เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในเช้าวันใหม่ ผมถอนหายใจยาวก่อนจะลุกจากเตียงที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและสมุดโน้ต ผมนั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนโปรยลงมาเบาๆ ่เวลานี้เป็เหมือนหมอกที่คอยปกคลุมจิตใจเขา ที่เต็มไปด้วยความกังวลและความไม่แน่ใจ
ผมชื่อน้ำครับ อายุ 22 ปี แต่ชีวิตกลับรู้สึกหนักอึ้งเหมือนคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับสิบปี ผมเพิ่งเริ่มงานแรกในชีวิตได้เพียงสามเดือน และตอนนี้ก็ใกล้ถึง่ประเมินผ่านโปร ความรู้สึกที่หลากหลายสับสนทั้งความหวัง ความกลัว และความกดดัน กำลังคอยไล่ล่า
"เราจะไม่ผ่านโปรไหมนะ..." ผมพูดกับตัวเองเบาๆ มือกำแน่นราวกับจะบีบความกลัวให้จางหายไป
งานที่ผมทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เขาฝันไว้ั้แ่แรก มันไม่ตรงสายที่เรียนมา และไม่ใช่งานที่เขารัก แต่ผมไม่มีสิทธิ์เลือก ผมจำเป็ต้องทำงานนี้เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ที่ติดการพนัน
ที่ทำงานเองก็ไม่ได้เป็สถานที่ที่ผมรู้สึกสบายใจ ผมเรียนรู้ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น และบางครั้งก็ดูเหมือนว่าคนรอบตัวจะไม่ค่อยยอมรับผม แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังมีฟ้า เพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ ทั้งเื่งานและการพูดคุยในยามพักกลางวัน
"ขอบคุณนะ ฟ้า" ผมเคยพูดคำนี้ในใจหลายครั้ง เขารู้สึกว่าถ้าไม่มีฟ้า เขาอาจจะเดินต่อไม่ไหว
ฝนยังคงโปรยปรายขณะที่น้ำเดินออกจากหอพัก เขาก้าวขึ้นรถเมล์โดยที่ในมือกำบัตรพนักงานแน่น ดวงตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างสะท้อนความมุ่งมั่นอันริบหรี่ แม้ผมจะไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็เช่นไร แต่ในใจก็ยังคงเปล่งเสียงเบาๆ ว่า “สู้ต่อไป”
เส้นทางนี้อาจไม่ง่าย แต่สำหรับน้ำ มันคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต แม้จะล้มเหลวหรือสำเร็จ สิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือ เดินหน้าต่อไป.
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพลางกดเข้าไลน์เพื่อพิมพ์ทักทายพี่กั้ง พี่กั้งเป็คนที่น้ำกำลังคบหาดูใจกันอยู่ เขาจะทักหาพี่กั้งทุกเช้า
“มอร์นิ่งครับพี่กั้ง” ผมพิมพ์ข้อความทักไปพร้อมส่งสติ๊กเกอร์หัวใจน่ารักๆ ตามไปในข้อความ
เสียงล้อรถเมล์บดถนนดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่เื้ั เมื่อผมก้าวลงที่ป้ายหน้าออฟฟิศ กลิ่นหอมของหมูปิ้งลอยมากระทบจมูกทันที ร้านหมูปิ้งเ้าประจำยังคงอยู่ที่มุมถนน ผมเดินเข้าไปต่อคิว พลางล้วงโทรศัพท์ออกมาดูอย่างเคยชิน
แชทที่ส่งหาพี่กั้งยังคงไร้การตอบกลับ “สงสัยพี่เขาคงยังนอนอยู่” ผมคิดในใจ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์กลับลงกระเป๋ากางเกง
ระหว่างยืนรอคิว โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เป็ฟ้า เพื่อนที่ออฟฟิศโทรมา “ฝากซื้อหมูปิ้งหน่อยนะน้ำ ขอบใจมาก” เสียงปลายสายรีบบอกก่อนจะวางทันที ผมหันไปมองหมูปิ้งบนเตา ควันขาวๆ ลอยคลุ้งออกมาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่น
