วันรุ่งขึ้น เหล่าหวังขับ BMW คันโตมารับฮุ่ยเหม่ยแต่เช้า หญิงสาวกำชับกำชาพวกเขาให้รีบเก็บของกลับไปอยู่หอพักนักเรียนโดยเร็ว จากนั้นก็อุ้มลูกน้อยขึ้นรถคันงามจากไป
ไห่เยวียนยืนส่งจนผู้เป็แม่ลับสายตาก็ขึ้นไปนอนต่อเพราะยังง่วงอยู่ อาฉาเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจตัวเอง จึงกลับเข้าบ้านไปจัดกระเป๋าด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ
แต่ก่อนเจ๋อฟางกินนอนที่หอตลอด เพราะโรงเรียนค่อนข้างไกลจากบ้าน ต้องนั่งรถถึงสี่สิบห้าสิบนาที เขาไม่อยากให้หลานรักต้องลำบากลำบนไปกลับ จึงให้เจ๋อฟางอยู่หอ
ตอนนี้กลับกลายเป็ว่าเขาต้องไปเรียนหนังสือและอยู่หอแทนเจ๋อฟางเสียเอง
อาฉารู้สึกแปลกๆ มีใครที่ไหนอยู่จนจะเข้าเลขหกแล้วยังต้องไปเรียนชั้นมัธยมปลายอีกบ้าง
แต่เจ๋อฟางเป็เด็กมัธยมปลายนี่นา!
จากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ ว่าดีไม่ดีตอนนี้ตนอาจเข้ามาอยู่ในร่างเจ๋อฟางแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากวันใดหลานชายกลับมาแล้ว เขาก็จะสามารถไปหาเมีย ลูกชาย แล้วก็ลูกสะใภ้ เปลี่ยนให้เจ๋อฟางมีชีวิตต่อไปแทน
น่าจะเป็อย่างนั้นแหละ อาฉาจัดกระเป๋าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ถ้าอย่างนั้นเขาจะเรียนหนังสือแทนเจ๋อฟางไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน ถึงอย่างไรสมัยเด็กๆ เขาก็อยากไปโรงเรียนมากอยู่แล้วนี่นา
สมัยก่อนเรียนหนังสือต้องใช้เงินมากโข ขนาดแค่ระดับประถมศึกษา ทางบ้านยังไม่มีกำลังจะส่งให้เขาเรียนจนครบหกปี ดังนั้นตอนนี้อาฉาจึงเขียนได้แต่ชื่อตัวเอง อ่านตัวจู้อิน[1]แล้วก็อ่านตัวอักษรง่ายๆ ได้นิดหน่อยเท่านั้น ตอนนี้จะได้ไปเรียนหนังสือแล้ว ถึงจะน่ากลัวสำหรับเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังตั้งตารออยู่นิดๆ
ไม่รู้ว่าอาจารย์กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นเป็อย่างไรบ้างนะ ทุกคนจะศึกษาหาความรู้ด้วยกันอย่างมีความสุข เข้าเรียนด้วยกัน เลิกเรียนด้วยกัน เจอเนื้อหาที่ไม่เข้าใจก็เอาไปถามอาจารย์ แบบนี้หรือเปล่า
ก็ที่เคยเห็นจากในโทรทัศน์เป็อย่างนี้ทั้งนั้นเลยนี่นา
ความตื่นเต้นระคนหวาดกลัวล้นปรี่อยู่ในอก อาฉายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว เก็บของไปได้ครึ่งทางยังหัวเราะหึๆ อย่างเซ่อซ่า
จะได้ไปเรียนหนังสือแล้ว
เขาเองก็จะได้ไปเรียนหนังสืออย่างหลานชายบ้างแล้ว
จำได้ว่าไปโรงเรียนต้องสะพายกระเป๋า สวมเครื่องแบบ แล้วก็ใส่หมวกด้วยสินะ
แต่ก่อนเขาก็เคยแอบสะพายกระเป๋านักเรียนมัธยมปลายของเจ๋อฟางไปยืนส่องกระจก รู้สึกเท่อย่าบอกใคร อาฉาคาดหวังเต็มเปี่ยม หัวใจเต้นรัวแรงจนขนาดตัวเองยังได้ยิน เขาจะได้กลับไปเรียนหนังสือแล้ว
อาฉาตั้งหน้าตั้งตาเก็บของไปหอพัก ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะนอนกลางวัน จวบจนตอนหัวค่ำฟ้าเริ่มมืด เขาถึงค่อยหยุดพักผ่อน
ท้องเริ่มหิวขึ้นมานิดๆ เขาดึงลิ้นชัก หยิบธนบัตรปึกหนึ่งยัดใส่กระเป๋า สวมหมวกกันน็อกเตรียมขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน
ยังไม่ทันจะเข็นเ้าหมาป่า 125 ออกมาข้างนอก เสียงเปิดปิดประตูเหล็กก็ดังมาจากบ้านข้างๆ เสียก่อน ตามมาด้วยเสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ดังสนั่น อาฉาชะโงกหน้าไปมอง เห็นไห่เยวียนสวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบเร่งเครื่องยนต์ดังบรื้นนน...บรื้นนน...
