“เฮ้! เดี๋ยวก่อนสิพี่ชาย” เมฆะโเรียกมาคัสด้วยน้ำเสียงยียวน
พวกมาคัสจำต้องหยุดเดิน
เสียงที่มาคัสได้ยินเมื่อกี้ก็รู้ตัวได้ทันทีว่าตนเองกำลังถูกท้าทายเขาค่อยๆ หันกลับมาด้วยแววตาที่อาฆาต
“นี่แก...กำลังกวนประสาทข้าอยู่งั้นรึ?”
เ้าหน้าที่ตัวแข็งทื่อล้มลงก้นจ้ำเบ้าทันทีเมื่อโดนสายตานั้นมองผ่านเขาไป
ทุกคนในบริเวณนั้นเริ่มถอยหนีห่างเพราะดูเหมือนปัญหากำลังจะเกิดขึ้น
“คือแบบว่านะ พอดีผมเกิดความสงสัยนิดหน่อย ที่เขาบอกกันว่าท่านมาคัสเป็ผู้มีพร์ทางด้านเวทเนี่ยมันจะขนาดไหนกันน้า~ หรือว่านั่นมันก็โอ้อวดที่ไม่ใช่เื่จริงกัน”
มาคัสยิ่งโดนกวนเข้าก็รู้สึกเหมือนโดนหยามตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
“ดะ...เดี๋ยวสิ เ้าหนุ่ม เ้าคิดจะทำอะไรน่ะ ไปยั่วให้โกรธแบบนั้นทำไม?”เ้าหน้าที่พูดขึ้น ด้วยความกลัวที่เื่จะบานปลาย
มาคัสที่โกรธจัดไม่สนใจอะไรอีกเตรียมพร้อมจะใช้เวทปล่อยใส่เมฆทันที ผู้ติดตามของมาคัสต่างถอยออกไปยืนทางด้านหลัง
“ไอ้เ้าโง่! บังอาจมาดูถูกข้า ไม่รักตัวกลัวตายแล้วสินะ ได้!ข้าจะแสดงพลังนั่นให้เ้าดูเอง” มาคัสยกมือขวาขึ้น ที่เหนือมือขวานั้นปรากฏวงเวทขึ้นมาปากเริ่มพึมพัมอะไรบางอย่าง พร้อมกับมีน้ำเริ่มก่อตัวตรงวงเวทนั้น
เ้าหน้าที่เห็นท่าไม่ดีรีบลุกขึ้น
“เดี๋ยวสิขอรับ ท่านจะใช้เวททำร้ายผู้อื่นในที่สาธารณะไม่ได้นะ...เ้าหนุ่มรีบขอโทษเขาเร็วเข้า เดี๋ยวก็ตายหรอก” เ้าหน้าที่พูดกับมาคัส ก่อนหันมาบอกกับเมฆอย่างร้อนรน
“ใครมันจะสนกันวะ! ต่อให้ตอนนี้คิดเสียใจก็ไม่ทันแล้วเว้ย!”มาคัสยังคงตั้งท่าใช้เวทต่อไป
‘เป็คนนิสัยเสียสุดกู่ไปเลยนะ’ เมฆถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้น
“เป็ขุนนาง แต่มาทำตัวผิดกฎนี่ ไม่สง่างามเอาซะเลยนะครับ”
“แกว่าไงนะ!” มาคัสเริ่มชะงัก ปากหยุดพึมพำ น้ำที่ก่อตัวหยุดขยาย
เมฆตั้งใจทักแบบนั้นให้มาคัสไขว้เขวแล้วจึงตัดสินใจพูดต่อ
“เอาแบบนี้เป็ไงครับ เรามีการแข่งขันต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่นี่ทำไมท่านไม่มาพิสูจน์พลังของท่านให้ทุกคนได้เห็นกันบนเวทีต่อสู้ไปเลยล่ะผมจะได้เห็นมันแบบเต็มตาเลยด้วย”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบไม่เข้าใจว่าเมฆ้าจะสื่อถึงอะไรกันแน่
“คุณเ้าหน้าที่ พอดีว่าผมลงแข่งไปในระดับทั่วไปหากผมจะเปลี่ยนไปลงแข่งในระดับสูงแทน พอจะเป็ไปได้ไหมครับ?” เมฆพูดกับเ้าหน้าที่โดยนึกไปถึงคำพูดของไอซ์ก่อนหน้านี้ ที่ว่าเขาสามารถเปลี่ยนระดับการลงแข่งได้
“มันก็...ทำได้นะ” เ้าหน้าที่ตอบออกไป
ที่เป็แบบนั้นก็เพราะว่าในการแข่งระดับสูงมีคนไม่ยอมมาลงทะเบียน ทำให้คนขาดและถ้ามีคนอยากเปลี่ยนมาลงแข่งในระดับสูงแทนก็เป็สิ่งที่ทำได้
“งั้นก็เยี่ยมไปเลย...ผมมีข้อเสนอครับท่านมาคัสผมจะขอท้าดวลให้เรามาเจอกันในรอบแรกของการแข่งขันนี้เพื่อที่ผมจะได้เห็นกับตาตัวเองว่าท่านน่ะเก่งจริงไหมแล้วท่านก็จะได้พิสูจน์ตนเองกับทุกคนที่อยู่ที่นี่ด้วย ว่าไงครับท่านอยากยอมรับข้อเสนอนี้ไหม?”