“เอาหมูปิ้งห้าไม้กับข้าวเหนียวหนึ่งห่อครับ” ผมบอกแม่ค้า พร้อมจ่ายเงินและหยิบถุงหมูปิ้งก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ตึกออฟฟิศ
โต๊ะผมติดริมกระจกใสขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นวิวกรุงเทพฯ ผมหยิบหมูปิ้งออกจากถุง กลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
ผมกัดหมูปิ้งคำแรก ยังไม่ทันจะกลืนดี เสียงกุกกักของไม้กวาดดังใกล้เข้ามา ป้าแม่บ้านเดินตรงเข้ามาหาผม สีหน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว
“หนู!” เสียงป้าทำให้ผมสะดุ้ง มือที่กำลังกัดหมูปิ้งชะงักกลางอากาศ
“ครับป้า” ผมตอบอย่างงงๆ พร้อมเคี้ยวอาหารให้หมดก่อน
“กินเสร็จแล้วก็ช่วยเอาขยะไปทิ้งด้วยนะ มดขึ้นเต็มไปหมด ป้าต้องมานั่งเก็บทุกวัน!” น้ำเสียงป้าดูเหนื่อยล้าและไม่สบอารมณ์ ผมรู้สึกเหมือนถูกกล่าวหา ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็คนทำ
แต่เพื่อไม่ให้เื่บานปลาย ผมเลือกตอบสั้นๆ “ครับป้า”
หลังจากป้าจากไป ผมได้แต่นั่งนิ่ง มือยังคงถือไม้หมูปิ้งไว้ ข้าวเหนียวในถุงพลันเย็นชืดเหมือนความรู้สึกในใจ ผมรู้สึกทั้งเศร้าและอึดอัด เื่เล็กๆ แค่นี้กลับทำให้ผมหายใจติดขัด
“เราไม่เคยทิ้งขยะเลอะเทอะเลยสักครั้ง” ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจยาว พยายามปล่อยวางเื่นี้และกลับมาสนใจงานตรงหน้า แต่ความรู้สึกน้อยใจยังคงค้างอยู่ในใจไม่จางหาย.
่เช้าวันนี้ทุกอย่างดูปกติ ฟ้ามาถึงที่ทำงานตรงเวลาเหมือนทุกวัน เธอมารับข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ฝากซื้อไว้ ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันทำงาน
แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือฟ้าหายไปจากโต๊ะทำงานนานผิดสังเกต ผมเผลอคิดไปเองว่าเธออาจจะไปคุยกับพี่อ้อม ผู้จัดการแผนก ในใจได้แต่ภาวนาให้เธอไม่โดนดุ
ก่อนพักเที่ยง ผมทำตามกิจวัตรเดิม หยิบแก้วน้ำเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเติมน้ำไว้ดื่มหลังอาหารกลางวัน ระหว่างที่เดินก้มหน้าถือแก้วน้ำ ผมได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากในครัว
“นี่แก ไอ้น้องน้ำอ่ะ ทำงานไม่ได้เลยนะ ภาระมาก เห็นฟ้ามาบ่นให้ฟัง ฉันสงสารนางมาก” เสียงหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงหงุดหงิดเจือความตำหนิชัดเจน
“เอ้าหรอ ฉันไม่ได้ทำด้วยอ่ะ ทำไมหรอ ไหนเล่าซิ!” อีกเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ผมชะงักทันที ความรู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้ง น้ำตาคลอจนตาพร่า ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่น แต่ผมก็พยายามที่สุดแล้ว
ผมยืนฟังต่อไม่ได้อีก แม้จะอยากรู้ว่าใครเป็คนพูด แต่ใจผมเลือกจะถอยกลับไปที่โต๊ะทำงาน เสียงพูดคุยยังคงดังอยู่เื้ั แต่ผมไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว
ระหว่างนั่งอยู่ที่โต๊ะ ความรู้สึกผิดและเสียใจถาโถม ผมได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างดีขึ้น?
