ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้บนสะพานเดินเรือ นาวาตรียุทธนา แอนดรอยด์ต้นเรือผู้มีฉายามือขวาไร้พลาด ในตอนนี้ศีรษะของเขาถูกคมะุปืนใหญ่ของฝ่ายโจรสลัดกระชากหลุดออกจากร่างอย่างน่าสะพรึง “ผู้การ… ผมคงไปต่อไม่ไหวแล้ว… วงจรผมเสียหายทั้งหมด…” เสียงของเขาขาดหายเป็ห้วงๆ แม้จะเป็เพียงหุ่นยนต์แต่ความจงรักภักดีของเขาก็มิได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย
ผู้การมันตราเดินมานั่งลงข้างๆศรีษะของนาวาตรียุทธนาที่อยู่บนพื้นและยังมีควันไฟคุกรุ่นอยู่ เขาประคองศีรษะของนาวาตรียุทธนาขึ้นมาอย่างแ่เบา “ไม่ต้องห่วง ขอบใจมากนะ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าะเืใจ
แม้จะใกล้ดับสูญ แต่นาวาตรียุทธนาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่จนถึงลมหายใจสุดท้าย “จากการประมวลผลของผม… คนที่จะมาแทนที่ผมในตำแหน่งต้นเรือนี้… ควรเป็เรือโทหญิง ปิ่นหทัย เพราะเธอมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด… เธอ… สา-มารถ…”
เสียงพูดของเขาขาดห้วง กลไกภายในสั่นะเื ก่อนจะเกิดการะเิของประกายไฟที่ช็อตขึ้นภายในศีรษะหุ่นยนต์แอนดรอยด์ผู้นี้อย่างรุนแรง
ฟ้าว!
เกิดแสงสว่างวาบขึ้น ก่อนศรีษะกลของนาวาตรียุทธนาจะหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
ผู้การมันตราก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำอำลา “ลาก่อน… นาวาตรียุทธนา” ด้วยแววตาแน่วแน่แต่เต็มไปด้วยความอาลัย
จากนั้น เขาหันไปยังเรือโทหญิง ปิ่นหทัย แล้วเอ่ยถาม “ใครเหมาะสมกับตำแหน่งนายทหารควบคุมเรือแทนเธอ?”
ปิ่นหทัยตอบอย่างมั่นใจ “เรือตรีพิมาน ค่ะ ตอนสอบเข้าประจำการเรือลำนี้ เขาสอบได้ที่สองรองจากดิฉัน ฝีมือของเขาไม่แตกต่างจากดิฉันเลย หากมิใช่เพราะตำแหน่งนี้้าคุณสมบัติความใจเย็นและรอบคอบแบบผู้หญิง เขาคงจะได้ที่หนึ่งไปแล้ว”
ผู้การพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปออกคำสั่งแก่ เรือตรีหญิงลลิสา พนักงานวิทยุประจำเรือ “เรียกเรือตรีพิมานขึ้นมาพบผมบนสะพานเดินเรือ”
“รับทราบค่ะ!” ลลิสาตอบเสียงฉะฉาน
ไม่นานนัก เรือโทหญิงปิ่นหทัย และ เรือตรีพิมาน ก็ปรากฏกายที่สะพานเดินเรือ และพร้อมเข้ารายงานตัวต่อผู้การเรือ
ผู้การมันตรามองหน้าปิ่นหทัย ก่อนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันหนักแน่น “นับจากนี้ไป ผมขอเลื่อนยศคุณจากเรือโท เป็เรือเอกหญิงปิ่นหทัย ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต้นเรือ รับผิดชอบด้านระเบียบวินัยลูกเรือ และประสานงานทุกฝ่าย”
“ส่วนคุณ…” เขาหันไปทางพิมาน “ผมขอเลื่อนยศคุณเป็ เรือโทพิมาน ตำแหน่งนายทหารควบคุมเรือ รับผิดชอบระบบควบคุมและระบบยิงทั้งหมด”
ผู้การมันตรายกมือขึ้นกอดอก แล้วกล่าวว่า “พวกคุณแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ได้ ”
