คนที่พูดอยู่หน้าลานบ้านไม่ใช่ใครอื่น เธอคือภรรยาของหวังเยว่จิ้น ประธานกลุ่มสตรีของหมู่บ้าน ทั้งยังเป็นหลานสะใภ้ของสองผู้เฒ่าตระกูลหวัง สามีของเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ กับหวังอ้ายกั๋ว
ภรรยาของหวังเยว่จิ้นบังเอิญเดินผ่านแถวนี้พอดี แล้วก็ได้ยินเสียงเอะอะจากข้างใน เธอตั้งใจฟังจนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินจากไปเฉยๆ ได้
บ้านของพวกเธอไม่ได้อยู่ไกลกันนัก ภรรยาของหวังเยว่จิ้นไม่พอใจพฤติกรรมต่างๆ ของหลี่ชุนหง ภรรยาของหวังอ้ายกั๋ว มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่หล่อนยุยงให้หวังเหว่ยไฉ ลูกชายของตัวเอง รังแกฉินหยวนเฟิง เนื่องจากก่อนหน้านี้เรื่องยังไม่บานปลาย ภรรยาของหวังเยว่จิ้นก็เหมือนกับอีกหลายคนที่ยึดหลักไม่อยากก่อเรื่องใส่ตัว แต่ตอนนี้หลี่ชุนหงถึงกับมาโวยวายเสียงดังในบ้านของผู้เฒ่าทั้งสองเช่นนี้ เธอก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้อีกต่อไป
พูดจบ ภรรยาของหวังเยว่จิ้นก็เดินเข้ามาในลานบ้าน การที่ภรรยาของหวังเยว่จิ้นโผล่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ทำให้หลี่ชุนหงโกรธจัด แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นประธานกลุ่มสตรี และตัวเองต้องเรียกเธอว่าพี่สะใภ้ ปกติตัวเองก็เอาอกเอาใจเธอดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้หล่อนขาดสติไปแล้ว จึงพูดจาไม่ดีใส่ภรรยาของหวังเยว่จิ้นที่กำลังเดินเข้ามาหา “พี่สะใภ้! จะมายุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมไม่ทราบ? อีกอย่างคนที่เจ็บมันลูกชายฉันนะ พี่เป็นคนนอกจะไปรู้สึกรู้สาอะไร!”
เดิมทีภรรยาของหวังเยว่จิ้นตั้งใจจะมาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แต่ไม่คิดว่าหลี่ชุนหงจะพูดจาไม่เกรงใจกันแบบนี้ สีหน้าของเธอพลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “ชุนหง ฉันรู้ว่าหยวนเฟิงตีเหว่ยไฉ แต่เหว่ยไฉก็ตีหยวนเฟิงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? รอยแผลบนหน้าหยวนเฟิงเธอไม่เห็นหรือไง? ครั้งนี้ต้องเป็นเหว่ยไฉแน่ๆ ที่ไปยั่วโมโหหยวนเฟิงจนเขาทนไม่ไหวต้องสวนกลับ ปกติฉันกับชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เห็นกันชัดๆ ว่าเหว่ยไฉลูกเธอนั่นแหละที่รังแกหยวนเฟิง เมื่อกี้ฉันก็ได้ยินคุณย่าบอกว่าท่านตำหนิหยวนเฟิงไปแล้ว เธอนั่นแหละที่ควรกลับไปสั่งสอนเหว่ยไฉลูกตัวเองให้ดีๆ”
ไม่รอให้หลี่ชุนหงได้โต้ตอบ ภรรยาของหวังเยว่จิ้นก็เดินเข้าไปใกล้อีก “สายตาชาวบ้านน่ะเฉียบคมนะ ถ้าพวกเธอยังทำกับหยวนเฟิงเกินไปกว่านี้อีก แค่ทุกคนถ่มน้ำลายใส่คนละทีก็ท่วมบ้านพวกเธอตายได้แล้ว ไม่เชื่อก็ลองดูสิ”
หลี่ชุนหงว่าแข็งกร้าวแล้ว แต่หวังเยว่จิ้นที่อยู่ตรงหน้ากลับแข็งกร้าวยิ่งกว่า ในตอนนั้นเองก็มีคนทยอยเข้ามาในลานบ้านตระกูลหวังอีกหลายคน ล้วนเป็นทั้งเพื่อนบ้านและญาติๆ ที่อยู่ละแวกนั้น ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นกันเซ็งแซ่ เหล่าชาวบ้านขามุงเหล่านี้ล้วนเข้าข้างฉินหยวนเฟิง เด็กน่าสงสารขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่รู้สึกเวทนาสงสาร?