ไม่นานนัก ฟ้าเดินเข้ามาหาผม “ไปกินข้าวกันน้ำ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยผิดปกติจนผมรู้สึกได้
ผมพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามเธอไป เรานั่งลงที่โต๊ะอาหารโดยไม่มีการพูดคุยใดๆ ฟ้าดูเครียดจนผมอดถามไม่ได้
“ฟ้าดูเครียดๆ เป็อะไรรึเปล่า?” ผมถามด้วยความเป็ห่วง
ฟ้าหยุดตักข้าว ก่อนถอนหายใจเบาๆ “ไม่มีอะไรน้ำ...จริงๆ ก็เื่งานนะแหละ แกจะแบ่งงานจากน้ำมาให้เราทำน่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงัก “เราไม่อยากรบกวนฟ้าเลย...” ผมตอบกลับด้วยเสียงเบา รู้สึกผิดจนใจสั่น
ฟ้าส่ายหน้าเล็กน้อย “ก็ช่วยๆ กันไป ใครจะไปเปลี่ยนใจพี่อ้อมได้ กินข้าวเถอะ”
แม้คำพูดของฟ้าจะดูเหมือนไม่ถือสา แต่แววตาของเธอสะท้อนความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนที่ล้มเหลว ทำให้คนอื่นต้องมารับภาระเพิ่ม ความหน่วงในใจทำให้ผมทานข้าวต่อไม่ไหว
มื้อนั้นจบลงด้วยความเงียบ ทั้งข้าวและความรู้สึกของผมเหมือนกลืนไม่ลง
ผมเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูไลน์ หวังว่าพี่กั้งจะตอบกลับมาแล้ว ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นพร้อมกับชื่อของเขา
“มอร์นิ่งงง วันนี้พี่ไม่ได้ไปทำงาน ไม่สบายนิดหน่อยครับ”
คำตอบสั้นๆ แต่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ ใจหนึ่งอยากกดโทรไปหาเดี๋ยวนั้น แต่ก็กลัวว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเขา
“ทานยาด้วยนะครับพี่กั้ง พักผ่อนเยอะๆ ครับ” ผมพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความเป็ห่วง แม้จะเป็เพียงข้อความ แต่ผมหวังว่ามันจะช่วยทำให้พี่กั้งรู้สึกดีขึ้นบ้าง
หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ ผมกับฟ้าก็กลับขึ้นมาทำงานตามปกติ แต่บรรยากาศ่บ่ายกลับไม่เหมือนเดิม พี่อ้อมเดินเข้ามาในแผนกพร้อมกับกองเอกสารในมือ เธอเริ่มจัดแจงแบ่งงานใหม่ให้ผมกับฟ้า
“งานนี้ฟ้ารับไปนะ ส่วนน้ำ เดี๋ยวพี่ขอให้น้ำลองช่วยดูงานส่วนนี้ละกัน” เสียงของพี่อ้อมเรียบเฉย แต่ความหนักหน่วงของงานใหม่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิท
ผมหันไปมองฟ้า เธอพยักหน้าเบาๆ รับงานโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ั้แ่นั้น ฟ้าก็คุยกับผมน้อยลง เธอดูเคร่งขรึมและเหมือนมีบางอย่างที่เก็บไว้ในใจ
ความเงียบระหว่างเราทำให้ผมเริ่มรู้สึกผิด ความคิดในหัวเริ่มโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ผมไม่ได้ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็แบบนี้ ผมอยากจะพูดอะไรออกไป แต่ก็กลัวว่าจะทำให้ฟ้าไม่พอใจมากกว่าเดิม
บ่ายวันนั้นรู้สึกยาวนานและอึดอัด ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเอง พยายามจดจ่อกับงานตรงหน้า แต่ความรู้สึกผิดยังคงคอยกดทับ ทุกครั้งที่เงยหน้ามองฟ้า เธอก็หลบสายตา ไม่เหมือนทุกทีที่เราจะคุยเล่นกันได้อย่างสบายใจ
ในใจผมเฝ้าถามตัวเองว่า ทำไมถึงปล่อยให้เื่ราวมาถึงจุดนี้ได้?
หลังเลิกงาน ผมกลับมาที่ห้องเหมือนทุกวัน แต่ความคิดในหัวกลับไม่หยุดวิ่งวุ่น ใจหนึ่งนึกถึงแม่ ผมอยากเล่าเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เธอฟัง เผื่อจะได้คำปลอบโยนหรือคำแนะนำอะไรบ้าง
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาแม่ เสียงรอสายดังขึ้น
“ตู๊ดดด ตู๊ดดด...”
