บทที่ สามสิบสอง
ลู่อิงิหันตัวรุดตามเสียงไปอย่างว่องไวเพียงไม่กี่อึดใจก็ตามมาถึงต้นเสียง พบกับหญิงมีอายุคนหนึ่งที่ยืนร้องไห้เสียงดังเรียกคนที่อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงออกมามุง
“เกิดอะไรขึ้นๆ” ชายที่วิ่งมาถึงก่อนรั้งร่างที่โศกเศร้าเข้ามาใกล้ตัวอาจจะเป็สามีของนางแน่ “แล้วอาจื้อไปไหน”ไร้เสียงตอบกลับมีแต่เสียงสะอึกสะอื้นของภรรยาเท่านั้น
“ลูกข้า… มันเอาตัวลูกไป”
พอชาวบ้านที่ออกมามุงรู้เื่ที่เกิดขึ้นก็เริ่มบอกกันปากต่อปากทุกคนรู้ในทันทีว่าหมู่บ้านมีปีศาจก่อกวนใน่นี้พักหลังจึงไม่มีใครพาเด็กออกจากบ้านเท่าไรมีทั้งเสียงเอ่ยด้วยความสงสารแต่ก็มีคนกล่าวโทษที่ไม่ระวังเช่นกันเซียนผู้น้อยได้ยินก็สะท้อนใจ
“พวกท่านพอจะบอกลักษณะของมันอย่างละเอียดได้ไหมข้ากับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชิงเขาจะขึ้นไปปราบมันวันนี้หากมีข้อมูลเพิ่มคงมีประโยชน์มากทีเดียว” ลู่อิงิก้าวออกไปคุยกันหญิงคนนั้นเวลานี้ต้องรีบ เพราะถ้าไปเร็วอาจจะรักษาชีวิตเด็กได้
หญิงมีอายุหันมามองประเมินคุณชายร่างเล็กใบหน้าขาวใสไม่ใช่อย่างพวกผู้กล้าหรือนักดาบก็เกิดดูแคลนในใจไปส่วนหนึ่งแล้วแต่ถ้าเขาจะช่วยบุตรของนางได้แม้สักนิดนางก็ยอมทุกอย่าง
หญิงวัยกลางคนจึงตั้งสติหยุดอาการสะอึกสะอื้นแล้วนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งพบเจอ“ตอนนั้นข้าตักน้ำอยู่ไม่ได้เห็นชัดมากแต่พอเสียงร้องของลูกชายดังขึ้นมันก็กำลังบินขึ้นฟ้าแล้วร่างสูงใหญ่เหมือนชายแต่ผอมบางมากปีกดำของมันใหญ่น่ากลัวเหลือเกินขยับเพียงครั้งเดียวก็ลอยสูงแทบเสียดฟ้า”
“แล้วมันมีอะไรติดตัวมาด้วยไหม?” สิ่งที่ลู่อิงิอยากรู้ที่สุดคืออยากรู้ว่ามันมีเศษดาวติดตัวจริงๆหรือไม่
“ข้าไม่เห็นอะไรเลยนะ มันตัวเปล่าเปลือย”
“มีสร้อยหรืออะไรไหม?”
