ตอนที่ 39 ออกความคิดเห็น
เมื่อหานชีเยวี่ยได้ยินคำพูดของคุณย่าเธอแอบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เธอเดาไว้แล้วว่าคุณย่าต้องระเบิดอารมณ์แน่ๆถือว่าเป็นการเร่งรัดพี่ชายทั้งหลายของเธอกลายๆ
“พี่ใหญ่คะ ไม่อย่างนั้นพี่ลองหาหลานสะใภ้มาให้คุณย่าก่อนไหมล่ะ”
หานชีเยวี่ยเติมเชื้อเพลงโหมให้สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น
ย่าเฒ่าหานได้ฟังก็เอ็ดกลับอย่างไม่สบอารมณ์“อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้ว ยังไม่รู้จักทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนที่ย่าอายุเท่าแกนะ มีลูกตั้งสองคนแล้ว แกเนี่ยแม้แต่เมียสักคนก็ยังหาไม่ได้ ไม่รู้จักอายบ้างรึไง”
หานเซี่ยงหยางจ้องมองหานชีเยวี่ยอย่างจนใจหานชีเยวี่ยทำหน้าทะเล้นใส่เขา
จริงๆ แล้วย่าเฒ่าหานก็แค่เสียดายที่เจ้าตัวเล็กจะจากไป จึงระบายอารมณ์ออกมาเท่านั้น ไม่ได้คิดจะบังคับให้หลานชายหาหลานสะใภ้จริงๆ
ชีเยวี่ยเคยบอกไว้แล้วว่าจะให้พี่ชายทุกคนได้เรียนหนังสือ เพื่อที่ในอนาคตจะได้เข้ามหาวิทยาลัย
“ต่อไปนี้ถ้าพวกแกหาเมียที่เป็นคนเมืองไม่ได้ ก็อย่าได้กลับมาเหยียบบ้านนี้อีก ย่าไม่มีหลานชายที่ไม่เอาไหนแบบพวกแกหรอก!”
เมื่อหานลู่หยางได้ยินคุณย่าพูดเช่นนั้นจึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “คุณย่า แค่มีชีเยวี่ยเป็นหลานสาวคนเดียวก็พอแล้ว พวกเราเหล่าหลานชายจะมีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญหรอก”
“รู้ก็ดี ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
ย่าเฒ่าหานถูกท่าทางและน้ำเสียงกวนๆของหานลู่หยางทำให้หลุดขำออกมา
ฉู่เจี้ยนกั๋วเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้วจึงขอตัวลากลับก่อน ย่าเฒ่าหานรีบยื่นถุงตาข่ายในมือคืนให้เขาพร้อมกับพูดว่า“สหายฉู่ นี่เป็นของตอบแทนจากสหายโจว เธอน่าจะรับมันกลับไป”ของพวกนี้เป็นของหายากในเมือง เธอก็รู้สึกไม่ค่อยดีหากจะรับไว้
“คุณย่าหานต่อไปนี้ผมต้องมากินข้าวที่บ้านนี้อยู่แล้วครับ ท่านยังจะเกรงใจผมอีกทำไม?”
สองวันที่ฉู่เจี้ยนกั่วอยู่บ้านตระกูลหานเขากินอิ่มทุกมื้อ เขารู้ปริมาณอาหารที่เขาได้แบ่งมาอย่างชัดเจน จึงรู้ว่าครอบครัวหานคอยเติมเพิ่มให้เขาอีก
เขาเพียงแค่สอนหนังสือให้พี่น้องตระกูลหาน จึงรู้สึกค่อนข้างเกรงใจ
แต่หานชีเยวี่ยเคยเห็นในชาติก่อนว่าบางบ้านจ้างครูสอนพิเศษให้ลูก แค่คาบเดียวก็ต้องจ่ายเงินมากมาย แต่ตอนนี้บ้านของเธอแค่ทำอาหารให้ฉู่เจี้ยนกั่วก็เหมือนได้ครูสอนพิเศษมาฟรีๆ ถือว่าคุ้มค่ามาก
แต่นิสัยของฉู่เจี้ยนกั่วค่อนข้างดื้อรั้นถ้าวันนี้เขาไม่รับของพวกนี้ไป ในใจของเขาคงรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น
“คุณย่า รับไปเถอะ ยังไงสหายฉู่กลับไปแล้วก็ไม่ได้ทำอาหารอยู่ดี”ในถุงมีก๋วยเตี๋ยวและนมข้าวสาลี ซึ่งเป็นของกิน เวลากินข้าวก็ค่อยเอาของพวกนี้มาชดเชยก็ได้
ฉู่เจี้ยนกั่วกลับไปแล้วผู้นำชุมชนกลับไม่ยอมไปแต่เดินตามคนตระกูลหานมาที่บ้าน
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว คนตระกูลหานกำลังจะเข้านอน ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าตาแก่ผู้นำชุมชนนี่ยังตามเข้ามา