“เอ้อ ว่าไงน้ำ?” เสียงแม่ดังขึ้นจากปลายสาย แต่เหมือนเธอกำลังวุ่นวายอยู่ มีเสียงพูดคุยของคนอื่นแทรกเข้ามา
“แม่ วันนี้น้ำมีเื่อยากเล่าให้แม่ฟังครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น แต่ยังไม่ทันได้เริ่มเล่า
“น้ำ น้ำ เอาไว้ก่อนนะลูก ตอนนี้แม่ติดธุระ เดี๋ยวแม่ว่างแล้วโทรกลับได้มั้ย?” แม่พูดตัดบทด้วยน้ำเสียงรีบร้อน
คำพูดของแม่ทำให้ผมชะงัก แม้ในใจจะอยากเล่าเื่ของตัวเอง แต่ตอนนี้กลับกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่
“มีอะไรให้น้ำช่วยมั้ยครับแม่?” ผมถามออกไปด้วยความเป็ห่วง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา…
“ตู๊ดดด ตู๊ดดด...”
สายถูกตัดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบกับความกังวลที่ค่อยๆ ทวีขึ้นในใจ ผมมองจอโทรศัพท์ในมืออย่างงุนงง คิดอยู่ว่าควรโทรกลับไปหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรออย่างที่แม่บอก
ผมจัดการธุระส่วนตัวและล้มตัวลงนอน แต่จิตใจยังไม่สงบ โทรศัพท์ในมือถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ผมเปิดแชทของฟ้า อยากจะพิมพ์ข้อความขอโทษเธอเื่งานที่อาจทำให้บรรยากาศระหว่างเราตึงเครียด
“ฟ้า เราขอโทษนะ เราไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะเข้าไปคุยกับพี่อ้อมเื่งานนะ”
พิมพ์เสร็จ ผมลังเลก่อนกดส่ง พอส่งไปแล้วรีบปิดแจ้งเตือนทันที ไม่อยากรู้ว่าฟ้าจะอ่านหรือจะตอบกลับมาเมื่อไหร่
ผมนอนมองเพดานในห้อง แสงไฟจากถนนด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเป็เส้นบางๆ หัวใจหนักอึ้งจนเผลอปล่อยน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ความเหนื่อยล้าสะสมจากทั้งงาน ความสัมพันธ์ และเื่ของแม่ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว
“เราต้องไปต่อ...” ผมพึมพำกับตัวเอง ทั้งปลอบใจและเป็คำสัญญาที่จะไม่ยอมแพ้
หลังเช็ดน้ำตา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เปิดแชทพี่กั้ง รุ่นพี่มหาลัยที่ผมเพิ่งรู้จักไม่นาน ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ อาจเพราะเราทั้งคู่เป็คนพูดน้อย แต่ผมก็อยากส่งข้อความไปหาเขา
“ฝันดีครับพี่กั้ง ขอให้หายไวๆ นะครับ”
ผมส่งข้อความไปโดยไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะตอบกลับในทันที แต่ไม่นานนัก หน้าจอก็แจ้งเตือนข้อความใหม่
“ฝันดีน้องน้ำ พี่ดีขึ้นแล้วครับ ขอบคุณนะ”
ข้อความจากพี่กั้งทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา ผมส่งสติ๊กเกอร์โอเคกลับไป ความรู้สึกดีเล็กๆ นี้ช่วยผ่อนคลายความหนักหน่วงในใจได้บ้าง อย่างน้อยก็สบายใจได้ว่าเขาดีขึ้น
เมื่อเวลาล่วงเลยจนเกือบเที่ยงคืน ผมตัดสินใจกดโทรหาแม่อีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย ความกังวลกลับมาอีกครั้ง แต่ผมได้แต่ภาวนาให้แม่ปลอดภัย
ในที่สุด ความเหนื่อยล้าก็ทำให้ผมหลับไปโดยไม่รู้ตัว ในหัวใจยังคงมีคำถามมากมายที่รอการตอบ แต่สำหรับคืนนี้ ผมคงต้องปล่อยทุกอย่างไว้ก่อน