“สร้อยหรือ?” หญิงมีอายุหยุดคิดนางจำอะไรมากไม่ได้เพราะใ มองแต่บุตรของตัวเองเพราะกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น“ข้าไม่แน่ใจ แต่ๆ ไม่รู้เป็เครื่องประดับหรือไม่ ตอนที่ลอยขึ้นฟ้าแล้วมีแสงระยิบบางอย่างที่ลำตัวผอมแห้ง”
ลู่อิงิพยักหน้ารับ“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านน้า ข้าจะรีบไปสมทบกับกลุ่มก่อน ขอลา”
“ฝากช่วยลูกข้าด้วยนะคุณชาย” ผู้เป็สามีที่กอดภรรยาอยู่รีบขอร้องก่อนที่ลู่อิงิจะเดินออกไป
“ข้าจะพยายาม” นางไม่อาจรับปากเพราะไม่รู้ว่าปีศาจแร้งจะเก็บเด็กเอาไว้จนถึงตอนบุกเข้าไปหรือไม่
เกือบรุ่งสางเซียนน้อยก็มาถึงตีนเขาที่นัดพบกลุ่มนักดาบรับจ้างแล้วจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองให้คนทางนี้ที่อาจจะไม่ทันได้สังเกตว่าปีศาจแร้งหลบออกไป
“เด็กอีกคนแล้วหรือ เ้าปีศาจตัวนี้นับวันยิ่งเหิมเกริม”หัวหน้ากลุ่มรับจ้างกล่าวเสียงแข็ง คงโมโหที่โดนข้ามหัวไปได้ไม่รู้เื่รู้ราวฟังนางเล่าเื่จบพวกเขาจึงเร่งเดินทางขึ้นเขากันทันที
การขึ้นเขาจั๋วเหลียงเหมือนการรับบททดสอบการเป็ศิษย์เข้าสำนักเหนิงซือลู่อิงิผ่านด่านแรกวิถีวิบากอย่างง่ายดายเนื่องจากกลุ่มรับจ้างมีคนที่เคยเข้าสำนักเหนิงซือข้อมูลเ่าั้ทำให้เตรียมตัวง่ายขึ้น ด่านแรกที่เป็เส้นทางทรหดมีกับดักซ่อนอยู่ต้องเป็ผู้ที่มีหูตาและสัญชาตญาณรวดเร็วเท่านั้นจึงผ่านด่านและเื่หูทิพย์ลู่อิงิถือว่าระดับเซียนเชียวละเมื่อช่วยกลุ่มรับจ้างหลบหลีกกับดักมาได้คนพวกนี้ก็แสดงความเคารพคุณชายจอมยุทธ์หน้าใสขึ้นมากโขจากที่เคยประเมินว่านางคงอาศัยเกาะพวกเขา
“ด่านสอง ล่อลวง คนที่มีสติมั่นคงเท่านั้นจึงเห็นทางออก”ชายผู้ที่เคยเข้าสำนักเอ่ยระหว่างเดินทางเข้าสู่ด่านต่อไป
“ล่อลวงหรือ มันเกิดจากอะไร” ลู่อิงิเอ่ยถาม
“ข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่ใช่คนในสำนัก” ก็จริงไม่มีใครเผยกลของตนเองให้คนนอกรู้ชายผู้นี่ที่เคยเดินทางเข้าสำนักเป็เพียงผู้ผ่านทาง มีคนพาขึ้นไปสมัยสำนักฝึกคนยังเปิดอยู่จึงรู้มานิดๆ หน่อยๆ แต่ให้ตะลุยขึ้นไปเองคงไม่รอด“ข้าจำได้แค่เพียงแค่เมื่อเริ่มเดินเข้าไปเส้นทางนี้แล้วได้ยินเสียงได้เห็นอะไรแปลกๆคนในสำนักจะเอาผ้ามาคลุมหัวข้าแล้วพาเดินผ่านไปต่อทันที”
“งั้นถ้าพวกเราเอาผ้าคลุมหัวเดินจะเห็นเส้นทางได้ยังไง?” หนึ่งในนักดาบเอ่ยถามหัวหน้า
หัวกลุ่มผู้กำลังใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ยังไงพวกเราก็ไม่มีคนรู้เส้นทางแล้วคลุมหัวเดินเช่นนั้นย่อมไม่ได้ คงลองเดินเข้าไปกันก่อนถ้าตอนนั้นมีอะไรเราค่อยช่วยกัน”