ลุงใหญ่กำลังจะเอ่ยปากถามแต่หยางชุนจือรีบดึงเขาไว้ ผู้นำชุมชนก็รู้ตัวว่าตัวเองทำตัวไม่เหมาะสม แต่เรื่องบางเรื่อง เมื่อถึงเวลาที่ต้องคุยก็ต้องรีบฉวยโอกาสคุย
“ขอโทษนะครับ พวกคุณกำลังจะเข้านอนแล้วใช่ไหม?”ผู้นำชุมชนพูดพลางเอากุมมือสองข้างไว้
“ท่านผู้นำชุมชน คุณมีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถอะ นี่ยังไม่ดึกมาก ยังไม่รีบเข้านอนหรอก” ลุงใหญ่พูดพร้อมกับทำท่าหาวไปด้วย
ผู้นำชุมชนแสร้งทำเป็นไม่เห็นลุงใหญ่หาวแล้วนั่งลงตรงชายคาระเบียง“ลูกพี่ คุณว่าชุมชนของเราควรทำอะไรถึงจะดี? ”
พ่อหานไม่คิดว่าผู้นำชุมชนจะถามตรงๆ แบบนี้ ในชั่วขณะนั้นเขาถึงกับนิ่งพูดไม่ออกเลยทีเดียว
ทางด้านพ่อหานนั้นมีไหวพริบกว่าลุงใหญ่ เขาเข้าไปใกล้ผู้นำชุมชนแล้วถามว่า “ท่านผู้นำชุมชน หมายความว่า ชุมชนเราก็จะตั้งโรงงานของตัวเองเหรอครับ?”
หลังจากที่หานชีเยวี่ยพูดเป็นนัยๆเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องแล้ว พ่อหานผู้เป็นพ่อก็ครุ่นคิดไม่น้อยเขาเชื่อว่าลูกสาวของเขาไม่ได้ยิงธนูโดยไร้เป้าหมาย [1] เธอจะต้องได้ยินอะไรมาแน่ๆ เมื่อครู่นี้ ถึงแม้สหายโจวจะไม่ได้พูดชัดเจนนัก แต่ก็พูดถึงเรื่องที่บริเวณรอบนอกหลายพื้นที่ที่กำลังสร้างและพัฒนาโรงงาน
“น้องรอง แกมีความคิดเห็นอะไรบ้าง?”
ดูเหมือนผู้นำชุมชนจะรู้ว่าถามลุงใหญ่ก็เทียบไม่ได้กับการถามพ่อหาน เขาจึงถามพ่อหานโดยตรง
พ่อหานเกาหัว คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านผู้นำชุมชนผมว่าชุมชนเราก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไร ถ้าจะสร้างโรงงานจริงๆ แม้แต่เงินสร้างโรงงานก็ยังไม่มีเลย ”
คำพูดของพ่อหานทำให้บทสนทนาจบลง
ผู้นำชุมชนเองก็รู้ดีว่าเงินในบัญชีของชุมชนตอนนี้มีรวมกันไม่ถึงหกสิบหยวนทำไมเราถึงไม่รู้จักเรียนรู้บทเรียนจากชุมชนข้างๆที่เพิ่งเริ่มสร้างก็ต้องหยุดสร้างล่ะ?
เริ่มทำกันอย่างยิ่งใหญ่ ผลสุดท้ายล้มเลิกกลางคัน ไม่สู้รู้จักยอมแพ้ตั้งแต่แรกดีกว่า ประหยัดแรง ประหยัดเงิน ไม่ต้องมาคอยรับฟังคำบ่น
หานชีเยวี่ยบังเอิญได้ยินคำพูดของพ่อก็อดชื่นชมไม่ได้พ่อของเธอยังคงคิดอย่างรอบคอบ ไม่ได้หลับหูหลับตาแนะนำให้สร้างโรงงานการสร้างโรงงานใแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แต่การพัฒนาย่อมมีแนวทางของมันหากไม่มีรากฐาน ก็ไม่สามารถรองรับการก่อสร้างในภายหลังได้และจะกลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ"
“ผู้นำชุมชนคะ ฉันมีความคิดหนึ่ง”
หานชีเยวี่ยรู้สึกว่าถ้าหวังพึ่งชาวบ้านเหล่านี้ที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างคงคิดหาทางพัฒนาสู่อนาคตไม่ได้
ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาทองแห่งการพัฒนา ไม่ควรพลาดโอกาสพัฒนานี้ ตอนนี้แค่สร้างรากฐานให้แข็งแรง อีกไม่กี่ปี ชุมชนถวนเจี๋ยก็จะเป็นชุมชนที่ร่ำรวยที่สุดในละแวกนี้
“อะไรนะ? ” ผู้นำชุมชนไม่ได้ดูถูกเหตุเพราะหานชีเยวี่ยเป็นผู้หญิงและอายุยังน้อย
เด็กสาวคนนี้ของตระกูลหาน เป็นคนเรียนหนังสือ เรียนจบจบมัธยมปลาย เป็นเด็กที่มีการศึกษาสูง
“ผู้นำชุมชน เราไม่มีเงินสร้างโรงงานจริงๆ แต่อาจจะยืมไก่คนอื่นมาออกไข่ [2] ได้นะคะ ”
“ยืมไก่คนอื่นมาออกไข่? ” ผู้นำชุมชนไม่เข้าใจความหมายของหานชีเยวี่ย จึงทำหน้างุงงงสงสัย
หานชีเยวี่ยยิ้ม “ใช่ ยืมไก่คนอื่นมาออกไข่!”