ในวันถัดมา ชีวิตในวงจรงานของผมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเหมือนทุกวัน แต่เช้านี้กลับไม่เหมือนเคย ผมตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อย และไม่มีโอกาสแวะซื้อหมูปิ้งร้านประจำติดมือมาทานเหมือนทุกวัน รู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากความรู้สึกหวั่นใจลึกๆ ว่าวันนี้อาจไม่ใช่วันที่ดีนัก
เช้านี้ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเื่งานของฟ้า ผมวางแผนจะเข้าไปคุยกับพี่อ้อมเพื่อจัดการปัญหาที่ค้างคา และอีกเื่ที่ติดค้างในใจ คือการติดต่อแม่อีกครั้ง หวังว่าแม่จะรับสายหรือโทรกลับมาในวันนี้
ที่บริษัท ทุกอย่างดูเหมือนเป็ปกติ แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่สำหรับผม ทุกคนในแผนกต่างทยอยมาทำงาน ยกเว้นฟ้าที่ลาป่วยในวันนี้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดจนแทบทนไม่ไหว คิดฟุ้งไปว่าความเครียดที่เกิดจากเื่งานอาจเป็เหตุให้ฟ้าป่วย แม้จะไม่มีใครพูดอะไรตรงๆ แต่สายตาจากคนในแผนกก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขาไม่เป็มิตรเหมือนเคย
บางคนหลบหน้าผมชัดเจน บางคนเดินสวนกันก็เมินเฉย แม้กระทั่งการไหว้ตอบกลับยังดูลังเลหรือเพิกเฉย และที่หนักที่สุดคือคำพูดที่เ็าและกริยาที่เหมือนผมกลายเป็ส่วนเกินในที่นี้ ทุกอย่างกดดันจนผมอยากจะลุกออกจากโต๊ะ เก็บข้าวของ แล้วเดินออกจากออฟฟิศไปให้รู้แล้วรู้รอด
มีเพียงพี่แจ้ รุ่นพี่ในแผนกคนเดียวที่ยังคงพูดคุยกับผมเหมือนปกติ "วันนี้ไม่ซื้อมาหมูปิ้งมากินเลยเหรอ?" พี่แจ้ทักด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มฝืดๆ ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ
ขณะที่ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะ ความกดดันรอบด้านทำให้ผมเผลอจ้องมองไปที่ห้องของผู้จัดการ หวังว่าพี่อ้อมจะมาถึงเพื่อให้ผมได้มีโอกาสเคลียร์ปัญหาที่ค้างคา แต่เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวี่แววว่าพี่อ้อมจะมา
จวนจะถึงเวลาเที่ยง ผมลุกจากโต๊ะเดินไปกดน้ำตามปกติ แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับผมอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายจากเมื่อวานวนกลับมาอีกครั้ง
ยังไม่ทันถึงห้องครัว เสียงสนทนาของคนสองคนดังแว่วเข้ามา ผมหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว สายตาหันไปมองยังประตูที่เปิดแง้มไว้ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโมโหชัดเจน “ยัยฟ้าลาวันนี้ ฉันต้องมานั่งทำงานแทน แล้วงานไอ้น้องน้ำก็มีเพิ่มมาอีก! โคตรเบื่อ ฉันโคตรอยากลาออกเลย!” อีกเสียงหนึ่งเสริมด้วยน้ำเสียงที่ไม่แพ้กัน “เออ ดีนะ วันนี้มันไม่กินหมูปิ้ง ฉันโคตรเหม็น กลิ่นแม่งเข้าแอร์หมด ต้องนั่งดมทั้งวัน”
ทุกคำพูดนั้นกระแทกใจผมเหมือนมีดที่แทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำตาคลอเบ้าทั้งสองข้างโดยไม่รู้ตัว เสียใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกอยากเดินเข้าไปขอโทษแล่นวาบขึ้นมา แต่ขากลับหนักอึ้งเหมือนถูกตรึงไว้
ผมตัดสินใจก้มหน้าเดินต่อไปที่ตู้กดน้ำ ทำทีเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความพยายามที่จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