เมื่อหัวหน้ากลุ่มตัดสินใจแล้วทุกคนก็ต้องทำตามลู่อิงิเลือกจะเดินอยู่เกือบท้ายสุด ระหว่างทางก็คอยลอบสังเกตพื้นที่ไปด้วยบริเวณนี้อากาศชื้นขึ้นทั้งที่ควรจะแห้งเพราะเป็หุบเขาที่อากาศที่หนาวจัดท่ามกลางความชื้นนี้ทำให้มีต้นหญ้าขึ้นบางเบาพร้อมดอกหญ้าเป็หย่อมๆแต่ต้นไม้อื่นๆ กลับยังแห้งแล้งไม่มีใบแม้สักใบเดียว คิดแล้วก็ประหลาดใจ
ไม่ใช่ว่าหญ้าพวกนี้จะมีอะไรหรอกนะส่วนมากพืชที่พิเศษเช่นนี้จะมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษไม่รู้ว่าในนิยายเคยอธิบายไว้บ้างไหม ลองคิดแล้วก็คิดไม่ออกว่ามีเกี่ยวกันหญ้าที่ขึ้นในอากาศหนาวจัดไหมไม่แน่ก็คงเป็สิ่งใหม่อีกครั้ง
“นั้นอะไร!” อยู่ๆคนหนึ่งในกลุ่มก็ะโโวยวายขึ้นมาไม่มีเหตุผลพร้อมชี้ออกไปทางด้านนอกลู่อิงิมองตามก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า
“โอ้! มีมากมายขนาดนี้ข้ารวยแล้ว รวยแล้ว”ยังไม่ทันได้รู้เื่ก่อนหน้าอีกคนก็พูดขึ้นมากลางกลุ่มพร้อมตาลุกวาว
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงอีกคน“ไม่ๆๆ ข้าทำไม่ได้”
เสียงที่ค่อยๆดังระงมท่ามกลางกลุ่มนักเดินทางทั้งหกคนไม่มีใครพูดเื่เดียวกันเลยเห็นทีว่าสิ่งนี้จะแปลกประหลาดกว่าที่คิด
“เอาพาคลุมพวกเขาๆ”เซียนน้อยะโบอกคนที่ยังไม่เกิดอาการให้เอาพาคลุมคนเ่าั้จนมีบางคนเริ่มเดินแตกออกจากกลุ่ม “ข้าจะไปตามเขา ท่านหัวหน้าจัดการทางนี้”หัวหน้ากลุ่มนักดาบที่ยืนเหงื่อตกกลางอากาศติดลบพยักหน้ารับคำสั่งของลู่อิงิก่อนจะนำถุงที่เตรียมมาไล่คลุมคนที่อาการหนักก่อน
ส่วนเซียนน้อยที่วิ่งตามคนแตกกลุ่มออกมาเห็นพวกเขาไม่ลดอาการตื่นใก็เลยตัดสินใจฟาดท้ายทอยให้สลบที่ละคนเพราะกลัวว่าถ้าเอาแต่คอยห้ามจะไม่ทันการณ์ ก็มีบางคนใกล้จะเดินตกหน้าผาอยู่แล้ว
ไม่นานนักลู่อิงิก็ลากนักดาบที่สลบเหมือดทั้งสองคนกลับมาที่กลุ่มหัวหน้านักดาบจัดการคลุมศีรษะอีกสองคนเรียบร้อยและดูเหมือนจะนิ่งไม่โวยวายแล้ว
“งั้นพวกเราพาที่เหลือไปต่อเลยไหมคุณชาย”
“ได้”
“แล้วนี่คุณชายไม่เห็นอะไรแปลกๆ หรือ” ลู่อิงิส่ายหน้าแทนคำตอบสิ่งนี้ที่ทำให้ตนสงสัย ก็ตนไม่เห็นอะไรเลย ต่างจากคนที่เหลือที่น่าจะเห็นผ่านหลอนแต่ว่าไปหัวหน้ากลุ่มอีกคนที่ยังนิ่งอยู่ไม่โวยวายเช่นสี่คนที่เหลือ
“แต่ท่านก็ไม่เห็นเช่นกันนี่” ลู่อิงิเอ่ยถามกลับ
“มิใช่” เขาส่ายหน้าไปด้วยพูดไปด้วย “ข้าเห็นแต่ข้ารู้ว่ามันไม่จริงเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มร่างกำยำพูดแล้วเสใบหน้ามองไปห่างจากลู่อิงิราวๆสามคืบ พร้อมเหงื่อที่ยังผุดออกมาที่ขมับ