หลี่ชุนหงเห็นท่าไม่ดี จึงได้แต่ดึงหวังอ้ายกั๋วสามีของตนเองจากไปอย่างเงียบๆ
ภรรยาของหวังเยว่จิ้นเดินมาหยุดอยู่หน้าฉินหยวนเฟิง มองแก้มที่บวมเป่งเพราะถูกหวังเหว่ยไฉต่อยด้วยแววตาเอ็นดู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “โถ...เจ้าเด็กเหลือขอหวังเหว่ยไฉนี่มือหนักจริงๆ หยวนเฟิง ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหมลูก?”
ฉินหยวนเฟิงตอบ “ขอบคุณคุณน้าที่เป็นห่วงครับ ผมไม่เจ็บแล้ว ไม่เป็นไรแล้วครับ ยังไงผมก็ได้ตีหวังเหว่ยไฉไปแล้วเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไปครับ เพียงแต่ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้คุณปู่คุณย่าแล้วก็ผู้ใหญ่ทุกท่านต้องเดือดร้อน”
การรู้ความและความน่าเอ็นดูของฉินหยวนเฟิงทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกเอ็นดูสงสารเขาจับใจ
ภรรยาของหวังเยว่จิ้นลูบหัวฉินหยวนเฟิงอย่างอ่อนโยนพลางพูดว่า “ช่างเป็นเด็กดีรู้ความเสียจริง ต่อไปถ้ามีใครมารังแกอีกก็มาบอกน้านะ น้าเป็นเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน น้าจัดการให้ได้”
“ขอบคุณครับคุณน้า!” ในตอนนี้ฉินหยวนเฟิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่คิดว่าคำพูดไม่กี่คำของเด็กผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันเพียงผิวเผิน จะทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตได้ขนาดนี้ และเรื่องราวนี้ก็เป็นผลดีกับเขาอย่างมาก บางทีการที่เขาเอาแต่ยอมอ่อนข้อในอดีตอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดจริงๆ การยอมอ่อนข้อไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความเห็นใจเสมอไป มีเพียงการรู้จักตอบโต้เท่านั้นจึงจะทำให้ตัวเองปลอดภัยอย่างแท้จริง
ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าคำพูดไม่กี่คำของเธอจะมีผลต่อฉินหยวนเฟิงจริงๆ
เธอไม่ได้คาดหวังว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้ฉินหยวนเฟิงเก็บไปคิดและลงมือทำตาม
ในสถานการณ์แบบนั้น เธอรู้สึกว่าทำได้เพียงบอกให้ฉินหยวนเฟิงเรียนรู้ที่จะตอบโต้ เพื่อที่จะปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น
ในชาติก่อน ทิงเสวี่ยเคยเห็นเหตุการณ์การกลั่นแกล้งรังแกมามากมายทั้งในชีวิตจริงและในข่าว คนที่ถูกรังแกส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กที่นิสัยอ่อนแอ ไม่รู้จักตอบโต้ ยิ่งคุณไม่รู้จักตอบโต้ ไม่สู้กลับ ก็จะยิ่งถูกรังแกหนักขึ้น
พิธีกรในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่งเคยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพูดถึงประเด็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียนที่ค่อนข้างรุนแรงว่า ‘ฉันจะบอกลูกชายของฉันว่า ถ้ามีคนมาชกแกทีหนึ่ง แกต้องชกมันกลับไปทันที’
พวกนักศีลธรรมจอมปลอมย่อมรู้สึกว่าพิธีกรไม่ควรพูดแบบนั้น ในฐานะสื่อมวลชนควรจะเผยแพร่สิ่งที่เรียกว่าพลังบวก เช่น การให้อภัยเมื่อควรให้ อดทนไว้แล้วเรื่องจะสงบเอง การที่คนอื่นมาชกแล้วต้องชกกลับนั้นไม่ถูกต้อง เวรกรรมที่ผูกพันกันจะจบสิ้นเมื่อใด
ก็เพราะเด็กบางคนได้รับการสั่งสอนแบบผิดๆ ว่าถ้าคนอื่นมาชกก็อย่าสู้กลับ อดทนไว้แล้วเรื่องจะสงบเองนั่นแหละ ที่ทำให้คนพาลได้ใจ และทำให้คนที่ถูกรังแกยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