เมื่อมาถึงตู้กดน้ำ ผมพบพี่แจ้ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับเพื่อนอีกคน ใจผมแทบสลายเมื่อพี่แจ้เป็หนึ่งในคนที่กำลังพูดถึงผม พี่แจ้...คนที่เคยซื้อขนมมาฝากผมตอนกลับจากเที่ยว คนที่เคยถามไถ่ด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นว่าผมดูเครียด และคนที่เคยอาสาไปส่งผมกลับบ้านยามดึก
ริมฝีปากผมเริ่มสั่น ผมพยายามกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา รีบกดน้ำให้เสร็จโดยไม่มองหน้าใคร ผมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามรวบรวมกำลังใจโค้งหัวให้พี่ทั้งสองคนพร้อมยิ้มบางๆ ที่เจือไปด้วยความเ็ป แล้วรีบเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน
เสียงหัวเราะเบาๆ จากด้านหลังทำให้ผมหยุดฝีเท้าชั่วครู่ คำพูดที่ตามมาทิ่มแทงยิ่งกว่าเดิม “สำออยจริงๆ ผู้ชายซะป่าว”
ผมหยุดฟังอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะในใจแอบหวังอย่างลึกๆ ว่าจะได้ยินคำว่า "ขอโทษ" ออกจากปากพี่แจ้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความผิดหวังและคำพูดที่เหมือนคมมีดเฉือนลึกลงไปในหัวใจอีกครั้ง
“ทำไมถึงต้องเป็ผม?” คำถามนี้ดังขึ้นในใจผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ก้าวเท้ากลับไปยังโต๊ะที่เปล่าเปลี่ยวยิ่งกว่าเดิม
่พักเที่ยง ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ได้ลงไปทานข้าวเหมือนทุกวัน ความกังวลในใจทำให้ผมตัดสินใจเปิดดูแชทของฟ้า ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดเข้าไปอ่าน ทั้งกลัวว่าเพื่อนจะไม่ตอบ กลัวว่าเพื่อนจะพูดไม่ดี หรือแม้แต่กลัวว่าเพื่อนจะตอบดีแค่เพื่อตัดรำคาญ แต่สิ่งที่ผมพบกลับยิ่งเ็ปกว่า ฟ้าอ่านข้อความแล้วแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย
เวลาผ่านไปจนถึงบ่ายโมง ทุกคนกลับขึ้นมาทำงานตามปกติ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดและการพูดคุยงาน ผมนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ คิดทบทวนอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเดินไปหาพี่แจ้ แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความสั่นไหว แต่ผมอยากแสดงให้เห็นว่าผมพร้อมจะช่วยเหลือ
ผมลุกจากเก้าอี้ ฝืนยิ้มออกมาแม้จะรู้ว่ามันดูไม่เป็ธรรมชาติเท่าไหร่ แล้วเดินตรงไปหาพี่แจ้ที่กำลังก้มหน้าทำงานด้วยสีหน้าคร่ำเครียด เขาไม่เงยหน้าขึ้นมามองผมเลยแม้แต่น้อย ผมสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้สดใสที่สุด “พี่แจ้ มีอะไรให้น้ำช่วยมั้ยครับ”
น้ำเสียงของผมอาจฟังดูปกติ แต่หัวใจกลับเต้นระรัว น้ำตาคลออยู่ขอบตา ความเงียบที่ตามมาทำให้ความหวังเล็กๆ ในใจผมดับลงอย่างช้าๆ พี่แจ้ยังคงก้มหน้าทำงานต่อโดยไม่ตอบอะไร ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รอคอยคำตอบที่ไม่มีวี่แววว่าจะมา
สุดท้าย ผมเดินคอตกกลับไปที่โต๊ะทำงาน ความรู้สึกโทษตัวเองถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เหมือนกระแสน้ำที่ซัดเข้ามาไม่มีที่สิ้นสุด ผมพยายามฝืนตัวเองให้กลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้า แม้งานที่มีจะดูน้อยนิดจนแทบไม่มีอะไรให้ทำ แต่นั่นคือทั้งหมดที่ผมทำได้