“เช่นนี้เอง”
ลู่อิงิเข้าใจแล้วว่าทำไมหัวหน้ากลุ่มผู้นี้ถึงมีเหงื่อไหลท่ามกลางอากาศหนาวจัดเช่นนี้ได้แต่นางก็ไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไรอยู่ดี เื่นี้ถ้าอีกฝ่ายไม่เล่าก่อนนางก็จะไม่เอ่ยถาม
ทั้งสองช่วยกันพาคนที่เหลือออกมาจากบริเวณนั้นคนที่ถูกผ้าคลุมหัวไม่มีอาการหลอนอีกแล้วจึงพอจะเดินเองได้แค่ต้องจับคนด้านหน้าเดินส่วนคนที่สลบอยู่คนที่เหลือก็ช่วยๆ กันแบกจนทั้งหกคนพ้นเขตด่านทดสอบที่สองออกมาแล้วถึงวางคนที่สลบลงแล้วก็พากันนั่งพักอย่างพร้อมเพรียง
ส่วนหัวหน้ากลุ่มนักดาบหลังหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาแล้วก็ทิ้งตัวนั่งใกล้ๆคุณชายร่างเล็กก่อนจะเริ่มบทสนทนา “ข้าว่าสิ่งที่พวกเราพบคือหญ้ามายาคนพเนจรอย่างข้าเคยได้ยินแต่ไม่เคยพบมันจะสร้างภาพลวงจากก้นบึ้งของหัวใจให้คนที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งพอตกเป็ทาส” พอได้รับรู้สิ่งที่เป็ต้นต่อลู่อิงิก็มองรอบตัวทันทีดีที่แถบนี้ไม่หญ้าพวกนั้นแล้วซึ่งจริงอย่างที่คิดก่อนหน้าไม่มีผิดว่าหญ้าพวกนั้นแปลกๆ“แต่คุณชายไม่เห็นภาพลวงพวกนั้นเลยแสดงว่าท่านคงมีวิชาพอตัว”
ลู่อิงินึกถึงกลุ่มหญ้าที่กระจายอยู่เป็หย่อมๆนั้นจะมีดอกหญ้าแซมอยู่และดอกหญ้าคงปล่อยเกสรออกมากระจายอยู่ทั่วอากาศสร้างความชื้นให้พื้นดินเพื่อหล่อเลี้ยงเป็วัฏจักรให้พวกหญ้าคงอยู่ได้แม้ท่ามกลางฤดูหนาว
แล้วเกสรพวกนั้นก็คงเป็พิษต่อร่างกายพลังเซียนของนางจึงขับพิษเ่าั้ออกโดยที่นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หลังไปสนทนากันพักใหญ่หัวหน้ากลุ่มนักดาบกุมมือยกคำนับคนร่างเล็กกว่าพร้อมเอ่ยคำขอบคุณ“ขอบคุณคุณชายลู่จริงๆ เหตุการณ์นี้ถ้าไม่ได้คุณชายพวกเราคงหายไปกว่าครึ่ง”
ลู่อิงิจึงรีบลุกขึ้นปฏิเสธการคำนับอย่างเกรงใจแต่ส่วนหนึ่งที่หัวหน้านักดาบล่าวก็เป็ความจริงเพราะถ้าไม่ได้นางคนที่นอนสลบที่พื้นทั้งสองอาจจะสาบสูญไปแล้ว“ไม่ต้องเกรงใจหรอกท่านหัวหน้าข้าก็อาศัยข้อมูลจากท่านเช่นกันข้าถึงสามารถผ่านมาได้”
บุรุษร่างสูงกำยำหลังยืดตัวขึ้นมาตั้งตรงก็เอ่ยต่อ“ข้าแช่กู่ เรียกเหล่ากู่ตามพวกลูกน้องข้าก็ได้คุณชายลู่”
กล่าวเช่นนี้เท่ากับเหล่ากู่คงเปิดใจยอมรับลู่อิงิฉันมิตรจึงยอมให้นางเรียกเขาว่าเหล่ากู่สิ่งนี้ไม่มีอะไรน่าปฏิเสธ ลู่อิงิรีบเอ่ยกลับตอบรับไมตรี “ยินดีนักเหล่ากู่”
หลังผ่านด่านทดสอบที่สองมาได้แล้วได้พักถึงสองเค่อพร้อมกับสองคนที่สลบก่อนหน้าตื่นขึ้นมาแล้ว กลุ่มจึงเริ่มเดินทางกันต่อ
