บทที่ 19 ไม่ต้องรีบร้อน นี่เพิ่งจะเริ่มต้น
จางเซี่ยงหรงถูกคนของหอร่ำเมรัยลากตัวไปที่กรมอาญาและถูกส่งเข้าคุกในคืนนั้น คนตระกูลโจวในเมืองหลวงไปสอบถามข่าวคราวค่อยทราบว่าเขาไปก่อเื่ที่หอร่ำเมรัย ทั้งยังล่วงเกินกู้ซื่อจื่อของจวนเจิ้นกั๋วกงและเซียวซื่อจื่อของจวนจงอี้โหว
จางเซี่ยงหรงเป็พวกไร้สมอง แต่ใต้เท้าโจวลุงเขยของเขาไม่ใช่ ฉับพลันนั้นจึงบันดาลโทสะจนฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าของภรรยา
“เ้าดูเื่งามหน้าที่หลานชายเ้าทำออกมาซิ ถ้าเื่นี้ส่งผลกระทบต่อเป่าหลินในวัง ข้าได้ถลกหนังเขาแน่!”
เมื่อคนผู้หนึ่งได้ดี คนรอบข้างก็พลอยได้รับอานิสงส์ หลังจากโจวเป่าหลินได้รับความโปรดปราน โจวจางซื่อก็กลับไปอวดอ้างที่บ้านเดิมอย่างอดใจไม่ไหว ทั้งยังรับหลานชายมาที่เมืองหลวง หมายใจว่าจะหาบุตรีตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงสักคนมาตบแต่งให้เขา จะได้เป็กำลังช่วยเหลือโจวเป่าหลินในอนาคต
แต่คิดไม่ถึงว่าจางเซี่ยงหรงเพิ่งมาเมืองหลวงได้ไม่ทันไรก็สร้างปัญหาให้เสียแล้ว นางกล่าวอย่างร้อนใจ “นายท่าน แล้วจะทำอย่างไรดีเ้าคะ ตอนนี้ซุ่ยซุ่ยกำลังได้รับความโปรดปราน ท่านต้องเอาตัวเซี่ยงหรงออกมาให้ได้นะ เขาอยู่ในคุกต่อไปก็มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของซุ่ยซุ่ยหม่นหมอง”
ซุ่ยซุ่ยก็คือชื่อสมัยเด็กของโจวเป่าหลิน
“ยังจะทำอย่างไรได้ ข้าก็ต้องแบกหน้าแก่ ๆ นี่ไปขอขมาซื่อจื่อทั้งสองน่ะสิ” ใต้เท้าโจวกล่าวอย่างเดือดดาล
ยามอู่*[1] กู้อวี้ออกมาจากที่ทำการขุนนางก็พบกับใต้เท้าโจวที่รออยู่หน้าประตู
ใต้เท้าโจวยื่นกล่องของกำนัลมาให้นางด้วยท่าทางพินอบพิเทา “กู้ซื่อจื่อ หลานชายข้าไม่รู้ความ เมื่อคืนวานนี้ไปรบกวนกู้ซื่อจื่อเข้า หวังว่าท่านจะใจกว้างไม่ถือสา ยอมปล่อยเขาไปสักครา”
กู้อวี้เปิดกล่องดูแล้วก็ต้องแค่นหัวเราะในใจ ในนั้นมีปิ่นหลิวหลีสามอัน เป็สินค้าจากหอหยกงามของนางเอง ทั้งยังเป็แบบที่ราคาแพงที่สุดในร้าน ข้างล่างยังมีตั๋วแลกเงินรองไว้ปึกหนึ่ง
ใต้เท้าโจวคงสืบความมาแล้วว่าจางเซี่ยงหรงต้องลงเอยเช่นนี้ก็เพราะแย่งชิงปิ่นแก้วหลิวหลี
หญิงสาวปิดฝากล่อง ่นี้นางเตรียมจะให้หอหยกงามและร้านภูษาฟ้ายื่นประกวดราคาเพื่อชิงตำแหน่งผู้สนับสนุนหลักของงานชุมนุมปราชญ์ ในมือกำลังขาดเงินสดอยู่พอดี เงินที่มีคนนำมาส่งให้ถึงที่เช่นนี้ถ้าไม่เอาก็เสียเปล่าน่ะสิ
