้
อาเดลหยิบขนมปังก้อนหนึ่งขึ้นมากัดกินอย่างถือวิสาสะ เคี้ยวอยู่สองสามทีก็กลืนลงคอพลางพยักหน้า "เออ...รสชาติดีจริงๆ อย่างที่ข้าบอกใช่ไหมล่ะ? แป้งของที่นี่นุ่มนวลกว่าที่คิด...เฮ้ย! พวกเ้าน่ะ รีบขนเอาไปให้หมดอย่าให้เหลือ!"
"จัดไปครับคุณชาย!"
ลูกน้องและทหารรับใช้ของอาเดลพากันหัวเราะลั่นร้าน ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาอย่างป่าเถื่อน พวกมันเปิดตู้กระจกและกวาดขนมปังอบใหม่ทั้งหมด...ย้ำว่าทั้งหมดร้าน! ลงสู่กระสอบป่านใบใหญ่อย่างไร้ความปราณี ขนมปังบางก้อนที่หล่นลงพื้นก็ถูกเหยียบย่ำจนแหลกเหลว เศษผงแป้งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เอเลน่าที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เบิกตากว้างด้วยความใ หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม ขนมปังทั้งหมดนี้คือความหวังเดียวของเธอที่จะรักษาชีวิตและร้านแห่งนี้ไว้ หญิงสาวพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตที่มี ก้าวเท้าออกมาขวางหน้าทหารรับใช้คนหนึ่งไว้ ร่างกายของเธอสั่นเทาจนแทบจะควบคุมไม่ได้ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอหน่วยตา
"ท...ท่านคะ...ขนมพวกนั้น...ขนมปังทั้งหมดนั่น...ยังไม่ได้ชำระเงินเลยค่ะ..." เอเลน่าเค้นเสียงพูดผ่านก้อนสะอื้นในลำคอ "ข้าต้องใช้เงินจำนวนนี้ไปคืนค่าแป้งสาลีในเย็นนี้จริงๆค่ะ...ได้โปรด...ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วยเถอะค่ะคุณชาย..."
หนึ่งในเพื่อนขุนนางของอาเดลเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด มันก้าวเท้าเดินเข้ามาประชิดตัวเอเลน่า ก่อนจะใช้ฝ่ามือหนาผลักชั้นวางขนมปังไม้ข้างตัวเธออย่างแรง
โครม!!!!!!!!!!
ชั้นวางไม้เก่าแก่ล้มครืนลงกระแทกพื้นหินอย่างรุนแรง ถาดไม้และขนมปังที่เหลือกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้นดิน สภาพร้านพังยับเยินในพริบตา ต่อหน้าต่อตาของสองพี่น้อง
เพื่อนของอาเดลอีกคนหยิบเหรียญทองแดงเก่าๆเหรียญหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วดีดมันลงพื้นตรงหน้าเอเลน่าอย่างเหยียดหยัน "เอ้า! พอหรือยัง? เงินค่าขนมปังของพวกเ้าน่ะ! ยัยชาวบ้านชั้นต่ำ! มีโอกาสได้ปรนนิบัติพวกเราแล้วยังจะกล้าอ้าปากทวงเงินทวงทองอีก น่ารำคาญจริงๆ!"
เสียงหัวเราะของกลุ่มชนชั้นสูงดังลั่นร้านราวกับพวกมันกำลังสนุกสนานอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น
เรย์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลัง ทนเห็นพี่สาวถูกรังแกและทำลายความหวังต่อหน้าต่อตาไม่ไหวอีกต่อไป เด็กชายวัยสิบขวบะเิความโกรธแค้นออกมาจนขาดสติ แกวิ่งพรวดพราดออกไปด้านหน้าพร้อมกับะโลั่น
"หยุดนะ!!! พวกไอ้คนเลว!!! อย่าทำพี่สาวข้านะ!!!"
เด็กชายใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักขากางเกงของชายขุนนางคนหนึ่งออกอย่างสุดกำลัง ทว่า...แรงอันน้อยนิดของเด็ก 10 ขวบมีหรือจะสู้แรงของชายหนุ่มร่างใหญ่ได้ ชายขุนนางคนนั้นขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด มันสะบัดขาและใช้หลังมือผลักร่างของเรย์ออกไปอย่างแรงโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็เพียงเด็กตัวเล็ก ๆ
ปึก!