“ถึงผมจะไม่มีความสามารถเหมือนคนอื่น แต่ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด” ผมย้ำคำนี้ในใจตัวเองขณะที่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ความตั้งใจที่เต็มไปด้วยความหวังเล็กๆ ว่า... สักวันหนึ่ง อาจมีใครสักคนมองเห็นความพยายามของผมบ้าง
ใกล้เวลาห้าโมงเย็นพี่อ้อมก็เดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทีเร่งรีบ เขาก้าวเร็วๆ มาตรงโต๊ะของผมจนทำให้หัวใจผมแทบจะหลุดออกจากอก เพราะไม่ทันได้เตรียมใจอะไรทั้งนั้น “น้ำ ยุ่งอยู่มั้ย เข้ามาคุยกันหน่อย” พี่อ้อมพูดเสร็จแล้วเดินตรงไปที่ห้องของเขาทันที โดยไม่รอคำตอบจากผม ผมยืนอยู่ตรงนั้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงตัวเอง คิดไปต่างๆ นานา ว่าจะเป็เื่อะไรได้บ้าง เื่ฟ้า เื่งาน หรือเื่ผ่านโปร? แต่ในใจลึกๆ ผมก็ยังตั้งใจไว้แล้วว่าจะขอเอางานที่พี่อ้อมให้ฟ้าไปทำกลับมาทำเอง
ผมพยายามทำใจให้สงบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเคาะประตูห้องพี่อ้อมเบาๆ “ก๊อก ก๊อก ขออนุญาตครับ” แล้วค่อยๆ บิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไป พี่อ้อมนั่งรออยู่แล้ว ท่าทางเขาดูเครียดมาก ผมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเขาด้วยท่าทางที่เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“น้ำเข้ามาทำงานที่นี้ได้กี่เดือนแล้วนะ?” พี่อ้อมถามด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและแข็ง “ประมาณสามเดือนกว่าๆ แล้วครับ” ผมตอบกลับไปเสียงแ่ๆ โดยไม่กล้าสบตา พี่อ้อมพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะถามต่อ “น้ำรู้มั้ยว่าทำไมพี่ถึงรับน้ำเข้ามาทำงานที่นี่?”
ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไปเสียงเบา “ไม่ทราบเลยครับ” ความกระฉับกระเฉงในคำตอบหายไปหมดแทบจะทันที “นั่นสิ น้ำทำงานแย่มาก จนพี่ลืมไปเลยว่า ทำไมพี่ถึงรับคนแบบน้ำเข้ามาทำงาน” พี่อ้อมพูดเสียงหนักขึ้น น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ ทำให้ผมต้องก้มหน้า รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลง
“ฟ้าเข้าโรงพยาบาล รู้ยัง? เพราะเครียด พี่ไม่รู้นะว่าเื่อะไร ไปคิดเอง” คำพูดของพี่อ้อมเหมือนมีดแหลมๆ ทิ่มแทงเข้าไปในใจผม ผมได้แต่ก้มหน้า ฟังโดยไม่มีคำพูดอะไรออกมา รู้ดีว่าคำว่า "ไปคิดเอง" คือคำตอบที่ผมไม่อยากได้ยิน แต่มันก็ชัดเจนที่สุดแล้วว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพราะผม
“พี่คงรอถึงสี่เดือนไม่ไหว งานมันกระทบเยอะมาก พี่แจ้ก็ต้องมานั่งทำงานแทน วุ่นวายกันไปหมด” พี่อ้อมพูดต่อเสียงเริ่มดังขึ้น รู้สึกเหมือนผมไม่สามารถหายใจได้
“พี่ไม่ให้เราผ่านโปรแล้วกันนะ พรุ่งนี้น้ำก็ไม่ต้องมาทำงานแล้ว วันนี้ก็เก็บของกลับบ้านได้เลย” พี่อ้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเหมือนเห็นใจ แต่ความเ็ปที่ผมรู้สึกมันยังคงบีบคั้นใจ