ถ้ามีคนมาชกคุณ แล้วคุณสามารถตอบโต้กลับไปได้ทันที อีกฝ่ายย่อมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนที่รังแกได้ง่ายๆ
การยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อให้คลื่นลมสงบไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องดูจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมด้วย
หลังจากทิงเสวี่ยร่ำลาฉินหยวนเฟิงแล้ว เธอก็เดินเล่นอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนำของที่ซื้อมาไปเก็บที่บ้าน ผูกเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนไว้ แล้วก็ออกจากบ้านไป
ทิงเสวี่ยไปที่บ้านคุณปู่หวง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลจากรัฐในหมู่บ้าน
บ้านคุณปู่หวงอยู่ไม่ไกลจากบ้านทิงเสวี่ยนัก ห่างกันเพียงไม่กี่หลังคาเรือน
คุณปู่หวงกับคุณย่าหวงสองสามีภรรยาเป็นผู้สูงอายุไร้ลูกหลานที่รัฐสงเคราะห์ พวกเขาไม่มีลูกหลาน แม้จะรับเลี้ยงลูกชายบุญธรรมจากญาติในตระกูลคนหนึ่ง แต่ก็แทบจะไม่ได้พึ่งพาอะไรเลย
ปีนี้สองผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบปีแล้ว ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเก่า เมื่อก่อนทิงเสวี่ยเคยตามคุณย่ามาดูแลสองสามีภรรยาที่น่าสงสารนี้เป็นระยะๆ หลังจากคุณย่าเสียไป ทิงเสวี่ยก็ยังคงแวะมาที่บ้านเป็นระยะๆ ช่วยสองผู้เฒ่าซื้อของบ้าง ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะทำได้บ้าง
คุณปู่หวงเป็นทหารผ่านศึกสงครามต่อต้านญี่ปุ่น หลังจากปลดประจำการก็กลับมาอยู่ที่ชนบท แล้วก็แต่งงาน ไม่รู้ว่าทำไมสองผู้เฒ่าถึงไม่มีลูกเป็นของตัวเองสักที
ในชนบท ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต ถ้าไม่มีลูกหลาน ชีวิตในบั้นปลายก็ไม่มีหลักประกัน
แน่นอนว่าคนไม่มีลูกหลานอย่างคุณปู่คุณย่าหวงสามารถไปอยู่ที่บ้านพักคนชราของรัฐได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สองผู้เฒ่าค่อนข้างติดบ้าน รู้สึกว่าไปอยู่บ้านพักคนชราแล้วจะไม่เป็นอิสระ แม้ว่าร่างกายของคุณปู่จะไม่ค่อยดี เคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวกแล้ว แต่สองผู้เฒ่าก็ยังไม่อยากไปบ้านพักคนชรา
ตอนที่ทิงเสวี่ยมาถึง คุณย่าหวงกำลังทำอาหาร ส่วนคุณปู่หวงกำลังสูบกล้องยาเส้น พอเห็นเด็กหญิงมา สองผู้เฒ่าก็ดีใจมาก
สองผู้เฒ่าไม่มีลูก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลาน แม้ว่าจะมีหลานชายของญาติอยู่หลายคน แต่เด็กเหล่านั้นก็ไม่สนิทสนมกับพวกเขา กลับเป็นทิงเสวี่ยและครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติแต่กลับสนิทสนมกับพวกเขามาก ดังนั้นสองผู้เฒ่าจึงเอ็นดูทิงเสวี่ยมาก เหมือนเธอเป็นหลานสาวแท้ๆ
“เสียวเสวี่ย พ่อของหนูไม่ได้ไปฆ่าหมูที่บ้านลุงกั๋วจวินของเธอหรอกเหรอ ทำไมไม่ไปเล่นที่นั่นล่ะ?” คุณปู่หวงถามยิ้มๆ ในมือถือกล้องยาเส้น สายตาที่ขุ่นมัวเล็กน้อยมองมาที่ทิงเสวี่ยด้วยความรักและเอ็นดู
“หนูไม่อยากไปแล้วค่ะ รู้สึกไม่สนุก หนูไม่ได้มาหาคุณปู่คุณย่าหวงหลายวันแล้ว คิดถึงก็เลยมาค่ะ” ทิงเสวี่ยพูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ คุณปู่หวง
คุณย่าหวงผัดผักกาดขาวตุ๋นเต้าหู้ในกระทะไปพลางบอกทิงเสวี่ยว่าใกล้จะได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว อย่าเพิ่งไปเลย กินข้าวที่นี่แหละ