ร่างของเรย์กระเด็นลอยไปตามแรงเหวี่ยง ก่อนจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างรุนแรงจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นดินเสียงดัง ตุบ!
"เรย์!!!" เอเลน่ากรีดร้องลั่นด้วยความใกลัวสุดขีด เธอรีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าโอบกอดร่างของน้องชายเอาไว้แน่น ใบหน้าของเด็กชายซีดเผือด และที่บริเวณหน้าผากมีาแฉกรรจ์จากการกระแทก เืสีแดงสดไหลทะลักออกมาอาบแก้มเนียนอย่างน่ากลัว
"ฮือๆพี่เอเลน่า...ข้าเจ็บ..." เรย์ครางออกมาเบาๆด้วยความเ็ป มือกุมแผลที่หัวไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้อนด้วยความหวาดกลัว
ชาวเมืองและพ่อค้าแม่ค้าที่ยืนมุงดูอยู่หน้าร้านต่างพากันก้มหน้าลงต่ำ บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนา ทว่า...กลับไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้ามายุ่งหรือช่วยเหลือเลยแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนรู้ดีว่า...คนตรงหน้าคือลูกชายของผู้ปกครองเมืองที่มีสิทธิ์ขาดในชีวิตของพวกเขา
ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าม้าและเสียงรถม้าหรูหราดังกังวานขึ้นหน้าร้าน ขบวนรถม้าติดตราประจำตระกูลอัลดริชมาจอดเทียบท่าอย่างสง่างาม ประตูรถม้าเปิดออกพร้อมกับการก้าวเท้าลงมาของ ไวเคานต์เอริก อัลดริช ผู้เป็พ่อ
เอริกก้าวเดินเข้ามาในร้านช้าๆบรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบลงในพริบตา เขากวาดสายตาคมกริบมองดูสภาพร้านที่พังยับเยิน ขนมปังที่กระจายเกลื่อนพื้น และร่างของสองพี่น้องที่กอดกันร่ำไห้จมกองเื ก่อนจะหันไปมองลูกชายของตนที่ยืนถือกระสอบขนมปังอยู่
"อาเดล" น้ำเสียงของเอริกเรียบนิ่ง ทว่าเฉียบขาดและแฝงไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาลจนน่าขนลุก
"พอได้แล้ว"
คำสั้นๆเพียงคำเดียวทำให้ทุกคนในร้านหยุดชะงักการกระทำทั้งหมดทันที อาเดลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าไม่พอใจ "แต่ท่านพ่อครับ...ยัยชั้นต่ำนี่มันกล้าทวงเงินข้า และไอ้เด็กนี่มันยังกล้าเข้ามาทำร้ายพวกเรา—"
"ข้าบอกว่า...พอได้แล้ว" เอริกเน้นเสียงหนักขึ้น แววตาของเขาฉายแววความดุดันออกมาจนอาเดลต้องยอมหุบปากลงในที่สุด
เอริกก้าวเท้าเดินผ่านร่างของเอเลน่าที่กำลังประคองน้องชายตัวน้อยที่เือาบหัว โดยที่สายตาของเขาไม่ได้เหลือบแลมองดูอาการาเ็ของเด็กชายเลยแม้แต่น้อย และไม่มีคำขอโทษใดๆ หลุดออกมาจากปากของชนชั้นสูงผู้นี้ เขามองข้ามพวกเธอไปราวกับเป็เพียงก้อนหินริมทาง
เขาหันไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าเยือกเย็น "ข้าเคยเตือนเ้าแล้วใช่ไหมอาเดล...ว่าเ้าจะทำอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มันเกินเลยจนเกิดเื่เสียหายต่อชื่อเสียงของตระกูล บัดนี้ชาวบ้านเริ่มพากันมามุงดูและพูดถึงตระกูลอัลดริชในทางเสียหาย...เ้ากำลังสร้างปัญหาความวุ่นวายให้ข้าอยู่นะ"
อาเดลก้มหน้าลงต่ำทันทีเมื่อเห็นบิดาเริ่มโกรธ "ขอรับ...ท่านพ่อ ข้าขออภัย..."