เ้าหน้าที่รวมไปถึงทุกคนในที่นั้นต่างใกับสิ่งที่เมฆพูดมาสุดขีดขนาดที่ว่าอยู่ไกลยังได้ยินเสียงใดังเข้าหู
ส่วนมาคัสกลับออกอาการหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเวทที่รวบรวมไว้เมื่อกี้ถูกทำให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ฮ่าๆๆๆๆ นี่เ้าบ้าไปแล้วสินะ อยากตายไม่พอ ยังอยากขายหน้าต่อทุกคนอีกได้! ข้ารับคำท้านั่น”
“งั้นเป็อันว่าตกลงเราจะใช้กฎการดวลตามกฎของการแข่งขันนี้...ฝากด้วยนะครับคุณเ้าหน้าที่”เมฆหันมาบอกเ้าหน้าที่ เป็เชิงว่าช่วยจัดให้เขาทั้งคู่มาเจอกันให้หน่อย
เขายังจำได้ว่าตอนแรกเ้าหน้าที่คนนี้คิดจะจัดให้เขาไปเจอกับคนที่พลังเวทไม่สูงแสดงว่าคุณเ้าหน้าที่ต้องสามารถทำเื่อย่างการจัดตารางต่อสู้ได้แน่
เ้าหน้าที่เหงื่อตก
“เอ๋!? เ้าหนุ่มเดี๋ยวก่อนนี่เ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่เนี่ย?”
เมฆได้แต่ยิ้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“คือผมก็แค่อยากเห็นพลังของเขาน่ะครับ แต่ก็อยากได้ในแบบ ‘ใกล้-ชิด’เลยครับ”
มาคัสยิ่งฟังก็ยิ่งหัวเราะไม่เข้าใจว่าไอ้เ้าคนไร้เวทนี่จะบ้าไปถึงไหน
ตอนแรกก็คิดว่าเป็คนกล้าที่โง่โง่มากพอจะอยากมีปัญหากับตนเองซึ่งเป็บุตรคนโตของที่ตระกูลเคานต์ที่ใครๆต่างก็เกรงใจ
ปกติแล้วแค่ยศฐานันดรศักดิ์ของเขาก็มักไม่มีใครกล้ามีปัญหาด้วยแต่เ้านี่กลับทำหน้าตาขึงขังพร้อมจะมีปัญหากับตัวเองเต็มที่มีอยู่แวบหนึ่งที่รู้สึกกลัวหน้าตาที่เอาจริงนั่น แต่พอคิดดีๆ แล้วเ้านี่ก็ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด
คนที่มีพลังเวทอ่อนแอก็ไม่อาจเทียบเคียงกับคนที่มีพลังเวทแข็งแกร่งได้และเหล่าขุนนางคือผู้ที่แข็งแกร่งเสมอ นั่นคือสิ่งที่เชื่อกันมาั้แ่รุ่นสู่รุ่น
เขาเองนั้นไม่ว่าใครต่างก็ชมเชยว่ามีพร์ทางด้านเวทฉะนั้นหากเป็ในด้านพลังเวท เขาก็ถือว่ามั่นใจว่าจะชนะทุกคนได้ไม่ว่าใครก็ตาม
ยังไงซะเ้านี่ก็เป็ผู้ไร้เวทไม่ต้องคิดเลยว่าจะอ่อนแอแค่ไหน การท้าดวลในครั้งนี้ เขาคือผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย
“ท่านมาคัสขอรับ” ผู้ติดตามที่ซูบผอมแอบเข้ามากระซิบ
มาคัสหงุดหงิดนิดหน่อยที่โดนขัดจังหวะความคิด
“มีอะไร?”