“ด่านที่สามวงกตอนันต์”ต้าไห้ผู้ช่วยนำทางชี้เข้าไปที่ถ้ำมืดมิดแล้วอธิบายต่อทางที่ดูเหมือนถ้ำแต่ความจริงแล้วนี่เป็เส้นทางที่สร้างด้วยมนุษย์ทางมุงเข้าไปในูเาที่ถูกขุดขึ้นมา ต้าไห้กล่าวว่าข้างในนั้นมืดมิดไม่มีแสงใดๆทั้งยังลึกลับซับซ้อน ใครที่จะผ่านทางนี้ได้ล้วนไม่จุดไฟทำเพียงเดินผ่านความมืดเข้าไปคนที่มาเพื่อจะสมัครเป็ศิษย์เหนิงซือหลายคนที่ไม่ผ่านด่านหลงทางติดอยู่ข้างในจนสาบสูญก็มี
“อ้าว แล้วพวกเราจะจุดไฟไหม?” คนในกลุ่มเอ่ยถามหลังต้าไห้พูดจบ
“จุดสิวะ ไม่จุดจะเห็นได้ไง”
“แต่พวกศิษย์ในสำนักที่เคยพาข้าขึ้นไปก็ไม่จุดไฟพาข้าเดินท่ามกลางความมืดอย่างชำนาญเหมือนเดินตามเส้นลายมือตัวเองตอนนั้นข้าก็พยายามจำแล้ว แต่มันซับซ้อนเกินไป”ต้าไห้อธิบายเพิ่มเติมถึงครั้งที่ผ่านเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง
“พวกเขาอาจจะมีแผนที่หรือเปล่า แต่ยังไงข้าไม่เข้าไปทั้งที่มืดแน่ๆ”
สุดท้ายในกลุ่มตัดสินตามเสียงข้างมากคือพวกเขาจะให้คนหัวและท้ายถือคบไฟเข้าไปทั้งหกคนรวมลู่อิงิด้วยจึงเริ่มเดินทางเข้าสู่วงกตอนันต์
ร่างที่เล็กกว่าชายฉกรรจ์คนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดเดินอยู่เกือบท้ายกลุ่ม ทำเพียงเดินตามคนอื่น โดยตลอดทางจะมีหัวหน้าที่เดินนำแล้วคอยทำสัญลักษณ์ว่าผ่านเส้นทางนี้แล้วหากเดินหลงจะได้คอยมองหาสัญลักษณ์ได้
แต่สำหรับลู่อิงิกลับคิดว่าวงกตนี้ไม่มีทางง่ายแบบนั้นถ้าทำเครื่องหมายไว้แล้วจะรอด คงไม่มีคนติดอยู่ในนี้จนสาบสูญแล้วที่เดินในความมืดต้องมีความหมายอะไรสักอย่างระหว่างที่ใช้ความคิดอยู่เหล่ากู้ผู้เป็หัวหน้าก็หยุดเดินเสียดื้อๆ
“เกิดอะไรขึ้นหัวหน้า?”
“เส้นทางนี้เราผ่านมาสองรอบแล้ว” เหล่ากู่เอ่ยตอบลูกน้อง
“ท่านไม่ได้สังเกตสัญลักษณ์หรือเปล่า?”
“ไม่หรอก! เหล่ากู่กับข้าไม่มีทางพลาด เราเดินเส้นทางใหม่ตลอดแต่ก็ยังวนกลับมาที่เดิม”ต้าไห้มีสีหน้าวิตกอย่างเห็นได้ชัดทำผู้เดินทางคนอื่นเห็นสีหน้าเช่นนั้นก็เริ่มลนลานไปด้วย
“แต่ๆๆ อย่างน้อยเราจะยังออกจากที่นี่ได้ใช่ไหม”คนท้ายแถวที่ถือคบเพลิงพูดพลางวิ่งออกหน้าไปหาเหล่ากู้ที่อยู่หน้าสุดทำให้จุดที่ลู่อิงิยืนอยู่มีเพียงแสงสลัวๆ เท่านั้น
“ข้า..ไม่แน่ใจ” เมื่อผู้เป็หัวหน้าตอบออกมาแบบนั้นทั้งกลุ่มก็เหงื่อตก
“แล้ว..จะทำอย่างไรดี ข้าต้องออกไปนะเหล่ากู่”