"เก็บข้าวของ แล้วกลับคฤหาสน์ซะ" เอริกสั่งการเด็ดขาด ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถม้าหรูหราโดยไม่สนใจความพินาศที่ทิ้งไว้เื้ั
ขบวนรถม้าของตระกูลอัลดริชค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าร้านอย่างเชื่องช้าและสง่างาม ทิ้งไว้เพียงแค่เศษซากของร้านเบเกอรี่ลูมิน่าที่พังพินาศ ขนมปังที่ถูกเหยียบย่ำ และหยาดน้ำตาของสองพี่น้อง เอเลน่ากอดเรย์ที่ได้รับาเ็ไว้แน่น น้ำตาของเธอไหลรินออกมาอย่างเงียบเชียบทว่าเ็ปรวดร้าวลึกเข้าไปในจิตใจ
เรย์กัดฟันแน่นจนตัวสั่นเทามืออันเล็กๆ ที่เปื้อนเืกำเสื้อของพี่สาวไว้แน่น แววตาของเด็กชายฉายประกายแห่งความเคียดแค้นและไม่ยอมแพ้ แกเงยหน้าขึ้นมองฝ่าม่านน้ำตาตรงไปยังทิศทางของศาลาว่าการเมืองที่ตั้งอยู่ไกลออกไปบนเนินเขา
"พี่เอเลน่า..." เรย์เค้นเสียงพูดออกมาจากลำคออันแห้งผาก "ครั้งนี้...ครั้งนี้พวกเราต้องไปฟ้องศาล...ศาลต้องรับฟังเรา...ความยุติธรรมต้องมีจริงสิพี่..."
เด็กชายพยายามประคองพี่สาวให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังของร้าน โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่า...ความหวังสุดท้ายที่พวกเธอกำลังจะไขว่คว้า... มันกำลังจะถูกเหยียบย่ำบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีในสถานที่ที่เรียกว่าศาลสถิตยุติธรรม
วันต่อมา ภายในศาลประจำเมืองฮาร์เรน...สถานที่ที่ควรจะเป็ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน บัดนี้กลับกลายเป็เวทีละครโรงใหญ่ที่ถูกเขียนบทเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
ปัง!!!
เสียงค้อนไม้ของผู้พิพากษาดังก้องกังวานไปทั่วห้องพิจารณาคดีอันกว้างใหญ่ระคนหนาวเหน็บ เรย์ในสภาพที่มีผ้าพันแผลสีขาวห่อหุ้มรอบศีรษะและมีรอยเืซึมออกมาบางๆ กำลังยืนประคองเอเลน่าที่ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสีเข้มและดวงตาที่บวมเป่งจากการร้องไห้ ทั้งสองคนยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์สูงด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของห้อง...อาเดลและกลุ่มเพื่อนชนชั้นสูงทั้งห้าคน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวมหนานุ่มสีแดงสดด้วยสีหน้าท่าทางสบายอารมณ์ พวกมันพากันกระซิบกระซาบและหัวเราะคิกคักหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับไม่ได้มาในฐานะจำเลยผู้ต้องหาคดีอาญา หากแต่มาเพื่อชมการแสดงตลกฉากหนึ่งที่ไม่มีความกดดันใดๆเลยแม้แต่น้อย
และที่นั่งเยื้องไปด้านหลังอย่างสง่างาม...ไวเคานต์เอริก อัลดริช นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้พิเศษประจำตำแหน่งผู้ปกครองเมือง แววตาของเขาสงบนิ่งและเ็าดุจพญามัจจุราช คอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวในห้องพิจารณาคดี
ผู้พิพากษาชราก้มมองดูเอกสารคำร้องในมือ สายตาของเขาเลื่อนผ่านตัวอักษรอย่างลวก ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและไร้ซึ่งความกังวล
"โจทก์...นายเรย์ และนางสาวเอเลน่า ยื่นฟ้องกล่าวหาว่า จำเลย...คุณชายอาเดล อัลดริช และพรรคพวกบุกรุกในยามวิกาล ทำลายทรัพย์สินร้านค้า และทำร้ายร่างกายจนได้รับาเ็สาหัส"
เขาลดเอกสารลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองจำเลย "จำเลยมีสิ่งใดจะกล่าวแก้ต่างหรือไม่"
อาเดลลุกขึ้นยืนเพียงเล็กน้อย เขาจัดเสื้อคลุมไหมเนื้อดีให้เข้าที่ ก่อนจะยกยิ้มบางส่งไปทางผู้พิพากษา ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจอันน่าสะอิดสะเอียน
"เรียนท่านผู้พิพากษา ข้าและเพื่อนๆ เพียงแค่ตั้งใจจะออกไปตรวจดูความเรียบร้อยของร้านค้าในฐานะบุตรของผู้ปกครองเมืองตามหน้าที่ปกติครับ...ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นในร้านนั้น...เกิดจากความประมาทและซุ่มซ่ามของเด็กคนนั้นเอง" อาเดลชี้ นิ้วเรียวยาวตรงมายังเรย์ แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน "เขาวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาชนชั้นวางขนมปังจนล้มคว่ำลงมาทับตัวเอง พวกข้าและทหารรับใช้เห็นดังนั้นก็พยายามจะเข้าไปช่วยห้ามและประคองแล้ว แต่เด็กคนนี้กลับอาละวาดโวยวายไปเองต่างหากครับ"
เพื่อนขุนนางทั้งสี่คนและทหารรับใช้รีบพยักหน้ารับคำและเอ่ยสมทบทันทีเป็เสียงเดียวกัน "เป็ความจริงครับท่าน! พวกเราเห็นเต็มสองตา! คุณชายอาเดลพยายามจะช่วยเด็กคนนั้นแล้วแท้ๆ แต่พวกเขากลับพาลรีดไถเงินทองจากพวกเราแทน!"