“ข้ามีความคิดดีๆ ขอรับ แทนที่คิดจะฆ่าเ้านั่น...”ผู้ติดตามที่ซูบผอมนำเสนอความคิดบางอย่างให้กับมาคัสฟัง
เมื่อฟังความคิดนั้นจบ มาคัสก็ได้คล้อยตามไปเขาส่งเสียงทักเมฆ
“เฮ้ย! ไอ้ไร้เวท ในเมื่อนี่คือการท้าดวลเรามาทำให้มันสนุกกว่านี้กันเสียหน่อยไหม? มาเดิมพันกันทุกคนตรงนี้จะเป็สักขีพยานให้กับข้อตกลงระหว่างข้ากับเ้า”
เมฆฟังแล้วเข้าใจในทันทีมันเป็กฎของอาณาจักรนี้ง่ายๆ ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับเื่การทำข้อตกลงถ้าไม่มีเอกสารเป็ลายลักษณ์อักษร สามารถยืนยันด้วยการมีสักขีพยานได้
แม้จะดูไม่น่าไว้ใจได้หากพยานเ่าั้เตี๊ยมกันแต่ก็ช่วยไม่ได้ กฎมันว่าไว้แบบนี้
“อ๋อ มันมีของแบบนั้นอยู่ด้วยสินะครับเนี่ย ถ้าอย่างงั้นว่าความ้าของฝ่ายนั้นมาก่อนได้เลยครับ”
“ถ้าข้าชนะ เ้าจะต้องมาเป็ทาสรับใช้ข้า...ตราบชั่วชีวิต”มาคัสตั้งใชเน้นที่คำหลังเพื่อข่มขู่
เมฆที่ได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไปนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
“ตกลงครับ แต่ถ้าผมชนะ คุณต้องไปกล่าวขอโทษกับบุคคลที่ผมอยากให้คุณขอโทษ”
มาคัสทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจถึงคำเดิมพันของเมฆ แต่ก็ยังแสยะยิ้มตอบรับ
“ตกลง แต่ทำใจไว้ซะเถอะ ยังไงข้าก็ไม่มีวันแพ้ไอ้คนอ่อนแอแบบเ้าอยู่แล้วเตรียมตัวจะมาเป็ทาสของข้าตลอดชีวิตได้เลยจำไว้ซะว่าเ้ามันโง่เองที่มาท้าดวลกับข้า” พูดจบมาคัสก็หัวเราะร่าเดินจากไป
เมฆแอบคิดสะใจที่จะได้เอาคืนอีกฝ่าย
“หึ...ไอ้บ้าเอ๊ย” เมฆสบถ
“ว่าใครน่ะ หรือกำลังบอกตัวเอง?” ไอซ์ที่อยู่ดีๆปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างของเมฆพูดขึ้น
เมฆสะดุ้งนิดหน่อย แต่ก็เก็บอาการไว้
“นี่หายไปไหนมา แล้วไปเอาข้าวโพดคั่วมาจากไหนเนี่ย?”
ในมือข้างหนึ่งของไอซ์ถือปข้าวโพดคั่วถังใหญ่อยู่อีกมือหนึ่งกำลังข้าวโพดคั่วเข้าปากไม่หยุด
“ซื้อมาจากตรงหัวมุมนั้นไง อร่อยนะ สักหน่อยไหม?” ไอซ์ยื่นถังป๊อปคอร์นให้เมฆ
“ไม่เอาเฟ้ย! แล้วนี่อย่าบอกนะว่านายหายหัวไปซื้อของกินมาน่ะ ทั้งๆที่ฉันกำลังเผชิญกับความลำบากเนี่ยนะ”
ไอซ์เกาหัว ทำหน้าเหมือนหนักใจ
“โทษทีมาช้าไปหน่อยแต่ได้ยินเขาพูดกันแล้วล่ะ...ไปท้าดวลกับคนจากตระกูลขุนนางแบบนั้นนายคงไม่ได้บ้าไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม?”
