พันธกาลวิญญาณรัก [นิยายแปล]

    ตอนที่ 4 (1)

            วันรุ่งขึ้น เหล่าหวังขับ BMW คันโตมารับฮุ่ยเหม่ยแต่เช้า หญิงสาวกำชับกำชาพวกเขาให้รีบเก็บของกลับไปอยู่หอพักนักเรียนโดยเร็ว จากนั้นก็อุ้มลูกน้อยขึ้นรถคันงามจากไป

            ไห่เยวียนยืนส่งจนผู้เป็๞แม่ลับสายตาก็ขึ้นไปนอนต่อเพราะยังง่วงอยู่ อาฉาเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจตัวเอง จึงกลับเข้าบ้านไปจัดกระเป๋าด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ

            แต่ก่อนเจ๋อฟางกินนอนที่หอตลอด เพราะโรงเรียนค่อนข้างไกลจากบ้าน ต้องนั่งรถถึงสี่สิบห้าสิบนาที เขาไม่อยากให้หลานรักต้องลำบากลำบนไปกลับ จึงให้เจ๋อฟางอยู่หอ

            ตอนนี้กลับกลายเป็๞ว่าเขาต้องไปเรียนหนังสือและอยู่หอแทนเจ๋อฟางเสียเอง

            อาฉารู้สึกแปลกๆ มีใครที่ไหนอยู่จนจะเข้าเลขหกแล้วยังต้องไปเรียนชั้นมัธยมปลายอีกบ้าง

            แต่เจ๋อฟางเป็๞เด็กมัธยมปลายนี่นา!

            จากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ ว่าดีไม่ดีตอนนี้ตนอาจเข้ามาอยู่ในร่างเจ๋อฟางแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากวันใดหลานชายกลับมาแล้ว เขาก็จะสามารถไปหาเมีย ลูกชาย แล้วก็ลูกสะใภ้ เปลี่ยนให้เจ๋อฟางมีชีวิตต่อไปแทน

            น่าจะเป็๞อย่างนั้นแหละ อาฉาจัดกระเป๋าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ถ้าอย่างนั้นเขาจะเรียนหนังสือแทนเจ๋อฟางไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน ถึงอย่างไรสมัยเด็กๆ เขาก็อยากไปโรงเรียนมากอยู่แล้วนี่นา

            สมัยก่อนเรียนหนังสือต้องใช้เงินมากโข ขนาดแค่ระดับประถมศึกษา ทางบ้านยังไม่มีกำลังจะส่งให้เขาเรียนจนครบหกปี ดังนั้นตอนนี้อาฉาจึงเขียนได้แต่ชื่อตัวเอง อ่านตัวจู้อิน[1]แล้วก็อ่านตัวอักษรง่ายๆ ได้นิดหน่อยเท่านั้น ตอนนี้จะได้ไปเรียนหนังสือแล้ว ถึงจะน่ากลัวสำหรับเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังตั้งตารออยู่นิดๆ

            ไม่รู้ว่าอาจารย์กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นเป็๞อย่างไรบ้างนะ ทุกคนจะศึกษาหาความรู้ด้วยกันอย่างมีความสุข เข้าเรียนด้วยกัน เลิกเรียนด้วยกัน เจอเนื้อหาที่ไม่เข้าใจก็เอาไปถามอาจารย์ แบบนี้หรือเปล่า

            ก็ที่เคยเห็นจากในโทรทัศน์เป็๲อย่างนี้ทั้งนั้นเลยนี่นา

            ความตื่นเต้นระคนหวาดกลัวล้นปรี่อยู่ในอก อาฉายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว เก็บของไปได้ครึ่งทางยังหัวเราะหึๆ อย่างเซ่อซ่า

            จะได้ไปเรียนหนังสือแล้ว

            เขาเองก็จะได้ไปเรียนหนังสืออย่างหลานชายบ้างแล้ว

            จำได้ว่าไปโรงเรียนต้องสะพายกระเป๋า สวมเครื่องแบบ แล้วก็ใส่หมวกด้วยสินะ

            แต่ก่อนเขาก็เคยแอบสะพายกระเป๋านักเรียนมัธยมปลายของเจ๋อฟางไปยืนส่องกระจก รู้สึกเท่อย่าบอกใคร อาฉาคาดหวังเต็มเปี่ยม หัวใจเต้นรัวแรงจนขนาดตัวเองยังได้ยิน เขาจะได้กลับไปเรียนหนังสือแล้ว

            อาฉาตั้งหน้าตั้งตาเก็บของไปหอพัก ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะนอนกลางวัน จวบจนตอนหัวค่ำฟ้าเริ่มมืด เขาถึงค่อยหยุดพักผ่อน

            ท้องเริ่มหิวขึ้นมานิดๆ เขาดึงลิ้นชัก หยิบธนบัตรปึกหนึ่งยัดใส่กระเป๋า สวมหมวกกันน็อกเตรียมขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน

            ยังไม่ทันจะเข็นเ๽้าหมาป่า 125 ออกมาข้างนอก เสียงเปิดปิดประตูเหล็กก็ดังมาจากบ้านข้างๆ เสียก่อน ตามมาด้วยเสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ดังสนั่น อาฉาชะโงกหน้าไปมอง เห็นไห่เยวียนสวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบเร่งเครื่องยนต์ดังบรื้นนน...บรื้นนน...