กลุ่มนักดาบรับจ้างเริ่มโต้เถียงกันจนเสียงก้องสะท้อนในถ้ำมืดไปมาพาให้เซียนน้อยคิดไปถึงตอนอยู่ในถ้ำเหมืองเล่อเฟิ่งที่มีปีศาจค้างคาวเสียงแบบนี้ได้เรียกค้างคาวมาทั้งฝูงเป็แน่และไม่รู้ว่าในถ้ำนี้จะมีอะไรซ่อนอยู่อีกไหมขนาดบนเขายังมีปีศาจแร้งเลยใครจะรู้ว่าอาจจะมีปีศาจชนิดอื่นก็ได้ลู่อิงิที่เริ่มไม่วางใจจึงเดินออกจากกลุ่มไปสอดส่องอาจจะเจอร่องรอยอะไรบ้าง
“หืม..นั้น?” ลู่อิงิอุทานเบาๆเพราะพอเริ่มพ้นแสงสว่างจากคบไฟมาไม่เท่าไรก็เห็นเส้นที่พื้นรางๆ แสงมันบางเบามากถ้ามีไฟที่จุดอยู่ใกล้แสงอื่นจะกลบหมดไม่เหลือร่องรอยร่างโปร่งบางเดินห่างแสงไฟมุ่งไปเส้นทางด้านหน้าจึงค่อยๆ เห็นเส้นนั้นอย่างชัดเจนถ้าเข้าใจไม่ผิดมันเหมือนเส้นนำทาง “เข้าใจแล้ว! เช่นนี้เอง”
มิน่าศิษย์ในสำนักถึงเดินทางในความมืดได้อย่างชำนาญแค่ดับไฟก็เดินตามเส้นนี้ไปเท่านั้นเอง
“เหล่ากู่ๆ ข้าเจอทางแล้ว”เซียนน้อยวิ่งกลับไปที่กลุ่มนักดาบแล้วร้องบอกข่าวดี
“ทางไหนคุณชายลู่?” ทุกคนเลิกโต้เถียงกันทันใดพร้อมหันมองร่างเล็กของคุณชายเป็ตาเดียว
“ทางนั้น” ตนชี้ไปที่เส้นบ่งบอกทางไกลๆ“แล้วข้ารู้แล้วทำไมถึงต้องเดินท่ามกลางความมืด เพราะที่พื้นจะมีแสงรางๆ ชี้ทางหากจุดคบไฟเส้นชี้ทางจะหายไป”
หลังฟังคำพูดของคุณชายลู่ทุกคนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่ามีเส้นชี้อะไรแบบนี้ได้ด้วยหรือ
“ทุกคนรอที่นี่ คุณชายลู่พาข้ากับอาไห้ไปดูที”
ลู่อิงิพาทั้งสองเดินมายังจุดที่ตนค้นพบจุดนั้นมืดสนิท แต่ยังเห็นแสงไฟของกลุ่มที่รออยู่ห่างออกไปไกลๆ เป็จุดแสงเล็กๆ
“ไหนหรือ?” เหล่ากู่เอ่ยถามเมื่อคุณชายผู้นำทางหยุดเท้าลงเพราะตนเองมองทั่วบริเวณก็ไม่พบอะไรแสงเป็เส้นชี้ทางรางๆที่คุณชายลู่กล่าว
“ที่เราเหยียบอยู่..เดี๋ยวก่อนนะ” ลู่อิงิหยุดพูดไปสักครู่นี่พวกเขาไม่เห็นหรือ?
“ข้าไม่เห็นเลยคุณชาย ถ้ามืดแล้วเห็นเส้นที่พื้นจริง สมัยก่อนข้าที่เดินผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งก็ต้องเห็นสิ”ต้าไห้เอ่ยขึ้นบ้าง
“สักครู่นะ” ลู่อิงิพอจะจับทางด่านแต่ละอย่างได้แล้วจึงลองสกัดพลังเซียนที่ไหลเวียนอยู่ในกายให้หยุดนิ่งแสงชี้ทางที่เหยียบอยู่ก็หายไปทันที “อ่าา”ตนร้องออกมาอย่างกระจ่างแจ้งเข้าใจทั้งหมดแล้ว
“มีอะไรหรือคุณชาย?”
“ข้าเข้าใจแล้วว่าด่านนี้สำนักคัดคนอย่างไร” ลู่อิงิจึงสรุปคร่าวๆให้ทั้งสองฟัง ด่านแรกทดสอบร่างกายสัญชาตญาณด่านสองจิตใจแน่วแน่ไม่ตกเป็ทาสการล่อลวง ด่านสามพลังปราณทิพย์เพราะมีคำกล่าวไว้ว่าหากไม่มีพื้นฐานต่อให้บำเพ็ญเท่าไรก็มิอาจบรรจุขั้นเซียนคนที่พอจะมีพลังเซียนก็คงจะเห็นแสงชี้ทางนี้
“งั้นคุณชายก็มีพลังนั้นงั้นหรือ?”