ผู้พิพากษาพยักหน้ารับคำพยานฝ่ายจำเลยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันสายตากลับมาทางเรย์ที่ยืนกำหมัดแน่นจนตัวสั่น
"ฝ่ายโจทก์...เ้ามีพยานบุคคลมาร่วมให้การเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาหรือไม่" ผู้พิพากษาเอ่ยถาม
เด็กชายก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แววตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและอัดอั้น "มีครับ! คนทั้งตลาดเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด! พ่อค้าแม่ค้าหน้าร้านทุกคนเห็นว่าคุณชายอาเดลผลักชั้นวางและสั่งให้คนกวาดขนมปังไป! และเห็นว่าเพื่อนของเขาเป็คนผลักข้าจนหัวกระแทกโต๊ะ!"
ผู้พิพากษาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหันไปทางโถงด้านหลังที่มีชาวเมืองนั่งฟังการพิจารณาคดีอยู่ "ถ้าเช่นนั้น...ผู้ใดในที่นี้จะขึ้นมาเป็พยานให้การแก่ฝ่ายโจทก์...จงก้าวออกมา"
สิ้นเสียงประกาศอันทรงพลัง...ทั้งห้องพิจารณาคดีพลันตกอยู่ใต้ความเงียบสงัดอันน่ากลัวและยาวนาน ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆหลงเหลืออยู่
เรย์หันหลังกลับไปมองกลุ่มชาวเมืองที่นั่งอยู่ด้านหลัง แววตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความคาดหวังและอ้อนวอน "ลุงทอม...ป้ามาเรีย...พวกท่านก็เห็นใช่ไหมครับ? ได้โปรดช่วยพูดความจริงด้วยเถอะครับ!"
ทว่า...ภาพที่ตอบกลับมากลับเป็ภาพที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของเด็กชาย ชาวเมืองทุกคนที่เคยเห็นเหตุการณ์ ต่างพากันก้มหน้าลงต่ำหลบสายตา บางคนถึงกับแสร้งทำเป็มองไปทางอื่น บางคนเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ไม่มีใครลุกขึ้นยืน... ไม่มีใครก้าวเท้าออกมาข้างหน้าเลยแม้แต่คนเดียว
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เห็น...แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่าหากก้าวเท้าออกไปปกป้องสองพี่น้องในวันนี้...วันพรุ่งนี้ครอบครัวของพวกเขาอาจจะไม่มีแผ่นดินให้อาศัย หรืออาจจะต้องกลายเป็ศพเฝ้าป่าชายแดน อำนาจของตระกูลอัลดริชล้นฟ้าเกินกว่าที่สามัญชนตัวเล็กๆจะเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย
อาเดลเห็นดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างผู้ชนะในเกมนี้
ผู้พิพากษาชราหันกลับมามองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะปิดมันลงช้าๆด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามคาด เขาเอื้อมมือไปหยิบค้อนไม้ขึ้นมาถือไว้
"ในเมื่อฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานบุคคลที่กล้ามายืนยัน และไม่มีหลักฐานพยานวัตถุที่เด็ดขาดเพียงพอ มีเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ของเด็กและสตรี..."
ปัง!!!
"ศาลเมืองฮาร์เรนจึงเห็นว่า...หลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอแก่การเอาผิด จึงมีคำพิพากษา...ยกฟ้อง!!!"