ในห้วงลึกภายใต้ท้องทะเลอันเย็นเฉียบ และมืดมิด… เงาดำขนาดมหึมาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงันดุจปีศาจ มันคือ เรือหลวงัเงิน
ด้วยการเคลื่อนที่ใต้น้ำที่เชื่องช้ากว่าเรือพิฆาตบนผิวน้ำ มันจึงเพิ่งเคลื่อนเข้าสู่แนวรบด้วยความเงียบช้าๆอย่างน่าขนลุก ก่อนจะกำหนดเป้าหมายด้วยความแม่นยำ พลางปลดปล่อยตอร์ปิโดออกจากท่อยิงด้านหัวเรือ ตัดคลื่นใต้น้ำพุ่งเข้าสู่เป้าหมายด้านหน้าอย่างเงียบงัน
“เป้าหมายที่หนึ่ง โดนตรงกลางลำเรือ! เป้าหมายที่สองจมแล้ว! เหลืออีกสามลำ พวกมันกำลังรวมตัว เตรียมยิงพร้อมกัน!” เสียงรายงานจากเรือตรีหญิงลลิสา พนักงานวิทยุสื่อสารของเรือรบหลวงมันสินธรดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ได้ เพราะนี่เป็การเข้าร่วมรบครั้งแรกของเธอ
“แจ้งทางเรือหลวงัเงินไปว่า ให้พวกเขาหยุดยิงก่อน ทางเราจะส่งหน่วยราชสีห์ทะเลไปยึดเรือธงของพวกโจรสลัด” ผู้การมันตราสั่งการในทันที
“รับทราบ” หมวดลลิสารับคำสั่งแล้วรีบติดต่อเรือดำน้ำในทันที
“หน่วยราชสีห์ทะเล บุกยึดเรือธงของศัตรูเดี๋ยวนี้! จับเป็ผู้นำโจรสลัดมาให้ได้” เสียงคำสั่งของผู้การมันตรา ส่งผ่านระบบเสียงในห้องควบคุมไปถึงดาดฟ้าหลังเรือในทันที
เรือเอกปรานชล นายทหารนาวิกโยธิน รับคำสั่งอย่างไม่ลังเล เขานำลูกทีม 20 นายกระโจนลงเรือยางสองลำจากแรมป์ท้ายเรือ เสียงเครื่องยนต์คำรามขณะที่เรือยางทะยานแหวกผืนน้ำฝ่ากระแสคลื่นลมองอาจดังราชสีห์แห่งห้วงสมุทรที่โจนทะยานสู่เป้าหมายคือเรือโจรสลัดที่ลอยลำอยู่ไกลออกไปจนลิบสายตา
เปลวไฟที่ลุกท่วมบนเรือโจรสลัดตัดกับผืนทะเลและท้องฟ้ามองเห็นได้แต่ไกลช่างน่าสลดใจยิ่งนัก ท่ามกลางสายน้ำและควันดำ หน่วยราชสีห์ทะเลทั้ง 20 นายในชุดเกราะพิเศษ ยังคงฝ่าแรงกระแทกจากระลอกคลื่นไปด้วยใจห้าวหาญ
เรือเอกปรานชลใช้สัญญาณมือสั่งการแปรความได้ว่า ให้ทหารทุกนายขึ้นทางกราบขวาค่อนไปทางด้านท้ายเรือโจรสลัด เข้าควบคุมสะพานเดินเรือโดยเร็ว เป้าหมายคือจับกุมผู้นำให้ได้
ปืนกลเบาเกลียวสมุทรอาวุธประจำกายของทุกคนแนบอยู่ข้างลำตัว ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย เมื่อเรือยางเทียบกราบขวาก็ถึงเวลาจู่โจม เสียงปลดล็อกไกปืนดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่เหล่าทหารจะวิ่งกรูเข้าสู่ดาดฟ้าเรือธงของศัตรูด้วยความเร็ว ในแต่ละชุดจะแบ่งหน้าที่เป็ฝ่ายจู่โจม ฝ่ายยิงป้องกัน และฝ่ายระวังหลัง ดังนั้นแม้พวกเขาจะเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วแต่ก็มิได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย
เสียงปืนกลเบารัวลั่น ปรากฏเป็สายแสงสว่างแหวกผ่านความมืด กระหน่ำใส่กลุ่มโจรสลัดที่ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดปีนขึ้นมาบนเรือของตนจึงยังไม่ทันตั้งตัว หัวหน้าโจรสลัดสาว มอร์ริแกน ชักดาบเวทคริสตัลออกจากสะเอว ะโมายืนตั้งรับอย่างรวดเร็ว
“กล้ามาก...ที่บังอาจย่างกรายเข้ามาเหยียบเรือของข้า!”