“อ่า ข้าก็พอเรียนรู้มาบ้าง” ไม่เคยเลยต่างหาก นางไม่เคยร่ำเรียนนางแค่เพียงโดนน้ำค้าง์หล่นใส่หัวโดยบังเอิญ
“คุณชายลู่ผู้นี้คมในฝักยิ่งนัก” ทั้งสองพากันเอ่ยชื่นชมคุณชายลู่ไม่ขาดปากดีที่ตอนนี้ทุกคนอยู่ในความมืด ไม่เช่นนั้นได้เห็นหน้าเจื่อนๆของคุณชายลู่ที่พวกเขาเอ่ยยกยออยู่เป็แน่
จากนั้นเหล่ากู่จึงเรียกผู้ร่วมทางคนอื่นๆให้ตามมาสมทบก่อนจะดับคบไฟแล้วจับเชือกต่อๆกันเพื่อเดินตามลู่อิงิจนออกมาจากถ้ำได้สำเร็จ
“โอ้ แสงแดด ช่างดีเหลือเกิน” หลังออกมาได้เสียงร้องแสดงความดีใจก็ดังระงมเหล่ากู่จึงให้ทุกคนได้พักกันสักครู่ระหว่างนั้นต้าไห้ก็เริ่มเล่าถึงด่านสุดท้ายสั้นๆ
“ด่านนี้ข้าแทบไม่มีข้อมูล แต่รู้ว่าอยู่หลังประตูทางเข้าได้ยินมาว่าคนที่ผ่านทั้งสามด่านมาได้ยิ่งง่ายเท่าไรด่านสุดท้ายจะยิ่งยากเท่านั้นตอนนั้นข้าขึ้นเขามาส่งข้าวของจึงไม่ต้องเจอการทดสอบ”
“หลังประตูนั้นหรือ” ลู่อิงิชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ที่ดูทั่วๆไปเหมือนทางเข้าสำนัก ต้าไห้จึงพยักหน้า “งั้นถ้าเราปีนเข้าทางอื่นละเลี่ยงการทดสอบได้ไหม”
“ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าได้หรือไม่ แต่ครั้งยังเป็สำนักเหนิงซือถ้าไม่เข้าทางประตูใหญ่จะโดนอาคมของเ้าสำนักและอาจถึงตายได้”
“ก็แต่ละด่านยากขนาดนี้ มิน่าไม่มีคนสืบทอดต่อ”เหล่ากู่ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
เมื่อรับข้อมูลมาลู่อิงิกลับมาคิดต่อ‘ที่ผ่านมายิ่งง่าย ด่านสุดท้ายยิ่งยาก’ หมายถึงอะไรสมมติถ้าเป็ตัวเองก็น่าจะถือว่าผ่านง่ายใช่ไหมก็บททดสอบพวกนี้สำหรับคนที่อยากบำเพ็ญให้บรรลุเซียนแต่ตนเป็เซียนแล้วนี่ก็ต้องง่ายสิ เช่นนั้นด่านสุดท้ายพอจะเป็อะไรได้บ้างนะ
ชั่วหนึ่งก้านธูปหมดเวลาพักทุกคนมุ่งหน้าต่อไป พร้อมทั้งตัดสินใจเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปยอมหลีกเลี่ยงอาคมที่ไม่รู้ว่ายังมีอยู่ไหมดีกว่า
มาถึงหน้าประตูใหญ่ที่ปิดเอาไว้พวกคนในกลุ่มก็พร้อมใจกันเข้ามาช่วยกันดันให้เปิดออกแม้จะดูหนักแต่แรงชายฉกรรจ์สี่คนไม่ถือว่าหนัก ครู่เดียวก็เปิดได้แล้ว
“เข้าไปกันเลย” เหล่ากู่เดินนำเข้าไปก่อนตามด้วยคนอื่นๆส่วนลู่อิงิที่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีแต่สุดท้ายก็ตามเข้าไปเมื่อทันทีที่เท้าสองข้างแตะพื้นหินหลังประตูบ้างสิ่งมันก็เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว
“ช้าก่อน” ลู่อิงิเอ่ยปากเรียกกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้านางอยากจะถอยหลังกลับไปแต่ยกเท้าไม่ขึ้น เหมือนพื้นกำลังดูดบางสิ่งจากตัวนางลงไปเซียนน้อยเหลือบมองลงพื้นก็ไม่พบว่าตัวเองกำลังจมลงไปแต่อย่างใดแต่ทำไมถึงรู้สึกว่ากำลังถูกดูดให้จมลงไปเล่า แล้วทำไมขยับไม่ได้อีกด้วย
“เกิดอะไรขึ้น” เป็เหล่ากู่ตรงมาหาคุณชายลู่คนแรก เพราะท่าทางแปลกๆของร่างเล็กที่ยืนนิ่งตัวแข็งต้องไม่ใช่เื่ปกติแน่ “คุณชายลู่เป็อะไร?”
ตอนนั้นเซียนน้อยก็เข้าใจในที่สุดเพราะร่างนางแข็งเกร็งจนก้าวเดินไม่ได้จึงคิดจะใช้พลังเซียนเหาะขึ้นไปแทนแต่พอส่งพลังออกมากลับถูกพื้นเบื้องล่างดูดไปจนหมดลู่อิงิคิดได้อย่างเดียวว่าพื้นที่มีอาคมแฝงอยู่และมันจะสูบพลังเซียนนางหมดแน่ถ้าไม่รีบหนี!