“ของกำนัลของใต้เท้าโจวข้าขอรับไว้ แต่ใต้เท้าอาจยังไม่ทราบ คนที่ประมูลสิ่งของแข่งกับคุณชายจางคือเซียวซื่อจื่อ ใต้เท้าคงต้องไปจวนจงอี้โหวสักรอบ เมื่อวานนี้หลานชายของท่านโอหังยิ่งนัก ข้าเป็คนขวัญกล้าคนหนึ่ง แต่เกรงว่าเซียวซื่อจื่อคงถูกหลานชายของท่านทำให้ใไม่เบา”
ใต้เท้าโจวลอบด่าในใจว่ากู้อวี้รับเงินไปแล้วแต่กลับไม่ยอมทำงาน ทว่าเปลือกนอกเขากลับกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “ได้ ๆๆ ท่านพูดถูก พอเขาออกมาจากคุกแล้วข้าจะสั่งสอนเขาอย่างเข้มงวดกว่าเดิมแน่นอน ถึงตอนนั้นค่อยให้เขามาขอขมาท่านด้วยตนเองอีกครา ขอบคุณกู้ซื่อจื่อมากที่มีน้ำใจกว้างขวาง ทางด้านเซียวซื่อจื่อ ข้าจะนำของกำนัลไปขอขมาเดี๋ยวนี้”
กู้อวี้ถือกล่องเดินขึ้นรถม้า ลองนับดูคร่าว ๆ พบว่าในนั้นมีตั๋วแลกเงินมูลค่ารวมถึงสามพันตำลึง เห็นทีโจวเป่าหลินได้รับความโปรดปรานคราวเดียว ตระกูลโจวคงกอบโกยผลประโยชน์ไปได้ไม่น้อย
นางหยิบตั๋วแลกเงินออกมาแล้วส่งกล่องที่มีตราประทับตระกูลโจวพร้อมกับปิ่นหลิวหลีสามอันให้แก่ผิงซา
“ส่งปิ่นหลิวหลีสามอันนี้เข้าวัง บอกพี่สาวว่าให้นางใช้สำหรับตกรางวัล”
“ขอรับ ซื่อจื่อ”
กู้อวี้เลิกผ้าม่านมองใต้เท้าโจวขึ้นรถม้าตรงไปทางจวนจงอี้โหวอย่างเ็า
นางกล่าวในใจว่า ไม่ต้องรีบร้อน นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ใต้เท้าโจวตรงไปยังจวนจงอี้โหวโดยไม่ได้หยุดพัก เมื่อสอบถามได้ความว่าเซียวซื่อจื่อไม่อยู่ที่จวนก็บ่ายหน้าไปหาคนที่โรงน้ำชา ไม่ง่ายเลยกว่าจะพบคน ส่งของกำนัลอีกชุดให้อีกฝ่าย ไม่ทราบว่าเซียวสิงจือนัดแนะกับกู้อวี้มาล่วงหน้าหรืออย่างไร ถ้อยคำจึงไม่ต่างกันมากนัก
“ใต้เท้าโจว ข้ารับของกำนัลไว้แล้ว แต่คนที่ส่งคุณชายจางเข้าคุกคือผู้ดูแลของหอร่ำเมรัย ท่านคงเคยได้ยินกฎของหอร่ำเมรัย เื่นี้ต้องให้หอร่ำเมรัยออกหน้า”
ใต้เท้าโจวลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เ้าเด็กสองคนนี้หลับหูหลับตารับเงิน แต่กลับไม่ยอมรับปากว่าจะปล่อยตัวจางเซี่ยงหรง ถ้าไม่ใช่เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้เขามีรากฐานอ่อนแอ วาจาไร้น้ำหนัก ยังจะต้องเห็นแก่หน้าคนรุ่นหลังสองคนนี้อีกงั้นรึ