คำเพียงสองพยางค์... "ยกฟ้อง" ...ดังสะท้อนก้องเข้าไปในโสตประสาทของเรย์และเอเลน่า ราวกับเสียงอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางหัวใจ สีหน้าของเด็กชายซีดเผือดลงจนไร้สีเื แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงกับพื้นดิน
"ม...ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหม..." เรย์ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาเบิกกว้างมองผู้พิพากษาอย่างสิ้นหวัง "ทั้งเมืองเห็น! พวกมันทำลายร้าน! พวกมันทำร้ายข้า! ทำไม...ทำไมพวกเขาถึงไม่มีความผิดล่ะครับท่าน!!! กฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องพวกเราหรอกหรือ!!!"
ผู้พิพากษาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามอันสิ้นหวังนั้น เขาเพียงก้มหน้าจัดเก็บเอกสารต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทหารยามร่างใหญ่สองนายเดินเข้ามาประชิดตัวสองพี่น้องทันที
"หมดเวลาแล้ว...เชิญออกจากห้องพิจารณาคดีได้" ทหารยามเอ่ยเสียงแข็งพลางใช้มือผลักไหล่ของเรย์ให้เดินออกไป
เรย์กัดฟันแน่นจนเืซึมออกมาตามไรฟัน แววตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความคับแค้นใจอันลึกล้ำ เขาทำได้เพียงประคองแผ่นหลังของพี่สาว...เอเลน่า บัดนี้ดวงตาของเธอว่างเปล่าราวกับจิติญญาได้แตกสลายไปแล้ว เธอเดินก้าวเท้าออกไปจากห้องศาลดั่งร่างไร้ิญญา
และเื้ัของพวกเธอ...เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันสะใจของอาเดลและกลุ่มเพื่อนขุนนางดังแว่วสะท้อนตามหลังมาอย่างยาวนาน ราวกับคำตัดสินและความทุกข์ระทมของพวกเธอเป็เพียงเื่ตลกขบขันฉากหนึ่งในชีวิตอันหรูหราของพวกมัน
ภายนอกศาลประจำเมือง...เมฆฝนสีดำทมิฬที่ตั้งเค้ามาั้แ่บ่าย บัดนี้ได้เริ่มโปรยปรายสายฝนลงมาเบา ๆ หยาดน้ำฝนอันเย็นเยียบตกลงกระทบผิวเนื้อและเสื้อผ้าเก่าๆของสองพี่น้องจนเปียกชุ่ม ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แสงแดด ราวกับโลกทั้งใบกำลังร่วมหลั่งน้ำตาให้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
สองพี่น้องเดินจูงมือกันก้าวเท้าออกมาจากศาลอย่างไร้จุดหมาย ถนนหินอันเย็นเยียบและเงียบเหงาไม่มีผู้คนสัญญานผ่าน เรย์ก้มหน้าลงต่ำ มือกำแน่นจนสั่นสะท้อน หยาดน้ำตาผสมปนเปไปกับหยาดน้ำฝนไหลรินอาบแก้ม
"ไม่มีใครเลย..." เด็กชายสะอื้นไห้ในลำคอด้วยความเ็ปลึกล้ำ "ไม่มีความยุติธรรม...ไม่มีใครช่วยพวกเราเลยพี่เอเลน่า...โลกใบนี้มันโกหก...พวกขุนนางมันทำอะไรก็ไม่ผิดใช่ไหมพี่..."
เอเลน่าฝืนยิ้มออกมาทั้งๆที่ดวงตาแดงก่ำและบวมเป่ง เธอเอื้อมมืออันสั่นเทาไปลูบแก้มของน้องชายเบาๆพยายามเค้นเสียงอันอ่อนแรงเพื่อปลอบใจ "ไม่เป็ไรนะเรย์...ไม่เป็ไร...กลับบ้านกันเถอะนะ...พวกเรายังมีกันและกัน...ร้านพังก็ซ่อมใหม่ได้...ขอแค่เรย์ปลอดภัยก็พอแล้วจ้ะ..."
ทว่า...เรย์กลับหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ แกไม่ก้าวเท้าเดินต่อ แววตาของเด็กชายวัยสิบขวบบัดนี้...ความหวังในความถูกต้องและกฎหมายได้แตกสลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี มันถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดและไฟแห่งความแค้นที่สุมทรวง
ขณะนั้นเอง...ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ตกกระทบพื้นดิน เสียงฝีเท้าอันแ่เบาและนุ่มนวลดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสองคน
ตึก... ตึก...