“นั่นจะไปไหนนิ” ดูท่าทางไม่ยักเหมือนกำลังจะกลับโรงเรียน
“ข้างนอก” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนจะเหยียบคันเร่งรถมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ตขับ ‘บรื้นนน’ ออกไป
“หา ไหนว่าจะกลับหอไง ฉันจัดกระเป๋าเสร็จละเน้อ!” อาฉายืนอึ้งอยู่ที่เดิม “ทำไมถึงเป็คนแบบนี้นิ!”
เขาออกไปซื้อมื้อเย็น นั่งกินคนเดียวจนหมด แล้วรอไห่เยวียนกลับมา
แต่รอจนผล็อยหลับไปแล้ว ก็ยังไม่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ เช่นเดียวกับประตูเหล็กบ้านข้างๆ ที่ยังเงียบกริบ
อาฉาห่มผ้านอนในห้องรับแขกง่ายๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนแบบนี้ ไม่รู้ว่าเ้าเด็กไห่เยวียนไปทำอะไรที่ไหนสิน่า ไม่รู้จักคิดซะบ้างว่าคนที่บ้านเป็ห่วง
นับั้แ่ฮุ่ยเหม่ยย้ายเข้ามาอยู่ในตึกข้างๆ ด้วยความที่เห็นว่าเธอจิตใจดี ทั้งยังเป็มิตร หนึ่งปีที่เป็เพื่อนบ้านกันมา เขาจึงเห็นเธอเป็เหมือนลูกสาว ในเมื่อฮุ่ยเหม่ยเป็ลูกสาว เ้าหนุ่มไห่เยวียนนี่ก็ต้องเป็หลานเขา
ตอนนี้ฮุ่ยเหม่ยไปศูนย์อยู่เดือนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่ไห่เยวียนกลับร่อนไปทั่ว หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ พอฮุ่ยเหม่ยกลับมา เขาจะบอกเธออย่างไร
อาฉาสะลึมสะลือหลับๆ ตื่นๆ จวบจนผ่านไปค่อนคืน เมื่อเปลือกตาบนล่างประกบเข้าหากันโดยสมบูรณ์ เสียงมอเตอร์ไซค์ก็พลันดังขึ้น
รถจอดลงบนถนนหน้าบ้านข้างๆ ใครคนหนึ่งก้าวลงมา จากนั้นประตูเหล็กก็ถูกเปิดออก
อาฉารู้สึกตัวตื่นทันทีที่ได้ยินเสียง แล้วรีบวิ่งออกไปดูข้างนอกโดยที่ยังมีผ้าห่มผืนบางคลุมกาย
ไห่เยวียนขี่รถเข้าไปในบ้าน ถอดหมวกกันน็อกออก ดับเครื่องยนต์ เตรียมตัวปิดบ้าน นึกไม่ถึงว่าใครบางคนจะวิ่งมาที่หน้าบ้านเสียก่อน
“จนฟ้าจะสางอยู่แล้ว นายไปไหนมา ทำไมเพิ่งกลับเอาป่านนี้” อาฉาขยี้ตาแห้งผากของตน พูดเสียงอู้อี้เพราะยังตื่นไม่เต็มตา ฟังดูเหมือนอมไข่ดองซีอิ๊วไว้ในปาก
ไห่เยวียนไม่ตอบ ได้แต่ดึงประตูเหล็กลงมาโดยแรง อาฉาเห็นอีกฝ่ายจะปิดบ้านก็รีบวิ่งตามเข้ามาโดยไม่ต้องคิด ไห่เยวียนล็อกกุญแจ แล้วเดินผ่านร่างแขกไม่ได้รับเชิญขึ้นไปชั้นบน
กลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งโชยออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม “ไปกินเหล้ามาเรอะ เพิ่งอายุเท่าไรเอง เหม็นหึ่งขนาดนี้ กินเข้าไปเยอะเลยใช่ไหม” อาฉาไล่ตามขึ้นชั้นบนพลางถามอย่างใ
“ช่วยเงียบหน่อยได้ไหม เสียงดังจนฉันปวดหัวจะตายอยู่แล้ว!” ไห่เยวียนเดินเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้ห้องตกอยู่ในความมืดอย่างนั้นโดยไม่เปิดไฟ
อาฉาควานคลำไปตามผนังจนเจอสวิตช์ไฟเพดาน แสงไฟ LED ถึงได้สว่างวาบขึ้นมา
ไห่เยวียนสวมคนละชุดกับตอนออกจากบ้าน เป็กางเกงดำ เชิ้ตขาว ทับด้วยเสื้อกั๊กดำ เหมือนเครื่องแบบพนักงานบาร์เหล้า
“ไปตีกับคนมานี่...” อาฉาย่องเข้าไปอย่างระมัดระวังพลางเอ่ยเสียงเบา
“ปิดไฟเลย ฉันเหนื่อย จะนอนแล้ว” เด็กหนุ่มตวาด
“ได้ๆๆ ปิดให้ก็ได้” อาฉารีบปิดสวิตช์ไฟ LED ให้ความมืดกลับคืนสู่ห้องดังเดิม
ไห่เยวียนพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนังไม่พูดไม่จา ไม่สนใจเขาอีก
เชิงอรรถ
^ สัญลักษณ์กำกับเสียงระบบกึ่งพยางค์ที่ใช้ในไต้หวัน เช่น ㄅㄆㄇㄈ