ใต้เท้าโจวเร่งร้อนเดินทางต่อไปยังหอร่ำเมรัย ส่งเงินปึกใหญ่ให้อีกฝ่าย สุดท้ายผู้ดูแลหอร่ำเมรัยรับเงินไปแล้วก็ยังคงตอบเขาอย่างขอไปที
“ใต้เท้าโจวมาหาผู้น้อยถือว่ามาหาผิดคนแล้ว ผู้น้อยเป็เพียงคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง หลังส่งคนไปที่กรมอาญา กรมอาญาก็กำหนดโทษลงมา ใต้เท้าโจวไปหาช่องทางที่กรมอาญาจะดีกว่า”
ใต้เท้าโจวแค้นใจแทบกระอัก เขาทุจริตรับสินบนมาแล้วยังช่วยจัดการธุระให้คนอื่น คิดไม่ถึงว่าคนเมืองหลวงจะคดในข้องอในกระดูกได้ถึงเพียงนี้ แต่ละคนเพียงรับเงินแต่ไม่ทำงาน
เขาจึงต้องรุดไปที่กรมอาญาด้วยสีหน้าปั้นยาก ยังดีที่คนของกรมอาญายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ถึงจะไม่ได้ปล่อยตัวจางเซี่ยงหรง แต่ก็ยังอนุญาตให้เขาไปพบคนในคุก
เพิ่งจะไปถึง จางเซี่ยงหรงก็ะโเข้ามาเกาะลูกกรงน้ำหูน้ำตาไหล “ลุงเขย ท่านช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
แม้จางเซี่ยงหรงจะมีรูปลักษณ์ภายนอกแข็งแรงบึกบึน แต่ถูกคนในครอบครัวรักใคร่ตามใจมาั้แ่เล็กจนโต จึงไม่เคยได้รับความลำบากถึงเพียงนี้มาก่อน
อยู่ในคุกมาหนึ่งวันหนึ่งคืน หนูแมลงสาบชุกชุม ทั้งยังมีเสียงร้องโหยหวนของนักโทษดังให้ได้ยินอยู่เป็ระยะ แม้เขาจะรู้ว่าโทษของเขาไม่ถึงขั้นถูกทรมาน แต่ก็ไม่อาจทานทนสภาพแวดล้อมที่น่ากลัวเช่นนี้ได้
ใต้เท้าโจวคิดถึงเงินที่ต้องสูญไปในวันนี้เพราะจางเซี่ยงหรงก็แค้นใจจนอยากจะทุบตีอีกฝ่ายให้ตายคามือ “เ้าตายอยู่ที่นี่เสียได้ก็ดี นอกจากก่อปัญหา เ้ายังทำอะไรเป็บ้าง”
จางเซี่ยงหรงกลัวว่าใต้เท้าโจวจะไม่ช่วยเขา จึงลดเสียงลงกระซิบว่า
“ลุงเขย ท่านต้องช่วยข้านะ ท่านลองคิดดู ข้าเป็แค่กากเดนคนหนึ่ง คนพวกนั้นจะเปลืองแรงมาสร้างความลำบากให้ข้าเพียงเพราะเมาอาละวาดไปทำไม ข้าเดาว่าเื่นี้จะต้องพุ่งเป้าไปที่ญาติผู้น้องในวังหลวงเป็แน่”
ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ใต้เท้าโจวก็พลันตื่นตัวขึ้นมา ทุกคนล้วนเป็ขุนนางในราชสำนัก บุตรสาวของเขากำลังได้รับความโปรดปราน ตามหลักแล้วแต่ละฝ่ายไม่สมควรไม่ไว้หน้าเขาถึงเพียงนี้
แต่ตอนนี้เขาหว่านเงินออกไปขนาดนั้น แต่กลับไม่บังเกิดผลเลยแม้แต่น้อย แบบนี้มิเท่ากับว่าพุ่งเป้ามาที่บุตรสาวของเขาหรอกหรือ?