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินยวดยาวสลวยพลิ้วไหวไปตามสายลมและสายฝน ก้าวเท้าเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆสองพี่น้อง ร่างของนางสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ทว่ากลับไม่มีรอยเปื้อนของน้ำฝนเลยแม้แต่น้อย ั์ตาสีทองอำพันอันงดงามและลึกลับดุจดวงตาของพญาั ทอดสายตามองดูเด็กชายและหญิงสาวด้วยความสงบนิ่ง
"ดูเหมือนว่า..." สเตลร่า เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานก้องฝ่าเสียงสายฝน "พวกเ้าจะถูกโลกใบนี้และกฎหมายของมนุษย์ทอดทิ้งเข้าให้แล้วสินะ"
เรย์สะดุ้งเล็กน้อย แกเงยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาและคราบเืขึ้นมองหญิงสาวผู้ลึกลับตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง "ท่าน...ท่านเป็ใครครับ..."
สเตลร่าคลี่ยิ้มบางออกมาอย่างอ่อนโยน แววตาของนางไม่มีความดูถูกเหยียดหยันเหมือนพวกชนชั้นสูง แต่อัดแน่นไปด้วยความเข้าใจในความทุกข์ยาก "ข้าเป็เพียงแค่นักเดินทางผ่านมาเท่านั้นเด็กน้อย…แต่ข้ารู้จักคนผู้หนึ่ง...คนที่สามารถมอบในสิ่งที่กฎหมายอันเน่าเฟะของเมืองนี้ให้พวกเ้าไม่ได้"
หญิงสาวยื่นมือเรียวสวยออกไปข้างหน้า ในมือของนางมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ สีเข้มแผ่นหนึ่งที่แม้จะโดนสายฝนแต่กลับไม่มีรอยเปียกชื้น บนผืนกระดาษนั้นเขียนสลักตัวอักษรภาษาโบราณที่ดูทรงพลังและดุดันเอาไว้เพียงคำเดียว
"Flame Nest" (รังแห่งเปลวเพลิง)
"หากกฎหมายและผู้พิพากษาหน้าโง่เ่าั้ช่วยพวกเ้าไม่ได้..." สเตลร่าเอ่ยเสียงเรียบพลางส่งกระดาษใส่มืออันสั่นเทาของเรย์ "...ก็จงไปหาคนที่ไม่เขาไม่สนกฏหมายหรือกฏเกณฑ์ของโลก และไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของขุนนางหน้าไหนในโลกใบนี้ดูสิ"
เรย์ก้มลงมองชื่อร้านบนกระดาษในมือด้วยความสับสนและตื่นตระหนก หัวใจของเด็กชายเต้นรัวช้า ๆ ราวกับรับรู้ถึงกระแสพลังงานบางอย่างที่แฝงอยู่ "เขา...เขาเป็ใครครับ? เขาจะช่วยพวกเราล้างแค้นและทวงความยุติธรรมได้จริงๆ หรือครับท่าน?"
สเตลร่าไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง แต่นางหันหลังกลับช้า ๆ เตรียมจะเดินจากไปในม่านหมอกและสายฝน ร่างของนางค่อยๆ เลือนหายไปอย่างลึกลับ ก่อนจะทิ้งคำพูดสุดท้ายอันทรงพลังเอาไว้ดังกังวานในใจของสองพี่น้อง
"เ้าของร้านรับจ้างและโรงตีเหล็กแห่งนั้น..."
"หาชายผมยาวและมีดวงตาสีแดงดุจเปลวเพลิง...เขาชื่อว่า โซร่า แม็กนารอส...จงไปหาเขาซะ หากพวกเ้าพร้อมที่จะจ่ายราคาเพื่อแผดเผาพวกคนชั่วเ่าั้ให้กลายเป็จุน"
สายลมหนาวพัดผ่านตรอกแคบ กระดาษแผ่นเล็กในมือของเรย์สั่นไหวไปตามแรงลม ทว่าดวงตาของเด็กชายบัดนี้กลับจ้องมองชื่อนั้นเนิ่นนาน...ในเมืองที่ความยุติธรรมได้ตายจากไปและถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญ...ชื่อของเด็กหนุ่มผมแดงผู้นั้นในข่าวลือไม่หลายก่อน อาจเป็ความหวังสุดท้ายและท้ายสุดที่เหลืออยู่เพื่อทำลายล้างโซ่ตรวนแห่งความอัปยศนี้ลง