เ้าหน้าที่ยังอยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกันจึงพูดเสริม
“ใช่ ข้าเห็นด้วยกับไอซ์นะ ไอ้ที่เ้าทำไปมันบ้ามากเลยเ้าคิดจะอยู่อย่างสงบได้ในอาณาจักรนี้จริงๆ ใช่ไหม? หลังจากที่เ้าทำเื่แบบนี้ไปแล้วน่ะ”
เมฆมองหน้าทั้งสองคนแล้วคิดในใจ ‘นี่ไปรู้จักกันตอนไหนน่ะ?’ แต่ไม่ได้ถามออกมา
“ผมไม่ได้บ้าสักหน่อย ก็แค่คิดว่าถ้าวันนี้ไม่ได้ต่อยเ้านั้นล่ะก็ผมคงนอนไม่หลับแหง”
ไอซ์ที่ได้ยินเมฆพูดแบบนั้นกลับยิ่งปลงใจ
“นี่นายคงไม่เข้าใจจริงๆ สินะว่าไอ้ที่ทำลงไปมันเป็เื่ใหญ่แค่ไหน...ฉันก็พอรู้อยู่นะผลของการไปมีปัญหากับพวกนั้นน่ะ”
ไอซ์เกิดใหม่มาแล้ว 2 ปีกว่า เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เฉยๆ โดยไม่เรียนรู้อะไรเลย
สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือที่จริงแล้วขุนนางนั้นมีอิทธิพลมากแค่ไหนในโลกใหม่นี้ไม่ว่าใครต่างก็ต้องให้ความเคารพขุนนางเ่าั้ ถ้าหากคิดไปมีปัญหากับพวกนั้นแล้วจะมีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นตามมาไม่หยุดหย่อน
ไม่มีใครบ้าพอจะตั้งตัวเป็ศัตรูกับขุนนางเว้นแต่จะมีอะไรบางอย่างที่เหนือกว่า แต่แล้วเมฆมีอะไรล่ะ?
เขาจึงคิดว่าสิ่งที่เพื่อนตัวเองทำลงไปอาจทำเพราะความไม่รู้ก็ได้ก็เมฆยังไม่ได้รู้เื่ราวอะไรของโลกใหม่นี้เลยนี่นา
เมฆยังคงทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ขนาดนั้นเลยหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!” เสียงเ้าหน้าที่ดังขึ้นทันที พร้อมพูดต่อ
“เ้าโดนดูถูกเื่ไร้เวทก็จริง ต่อให้ข้าไม่อยากจะพูดก็เถอะแต่เ้าน่าจะมีความอดทนกว่านี้หน่อย การไปมีปัญหากับพวกคนแบบนั้นมันไม่คุ้มสักนิดพวกขุนนางนั้นน่ะแข็งแกร่งกันมาั้แ่กำเนิดเลยชอบดูถูกคนที่พลังเวทต่ำกว่าตัวเองเป็เื่ปกติอยู่แล้ว”
ตามประวัติศาสตร์บรรพบุรุษของขุนนางนั้นเป็คนมีพร์อย่างแท้จริงสร้างชื่อและผลงานมากมายจนได้รับยศพระราชทานจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ
เป็เื่ปกติที่พวกเขาอยากให้สายเืของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นไปอีกจึงทำให้มีการแต่งงานกันในระดับขุนนางด้วยกันเกิดขึ้น บุตรที่ถือกำเนิดมาจึงมักเป็ผู้มีพร์เสมอด้วยสายเืที่เข้มข้น
ยิ่งนานวันเข้าก็ทำให้สายเืขุนนางมีพลังมากขึ้นทำให้การเกิดมาในตระกูลขุนนางแล้วมีพลังเหนือกว่าสามัญชนคือเื่ปกติและกลายเป็ค่านิยมติดตัว
ด้วยค่านิยมแบบนั้นทำให้เหล่าขุนนางต่างดูถูกผู้ที่พลังด้อยกว่าตนเองว่าอ่อนแอ
ยิ่งพอเป็เมฆแล้วก็ยิ่งกลายเป็เป้าหมายให้กับขุนนางดูถูกอย่างง่ายดาย
“ก็นั่นไง มันดูถูกผมว่าไร้เวทนี่นาผมเลยอดใจไม่ไหวอยากสั่งสอนไอ้หมอนั่นซะหน่อย” เมฆพูดอย่างหน้าตาเฉย
เ้าหน้าที่ทำหน้าหน่ายใจเหมือนสิ่งที่เขา้าจะสื่อไม่ได้เข้าหัวเ้านี่เลย
“แต่นั่นมันบุตรคนโตจากตระกูลเคานต์เชียวนะ เ้าเข้าใจจริงๆใช่ไหมว่าไอ้ที่ข้าอยากจะบอกมันหมายถึงอะไร”
“รู้อยุ่แล้วล่ะน่า เพราะแบบนั้นผมถึงได้ท้าดวลให้มาเจอกันในสนามแข่งที่มีสักขีพยานมากมายไงเล่า”
ไอซ์ที่ได้ยินก็เบิกตากว้างเข้าใจได้ในสิ่งที่เมฆอยากจะทำทันที
“อย่าบอกนะ นี่นายตั้งใจให้เป็แบบนี้อยู่แล้ว...”