            “นั่นจะไปไหนนิ” ดูท่าทางไม่ยักเหมือนกำลังจะกลับโรงเรียน

            “ข้างนอก” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนจะเหยียบคันเร่งรถมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ตขับ ‘บรื้นนน’ ออกไป

            “หา ไหนว่าจะกลับหอไง ฉันจัดกระเป๋าเสร็จละเน้อ!” อาฉายืนอึ้งอยู่ที่เดิม “ทำไมถึงเป็๞คนแบบนี้นิ!”

            เขาออกไปซื้อมื้อเย็น นั่งกินคนเดียวจนหมด แล้วรอไห่เยวียนกลับมา

            แต่รอจนผล็อยหลับไปแล้ว ก็ยังไม่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ เช่นเดียวกับประตูเหล็กบ้านข้างๆ ที่ยังเงียบกริบ

            อาฉาห่มผ้านอนในห้องรับแขกง่ายๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนแบบนี้ ไม่รู้ว่าเ๽้าเด็กไห่เยวียนไปทำอะไรที่ไหนสิน่า ไม่รู้จักคิดซะบ้างว่าคนที่บ้านเป็๲ห่วง

            นับ๻ั้๫แ๻่ฮุ่ยเหม่ยย้ายเข้ามาอยู่ในตึกข้างๆ ด้วยความที่เห็นว่าเธอจิตใจดี ทั้งยังเป็๞มิตร หนึ่งปีที่เป็๞เพื่อนบ้านกันมา เขาจึงเห็นเธอเป็๞เหมือนลูกสาว ในเมื่อฮุ่ยเหม่ยเป็๞ลูกสาว เ๯้าหนุ่มไห่เยวียนนี่ก็ต้องเป็๞หลานเขา

            ตอนนี้ฮุ่ยเหม่ยไปศูนย์อยู่เดือนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่ไห่เยวียนกลับร่อนไปทั่ว หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ พอฮุ่ยเหม่ยกลับมา เขาจะบอกเธออย่างไร

            อาฉาสะลึมสะลือหลับๆ ตื่นๆ จวบจนผ่านไปค่อนคืน เมื่อเปลือกตาบนล่างประกบเข้าหากันโดยสมบูรณ์ เสียงมอเตอร์ไซค์ก็พลันดังขึ้น

            รถจอดลงบนถนนหน้าบ้านข้างๆ ใครคนหนึ่งก้าวลงมา จากนั้นประตูเหล็กก็ถูกเปิดออก

            อาฉารู้สึกตัวตื่นทันทีที่ได้ยินเสียง แล้วรีบวิ่งออกไปดูข้างนอกโดยที่ยังมีผ้าห่มผืนบางคลุมกาย

            ไห่เยวียนขี่รถเข้าไปในบ้าน ถอดหมวกกันน็อกออก ดับเครื่องยนต์ เตรียมตัวปิดบ้าน นึกไม่ถึงว่าใครบางคนจะวิ่งมาที่หน้าบ้านเสียก่อน

            “จนฟ้าจะสางอยู่แล้ว นายไปไหนมา ทำไมเพิ่งกลับเอาป่านนี้” อาฉาขยี้ตาแห้งผากของตน พูดเสียงอู้อี้เพราะยังตื่นไม่เต็มตา ฟังดูเหมือนอมไข่ดองซีอิ๊วไว้ในปาก

            ไห่เยวียนไม่ตอบ ได้แต่ดึงประตูเหล็กลงมาโดยแรง อาฉาเห็นอีกฝ่ายจะปิดบ้านก็รีบวิ่งตามเข้ามาโดยไม่ต้องคิด ไห่เยวียนล็อกกุญแจ แล้วเดินผ่านร่างแขกไม่ได้รับเชิญขึ้นไปชั้นบน

            กลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งโชยออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม “ไปกินเหล้ามาเรอะ เพิ่งอายุเท่าไรเอง เหม็นหึ่งขนาดนี้ กินเข้าไปเยอะเลยใช่ไหม” อาฉาไล่ตามขึ้นชั้นบนพลางถามอย่าง๻๷ใ๯

            “ช่วยเงียบหน่อยได้ไหม เสียงดังจนฉันปวดหัวจะตายอยู่แล้ว!” ไห่เยวียนเดินเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้ห้องตกอยู่ในความมืดอย่างนั้นโดยไม่เปิดไฟ

            อาฉาควานคลำไปตามผนังจนเจอสวิตช์ไฟเพดาน แสงไฟ LED ถึงได้สว่างวาบขึ้นมา

            ไห่เยวียนสวมคนละชุดกับตอนออกจากบ้าน เป็๲กางเกงดำ เชิ้ตขาว ทับด้วยเสื้อกั๊กดำ เหมือนเครื่องแบบพนักงานบาร์เหล้า

            “ไปตีกับคนมานี่...” อาฉาย่องเข้าไปอย่างระมัดระวังพลางเอ่ยเสียงเบา

            “ปิดไฟเลย ฉันเหนื่อย จะนอนแล้ว” เด็กหนุ่มตวาด

            “ได้ๆๆ ปิดให้ก็ได้” อาฉารีบปิดสวิตช์ไฟ LED ให้ความมืดกลับคืนสู่ห้องดังเดิม

            ไห่เยวียนพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนังไม่พูดไม่จา ไม่สนใจเขาอีก

            เชิงอรรถ

    ^ สัญลักษณ์กำกับเสียงระบบกึ่งพยางค์ที่ใช้ในไต้หวัน เช่น ㄅㄆㄇㄈ