ผมที่นั่งก้มหน้าอยู่ในความเงียบ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ จริงๆ แล้วผมรู้ดีว่าผมไม่เหมาะกับที่นี่ ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ยิ้มบางๆ ให้พี่อ้อม “ขอบคุณครับ” ผมพูดเสียงสั่นเครือ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไหว้พี่อ้อม แล้วเดินออกจากห้องด้วยใจที่หนักอึ้ง แม้จะพยายามทำใจให้เข้มแข็ง แต่ความรู้สึกเหมือนตัวเองพังทลายลงในทุกๆ ก้าวที่เดินออกไป
ผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ข้าวของบนโต๊ะกระจัดกระจายตามความยุ่งเหยิงที่ไม่สามารถควบคุมได้ในตอนนี้ มือไม้สั่นเล็กน้อยเมื่อเก็บเอกสารและของส่วนตัวใส่กระเป๋า ความรู้สึกโทษตัวเองท่วมท้นหัวใจจนไม่สามารถบังคับให้ตัวเองหยุดร้องไห้ได้ คำพูดของพี่อ้อมยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับมีเสียงกดทับทุกความหวังที่เหลืออยู่
ความเครียดจากการไม่มีงานรองรับหลังจากนี้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในใจ สิ่งที่ทำให้ผมหนักใจที่สุดคงไม่พ้นเื่ที่ต้องบอกแม่ว่าไม่มีงานแล้ว และเงินค่าห้องในเดือนหน้าจะมาจากไหน ผมไม่มีแผนสำรองไว้เลย การหางานใหม่ก็ดูเหมือนจะเป็ภารกิจที่ยากเกินจะทำได้
สมองตอนนี้คิดอะไรไม่ออก ได้แต่โทษตัวเอง ว่าผมมันคงแย่จริงๆ อย่างที่คนอื่นๆ ว่ากัน ผมไม่เก่งพอ ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงไปหมด
ผมค่อยๆ ใส่ของลงกระเป๋า มือที่สั่นเล็กน้อยพยายามทำให้มันออกมาดูเรียบร้อยที่สุด ก่อนจะลุกจากโต๊ะเดินไปหาพี่แจ้ ผมตั้งใจจะขอโทษ ไม่อยากให้เขาโกรธ
“พี่แจ้ครับ ขอบคุณนะครับที่คอยซื้อขนมมาฝาก” ผมพนมมือพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ขอโทษที่สำหรับสิ่งที่ผมทำให้พี่ไม่พอใจด้วยนะครับ” เสียงของผมดูเหมือนจะหายไปในอากาศ พี่แจ้ไม่ได้แม้แต่จะหันมามอง หรือรับไหว้ผม
ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากออฟฟิศไป หนักหน่วงทุกก้าวที่เดินออกมา รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงไป
ผมขึ้นรถและกดโทรหาแม่ เสียงรอสายดังขึ้นในความเงียบ “ตู๊ดดดดดดดด ตู๊ดดดดดดดดดด” หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป รอให้เสียงปลายสายรับ
“สวัสดีจ้า” เสียงที่ปลายสายไม่ใช่เสียงของแม่ แต่กลับเป็เสียงที่ผมไม่คุ้นเคย
“สะ สะ สวัสดีครับ” ผมตอบกลับไปเสียงตะกุกตะกัก เพราะใจยังสั่นไม่หยุด
“ใครจ๊ะ?” เสียงปลายสายถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
“น้ำครับ นั่นใครครับ?” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
“อ้อ น้องน้ำหรอ แม่แกเอาโทรศัพท์มาจำนำ เนี้ยไปติดพนันเขาอีกแล้วเนี้ย ยุ่งวุ่นวายกันไปหมด ป้าเลยช่วยไปสองพัน” เสียงปลายสายพูดต่อโดยไม่รู้สึกผิดอะไร
“อ่ออ ครับป้า ขอบคุณครับ” ผมตอบกลับไปเสียงเบา ก่อนจะกดวางสายทันที
การวางสายทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม เหมือนว่าแรงทั้งหมดที่มีมันได้หายไปหมด ตอนนี้ผมไม่มีที่พึ่งพา ไม่มีทางออกสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอนของตัวเอง ผมได้แต่ภาวนาในใจ ว่าจะยังมีทางให้ผมเดินต่อไปได้ไหม