แต่คำขู่ยังไม่ทันจบ เสียง ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! จากปืนกลเบาก็ลั่นซ้ำใส่ดาบของนางจนกระเด็นออกจากมือ ร่วงลงไปกระแทกพื้น
ลูกเรือโจรสลัดส่วนใหญ่พยายามกรูกันเข้ามาปกป้องผู้นำของมัน แต่ไม่พ้นคมะุที่พุ่งเข้าใส่ ร่างแต่ละร่างล้มลงดั่งใบไม้ที่ร่วงโรยในฤดูมรสุม
“พอแล้ว! เรายอมแล้ว! ได้โปรด ปล่อยเรืออีกสองลำไปเถิด!”
มอร์ริแกนเอ่ยด้วยเสียงสั่น ร่างสูงสง่าของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ดูไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดนี่นา” เสียงทุ้มแฝงไอเย็นของ องค์รัชทายาทมันตรา ดังขึ้นจากท้ายเรือ ก่อนจะเอ่ยสั่งการอย่างหนักแน่น
“เคลียร์พื้นที่ ไม่ต้องตามล่าเรือที่เหลืออีกสองลำ”
“ขอบคุณ...องค์รัชทายาท” มอร์ริแกนเอ่ยเสียงเบาราวกับยอมจำนนต่อโชคชะตา
แม้การต่อสู้จะกินเวลาเพียงสิบกว่านาที แต่หน่วยราชสีห์ทะเลก็สามารถยึดสะพานเดินเรือ ควบคุมระบบบังคับการ และจับกุมศัตรูที่ยังมีชีวิตไว้ได้ทั้งหมด
“เป้าหมายหลักถูกควบคุมแล้ว ศัตรูไม่มีการต่อต้านเพิ่มเติม!” เสียงของหัวหน้าหน่วยรายงานผ่านสัญญาณวิทยุไปยังเรือหลวงมันสินธรในทันที
มอร์ริแกน ถูกจองจำข้อมือทั้งสองข้างไว้ด้วยกุญแจมือพลังิญญาที่เรืองแสงสีเขียวเปล่งประกายวับวาบเป็จังหวะ “เ้าคิดว่าข้าจะก้มหัวให้เ้าง่ายๆเช่นนั้นหรือ… เ้าจะไม่มีวันควบคุมทะเลทั้งหมดไว้ได้หรอก!”
องค์ชายมันตราไม่กล่าวตอบ เพียงหลุบตาลงต่ำอย่างนิ่งสงบ ก่อนจะกล่าวเสียงเบาทว่าหนักแน่น “ทะเลนี้ไม่ต้องมีใคร… แค่ให้มันหยุดคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้ก็เพียงพอแล้ว”
จากนั้น หน่วยราชสีห์ทะเลจึงพาผู้ถูกจับกุมทั้งห้า มอร์ริแกน, เฮเลน่า และลูกเรือผู้รอดชีวิตอีกสี่คน ลงเรือยาง กลับสู่เรือหลวงมันสินธร
พวกเขาถูกส่งต่อไปยังฝ่ายสืบสวนใต้ดาดฟ้าเรือ ณ ชั้นที่ถูกผนึกไว้ด้วยยันต์เวทนับสิบ และส่งไปคุมขังยังคุกจักรกลซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีออกไปได้ง่ายๆ ที่นั่นก็คือคุกอับเฉาใต้ท้องเรือนั่นเอง