เมฆส่งเสียงหัวเราะเพียงสั้นๆ
“หึๆ ‘ผลต่อสู้ที่เป็ประจักษ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องยอมรับในผลนั้น’…ก็เป็กฎที่ดีเหมือนกันนี่”
เป็กฎที่ดีเพราะเขาจะได้จัดการคนที่หมั่นไส้โดยเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาได้
ไอซ์ฝืนยิ้มคิดไม่ถึงว่าเพื่อนของเขาตั้งใจจะทำไอ้เื่แบบนี้จริงๆ
ส่วนเ้าหน้าที่เมื่อได้ยินเมฆพูดก็ทำความเข้าใจได้ทันทีแต่อาการหนักใจไม่ได้หายไปไหน มันยังมีประเด็นอื่นน่าใส่ใจมากกว่า
“ช่างเื่นั้นไปก่อนเถอะ การท้าดวลกับผู้มีพร์ด้านเวทมนตร์ทั้งๆที่เ้าเป็ผู้ไร้เวทเนี่ยนะ เ้ามีสิทธิ์ชนะด้วยหรอ? แล้วยังข้อตกลงที่เดิมพันนั่นอีกเ้ารู้ใช่ไหมว่าถ้าแพ้แล้วต้องไปเป็ทาสแม้อาณาจักรเรามีกฎหมายห้ามทาสอยู่ แต่สำหรับกรณีนี้มันเป็ข้อยกเว้นนะ”
เนื่องจากมันคือการเดิมพันโดยมีสักขีพยานกฎหมายไม่มีพลังครอบคุลมไปถึงเื่แบบนั้นเพราะต่างฝ่ายต่างยอมรับข้อตกลงนั้นแล้ว
เมฆไม่ได้สนใจในสิ่งที่เ้าหน้าที่พูดแต่หันไปพูดกับไอซ์แทน
“ไอซ์ ฉันถามนายหน่อยสิ ทำไมนายถึงได้มั่นใจนักว่าฉันจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้”
“นายก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่รึไง...แต่ฉันหมายถึงถ้านายไปสู้กับคนธรรมดาที่ไม่ใช่ขุนนางนะ”
เมฆสะอึก
“ปั๊ดโถ่เว้ย! แม้แต่นายยังจะไม่เชื่อว่าฉันจะชนะเลยรึไงเนี่ย...พอทีฉันจะไปเตรียมตัวล่ะ”
เมฆหันไปหยิบชุดที่จัดไว้ให้สำหรับผู้เข้าแข่งขัน
“เมฆ ถามอะไรอย่างสิ” ไอซ์ส่งเสียงทักจากด้านหลัง
“อะไร?”
“นายไปมีเื่กับเ้านั่น แค่เพราะหงุดหงิดที่โดนดูถูกจริงๆ ใช่ไหม?”
คำถามนั่นทำให้เมฆต้องหยุดนิ่ง
“ก็เออสิ จะทำไมล่ะ?”
ไอซ์เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ที่จริงแล้วฉันก็เชื่อว่านายจะชนะเ้านั่นได้น่ะเอาให้เต็มที่ไปเลยล่ะ...เพื่อน”
เมฆพยักหน้าตอบในขณะที่ตัวเองหันหน้าไปอีกด้าน
“ขอบใจ”
พอเขาหยิบชุดได้ก็ไปที่จุดเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ไอซ์ที่มองเมฆเดินไปทางอื่นจนเข้าไปในอาคารหนึ่งที่ถูกจัดไว้ให้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วทำหน้าเศร้ามองฟ้า
“ปากไม่ตรงกับใจไม่เปลี่ยนเลยนะแต่ฉันเนี่ยสิ...คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปแล้วเชียวนะ” ไอซ์รำพึงกับตัวเอง
เ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วไม่เข้าใจกับสิ่งที่ทั้งคู่คุยกันเมื่อกี้สักนิด เลยทำได้แค่ส่ายหน้าและกลับไปนั่งที่โต๊ะเอกสารเพื่อจัดตารางแข่งขันตามเดิม
เขาไม่สนแล้วว่าเ้าพวกนี้จะทำอะไรต่อวันนี้ช่างน่าปวดหัวจริงๆ