“สาวน้อย ลูกคิดง่ายไปรึเปล่า ใครเขาเลี้ยงไก่แล้วไม่เก็บไข่ไว้เองเที่ยวมาให้คนอื่นเขายืมไข่บ้างล่ะ” พ่อหานมองลูกสาว พลันคิดว่ายังไงก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี ถึงได้พูดอะไรไร้สาระแบบนี้
“พ่อ ยืมไก่คนอื่นมาออกไข่ไม่ใช่เอาไก่บ้านอื่นมาออกไข่ที่บ้านเราค่ะ แต่เป็นการยืมชื่อโรงงานของคนอื่นมาทำของเรา”
ผู้นำชุมชนได้ฟังคำพูดของหานชีเยวี่ยก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆแล้วส่ายหัวเบาๆ เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี คิดอะไรก็ง่ายเกินไปโรงงานในเมือง พวกเขาจะไปรู้จักได้ยังไง?
“ชีเยวี่ย ความคิดของแกมันก็ดีแต่เราทำไม่ได้หรอก”
หานชีเยวี่ยเข้าใจความหมายของผู้นำชุมชน ความกังวลของผู้นำชุมชนตัวเธอเองรู้อยู่แน่ชัด แต่เรื่องแบบนี้ ต้องลงมือทำดูก่อน บางทีอาจจะสำเร็จก็ได้?
“ผู้นำชุมชนคะ ถ้าคุณเชื่อฉัน ฉันจะลองเข้าไปในเมืองดู บางทีอาจจะพอมีทางก็เป็นได้”
บางทีอาจจะมีทางก็ได้?
ผู้นำชุมชนไม่ค่อยมีความหวังกับเรื่องนี้สักเท่าไร
“ชีเยวี่ย ในเมืองเราไม่มีแม้แต่คนรู้จัก ใครจะสนใจเราล่ะ” บนใบหน้าของผู้นำชุมชนยังคงมีความขมขื่น
“ท่านผู้นำชุมชนคะ ยังไงก็แค่ลองดู ไม่มีอะไรจะเสียหายค่ะ”หานชีเยวี่ยพูดอย่างหนักแน่น
ผู้นำชุมชนเห็นท่าทางของหานชีเยวี่ยแบบนี้ก็เริ่มลังเล
“งั้นลองดูกันเถอะ”
“ผู้นำชุมชน ถ้าทำสำเร็จเราก็จะสามารถหาเงินได้ แต่อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวค่ะ ฉันคิดว่า เราควรมีแผนอื่นด้วย”
หานชีเยวี่ยไม่เคยคิดที่จะทำให้ครอบครัวของเธอร่ำรวยเพียงครอบครัวเดียว แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่เหมาะกับการรวยก่อนใคร ถ้าจะพัฒนาควรพาทุกคนร่ำรวยไปด้วยกัน
หานชีเยวี่ยที่ได้เกิดใหม่อีกครั้ง รู้ดีว่าฐานะทางสังคมมีความสำคัญต่อครอบครัวมากแค่ไหน
ในชาตินี้ เธอไม่เพียงแต่อยากให้ครอบครัวของเธอกินดีอยู่ดี แต่ยังหวังว่าครอบครัวของเธอจะมีฐานะทางสังคมด้วย
เชิงอรรถ
[1] ยิงธนูโดยไร้เป้าหมายเปรียบเปรยถึงการพูดหรือการกระทำโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย
[2] ยืมไก่คนอื่นมาออกไข่เป็นสำนวนจีนที่มีความหมายเหมือนกับสำนวนไทยที่ว่า ยืมจมูกคนอื่นหายใจ หมายถึงการต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อให้ตนเองนั้นอยู่รอดต่อไปได้