ทิงเสวี่ยก็ไม่ได้เกรงใจผู้สูงอายุทั้งสอง ก่อนที่จะถึงเวลาอาหาร ทิงเสวี่ยเห็นว่าในบ้านมีหลายที่ที่ยังไม่ได้ทำความสะอาด เธอก็หาผ้าขี้ริ้ว ไม้กวาด และอื่นๆ มาอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนที่ต้องกวาดก็กวาด ส่วนที่ต้องเช็ดก็เช็ด ไม่นานบ้านก็ถูกทิงเสวี่ยทำความสะอาดจนเรียบร้อย
อาหารกลางวันถูกยกขึ้นโต๊ะในไม่ช้า เป็นอาหารง่ายๆ ผักกาดขาวตุ๋นเต้าหู้ กับผักชุนฉ่ายดองเค็มหนึ่งจาน อาหารหลักคือหมั่นโถว แต่ไม่ใช่หมั่นโถวแป้งขาวล้วน มีแป้งข้าวโพดผสมอยู่เล็กน้อย
ทิงเสวี่ยกินข้าวเที่ยงที่บ้านสองผู้เฒ่า พอกินเสร็จเธอก็ช่วยคุณย่าหวงเก็บถ้วยชาม
ก๊อกน้ำของบ้านผู้สูงอายุอยู่นอกลานบ้าน ทิงเสวี่ยถือถังเล็กๆ ตักน้ำใส่โอ่งในบ้านจนเต็ม แบบนี้ผู้สูงอายุก็ไม่ต้องออกไปตักน้ำเองแล้ว
แม้ว่าขาของคุณย่าหวงจะยังแข็งแรงดี แต่ก็อายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว
พอเห็นว่าฟืนที่ผ่าไว้ในลานบ้านเหลือน้อยแล้ว ทิงเสวี่ยก็บอกคุณย่าหวงว่าพรุ่งนี้จะให้พ่อเอาฟืนที่บ้านมาให้ แบบนี้คุณปู่คุณย่าจะได้มีฟืนใช้ช่วงตรุษจีนอย่างสบายใจ
คุณย่าหวงตอบ “ไม่ต้องลำบากหรอก ที่นี่ยังมีฟืนอยู่ พอใช้ถึงปีใหม่”
คนในชนบทส่วนใหญ่ใช้ฟืนในการให้ความร้อนและในชีวิตประจำวัน คนหนุ่มสาวยังพอไหว แต่สำหรับผู้สูงอายุอย่างสองสามีภรรยาตระกูลหวง การขึ้นเขาไปตัดฟืนนั้นลำบากมาก การขนฟืนกลับมาแล้วผ่าก็ลำบากเช่นกัน หลินกั๋วผิงและเพื่อนบ้านใจดีคนอื่นๆ มักจะนำฟืนที่ตัวเองผ่าไว้แล้วมาให้เป็นระยะๆ
ในฤดูหนาว สองผู้เฒ่าจะจุดเตาในบ้าน ทั้งให้ความอบอุ่นและทำอาหารได้ ทิงเสวี่ยช่วยคุณย่าหวงขนฟืนเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็นั่งข้างๆ คุณปู่หวง ฟังท่านฟังวิทยุที่กำลังกระจายเสียงเรื่องยาว "ขุนศึกตระกูลหยาง" ฉบับเล่าโดยหลิวหลานฟาง
เกือบจะมืดค่ำทิงเสวี่ยถึงกลับบ้านตัวเอง ตอนนั้นหลินกั๋วผิงก็กลับมาจากบ้านหลินกั๋วจวินแล้วเช่นกัน
“เสียวเสวี่ย ทำไมไม่ไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านลุงกั๋วจวินล่ะ? แล้วข้าวเที่ยงลูกกินยังไง?” หลินกั๋วผิงถามอย่างแปลกใจ ปกติเวลาเขาไปช่วยงานที่บ้านหลินกั๋วจวิน ลูกสาวจะตามไปด้วยเสมอ ปีนี้เธอไม่ได้ไป
ทิงเสวี่ยไม่ได้อธิบายให้พ่อฟังว่าทำไมเธอถึงไม่ไป แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “หนูไม่อยากไปค่ะ ได้กลิ่นเครื่องในหมูแล้วจะอ้วก”
หลินกั๋วผิง “…”
แม้ว่าหลินกั๋วผิงจะเป็นผู้ชาย อาจจะไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของลูกสาวในช่วงนี้เขาก็เห็นอยู่ในสายตา
เขาไม่รู้ว่าทำไมลูกสาวถึงเปลี่ยนไปกะทันหัน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่ดี บางทีอาจเป็นเพราะลูกสาวโตขึ้นและรู้จักความแล้วจริงๆ การจากไปของแม่ชราเป็นเรื่องสะเทือนใจสำหรับเขา และสำหรับลูกสาวแล้วคงยิ่งกว่ากระมัง
ในตอนนั้นเอง เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนที่อยู่ข้างนอกก็เห่าเสียงดังลั่น นั่นหมายความว่ามีคนแปลกหน้ามา
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น คือหลินหงเหมยคนที่ถูกทิงเสวี่ยผิดนัดนั่นเอง
หลินหงเหมยรออยู่ที่บ้านอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อทิงเสวี่ยซื้อของเสร็จแล้วจะชวนเธอไปกินหมูที่บ้านหลินกั๋วจวิน แล้วก็ไปดูเครื่องถ่ายรูป แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมา ระหว่างนั้นเธอก็แวะมาหาทิงเสวี่ยที่บ้านด้วย