“เหล่ากู่ พวกท่านช่วยดึงข้าออกจากพื้นที่”แต่ในเมื่อหลบหนีเองไม่ได้นางจึงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆเมื่อทุกคนได้ยินก็ไม่ลังเลเข้ามาช่วยดึงตัวคุณชายลู่ให้เท้าหลุดจากพื้นแต่ไม่ว่าจะผลักจะดึงอย่างไรเท้าคนร่างเล็กนี้ก็ไม่หลุดออกมาแม้สักชุ่น
“นี่มันอะไรกัน”สิ่งประหลาดนี้สร้างความงุนงงให้ทุกคนอย่างมากขณะที่พยายามลงมือช่วยกันทุกทางแต่เท้าคุณชายลู่ไม่ขยับสักนิดเดียว
แต่แล้วจู่ๆจากที่ดึงอย่างไรก็ไม่ขยับ ทั้งหมดเทล้มไปกองที่พื้นด้วยแรงผลักเต็มแรงจนร้องโอดครวญ
“เป็อะไรไหมคุณชาย”ลู่อิงิที่โดนทับอยู่ล่างสุดถูกเหล่ากู่ฉุดให้ยืนขึ้น “เมื่อครู่มันอะไรกัน?”
“ข้าว่าท่าไม่ดีแล้ว ที่นี่ซึมซับพลังปราณข้าไปจดหมด” ลู่อิงิรู้สึกได้เหมือนหลายๆ ครั้งที่ใช้พลังเซียนจนหมดจะรู้สึกแบบนี้ แค่ครั้งนี้ดีหน่อยที่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเพิ่มเข้าไปแต่ถ้าเกิดมีอันตรายต้องต่อสู้ตนก็เหมือนมนุษย์อ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น
“มันอะไรกัน”ระหว่างที่เหล่ากู่กับลู่อิงิถามไถ่สถานการณ์อยู่คนผู้หนึ่งในกลุ่มก็ส่งเสียงร้องโวยวายเรียกให้ทุกคนหันไปสนใจสิ่งแปลกประหลาดตรงหน้านางมองปลายนิ้วที่ชี้ไปก็เห็นเป็แสงอ่อนโยนค่อยๆผุดจากพื้นแล้วเริ่มก่อตัวเป็รูปร่างคน
เมื่อแสงที่ผุดออกมาหยุดลงนางก็รู้ได้ว่าสิ่งที่รูปร่างเหมือนตัวเองนั่นคือพลังเซียนที่ถูกสูบไปนี่เอง!“มันสูบพลังข้าไป” เซียนน้อยเอ่ยขึ้น
ต้าไห้หันกลับมามองคุณชายลู่อย่างไม่เข้าใจ“แล้วมันสูบพลังคุณชายลู่ไปทำไม?”
นั้นสิทำไปเพื่ออะไร? ถ้าด่านทดสอบอื่นๆ มีเพื่อคัดผู้มีพลังแฝงเข้ารอบคนไร้พลังตกรอบเช่นนั้นด่านนี้คงเป็คราวทดสอบผู้มีพลังแฝงบ้างแล้วเมื่อลู่อิงิพอเข้าใจแล้วบางส่วน แต่ส่วนที่ยังสงสัยคือสูญไปแล้วจะทำอย่างไรต่อ?
ไม่ต้องให้นางได้ตรึกตรองต่อใดๆคำตอบก็มาถึง “หลบเร็ว” เหล่ากู่ดึงร่างบางให้หลบร่างแสงอ่อนๆของตัวเองที่พุ่งเข้ามาโจมตี
อ่อ..นี่หรือว่า‘นางต้องสู้กับพลังเซียนตัวเอง’
ให้ตายเถอะ!รู้งี้ใช้ให้หมดไปเสียดีกว่าก็จะได้ไม่ต้องสู้เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกอยากใช้พลังเซียนให้หมดโดยลืมไปว่าเกิดเจอปีศาจแร้งจะสู้กับมันอย่างไร
ขณะนั้นเองนางก็เข้าใจหมดแล้วว่าทำไมปีศาจชั่วถึงอยู่มาให้ถึงป่านนี้กว่าจะผ่านมาถึงด่านสุดท้ายได้ก็สะบักสะบอม พอมาเจอด่านนี้ก็ถูกสูบพลังหมดตัวพลังหมดแบบนี้จะไปสู้ปีศาจแร้งได้ไง!