ใต้เท้าโจวนึกถึงเื่ที่บุตรสาวเคยเปรยเอาไว้ว่านางไม่ค่อยลงรอยกับกู้กุ้ยเฟย อย่าได้ถูกกู้กุ้ยเฟยคว้าจุดอ่อนเอาไว้ได้เพราะเื่นี้เชียว
แววตาของใต้เท้าโจวพลันกระด้างขึ้นมา “เ้าก็รู้ฐานะญาติผู้น้องของเ้า ยังกล้าไปก่อเื่อย่างเหิมเกริมอยู่ข้างนอกอีก หลังออกไปได้ เ้าจงไสหัวกลับเจ้อโจวไปให้ข้าเสีย ได้ยินไหม”
จางเซี่ยงหรงประสบเคราะห์ครานี้เสียขวัญไปมาก ซาบซึ้งแล้วว่าตนเองสามารถวางอำนาจได้ก็แต่ที่เจ้อโจว ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่ว่าใครล้วนสามารถบดขยี้เขาจนตายได้เหมือนบี้มดตัวหนึ่ง ตอนนี้ขอเพียงสามารถออกไปได้ ให้เขารับปากอะไรก็ได้ทั้งนั้น
“ถ้าข้าออกไปได้ก็จะกลับบ้านเกิดไปพร้อมกับท่านพ่อท่านแม่ทันที ลุงเขย ท่านรีบถ่ายทอดคำพูดถึงโจวเป่าหลิน ให้นางขอเมตตากับฝ่าาแทนข้า ไม่อย่างนั้นวิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง ไม่รู้ว่าจะมีเื่อะไรตามมาอีก”
ใต้เท้าโจวก็เห็นด้วยเช่นกันว่ารีบเอาตัวจางเซี่ยงหรงออกไปโดยเร็วเป็ดีที่สุด จึงรับปากหน้าขรึม พอกลับไปถึงเรือนก็ส่งข่าวให้โจวเป่าหลินทันที
ตกเย็นกู้กุ้ยเฟยได้รับกล่องของกำนัลที่กู้อวี้ส่งมาให้ แล้วถามนางกำนัลน้อยจากฝ่ายพระราชวังว่า “เขาพูดเท่านี้?”
“เรียนกุ้ยเฟย นอกจากเื่นี้ ซื่อจื่อก็ไม่ได้พูดเื่อื่นแล้วเพคะ”
กุ้ยเฟยพลิกดูกล่องใบนั้นก็ไม่พบช่องลับ ไม่มีกลไก ทราบว่ากู้อวี้เป็คนทำอะไรมีเหตุผล แต่วาจานี้มาอย่างไม่มีต้นไม่มีท้าย นางจึงไม่อาจเข้าใจได้ในทันที
นางกำนัลน้อยผู้นั้นคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานนี้ที่หอร่ำเมรัย ซื่อจื่อเกือบจะถูกคนทำร้ายเพคะ”
กุ้ยเฟยพลันใ “อะไรนะ! เล่ามาให้ละเอียดซิ”
“กุ้ยเฟยโปรดวางใจ ซื่อจื่อไร้อันตรายเพคะ ผู้ก่อเหตุก็ถูกควบคุมตัวเข้าคุกไปแล้ว”
“คนก่อเหตุคือใคร?” กุ้ยเฟยมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง เห็นนางกำนัลน้อยผู้นั้นมีท่าทางอิดออด จึงส่งสายตาให้นางกำนัลคนสนิทมากำนัลเงินก้อนหนึ่งให้อีกฝ่าย
“ได้ยินว่าเป็ญาติผู้พี่ของโจวเป่าหลินเพคะ…”
เมื่อนางกำนัลน้อยอธิบายต้นสายปลายเหตุจนครบถ้วน กุ้ยเฟยใคร่ครวญเล็กน้อยก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดกล่องใบนี้จึงมีตราประทับตระกูลโจว หลังนางกำนัลน้อยจากไปแล้วนางก็สั่งความว่า
“ส่งปิ่นสามอันนี้ไปให้เจิ้งเหลียงเยวี่ยน หลินไฉเหริน และตู้เหม่ยเหรินที่ได้ปรนนิบัติฝ่าา่นี้”
[1] ยามอู่ หมายถึง ่เวลา 11.00 - 13.00 น.